วารสารพฤติกรรมศาสตร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI
<h2>Aim and Scope</h2> <p align="justify">วารสารพฤติกรรมศาสตร์ (The Periodical of Behavioral Science) ส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานทั้งบทความวิชาการและบทความวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ โดยใช้แนวคิดและทฤษฎีแบบสหวิทยาการจากหลากหลายศาสตร์ร่วมกัน อาทิเช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์</p> <p align="justify">ISSN: 3027-8805 (Online)</p> <p align="justify"><strong><span style="font-size: 0.875rem;">ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</span></strong></p> <ol> <li><strong>บทความวิจัย<span style="font-weight: 400;"> ควรให้มีรูปแบบการนำเสนอการวิจัยและผลที่ได้รับอย่างเป็นระบบโดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ (สามารถมีหัวข้อหรือองค์ประกอบที่แตกต่างได้) บทนำ (Introduction) ที่ครอบคลุมความสำคัญและที่มาของปัญหาวิจัยพร้อมทั้งเสนอภาพรวมของบทความและวัตถุประสงค์ของการวิจัย การประมวลเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง (Literature Review) วิธีการวิจัย (Research Methodology) ที่สามารถอธิบายวิธีดำเนินการวิจัยรวมถึงการเก็บข้อมูลหรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยอย่างชัดเจน ผลการศึกษา (Research Findings) อภิปรายและสรุปผลการวิจัย (Discussion/Conclusion)</span></strong></li> <li><strong>บทความวิชาการ</strong> หัวข้อและเนื้อหาควรชี้ประเด็นที่ต้องการนำเสนออย่างสมบูรณ์ และมีลำดับเนื้อหาที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ชัดเจน รวมถึงมีการใช้ทฤษฎีวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ตามหลักวิชาการ โดยมีการสรุปประเด็น อาจเป็นการนำความรู้ กรอบแนวคิดและทฤษฎีจากแหล่งต่าง ๆ มาสังเคราะห์ โดยที่ผู้เขียนสามารถให้ทัศนะทางวิชาการผ่านมุมมองของตนเองได้อย่างเด่นชัด และเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่าน </li> <li><strong>บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</strong> เป็นงานเขียนบทความที่วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาสาระ คุณค่าและคุณูปการของหนังสือ เพื่อให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และสามารถนำไปต่อยอดได้โดยบทวิจารณ์หนังสือควรมีองค์ประกอบได้แก่ ชื่อหนังสือ ชื่อผู้เขียนหนังสือ บทนำ สาระสำคัญของหนังสือบทสรุป และเอกสารอ้างอิง</li> </ol> <p align="justify"><strong>การประเมินบทความ<br /></strong>ผู้อ่านหรือผู้ประเมินบทความ (Reviewer) เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทำงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้อง 3 คน/บทความ โดยผู้ประเมินบทความจะไม่ทราบชื่อผู้เขียน และผู้เขียนจะไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double-blinded Peer Review) ทั้งนี้ กรณีเป็นบทความจากผู้นิพนธ์จากหน่วยงานอื่น จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างหน่วยงานไม่น้อยกว่า 1 ท่าน กรณีเป็นบทความจากผู้นิพนธ์หน่วยงานภายใน จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างหน่วยงานไม่น้อยกว่า 2 ท่าน</p> <p align="justify"><strong>ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ </strong><br /><strong> ฉบับที่ 1</strong> เดือน มกราคม - มิถุนายน<br /><strong> ฉบับที่ 2</strong> เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p align="justify"><strong>ค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ</strong><br />ไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Article Processing Charges, APC) ใด ๆ จากผู้นิพนธ์บทความในทุกขั้นตอนของการประเมินคุณภาพบทความและการเผยแพร่บทความ</p> <p align="justify"><strong>คำแนะนำสำหรับผู้เขียน</strong><br />บทความที่ส่งเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ต้องนำเสนออย่างเป็นระบบ เป็นไปตามรูปแบบที่วารสาร [<a title="Template" href="https://docs.google.com/document/d/1RptZp-sSRvaOPbVn4feHoYIHhAmdCoBJ/edit?usp=sharing&ouid=103361743492552653645&rtpof=true&sd=true" target="_blank" rel="noopener">บทความวิจัย Template</a>] [<a title="บทความวิชาการ" href="https://docs.google.com/document/d/1Elyq34ebq8RR0-NuYYEH2qqwrjD-mGTz/edit?usp=sharing&ouid=103361743492552653645&rtpof=true&sd=true">บทความวิชาการ Template</a>] กำหนด ใช้ภาษาได้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการเสนอขอรับการตีพิมพ์จากวารสารอื่น แสดงหลักฐานแสดงการได้รับอนุมัติจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และปฏิบัติตามเงื่อนไขการส่งบทความเพื่อขอรับการตีพิมพ์ที่ปรากฎในเว็บไซต์ของวารสารอย่างเคร่งครัด [<a title="Instruction to author" href="https://drive.google.com/file/d/1hoqtILf5op4IoEsdyWwtZbxh1E4tU_kW/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">Instruction to author</a>]</p>
Behavioral Science Research Institute, SWU. สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มศว
en-US
วารสารพฤติกรรมศาสตร์
3027-8805
<p>สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>114 ซอยสุขุมวิท 23 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110</p> <p>โทร 02-649-5000 ต่อ 17600</p>
-
ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตในสถานที่ทำงาน: การนำไปใช้ และความท้าทายเพื่อสุขภาวะของพนักงาน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/292291
<p>ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต เป็นความรู้และความเชื่อเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตที่ช่วยให้บุคคลสามารถรับรู้ จัดการ และป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสม จึงมีความสำคัญกับการทำงานและองค์การในยุคปัจจุบันที่พนักงานมีปัญหาทางสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตในสถานที่ทำงาน อันจะเป็นแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้ในองค์การและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการวิจัยต่อยอดทางพฤติกรรมศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อสุขภาวะที่ดีของพนักงานต่อไป การประยุกต์ใช้แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตในสถานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานแนวคิดองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันความผิดปกติทางจิต การรับรู้เมื่อความผิดปกติทางจิตเริ่มพัฒนา ความรู้เกี่ยวกับแหล่งขอความช่วยเหลือและแนวทางการรักษาที่มีอยู่ ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การช่วยเหลือตนเองที่มีประสิทธิภาพ และความรู้และทักษะด้านการปฐมพยาบาลทางสุขภาพจิต รวมถึงเข้าใจบทบาทของวัฒนธรรมองค์การต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของพนักงาน เพื่อประยุกต์ใช้เสริมสร้างสุขภาวะของพนักงานจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมองค์การ การออกแบบงาน การสร้างแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อสามารถจัดการกับความท้าทายและการขยายขอบเขตไปสู่บริบทการทำงานโลกยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อสุขภาวะของพนักงานให้เกิดความยั่งยืนในการทำงานต่อไป</p>
Krittipat Chuenphitthayavut
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพฤติกรรมศาสตร์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
32 1
73
93
-
การศึกษาสภาพปัญหาและความจำเป็นต่อการพัฒนาหนังสือเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/295987
<p>หนังสือเสียงเป็นสื่อที่ช่วยส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ของผู้พิการทางสายตา แต่ยังพบปัญหาด้านคุณภาพ เนื้อหา และเทคโนโลยีรองรับ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหนังสือเสียงเพื่อส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิตของผู้พิการทางสายตา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกลุ่มผู้พิการทางสายตา จำนวน 1,080 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและเก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม 42 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 0.84 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยใช้หนังสือเสียง ร้อยละ 67.5 โดยปัญหาสำคัญ ได้แก่ คุณภาพเสียงไม่ชัดเจน ร้อยละ 27.2 ไม่มีเสียงบรรยายรายละเอียดสำคัญ ร้อยละ 25.8 และเนื้อหาไม่ตรงกับความต้องการ ร้อยละ 18.1 กลุ่มตัวอย่างมีความคาดหวังต่อหนังสือเสียงในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านความเป็นธรรมชาติของเสียงพากย์ การใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และการส่งเสริมสุขภาพจิต ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น พบว่า คุณสมบัติของเสียงมีความจำเป็นสูงสุด (PNI modified = 0.49) รองลงมาคือ ประเภทเนื้อหา (PNI modified = 0.43) และความต้องการใช้สื่อเสียง (PNI modified = 0.36) โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอให้พัฒนาหนังสือเสียงที่มีคุณภาพเสียงชัดเจน รองรับอุปกรณ์ดิจิทัลที่หลากหลาย และตามมาตรฐาน DAISY เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางสายตาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ณิชชา ชำนิยนต์
สิทธิพร ครามานนท์
ชยาภา ดารายน
ปัทมา เกตุอ่ำ
พิจิตรา ธรรมสถิตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพฤติกรรมศาสตร์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
32 1
1
17
-
ประสิทธิผลของการใช้นวัตกรรมรถนั่งปรับยืนแบบมีล้อเคลื่อนด้วยแรงตนเองที่มีต่อความสามารถ ในการเคลื่อนไหวออกกำลังกายและพฤติกรรมการดำรงอยู่อย่างมีสุขภาวะของผู้สูงอายุและคนพิการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/288997
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของรถนั่งปรับยืนแบบมีล้อเคลื่อนด้วยแรงตนเองต่อความสามารถในการออกกำลังกายและพฤติกรรมการดำรงอยู่อย่างมีสุขภาวะของผู้สูงอายุและคนพิการ ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง 24 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 12 คน (ใช้รถนั่งปรับยืนฯ) และกลุ่มเปรียบเทียบ 12 คน (ใช้รถนั่งทั่วไป) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตรฐานด้านความสามารถในการออกกำลังกายและพฤติกรรมการดำรงอยู่อย่างมีสุขภาวะที่มีค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ .821 และ .859 ตามลำดับ และต้นแบบนวัตกรรมรถนั่งปรับยืนฯ ผ่านประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Mann-Whitney U test, Wilcoxon signed rank test และ ANOVA with repeated measure ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลอง ในระยะภายหลังการทดลอง และติดตามผล 3 สัปดาห์ มีความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบก่อนการทดลอง <br />(<em>p</em> < .001) และ 2) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบในระยะหลังการทดลองและติดตามผล พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถในการออกกำลังกายและพฤติกรรมการดำรงอยู่อย่างมีสุขภาวะสูงกว่า กลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .001) สรุปการวิจัย รถนั่งปรับยืนแบบมีล้อเคลื่อนด้วยแรงตนเองมีประสิทธิผลในการเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวออกกำลัง และพฤติกรรมการดำรงอยู่อย่างมีสุขภาวะที่ดี นวัตกรรมรถนั่งยืนฯ นี้ได้แสดงศักยภาพในฐานะเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวออกกำลังและสนับสนุนการดำรงชีวิตที่มีสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุและคนพิการได้จริง</p>
สุกฤษฏิ์ ใจจำนงค์
อังศินันท์ อินทรกำแหง
อัมราพร บุญประทะทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพฤติกรรมศาสตร์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
32 1
18
34
-
แนวคิดเชิงทฤษฎีว่าด้วยการบูรณาการการเคลื่อนไหวและดนตรีเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/288641
<p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่บูรณาการการเคลื่อนไหวและดนตรีเพื่ออธิบายกลไกการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยวิเคราะห์กลไกอิทธิพลที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวและองค์ประกอบดนตรีซึ่งกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้า และนำเสนอข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับการออกแบบโปรแกรมการแทรกแซง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพร่วมกับการสังเคราะห์เชิงทฤษฎี แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) การทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมสหวิทยาการเพื่อต่อยอดสู่กรอบแนวคิดบูรณาการ (2) การวิเคราะห์กลไกอิทธิพลโดยอาศัยหลักฐานจากงานวิจัยด้านประสาทการรู้คิดและการทดลอง และ (3) การพัฒนาต้นแบบเชิงแนวคิดของกิจกรรมและข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ผลการวิจัยชี้ว่า แนวคิดการรู้คิดสมานกายและดนตรีบำบัดต่างมีบทบาทเสริมพลังซึ่งกันและกัน โดยการเคลื่อนไหวเป็นฐานในการจัดลำดับและควบคุมตนเอง ขณะที่ดนตรีช่วยสร้างกรอบเวลาและแรงจูงใจทางอารมณ์ กลไกสำคัญที่ค้นพบ ได้แก่ การเชื่อมโยงกับจังหวะ การควบคู่ระหว่างการเคลื่อนไหวและการรู้คิด และการควบคุมอารมณ์ผ่านดนตรี ซึ่งทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงการกระตุ้นสมองส่วนหน้าอย่างเป็นระบบ สรุปได้ว่า การบูรณาการการเคลื่อนไหวและดนตรีเป็นแนวทางเชิงทฤษฎีที่มีศักยภาพสูงต่อการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กกลุ่มนี้ และข้อเสนอแนะคือควรนำแบบจำลองไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการบำบัดในบริบทการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การปรับตัว และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
ชินภัทร เจริญรัตน์
ดุษฎี อินทรประเสริฐ
ดารณี ศักดิ์ศิริผล
พิชญาณี พูนพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพฤติกรรมศาสตร์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
32 1
35
51
-
เทคโนโลยีสวมใส่ด้านสุขภาพ: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับแนวโน้ม การประยุกต์ใช้ และทิศทางการวิจัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BSRI/article/view/296514
<p>เทคโนโลยีสวมใส่ด้านสุขภาพ (Wearable Health Technology) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคสุขภาพดิจิทัล เนื่องจากสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์และสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการดูแลผู้ป่วยทางไกล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้ แนวโน้มการวิจัย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสวมใส่ด้านสุขภาพ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบร่วมกับการวิเคราะห์เชิงบรรณมิติจากฐานข้อมูล Dimensions ระหว่างปี ค.ศ. 2021–2024 สืบค้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ด้วยคำค้น “wearable health technology” OR “wearable devices” พบเอกสารจำนวน 1,854 รายการ และหลังการคัดกรองตามแนวทาง PRISMA 2020 เหลือบทความที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 388 รายการ (ร้อยละ 20.93) ผลการวิเคราะห์เชิงบรรณมิติพบว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผลผลิตทางวิชาการสูงสุด จำนวน 183 บทความ และได้รับการอ้างอิงรวม 4,023 ครั้ง ขณะที่ผลการสังเคราะห์เนื้อหาพบว่างานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นการพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เซ็นเซอร์สวมใส่ทางการแพทย์ การติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง การติดตามผู้ป่วยทางไกล และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ได้แก่ สุขภาพดิจิทัล การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ความเท่าเทียมทางสุขภาพดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ยังพบความท้าทายด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และจริยธรรมในการใช้ข้อมูลสุขภาพ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสวมใส่ด้านสุขภาพมีศักยภาพสูงในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการส่งมอบบริการสุขภาพ (Healthcare delivery systems) อย่างไรก็ตาม ควรมีการกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ รวมทั้งควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางคลินิก เช่น การลดอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำในโรงพยาบาลและการเพิ่มความร่วมมือในการรักษา</p>
เมฆา ดีสงคราม
กฤษฎา ด้วงติลี
ศิโรลักษณ์ พันทอง
กรกนก พิมพ์มีลาย
ก้าวที่กล้า เฟือยงาราช
ชนกันต์ คำโสมศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพฤติกรรมศาสตร์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
32 1
52
72