https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/issue/feed วารสารพฤติกรรมศาสตร์ 2025-12-29T00:00:00+07:00 Assoc.Prof.Dr.Nanchatsan Sakunpong nanchatsans@gmail.com Open Journal Systems <h2>Aim and Scope</h2> <p align="justify">วารสารพฤติกรรมศาสตร์ (The Periodical of Behavioral Science) ส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานทั้งบทความวิชาการและบทความวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ โดยใช้แนวคิด ทฤษฎี และวิธีวิทยาการวิจัยแบบสหวิทยาการ จากหลากหลายศาสตร์ร่วมกัน อาทิเช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์</p> <p align="justify">ISSN: 3027-8805 (Online)</p> <p align="justify"><strong>การประเมินบทความ<br /></strong>ผู้อ่านหรือผู้ประเมินบทความ (Reviewer) เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทำงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้อง 3 คน/บทความ โดยผู้ประเมินบทความจะไม่ทราบชื่อผู้เขียน และผู้เขียนจะไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double-blinded Peer Review) ทั้งนี้ กรณีเป็นบทความจากผู้นิพนธ์จากหน่วยงานอื่น จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างหน่วยงานไม่น้อยกว่า 1 ท่าน กรณีเป็นบทความจากผู้นิพนธ์หน่วยงานภายใน จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างหน่วยงานไม่น้อยกว่า 2 ท่าน</p> <p align="justify"><strong>ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ </strong><br /><strong> ฉบับที่ 1</strong> เดือน มกราคม - มิถุนายน<br /><strong> ฉบับที่ 2</strong> เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p align="justify"><strong>ค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ</strong><br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความจากผู้นิพนธ์ ในอัตรา 3,500 บาทต่อบทความ สำหรับทุกขั้นตอนของกระบวนการประเมินคุณภาพและการเผยแพร่ โดยจะเรียกเก็บหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ (Initial Review) แล้ว</p> <p align="justify"><strong>คำแนะนำสำหรับผู้เขียน</strong><br />บทความที่ส่งเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ต้องนำเสนออย่างเป็นระบบ เป็นไปตามรูปแบบที่วารสาร [<a title="Template" href="https://docs.google.com/document/d/1RptZp-sSRvaOPbVn4feHoYIHhAmdCoBJ/edit?usp=sharing&amp;ouid=103361743492552653645&amp;rtpof=true&amp;sd=true" target="_blank" rel="noopener">Template</a>] กำหนด ใช้ภาษาได้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการเสนอขอรับการตีพิมพ์จากวารสารอื่น แสดงหลักฐานแสดงการได้รับอนุมัติจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และปฏิบัติตามเงื่อนไขการส่งบทความเพื่อขอรับการตีพิมพ์ที่ปรากฎในเว็บไซต์ของวารสารอย่างเคร่งครัด [<a title="Instruction to author" href="https://drive.google.com/file/d/1hoqtILf5op4IoEsdyWwtZbxh1E4tU_kW/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">Instruction to author</a>]</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/286250 การประยุกต์ใช้บอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะในการทำงานที่หายไปของพนักงาน ยุคหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 2025-07-07T09:45:20+07:00 ภาณุพงศ์ แก้วด้วง peth.panupong@gmail.com วัลลภา วาสนาสมปอง wallapa.w.1988@gmail.com ฐาศุกร์ จันประเสริฐ thasuk@g.swu.ac.th นริสรา พึ่งโพธิ์สภ narisarap@g.swu.ac.th <p>มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการทำงานจากที่บ้านในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบให้พนักงานมีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรในยุคปัจจุบันลดลง เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร การแก้ปัญหา การจัดการตนเอง และการบริหารจัดการ บทความนี้จึงวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้บอร์ดเกมในกระบวนการพัฒนาสมรรถนะของพนักงานและการปรับตัวเข้ากับสังคมการทำงานใหม่ (Resocialization) ภายหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบกิจกรรม การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ การเลือกกลไกเกมที่เหมาะสม ไปจนถึงการประเมินผลทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเล่นเกม ภายใต้กรอบแนวคิด 3-Step Change Theory ซึ่งเน้นการละลายพฤติกรรมเดิม (Unfreeze) การเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Change) และการตรึงพฤติกรรมใหม่ให้ยั่งยืน (Refreeze) ควบคู่กับการประเมินผลตามโมเดลของ Kirkpatrick ทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ ปฏิกิริยา การเรียนรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ การเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่มีความหมายและตรวจสอบผลได้ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วม ความสนุกสนาน และจำลองสถานการณ์จริง</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพฤติกรรมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/288780 การพัฒนาที่นอนลมผ้าแพรเพื่อลดแรงกดทับ: ถอดบทเรียนด้านการดูแลผู้ป่วยติดเตียง 2025-10-16T10:08:08+07:00 วรรัตน์ งามสิงห์ worarat062104@gmail.com กัลยาณี ทองกระจ่าง kanlayani184@gmail.com กัลยารัตน์ จันทร์โกมุท Kunyarat2805@gmail.com จิณณพัต ขวัญม่วง jinnapat4647@gmail.com ชุติกาญจน์ ชูช่วยสุวรรณ Chutikarn030947@gmail.com พัชราวดี นันทคีรี phachrawdinanthkhiri@gmail.com มนฤดี ชูรอด monrudeechurod@gmail.com สุพัตรา เศษธนู supattrasetthanu@gmail.com พิไลพร สุขเจริญ pilaiporn.navynurse@gmail.com มัณฑนา มีเพียร pilaiporn.navynurse@gmail.com วนิดา แก้วรุ่งฟ้า navynurse@gmail.com เสาวนีย์ ขวัญแก้ว pilaiporn.navynurse@gmail.com <p>การป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงถือเป็นความท้าทายสำคัญทางการพยาบาล การพัฒนาที่นอนลมผ้าแพร มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ และเพิ่มความสุขสบายให้แก่ผู้ป่วย บทความนี้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ที่เน้นบทบาทของพยาบาลในการสนับสนุน และเสริมสร้างความสามารถในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงปัญญาของ Bandura ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย การออกแบบที่นอนลมผ้าแพรเน้นการปรับแรงดันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อกระจายแรงกด และลดความเสี่ยงต่อแผลกดทับซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการทฤษฎีทางการพยาบาลกับแนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์สามารถนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองทั้งด้านสุขภาพกายของผู้ป่วย และการเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลของครอบครัว ส่งผลให้ผู้ป่วยและครอบครัวเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีพฤติกรรมการดูแลที่เหมาะสม และเกิดศักยภาพในการขยายผลการใช้ที่นอนลมผ้าแพรซึ่งมีราคาถูก และเข้าถึงได้ง่าย สู่การดูแลผู้ป่วยติดเตียงระยะยาวในชุมชน บทความนี้จึงนำเสนอแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมทางการพยาบาลเชิงพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพฤติกรรมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/283740 การวิเคราะห์บรรณมิติของบทความวิจัยระดับนานาชาติของบุคลากรสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานข้อมูล Scopus ช่วงปี พ.ศ. 2562–2567 2025-06-13T15:06:24+07:00 ชาริน สุวรรณวงศ์ charins@g.swu.ac.th สมเพ็ชร จุลลาบุดดี jsompe@kku.ac.th วาสนา วงษ์เพชร wassanaw@g.swu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติของบุคลากรสายวิชาการ สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งปรากฏในฐานข้อมูล Scopus ระหว่างปี พ.ศ. 2562–2567 รวมทั้งสิ้น 92 บทความ โดยการวิเคราะห์ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มสาขาวิชาที่บทความสังกัด วารสารที่ตีพิมพ์ ระดับคุณภาพของวารสารตามระบบควอไทล์ ความร่วมมือทางวิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติ และจำนวนการอ้างอิง ตามข้อมูลจากฐานข้อมูล Scopus และ SciVal ผลการวิเคราะห์พบว่า บทความส่วนใหญ่สังกัดอยู่ในสาขาวิชาสังคมศาสตร์ จำนวน 40 บทความ ขณะที่วารสารที่ได้รับการตีพิมพ์มีคุณภาพอยู่ในระดับควอไทล์ 2 มากที่สุด จำนวน 30 บทความ (ร้อยละ 34.48) นอกจากนี้ พบว่ามีบทความที่เป็นความร่วมมือทางวิชาการกับนักวิจัยในระดับนานาชาติจำนวน 20 บทความ (ร้อยละ 21.74) โดยมีผู้เขียนร่วมจาก 6 ประเทศในทวีปเอเชียจำนวน 12 บทความ และความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศจำนวน 33 บทความ (ร้อยละ 35.87) ในด้านการอ้างอิง พบว่า มีบทความจำนวน 48 บทความที่ได้รับการอ้างอิงรวมทั้งสิ้น 216 ครั้ง โดยกลุ่มหัวข้อวิจัยที่ได้รับการอ้างถึงมากที่สุด ได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ COVID-2019 ซึ่งมีค่าความโดดเด่น เท่ากับ 88.489 แสดงถึงความสำคัญและการยอมรับของกลุ่มหัวข้อดังกล่าวในระดับนานาชาติ ผลการศึกษาสะท้อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การที่ผลงานตีพิมพ์ส่วนใหญ่อยู่ในวารสารกลุ่ม Q2 ถือเป็นจุดแข็งของสถาบันที่ควรส่งเสริมและรักษาไว้ ในขณะที่ระดับความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพด้านความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถนำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือกิจกรรมส่งเสริมในระดับสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพและความก้าวหน้าของผลงานวิจัยต่อไป</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพฤติกรรมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/288811 ประสบการณ์และรูปแบบกิจกรรมทางกายของผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเบาหวานในเขตเมือง 2025-10-06T13:54:31+07:00 อารยา เชียงของ araya@nmu.ac.th นิตยา สุขชัยสงค์ nittaya_nidd@hotmail.com ชวนันท์ สุมนะเศรษฐกุล chavanant@nmu.ac.th กนกพร อิ่มสกุล kanokporn.l@nmu.ac.th ศิริเนตร สุขดี sukdee.nate@gmail.com ขวัญชนก เทพปัน kwunchanok.t@rmutsb.ac.th <p>โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภายใน 5–10 ปี หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักคือการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบกิจกรรมทางกายของผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเบาหวานในเขตเมือง ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตจากผู้เข้าร่วมที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะก่อนเบาหวาน จำนวน 15 คน ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2567 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงธีม ผลการวิจัยพบ 4 ธีมหลัก ได้แก่ (1) งานและจังหวะชีวิตเมืองเป็นปัจจัยกำหนดรูปแบบกิจกรรมทางกาย (2) โครงสร้างเมืองและการเดินทางเป็นข้อจำกัดแต่ยังมีช่องว่างให้แทรกกิจกรรม (3) เวลาว่าง ความหมายของกิจกรรมทางกาย และทุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อการรักษาวินัย (4) การรับรู้ภาวะก่อนเบาหวานและแรงกระตุ้นจากผลตรวจหรือประสบการณ์ครอบครัวนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับเล็ก ๆ ผลการวิจัยนี้จึงเน้นย้ำว่า การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มเสี่ยงในเขตเมืองต้องก้าวข้ามการให้คำแนะนำรายบุคคลไปสู่การปรับนโยบายเมืองที่ทำให้การเดินและการใช้จักรยานเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกสนับสนุนในชุมชน เพื่อรับมือกับข้อจำกัดด้านเวลาและสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาโดยตรง</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพฤติกรรมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/288208 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลที่มีต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ 2025-09-12T17:28:57+07:00 อัญชลี จิตราภิรมย์ aunchalee.jit@sru.ac.th อังศินันท์ อินทรกำแหง ungsinun@g.swu.ac.th ศรัณย์ พิมพท์อง saran@g.swu.ac.th ศิริวรรณ กำแพงพันธ์ Siriwanka@g.swu.ac.th <p>ภาวะครรภ์เป็นพิษคือภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ที่ส่งผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์และทารก การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลที่มีต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษของสตรีตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2565 รวม 60 คน ใช้การสุ่มแบบจัดประเภทเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คนเท่ากัน โดยมีเกณฑ์คัดเข้าคือ สตรีตั้งครรภ์รายปกติที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษ อายุครรภ์มากกว่า 16 สัปดาห์ และสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล จำนวน 8 กิจกรรม คือ 1) ตั้งเป้าหมายและวางแผน 2) ภาวะครรภ์เป็นพิษและการสืบค้นข้อมูลดิจิทัล 3) ทักษะการสืบค้นข้อมูล 4) ทักษะการอ่าน ทำความเข้าใจข้อมูล 5) รู้เท่าทันภัยแฝงบนอินเทอเน็ต 6) บริหารและแลกเปลี่ยนข้อมูล 7) สร้างแผนดูแลตนเอง 8) ทบทวนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลรักษาพยาบาลตามปกติอย่างเดียว เก็บข้อมูล 3 ช่วง คือ ก่อนเข้าร่วม หลังเข้าร่วม และติดตามผม 1 เดือน ด้วยแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล จำนวน 8 ข้อ และแบบวัดพฤติกรรมการป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ จำนวน 51 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .83 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ MANOVA ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังสิ้นสุดการทดลอง และระยะติดตามผล 1 เดือน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล และพฤติกรรมการป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ สูงกว่ากลุ่มควบคุม (<em>F</em> = 116.183, <em>p </em>&lt; .001) และ 2) ภายหลังสิ้นสุดการทดลอง และระยะติดตามผล 1 เดือน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล และพฤติกรรมการป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ สูงกว่าก่อนทดลอง (<em>F</em> = 153.100, <em>p </em>&lt; .001) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถใช้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขนำไปใช้ป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษให้กับสตรีตั้งครรภ์ได้</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพฤติกรรมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/289424 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน โดยใช้การบริการพยาบาลทางไกลในชุมชนอำเภอเมืองสระแก้ว 2025-10-21T11:44:40+07:00 ณัฐรดา ต้นน้อย natrada19712514@gmail.com ชวนชม พืชพันธ์ไพศาล chuanchom@pnc.ac.th ธิดามาศ สุคนธประทีป tidamas77702@gmail.com ณัฐรมย์ แพงอ่อน nuttarom.590900022@gmail.com ยศพล เหลืองโสมนภา yosapon@pnc.ac.th <p>การบริการพยาบาลทางไกล เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ในการติดตามเยี่ยมบ้านและช่วยดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนได้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านโดยใช้การบริการพยาบาลทางไกลในชุมชนอำเภอเมืองสระแก้ว กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านที่อาศัยในอำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) โปรแกรมการบริการพยาบาลทางไกลต่อการจัดการตนเองของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการบริการทางไกลเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองตามแนวคิดของ Kanfer and Gaelick (1988) 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การตั้งเป้าหมาย (Goal-setting) 2) การติดตามตนเอง (Self-monitoring) 3) การประเมินตนเอง (Self-evaluation) 4) การให้แรงเสริมตนเอง (Self-reinforcement) จำนวน 8 สัปดาห์ฯละ 1 ครั้ง มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content validity index: CVI) เท่ากับ 1 (2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล (3) แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน (Activities of daily living: ADL) ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ก่อนและหลังได้รับการทดลองด้วยสถิติ Dependent <em>t</em>-test ผลการศึกษา พบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยใช้การบริการพยาบาลทางไกลในชุมชน ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านมีคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเท่ากับ 7.57 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านมีคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเท่ากับ 11.03 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ผลการทดสอบทางสถิติพบว่า หลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยใช้การบริการพยาบาลทางไกลในชุมชน ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านมีคะแนนเฉลี่ยกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt; .001)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพฤติกรรมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/289343 รูปแบบการสื่อสารเชิงบวกด้านการบริการข้อมูลการศึกษา เพื่อสร้างความผูกพันแก่ลูกค้าในอนาคตของสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2025-10-24T11:20:13+07:00 กรรณิการ์ ศรีเกตุ kannikaso@g.swu.ac.th ศรัณย์ พิมพ์ทอง saran@g.swu.ac.th พิชชาดา ประสิทธิโชค pitchada@g.swu.ac.th กรวิกา กัปตพล k.kornwika@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสื่อสารเชิงบวกด้านการบริการข้อมูลการศึกษา เพื่อสร้างความผูกพันแก่ลูกค้าในอนาคตของสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการด้านการบริการข้อมูลการศึกษา งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 8 คน และการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเพื่อทดสอบประสิทธิผลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 32 คน ผลจากการสนทนากลุ่ม พบปัญหาการให้บริการข้อมูล เช่น ความไม่สอดคล้องตรงกันของข้อมูลจากในแต่ละช่องทาง ช่องทางสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีระบบศูนย์กลางการให้ข้อมูล ขาดการใช้เทคโนโลยีที่สนับสนุนบริการออนไลน์อย่างแท้จริง และความไม่ชัดเจนของข้อมูลที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการตัดสินใจ ขณะที่ผู้สนใจศึกษาต่อมีความต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย ข้อมูลทุนชัดเจน เชื่อถือได้ ช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่สะดวก การสื่อสารที่ต่อเนื่อง และยังพบว่า ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อมีพฤติกรรมศึกษาข้อมูลล่วงหน้านานถึง 1–3 ปี โดยใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการวางแผนการเรียนและการวิจัยอย่างจริงจัง จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยได้นำมาพัฒนารูปแบบการสื่อสารเชิงบวกซึ่งมีโครงสร้างหลัก ได้แก่ (1) เนื้อหา ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน น่าเชื่อถือ บอกสิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย&nbsp; (2) น้ำเสียงและการแสดงออก โดยการใช้ภาษาที่อบอุ่น เป็นมิตร และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน (3) ช่องทางการสื่อสาร โดยการเลือกใช้ช่องทางสื่อสารที่ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อใช้งานเป็นประจำ (4) การมีปฏิสัมพันธ์ มีพื้นที่ให้ถาม-ตอบ ตอบกลับรวดเร็ว (5) การสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว โดยใช้แนวคิดในการออกแบบ ได้แก่ (1) ความเข้าอกเข้าใจ (2) การใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ (3) การสร้างคุณค่า (4) สร้างความไว้วางใจ และ (5) เข้าถึงง่าย ผลการทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบการสื่อสารเชิงบวก พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความผูกพันของลูกค้าหลังได้รับรูปแบบการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) จากค่าเฉลี่ยก่อนการทดลองที่ 4.16 เพิ่มเป็น 4.75 หลังการทดลอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของรูปแบบการสื่อสารเชิงบวกในการส่งเสริมความผูกพันของลูกค้าในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>&nbsp;</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพฤติกรรมศาสตร์