https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/issue/feed วารสารรัตนปัญญา 2021-05-19T21:47:44+07:00 - rattana.prof@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>-</strong></p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/246587 รายละเอียดประจำฉบับ 2020-12-30T08:19:24+07:00 รัตนะ ปัญญาภา rattana.prof@gmail.com 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/241786 การแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 2020-12-29T23:53:04+07:00 กนกพัชร์ แจ่มฟ้า Kanokphat24@hotmail.com นางมาลินี อาชายุทธการ Malinee.A@chula.ac.th <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโดยการศึกษาข้อมูลด้านการแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ฝั่งธนบุรีปี พ.ศ. 2561 การศึกษาวิจัยดุล 1) สำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร 2) สัมภาษณ์คุณและรูปแบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสน </span><span style="vertical-align: inherit;">ทศต่าง ๆ 4) สำรวจข้อมูลภาคสนาม</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและในการแสดงผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อพระมหากษัตริย์พระนางเจ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ชุดรูปแบบที่มีเรื่องราวสื่อถึงพระราชประวัติบุคคลผ่านการแสดงหรือมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องในยุคธนบุ </span><span style="vertical-align: inherit;">ีโดยแบ่งรูปแบบการแสดงที่พบในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ปี พ.ศ. </span><span style="vertical-align: inherit;">2561 เป็น 2 รูปแบบยืดหยุ่น 1) รูปแบบการแสดงละครเป็นละครอิงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อการกุศลและอิสรภาพทางประวัติศาสตร์ในกรุงธนบุรี 2) รูปแบบการแสดงละครแบ่งออกเป็น 3 แบบ 2.1 การแสดงมหรสพ สิงโต - มังกรทองและอุปรากรจีน 2.2 การแสดงมหรสพไทยเหมาะกับระบอบการปกครองระบำไทย 2.</span></span></p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242279 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2020-12-29T23:53:04+07:00 Khanittha Tib-saen nittha.pangii@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างหลักสูตรส่งเสริมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซินเนคติกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้หลักสูตรการเขียนเชิงสร้างสรรค์ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนแม่มอกวิทยา จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งสิ้น 16 คน ได้มาโดยวิธีเลือก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรส่งเสริมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอน&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซินเนคติกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลักสูตรที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมในระดับมาก (= 3.89, S.D = 0.46) เอกสารประกอบหลักสูตร มีความเหมาะสมในระดับมาก (= 3.92, S.D = 0.57) และผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนที่ได้เรียนตามหลักสูตรส่งเสริมการเขียน&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนทดสอบหลังเรียน (= 81.07, S.D = 4.51) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน (= 39.55, S.D = 3.98)</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242282 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการอ่านสะกดคำที่มีสระประสม โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2020-12-29T23:53:05+07:00 Rattikan Samniang rattikan.night@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการอ่านสะกดคำที่มีสระประสม โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมการอ่านสะกดคำที่มีสระประสม โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/7 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย (แผนกประถม) จำนวน 41 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรส่งเสริมการอ่านสะกดคำที่มีสระประสม โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ แบบทดสอบการอ่านสะกดคำที่มีสระประสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ได้หลักสูตรส่งเสริมการอ่านสะกดคำที่มีสระประสม โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มี&nbsp; 6 หน่วยการเรียนรู้ หลักสูตรที่สร้างขึ้นมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก ( = 4.13, S.D = 0.64) หน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.21, S.D = 0.70)</p> <p>ผลการใช้หลักสูตรพบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามรถการอ่านสะกดคำที่มีสระประสมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242381 กระบวนการปรับเปลี่ยนดนตรีอีสาน: วงโปงลาง 2021-01-01T22:02:17+07:00 คมกริช การินทร์ khamsitkarin@gmail.com <p>บทความนี้ เรื่องกระบวนการปรับเปลี่ยนดนตรีอีสาน: วงโปงลาง เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “กระบวนการปรับเปลี่ยนของดนตรีอีสาน” ซึ่งได้รับทุนวิจัย จากกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) ปี 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนการประสมวงและศึกษารูปแบบการแสดงของวงโปงลางที่ปรากฏในปัจจุบันใช้การพรรณนาวิเคราะห์ข้อมูลหลักจากงานสนาม โดยใช้แบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง ได้แก่ ศิลปิน ในสาขาการแสดงที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ปัจจัยที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนการประสมวงโปงลาง ประกอบด้วย สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป, ตัวบุคคลที่ต้องคิดงานใหม่ๆ ตามวัตถุประสงค์ของงาน หรือผู้ว่าจ้าง, อิทธิพลของเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี, มีสถาบันการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์ โดยครูผู้สอนหรือศิลปินเป็นผู้นำทางการปรับเปลี่ยน เมื่อนำออกแสดง ทำให้กลายเป็นรูปแบบมาตรฐาน และปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนสำหรับวงโปงลาง นั่นคือ การจัดการประกวดแข่งขัน โดยทางผู้จัดการแข่งขันจะมีการกำหนดรูปแบบการประสมวงดนตรีโปงลางมาให้</p> <p>รูปแบบการแสดงโปงลางในปัจจุบันมี 3 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่ 1) ขั้นตอนเริ่มการแสดง เป็นขั้นตอนแรกเป็นการเปิดวง เพื่อเป็นการตรวจสอบเสียง ความพร้อมสำหรับการแสดง พร้อมเป็นการเชิญชวนผู้ชม เพื่อเรียกผู้ชม 2) ขั้นทำการแสดง โดยมีการแสดงเป็นชุดรำ การแสดงตลก การขับร้องเพลงต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของงาน และ 3) ขั้นจบการแสดง เป็นการปิดการแสดง และอำลาแก่ผู้ชม</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242390 โรงเรียนควาย: การจัดการชุมชนท่องเที่ยววิถีชาวนาไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 2020-12-29T23:53:06+07:00 อาจารย์ภาณิกานต์ คงนันทะ panikarn2563@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทและภูมิปัญญาการทำนาของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง 2) เพื่อศึกษาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยววิถีชาวนาไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการชุมชนท่องเที่ยววิถีชาวนาไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิจัยเอกสาร การสังเกต และการสัมภาษณ์ พื้นที่วิจัย คือ บ้านหนองตาดั้ง ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) คือ ผู้นำชุมชน ตัวแทนชุมชน รวม 5 คน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 คน และนักท่องเที่ยว 5 คน รวม 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง กลุ่มที่ 2 คือ นักท่องเที่ยวจำนวน 100 คน คัดเลือกแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; มี 2 ชนิด คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) โรงเรียนควายเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและภูมิปัญญาการทำนาแบบดั้งเดิมโดยใช้ควายเป็นหลักของชุมชนชาวนาไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อาศัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ โดยได้รับควายที่ไถ่ชีวิตจากธนาคารควายในวาระถวายเป็นพระราชกุศลพระราชทานมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 9</p> <p>2) โรงเรียนควายตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมอาชีพให้ชาวนาไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควายไทยและวิถีชีวิตชาวนาแบบดั้งเดิม โดยมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปมีส่วนร่วม เช่น การดำนา การขี่ควาย การนวดข้าวด้วยควาย เป็นต้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์และถ่ายทอดวิถีชีวิตของชาวนากับควายในอดีต</p> <p>3) แนวทางการจัดการชุมชนท่องเที่ยววิถีชาวนาไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ได้แก่ (1) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สะท้อนภาพชีวิตชาวนาและควายไทยแบบดั้งเดิม (2) การจัดการคุณค่าและความสำคัญของควายไทยก่อให้เกิดการหวงแหนและอนุรักษ์พันธุ์ควายไทยและภูมิปัญญาการทำนาแบบดั้งเดิม (3) การรักษาความสมดุลของธรรมชาติและระบบนิเวศภายในหมู่บ้านควายไทย (4) การรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวนาไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (5) การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (5) การสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวข้อง</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242453 การท่องเที่ยวเชิงอาหารในสังคมต่างวัฒนธรรม: ประเทศไทยและมาเลเซีย 2020-12-29T23:53:06+07:00 ณนนท์ แดงสังวาลย์ nanoln.d@rmutp.ac.th <p>การท่องเที่ยวเชิงอาหารเป็นการท่องเที่ยวทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกประเภทหนึ่งเนื่องจากมีสัมพันธ์กับการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ สังคมและวัฒนธรรมในท้องถิ่น ด้านลักษณะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมีความสนใจวัฒนธรรมและการเรียนรู้เพื่อเกิดประสบการณ์ใหม่ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหารจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซียซึ่งมีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม โดยมีการกำหนดคำสำคัญและช่วงปีที่เผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า การจัดการท่องเที่ยวเชิงอาหารของประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่เกิดจากการแบ่งภูมิภาค ทรัพยากรทางธรรมชาติ ขนมธรรมเนียมประเพณี ชาติพันธุ์ และศาสนา โดยรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารของประเทศไทยที่โดดเด่นมี ดังนี้ 1) การท่องเที่ยวเชิงอาหารแบบสตรีทฟู๊ด 2) การท่องเที่ยวเชิงอาหารรูปแบบเทศกาลอาหาร 3) การท่องเที่ยวเชิงอาหารพื้นถิ่น ส่วนการจัดการท่องเที่ยวเชิงอาหารของประเทศมาเลเซียนั้นมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่เกิดจาก 3 ชาติพันธุ์หลัก ทรัพยากรทางธรรมชาติ และศาสนา โดยรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารของประเทศมาเลเซียที่โดดเด่นมี ดังนี้ 1) การท่องเที่ยวเชิงอาหารแบบสโลฟู้ด 2) การท่องเที่ยวเชิงอาหารพื้นถิ่น 3) การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร และ 4) การท่องเที่ยวเชิงอาหารฮาลาล สำหรับช่องว่างของปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการท่องเที่ยวเชิงอาหารของทั้งสองประเทศ คือ ความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวและการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242489 ศึกษาประเพณีฮีต 12 เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชนบ้านจิก ตำบลกุศกร อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี 2020-12-29T23:53:07+07:00 นายศุภชัย ภักดี supachai.p@srru.ac.th นางสาวจันจิรา เซี่ยงฉิน janjira.s@srru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเรื่อง การศึกษาประเพณีฮีต 12 เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชนบ้านจิก ตำบลกุศกร อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาวิถีชีวิตและประเพณีฮีต 12 กับการสร้างความสามัคคี ของบ้านจิก ตำบลกุศกร อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;2. เพื่อวิเคราะห์คุณค่า ความหมายและระบบความสัมพันธ์ของประเพณีกับความสามัคคี ในประเพณีฮีต 12 และ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการฟื้นฟูประเพณีฮีต 12 เพื่อสร้างความสามัคคีของคนภายในชุมชน การศึกษาครั้งนี้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน มีวิธีการเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึกและการจัดสนนากลุ่ม มีกลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ดังนี้ อาวาสวัดมุจลินทราราม สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้านและเยาวชนและประชาชน การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจึงเลือกใช้แนวทางการวิจัยทางมานุษยวิทยา (Anthropological Methods) ด้วยเทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาและศาสนา และ ทฤษฎีนิเวศวิทยาวัฒนธรรมผลการวิจัยเป็นดังนี้</p> <ol> <li class="show">วิถีชีวิตและประเพณีฮีต 12 ของบ้านจิก พบว่า การดำเนินวิถีชีวิตของคนในชุมชนบ้านจิกหลังจากที่แยกออกมาจากบ้านศรีสุขเพื่อตั้งถิ่นฐานนั้น ได้ใช้ประเพณีทั้ง 12 เดือน (ฮีต 12) เป็นแนวทางหลักในการสร้างชุมชนทำให้เป็นชุมชนที่มีความสามัคคี</li> <li class="show">ความหมายและระบบความสัมพันธ์ของประเพณีกับความสามัคคี พบว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประเพณีฮีต 12 ยังคงมีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนเหมือนเดิม ยังคงจัดประเพณีทั้ง 12 เดือนเหมือนเดิมแต่มีบางประเพณีได้มีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากเดิม</li> <li class="show">แนวทางการฟื้นฟูประเพณีฮีต 12 พบว่า สาเหตุสำคัญระบบความสัมพันธ์พบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ประเพณีฮีต 12 และความสามัคคีลดหายไป คือ</li> <li class="show">ความเจริญเริ่มเข้ามาในยุคการพัฒนาชุมชนของหน่วยของรัฐ</li> <li class="show">ความต้องการทางเทคโนโลยีมากกว่าความต้องการธรรมชาติ</li> <li class="show">การเข้าถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ทำให้ชาวบ้านในชุมชนสนใจสื่อมาก</li> <li class="show">การศึกษาที่สูงขึ้นส่งผลให้ความเชื่อความศรัทธาแบบเดิม</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการฟื้นฟูประเพณีและความสามัคคีให้กลับคืนมา ดังนี้ 1. ฟื้นฟูระบบเครือญาติและ 2. ให้สถานศึกษาส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีแต่ละเดือนให้กับนักเรียนในชุมชน</p> <p>&nbsp;</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242566 เทคนิคการสร้างวงขับร้องประสานเสียงระยะสั้น: เพื่อการใช้งานเบื้องต้น 2020-12-29T23:53:07+07:00 กำพร ประชุมวรรณ komjoun3@hotmail.com กาญจนา วงศ์วิเศษ Lananarak_@hotmail.com <p>การวิจัยเรื่อง เทคนิคการสร้างวงขับร้องประสานเสียงระยะสั้น: เพื่อการใช้งานเบื้องต้น เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ของงานวิจัย เพื่อศึกษาเทคนิคการสร้างวงขับร้องประสานเสียง และศึกษาผลการใช้ชุดเทคนิคการสร้างวงขับร้องประสานเสียงระยะสั้น: เพื่อการใช้งานเบื้องต้น ระยะเวลาที่ทำการศึกษาเริ่มต้นตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ถึง เดือน มกราคม พ.ศ. 2563 โดยศึกษาจากข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์และการสังเกต เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลจากวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">เทคนิคการสร้างวงขับร้องประสานเสียงระยะสั้น ประกอบไปด้วย เทคนิคและวิธีการถ่ายทอดการขับร้องประสานเสียงระยะสั้น อุปกรณ์ประกอบการเรียนการ</li> </ol> <p>สอน ปัจจัยพื้นฐานของผู้เข้ารับการฝึกวงขับร้องประสานเสียงระยะสั้น และปัจจัยแวดล้อมที่</p> <p>ส่งผลต่อการถ่ายทอดวงขับร้องประสานเสียงระยะสั้น</p> <ol start="2"> <li class="show">ศึกษาผลการใช้ชุดเทคนิคการสร้างวงขับร้องประสานเสียงระยะสั้น: เพื่อการใช้งานเบื้องต้น พบว่ากลุ่มทดลองมีพัฒนาการดีขึ้น โดยภาพรวม Pre – Test ( ) ผู้เรียนมีพัฒนาการอยู่ในระดับน้อย ( &nbsp; = 2.28, S.D. =.70) และ Post- Test ( ) ผู้เรียนมีพัฒนาการอยู่ในระดับมาก ( &nbsp;= 4.03, S.D. =.86) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าอันดับแรกคือ ผู้ขับร้องสามารถเข้าท่อนร้องของตนเองได้อย่างถูกต้อง รองลงมาคือ จังหวะ และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ สามารถใช้โทนเสียงได้</li> </ol> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242667 การพัฒนาหลักสูตรการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 2020-12-29T23:53:08+07:00 กชกร จินะโสต nutid.tt@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างหลักสูตรการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 &nbsp;2)ศึกษาผลการใช้หลักสูตรการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6&nbsp; ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านน้ำชำ(วิชัยชนานุเคราะห์) จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ได้หลักสูตรการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 มี&nbsp; 5 หน่วยการเรียนรู้ หลักสูตรที่สร้างขึ้นมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก ( <img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}">= 4.16, S.D = 0.71) หน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( <img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}">= 4.31, S.D = 0.54)</p> <p>ผลการใช้หลักสูตรพบว่า คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง มีค่าเฉลี่ย&nbsp; &nbsp;(<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}">= 24.60) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 2.69) และก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}"> = 14.54)&nbsp; ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 1.59)&nbsp; ตามลำดับ จึงกล่าวได้ว่าคะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน ร้อยละการพัฒนาที่ 40.82</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242836 การออกแบบและพัฒนางานประติมากรรมของที่ระลึก HUSO คณะมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 2020-12-29T23:53:08+07:00 ไชยวํฒน์ ศรีแก้ว bobby_vespa@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนางานประติมากรรมของที่ระลึกคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์&nbsp; ในด้านความสวยงามและเพิ่มมูลค่าของที่ระลึกให้มีคุณค่า รวมไปถึงการสื่อถึงเอกลักษณ์และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามของชาวจังหวัดศรีสะเกษและมหวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษดำเนินการโดยใช้วิธีแบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่เคยได้รับของที่ระลึกรูปแบบเก่า จำนวน 20 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการวิจัย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ของที่ระลึกแบบเดิมมีรูปทรงที่เอียงไปด้านหลังดูไม่มั่นคง ลักษณะช่วงลำตัวที่มีขนาดที่เล็กผอมบางทำให้สื่อถึงความไม่สมบูรณ์ของตัวงานซึ่งขัดแย้งกับส่วนหัวมีขนาดใหญ่ สีที่ใช้ดูเข้มมากเกินไป และของที่ระลึกชุดเดิมไม่มีความชัดเจนของตัวหนังสือและดูไม่สวยงามทำให้ผลงานไม่มีคุณค่า โดยมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงของที่ระลึกใหม่ ดังนี้&nbsp; 1.ให้เพิ่มขนาดรูปทรงช่วงตัวให้ดูมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่พื้นถิ่นนั้นๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์&nbsp; 2.ใช้สีที่ดูเบาตา และใช้สีที่ดูหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ดูสบายตา ดูราบรื่น ดูอ่อนหวาน การเพิ่มเฉดสีมากกว่าเดิมเพื่อให้เกิดความเด่นชัดดูมีสีสันสะดุดตา 3. เพิ่มตัวหนังสือให้มีความชัดเจน&nbsp; และ 4.ให้ปรับเปลี่ยนจากของที่ระลึกที่เป็นผู้ชายให้เป็นของที่ระลึกที่เป็นในรูปแบบผู้หญิงและมีท่าทางที่แตกต่างไปจากเดิม เช่นท่าทางการทักทายที่ดูร่าเริง ท่าทางการตอนรับที่เป็นมิตร</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> :การออกแบบ &nbsp;,การพัฒนา ,ประติมากรรม, ของที่ระลึก</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/243222 ร่วมมือของประชาชนในหมู่บ้านกับงานยุติธรรม : กรณีศึกษาหมู่บ้านในตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ 2020-12-29T23:53:08+07:00 เด่นณรงศ์ ธรรมมา sjmook12@gmail.com <p>จากการศึกษา เรื่อง “ความร่วมมือของประชาชนในหมู่บ้านกับงานยุติธรรม : กรณีศึกษาหมู่บ้านในตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่องานยุติธรรม และเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการความร่วมมือของชุมชนต่องานยุติธรรม และเพื่อเสนอแนะแนวทางยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษายุติธรรมชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง รวมทั้งวิเคราะห์และหาข้อจำกัดของยุติธรรมชุมชน รวมทั้งรูปแบบการสนับสนุนที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนาความร่วมมือของหมู่บ้านในงานยุติธรรมตำบลอื่น ๆ ต่อไป วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในรูปแบบของศึกษาเพื่อท้องถิ่น เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้อาวุโส ผู้นำชุมชน การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การจัดเวทีชุมชน และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เช่น บริบทชุมชน การจัดเวทีชุมชน การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและอินเตอร์เน็ต การวิเคราะห์ข้อมูลแบบมีส่วนร่วมด้วยการตรวจสอบแลกเปลี่ยนและเติมเต็มข้อมูลระหว่างผู้ศึกษาและชุมชน</p> <p>ปัจจัยที่ส่งผลให้หมู่บ้านในตำบลพุทธบาท ประสบความสำเร็จได้เกิดจากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้นำชุมชน ปัจจัยด้านเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือองค์กร และปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการที่จะร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน ทั้งนี้ในชุมชนมีการนำความร่วมมือซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียได้ตระหนักรับรู้มีโอกาสเข้ามาแสดงบทบาท ทัศนคติ และความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในการแก้ปัญหาชุมชนของตนเอง เป็นการเน้นความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์และความชำนาญ และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและมีทักษะของประชาชนในการแก้ไขปัญหาร่วมกับการใช้วิทยาการภูมิปัญญาที่เหมาะสมชัดเจน โปร่งใส ต่อเนื่องและเป็นระบบ ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยความต้องการของประชาชนสะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาในชุมชนว่าเกิดประโยชน์ต่อประชาชนเพียงใด โดยไม่ผูกขาดรวมอำนาจทางการตัดสินใจไว้กับผู้นำชุมชนเพียงอย่างเดียว หากแต่จำเป็นต้องเปิดกว้างเพื่อให้ชุมชนเข้ามารับรู้ความเป็นไป และเข้าไปมีส่วนในการคิดโดยการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อประโยชน์ในด้านการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/243326 วรรณกรรมเพลงพื้นถิ่นอีสาน: รูปแบบและลักษณะการใช้ภาษา 2021-04-29T23:11:01+07:00 อัจฉราพร ใครบุตร jjjim2502@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะหรูปแบบและลักษณะการใชภาษา จากวรรณกรรมเพลงพื้นถิ่นอีสานใน&nbsp; 20 จังหวัด ผลการศึกษาสรุปได้ว่า 1) ด้านรูปแบบพบรูปแบบคำประพันธ์ที่ผู้แต่งใช้มี 2 รูปแบบ คือ 1.การใช้ฉันทลักษณ์รูปแบบดั้งเดิม พบ 3 ประเภท ได้แก่ กลอนสุภาพ กาพย์ยานี 11 และกลอนตลาด 2. การใช้ฉันทลักษณ์รูปแบบใหม่ พบ 5 ประเภท คือ รูปแบบคล้ายกลอนสุภาพ รูปแบบคล้ายกาพย์ยานี 11&nbsp; รูปแบบคล้ายกาพย์ฉบัง 16 รูปแบบคล้ายเพลงโคราช &nbsp;และรูปแบบคล้ายเพลงกันตรึม &nbsp;2) ลักษณะการใช้ภาษา พบ 3 ลักษณะ &nbsp;ได้แก่ &nbsp;การใช้คำภาษาถิ่นเช่น คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ การใช้ถ้อยคำ เช่น การใช้คำง่าย การใช้คำไพเราะ การใช้คำซ้ำ การใช้คำซ้อน การเล่นคำ คำสแลง คำทับศัพท์ การใช้โวหารภาพพจน์ เช่น อุปมา อุปลักษณ์ อธิพจน์ บุคลาธิษฐาน สัทพจน์ และสัญลักษณ์</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/243818 กรรมวิธีการสร้างผืนระนาดทุ้มของช่างฉะโอด บุญขันธ์ 2020-12-29T23:53:09+07:00 ปริทัศน์ เรืองยิ้ม paritat.ruangyim@g.swu.ac.th ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ patarawdee@gmail.com <p>งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างผืนระนาดทุ้มของช่างฉะโอด บุญขันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสร้างผืนระนาดทุ้มและปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพเสียงผืนระนาดทุ้มของช่างฉะโอด บุญขันธ์ พบว่ากรรมวิธีการสร้างผืนระนาดทุ้มมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือ 1. การเลือกไม้ไผ่ตง ใช้ไม้ไผ่ตงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 8 นิ้ว ไม่มีตำหนิและมีผิวไม้ไผ่ที่สวยงาม 2.การคัดไม้ไผ่ ต้องมีข้อทั้งสองข้าง 3. การวัดความกว้าง ความยาว และความหนาของลูกระนาดทุ้มต้องมีสัดส่วนที่พอดี 4.การหาตำแหน่งร้อยเชือกจะใช้นิ้วเคาะหาตำแหน่งที่ลูกระนาดทุ้มดังที่สุด 5.การเจาะรูร้อยเชือก จะต้องมีความกว้างของรูพอดี 6.การปาดท้องลูกระนาดทุ้ม ต้องไม่กว้างจนเกินไป 7.การติดตะกั่ว จะต้องใช้ปริมาณที่เหมาะสม ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพเสียงผืนระนาดทุ้ม เป็นผลจากประสบการณ์ของช่างฉะโอด บุญขันธ์ ที่ได้สั่งสมจากอาชีพช่างโดยเฉพาะช่างไม้ อีกทั้งความประณีตและความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการสร้างผืนระนาดทุ้ม และการพัฒนาฝีมือโดยใช้วิธีทดลอง ทำซ้ำ และคิดค้นวิธีใหม่ ๆ อยู่เสมอ</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/243929 อัตลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นอีสานในบทเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2020-12-30T20:23:03+07:00 นวพล กรรณมณีเลิศ msluzifermai@gmail.com ชรัณ โภคสกลวาณิช Thee.thee1014@gmail.com วัชรินทร์ พิมพ์ทอง Pimthong@yahoo.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นอีสานในบทเพลงเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube)&nbsp; ในงานจัดประกวดดนตรีพื้นบ้านโปงลาง รุ่นอายุไม่เกิน 25 ปี ประจำปี พ.ศ.2562 โดยปรากฏอัตลักษณ์วัฒนธรรมทางด้านภาษา ศิลปะดนตรี ความเชื่อ และการประกอบอาชีพของชาวอีสาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า การประพันธ์บทเพลงมีเนื้อหาสะท้อนวัฒนธรรมความเป็นอีสาน และยังสอดแทรกเนื้อหาที่สื่อให้เห็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นการเทิดทูนและบูชาเพื่อให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชนชนคนไทย นอกจากนี้ยังแสดงถึงความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/244076 โรงเรียนผู้สูงอายุ : รูปแบบ และกระบวนการดูแลสุขภาวะของผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2020-12-29T23:53:10+07:00 ธนกร สร้อยศรี tanakonr.kitti@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) การดูแลสุขภาวะของผู้สูงอายุตามหลักพระพุทธศาสนาในโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) การพัฒนารูปแบบและกระบวนการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุตามแนวพระพุทธศาสนา 3) การเสริมสร้างสวัสดิการผู้สูงอายุตามวิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดเพชรบูรณ์</p> <p>ผลจากการศึกษาพบว่า กระบวนการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุตามแนวพระพุทธศาสนานำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ได้รับประโยชน์สุข ตั้งแต่ขั้นต้นในการลงมือปฏิบัติ ได้แก่ หลักไตรลักษณ์ เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น เพียงเราเข้าไปยึดว่าเป็นความสุข ซึ่งเกิดจากการปรุงแต่งของจิต โดยมีหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา</p> <p>การพัฒนารูปแบบและกระบวนการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุตามแนวพระพุทธศาสนา ได้แก่ 1. ร่างกาย การดำเนินชีวิตให้พิจารณาถึงคุณค่าแท้ 2. ด้านสังคม โดยผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีจิตอาสา เสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่า มีความเป็นกัลยาณมิตรชุมชนไม่ทอดทิ้ง 3. ด้านจิตใจ ยิ้มบ่อย ๆ ไม่ต้องเครียด ปล่อยวาง ผู้ดูแลใช้หลักการบริบาลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์เป็นสำคัญ มีเมตตาเป็นกัลยาณมิตร&nbsp; 4. ด้านปัญญาผู้สูงอายุมีความเข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิต เข้าใจสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงตามหลักไตรลักษณ์ กำจัดกิเลสที่เป็นรากเหง้าของทุกข์ได้ เกิดปีติ แจ่มใสสงบ</p> <p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; การเสริมสร้างสวัสดิการผู้สูงอายุตามวิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้สูงอายุมีความพอใจด้านสิ่งอำนวยความสะดวก เจ้าหน้าที่ให้บริการสวัสดิการสังคมเบี้ยยังชีพ และการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สวัสดิการการตรวจสุขภาพและการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/244367 วัฒนธรรมการสืบทอดภาษาจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดศรีสะเกษ 2021-05-19T21:47:44+07:00 อรุโณทัย บุญชม aru_bc@hotmail.co.th ปรีชานนท์ ปรีเลขา shibeizhi510@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิจัยวัฒนธรรมการสืบทอดภาษาจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ภาษาจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดศรีสะเกษ และเพื่อศึกษาการสืบทอดภาษาจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดศรีสะเกษ การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการสอบถามและการสัมภาษณ์ กลุ่มเป้าหมายคือคนไทยเชื้อสายจีน จำนวน 20 คน จากครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน 10 ครอบครัว ครอบครัวละ 2 คน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสอบถามประวัติความเป็นมา การใช้ภาษา และการสืบทอดภาษาจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมืองจังหวัดศรีสะเกษ 2) แบบสัมภาษณ์ประวัติความเป็นมา การใช้ภาษา และการสืบทอดภาษาจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมืองจังหวัดศรีสะเกษ ผลการศึกษาในคนไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมืองจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 20 คน จากครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน 10 ครอบครัว ครอบครัวละ 2 คน พบว่าการใช้ภาษาจีน ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีนกลาง หรือภาษาจีนอื่นๆ นั้น ค่อนข้างมีน้อย สืบเนื่องจากการได้รับอิทธิพลจากภาษาไทย และการแต่งงานมีครอบครัวกับคนไทย จึงใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่สื่อสารด้วยภาษาจีน โดยการพูดคุยเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การสืบทอดภาษาจีนนั้น แทบจะไม่หลงเหลือ สืบเนื่องจากการได้รับอิทธิพลของภาษาไทย การแยกย้ายจากครอบครัวตนเองมาอยู่กับครอบครัวของคู่สมรส จึงส่งผลให้ไม่ได้มีการพูดจาสื่อสาร หรือมี แต่จะเห็นเป็นส่วนน้อย โดยมากมีการสืบทอดภาษาจีนในด้านสิ่งของ วัตถุ ประเพณีวัฒนธรรม เทศกาลต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ และสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน&nbsp; ในอนาคตการสื่อสารภาษาจีนภายในครอบครัวอาจจะลดน้อยลง หรืออาจไม่มีเลยในบางครอบครัว แต่ทุกครอบครัวธำรงไว้ซึ่งประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของจีนและคาดว่าจะสืบสานจนถึงอนาคตภายภาคหน้า</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/244719 English Requests in “Gone with the wind” – Margaret Mitchell 2020-12-29T23:53:11+07:00 Hieu Tran hieu.tran@ftu.edu.vn <p>Pragmatic research aims to study how language is affected by the circumstances in which it is used (Yazdanfar &amp; Bonyadi, 2016), in which, speech acts possess one of the most visible ways to pragmatic competence. In this paper, the writer focuses on the speech act of English requests and provides reasons for meticulous attention on the speech act of requesting in English and further describes request strategies in communicative activities. It will be clearly presented in this paper that requests are of importance to a language learner and they can be executed with several different strategies, including the direct, conventionally indirect and unconventionally indirect strategies. In details, some sub-division of such strategies are relatively analyzed with specific illustration.</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/245932 การพัฒนาชุมชนสัมพันธ์ตามแนวทางหลักธรรมในพระพุทธศาสนา 2021-01-01T22:10:38+07:00 สนั่น ประเสริฐ snanpras@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุมชนสัมพันธ์ตามแนวทางหลักธรรมในพระพุทธศาสนา” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หลักธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนสัมพันธ์วิถีพุทธ เพื่อบูรณาการหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาชุมชนสัมพันธ์วิถีพุทธ&nbsp; และเพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาชุมชนตามแนวพระพุทธศาสนา วิธีการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์ (Inter-view) และสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับพระสงฆ์ นักวิชาการพระพุทธศาสนา ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน พื้นที่การศึกษา ได้แก่ ตำบลช้างเผือก อำเภอสุวรรณภูมิ และตำบลโพธิ์ทอง อำเภอโพนทอง กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 รูป/คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และนำเสนอแบบพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า หลักธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนางานชุมชนสัมพันธ์ ได้แก่ (1) สังคหวัตถุ 4 (2) อิทธิบาท 4 (3) พรหมวิหาร 4 (4) ภาวนา 4 (5) พละ 5 (6) สาราณียธรรม 6 (7) อปริหานิยธรรม 7 (8) สัปปุริสธรรม 7, ชุมชนได้มีการบูรณาการหลักธรรมนี้ในการพัฒนาชุมชนสัมพันธ์ ซึ่งปรากฏในกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ &nbsp;(1) การอยู่เวรยามป้องกันการตัดไม้พะยูง (2) การปลูกป่า (3) การลงแขกเกี่ยว (4) การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (5) การช่วยเหลือเจ้าภาพในการจัดงานมงคล และอวมงคล (6) การบริการวิชาการแก่เครือข่ายอนุรักษ์ป่าชุมชน (7) การทำบุญตามฮีต 12 ส่วนการพัฒนาชุมชนตามแนวพระพุทธศาสนา มีรูปแบบคือ (1) การทำงานกลุ่มจิตอาสา (2) การบริการ (3) การสร้าง (4) การปลูกต้นกล้าเยาวชน&nbsp;</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242721 ตามรอยขอมดำดิน 2020-12-30T08:01:51+07:00 สุภัคกาญจน์ จิวาลักษณ์ chiwaluck@gmail.com <p>บทความนี้มุ่งนำเสนอการตามรอยขอมดำดิน ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ศึกษาโดยการตั้งประเด็นคำถามจากความเชื่อเกี่ยวกับโพรง ที่มีลักษณะคล้ายถ้ำอยู่ภายในบ่อศิลาแลง บริเวณด้านข้างกำแพงวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง แล้วจึงหาคำตอบจากการสัมภาษณ์คนในพื้นที่และตำนานที่เกี่ยวข้องสำนวนต่างๆ ร่วมกับเดินทางไปยังสถานที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้คำตอบว่าขอมดำดิน ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์นั้น จะเดินทางไปยังที่ใดบ้าง</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242073 คุณธรรม จริยธรรมกับปัญหาเยาวชนในสังคมไทย 2021-01-01T22:21:47+07:00 winit Pharcharuen winit.phacharuen@gmail.com <p>ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ผู้อ่านได้ทราบและเข้าใจถึงคุณธรรมจริยธรรมกับปัญหาเยาวชนในสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนจากการขาดการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ได้แก่ ปัญหาการแสดงออกทางพฤติกรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาเพศสัมพันธ์ก่อนวัย ปัญหาขาดระเบียบวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเอง &nbsp;ปัญหาค่านิยมทางวัตถุที่ส่งผลต่อการละเลยจิตสำนึกสาธารณะของการอยู่ร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างได้วางกรอบยุทธศาสตร์ในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเยาวชนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผล &nbsp;โดยต้องการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่จะช่วยบ่มเพาะหรือปลูกฝังจริยธรรมสำนึกให้เหมาะสมและดีงาม ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวสู่ภาคการศึกษาและทุกส่วนที่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ให้เกิดทัศนคติในการทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242241 การทำการเกษตรตามหลักเกษตรแนวพุทธ 2020-12-29T23:53:12+07:00 มุกมณี ฤกษ์งาม mookmanee.lerkngam@gmail.com โสวิทย์ บำรุงภักดิ์ mookmanee.lerkngam@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการนี้เป็นการนำเสนอหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาบูรณาการในทุกขั้นตอนการประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งสามารถยังประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตัวเกษตรกรเอง และสังคมโดยส่วนรวม เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม โดยหลักธรรมที่นำมาใช้นั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมคำสอนที่สอดคล้องกับการพัฒนาการเกษตรโดยตรง และใช้กิจกรรมทางการเกษตรเป็นข้ออุปมาเชื่อมโยง จากสิ่งที่เห็นได้ง่ายไปยังสิ่งที่เห็นได้ยาก ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ครอบคลุมภารกิจ และกิจกรรมในการประพฤติปฏิบัติ ในชีวิตประจำวันทั้งของตัวเกษตรกรเองและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เมื่อถือปฏิบัติได้แล้วก็ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีปัญญาในอาชีพการงาน และมีปัญญาทางธรรมนำชีวิตตั้งอยู่ในความไม่ประมาท สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนา ทั้งเรื่องการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต ส่งผลต่อทั้งระดับบุคคล ระดับชุมชน และเศรษฐกิจสังคมประเทศชาติต่อไป</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/245931 ศีลห้าเครื่องมือพัฒนาบุคลิกภาพ 2020-12-29T23:53:13+07:00 พระมหาพงษ์ทราทิตย์ ก้องเสียง pago.pttd@gmail.com <p>การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย งดเว้นจากการประพฤติชั่ว โดยอาศัยหลักการของศีล 5 ประการมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลิกภาพ ตามเจตนารมณ์ความสัมพันธ์ทางสังคม ให้มีปกติกายวาจาอยู่ในระเบียบวินัย มีมารยาทงาม และเป็นที่น่าเลื่อมใส ศีลข้อที 1 การละเว้นจากการฆ่าชีวิตสัตว์ ส่งเสริมบุคลิกภาพให้บุคคลมีบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยเมตตา มีความองอาจไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตราย เนื่องจากตนไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็ไม่เกรงกลัวผู้อื่นจะเบียดเบียน ทำให้เป็นที่รักของคนทั่วไป ศีลข้อที่ 2 การเว้นจากการลักทรัพย์ ส่งเสริมบุคลิกภาพให้บุคคลมีบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของบุคคลทั่วไป ศีลข้อที่ 3 การละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ส่งเสริมบุคลิกภาพให้บุคคลมีบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยความเป็นที่เคารพยำเกรง เป็นที่นับถือ ศีลข้อที่ 4 การละเว้นจากการพูดเท็จ ส่งเสริมบุคลิกภาพให้บุคคลมีบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยความน่าเชื่อถือ มีวาจาไพเราะ ย่อมเป็นที่พอใจของบุคคลโดยทั่วไป ศีลข้อที่ 5 การละเว้นจากการดื่มสุราเมรัยและเครื่องดองของมึนเมาทุกชนิด ส่งเสริมบุคลิกภาพให้บุคคลมีบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยปัญญา มีสติ ไม่ประมาท ย่อมมีความชาญฉลาดในการกระทำการทั้งปวง</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242137 พุทธจริยศาสตร์ กับประเด็นปัญหาทางจริยธรรม “การฆ่าตัวตาย” 2020-12-29T23:53:13+07:00 พระครูปริยัติพัชรธรรม ทองสี sutummo009@gmail.com 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/242242 ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ 2020-12-29T23:53:13+07:00 มุกมณี ฤกษ์งาม mookmanee.lerkngam@gmail.com โสวิทย์ บำรุงภักดิ์ mookmanee.lerkngam@gmail.com <p>ไม่มี</p> 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BLJOU/article/view/243028 “เรื่องจริงที่ยังสงสัย บอกได้ชาตินี้เท่านั้น ตอน เขานางนอน” 2020-12-29T23:53:14+07:00 Phrakhruprachotphatcharaphong Pitakampornkul nattaphong19752518@gmail.com 2020-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารรัตนปัญญา