https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/issue/feed วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต 2026-05-31T00:00:00+07:00 Asst. Prof. Chuankid Masena, Ph.D. chuankidka@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต</strong><br /><strong>Buabundit Journal of Educational Administration</strong><br /><strong>ISSN <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3027-7892(Online)</span></strong><br />********************<br />สาขาวิชาการบริหารการศึกษาริเริ่มจัดทำวารสารทางวิชาการของสาขาวิชา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เพื่อให้เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยบรรณาธิการในยุคบุกเบิกคนแรกคือ รศ.ดร.สมาน อัศวภูมิ และได้ตั้งชื่อวารสารว่า “วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต” มีกำหนดเผยแพร่ปีการศึกษาละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดือน ตุลาคม-มกราคม ฉบับที่ 2 เดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคม และฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน-กันยายน กองบรรณาธิการได้พยายามพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพวารสารมาโดยตลอด จนกระทั่ง ในปี พ.ศ.2558 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิตได้ถูกจัดคุณภาพให้เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 ในฐานข้อมูล TCI จนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2562 ซึ่งกองบรรณาธิการได้ปรับรอบการตีพิมพ์บทความให้ตรงกับรอบประเมินของ TCI โดยปรับกำหนดการออกวารสารใหม่ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือน กันยายน-ธันวาคม โดยเริ่มตั้งแต่วารสารปีที่ 16 เป็นต้นไป ขณะนี้ วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต โดยมี ผศ.ดร.ชวนคิด มะเสนะ เป็นบรรณาธิการ ได้ปรับวาระการตีพิมพ์เป็นปีละ 2 ฉบับ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 เป็นต้นไป กล่าวคือ ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) <br />โดยวารสารได้ยื่นคำร้องขอ ISSN จากสำนักหอสมุดแห่งชาติตามลำดับ คือ<br />1.Print-ISSN 1513-007X (ได้ทำเรื่องขอยกเลิกไปแล้ว)<br />2.วารสารได้ดำเนินการขอ E-ISSN ใหม่ คือ <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3027-7892 เพื่อปรับชื่อภาษาอังกฤษของวารสารในระบบ ISSN Protal ให้ถูกต้องและตรงตามชื่อภาษาของวารสาร และจะดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่แบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว ตั้งแต่ฉบับที่ 1 ปีที่ 24 (มกราคม-มิถุนายน) 2567 เป็นต้นไป<br /><br /></span></p> <p><strong>สาขาของวารสาร:</strong> สังคมศาสตร์ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><br />1. เพื่อเป็นสื่อกลางแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่งเสริม การพัฒนาวิชาการทางการศึกษาและบริหารการศึกษา<br />2. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ งานวิจัย และการศึกษา ค้นคว้าของคณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจ ทั้งในและนอกสถาบัน<br /><br /><strong>ขอบเขต</strong><br />วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต รับตีพิมพ์บทความด้านศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ และการศึกษา โดยเน้นการบริหารการศึกษา สาขาวิชาที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา เทคโนโลยีการศึกษา และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</strong><br />1.บทความวิจัย<br />2.บทความวิชาการ<br />3.บทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><br />ฉบับที่ 1: มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2: กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none"> </span></p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289640 การพัฒนาแนวคิดและวิธีการวิจัยรูปแบบ 2025-11-01T09:32:16+07:00 สมาน อัศวภูมิ samubon@hotmail.com <p>การสร้างหรือพัฒนารูปแบบเป็นงานวิจัยที่นักศึกษานิยมทำเป็นดุษฎีนิพนธ์ในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา หรือเป็นผลงานวิจัยในการเลื่อนวิทยฐานะของผู้บริหารสถานศึกษาระดับต่างๆ ค่อนข้างมาก แต่จากการได้มีโอกาสในการให้คำปรึกษา หรือการประเมินผลงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่ายังมีปัญหาและประเด็นที่เข้าใจคลาดเคลื่อนหลายเรื่อง ทั้งในด้านการดำเนินการและการรายงานผลการวิจัย ดังนั้นจึงเห็นความจำเป็นต้องศึกษาและหาข้อสรุปเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้ผู้ที่สนใจและเห็นประโยชน์ในการวิจัยรูปแบบได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถทำวิจัยดังกล่าวได้ตรงจุดและมีคุณภาพยิ่งขึ้น ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องหลายปี จึงอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะทบทวนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบและใช้วิธีการวิจัยรูปแบบเป็นเครื่องมือในการสร้างหรือพัฒนารูปแบบให้ดียิ่งขึ้นสำหรับนักศึกษาและผู้สนใจต่อไป โดยมีเนื้อหาที่จะกล่าวถึงในบทความนี้สี่ตอนคือ บทนำสู่การวิจัยรูปแบบ ความเข้าใจเกี่ยวกับการรูปแบบ การวิจัยรูปแบบ: แนวคิดสู่การปฏิบัติ และท้ายสุดคือบทสรุปและการนำไปใช้</p> 2026-06-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289356 ประเมินทางการศึกษาอย่างไร ให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง 2025-10-26T15:41:35+07:00 เอกพัฒน์ เฮืองใสส่อง ekkapad.h@gmail.com <p>การประเมินทางการศึกษาให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงนั้นจำเป็นต้องใช้รูปแบบการประเมินแบบเน้นการใช้ประโยชน์ (Utilization-Focused Evaluation: UFE) ด้วยเหตุที่เป็นรูปแบบหรือแนวทางการประเมินที่จะนำมาซึ่งผลการประเมินหรือประโยชน์ที่ตรงตามฉันทามติของทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ต้องการใช้ผลการประเมิน และโดยเฉพาะผู้ต้องการใช้ผลการประเมินที่แท้จริง โดยอาศัยหลักการ “Active”, “Reactive” และ “Adaptive” ของนักประเมินในการสมมุติบทบาทตัวเองอาทิเช่น เป็นผู้ดำเนินรายการ วิทยากร ผู้ฝึกสอนหรือโค้ช นักนวัตกร นักเจรจาต่อรอง ผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้มีส่วนร่วมในการประเมิน เป็นต้น และรวมถึงการดำเนินการตรวจสอบการประเมินตามรูปแบบการตรวจสอบการประเมินแบบเน้นการใช้ประโยชน์ซึ่งจะนำมาซึ่งข้อตกลงที่เป็นเอกฉันท์ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องจนก่อเกิดเป็นประโยชน์ที่แท้จริงจากการประเมินในท้ายที่สุด</p> 2026-06-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/286941 ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้ห้องเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2025-07-21T14:55:49+07:00 เยาวภา กล้าขยัน yaowapa248a@gmail.com เพ็ญนภา สุขเสริม yaowapa248a@gmail.com ปณิธาน วรรณวัลย์ yaowapa248a@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้ห้องเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 442 คน โดยมาจากวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 มีอำนาจจำแนกของสภาพที่พึงประสงค์ตั้งแต่ .448 -.938 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.994 ส่วนสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน มีอำนาจจำแนกตั้งแต่ .359 -.941 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.991 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการจำเป็นของการพัฒนารูปแบบการพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้ห้องเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพรวมมีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น เท่ากับ 0.31 เรียงลำดับจากสูงไปหาต่ำ ดังนี้ 1) การวางแผนการนิเทศ 2) การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศและ3)การเก็บข้อมูลในห้องเรียน</p> 2026-05-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/287641 การพัฒนากิจกรรมตามแนวคิดวิถีการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่ใช้วิธีการแบบเปิด เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องปริมาตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2025-08-22T12:19:27+07:00 จีระวัฒน์ ครั้งพิบูลย์ jeerawat.kg66@ubru.ac.th วีระศักดิ์ แก่นอ้วน weerasuk.k@ubru.ac.th ปริญา ปริพุฒ pariya.p@ubru.ac.th <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมตามแนวคิดวิถีการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่ใช้วิธีการแบบเปิดเรื่องปริมาตร 2) ศึกษาแนวคิดของนักเรียนจากการแก้ปัญหาเรื่องปริมาตร กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรม ใบกิจกรรม แบบบันทึกภาคสนาม แบบบันทึกการสะท้อนผล แบบบันทึกวิดีทัศน์ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา โดยใช้การตรวจสอบสามเส้าด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล และนำเสนอข้อมูลด้วยการบรรยายเชิงวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมตามแนวคิดวิถีการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่ใช้วิธีการแบบเปิด มี 3องค์ประกอบคือ (1) กำหนดแนวคิดสำคัญ (2) กำหนดเส้นทางการเรียนรู้ (3) ออกแบบและจัดกิจกรรม 2) ผลการศึกษาแนวคิดของนักเรียนพบว่า แนวคิดการเรียนรู้เรื่องปริมาตร โดยเริ่มจากการเปรียบเทียบขนาดของปริมาตรโดยใช้หน่วยไม่เจาะจง การใช้หน่วยมาตรฐาน การสร้างสูตรหาปริมาตร แล้วเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วย หาความสัมพันธ์และแปลงหน่วยวัดปริมาตรความจุ และเชื่อมโยงแนวคิดในชีวิตจริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย </p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/287739 รูปแบบและกลไกการนำองค์ความรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีของกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพ ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาในรูปแบบการพัฒนาทั้งระบบของสถานศึกษา ในบริบทจังหวัดอุบลราชธานี 2025-09-08T09:46:44+07:00 ปิยาภรณ์ พิชญาภิรัตน์ piyaporn.p@ubru.ac.th ปริญา ปริพุฒ pariya.p@ubru.ac.th วรรณภา โคตรพันธ์ Pariya.p@ubru.ac.th อภิรักษ์ คำเสนาะ Pariya.p@ubru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบและกลไกการนำองค์ความรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีของกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในรูปแบบการพัฒนาทั้งระบบของสถานศึกษาในบริบทจังหวัดอุบลราชธานี &nbsp;และ 2) ศึกษาผลการนำองค์ความรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาวิชาชีพไปใช้ ดำเนินการวิจัยโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับการวิจัยอิงการออกแบบ กลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 4 โรงเรียน ซึ่งความสมัครใจในการเข้าร่วมโครงการ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แนวปฏิบัติที่ดีของกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพ แบบประเมินสมรรถนะครู ผู้บริหาร ผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบและกลไกการนำองค์ความรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีของกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในรูปแบบการพัฒนาทั้งระบบของสถานศึกษาในบริบทจังหวัดอุบลราชธานี มี 5 องค์ประกอบ หรือ FOCUS Model 2) ผลการนำองค์ความรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีไปใช้ในการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา พบว่า สมรรถนะของผู้เรียน สมรรถนะครู และสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาของกลุ่มเป้าหมายหลังการทดลอง 3 วงรอบ มีแนวโน้มสูงขึ้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษามีมุมมองเชิงบวกต่อกระบวนการเรียนรู้ผ่านองค์ความรู้แนวปฏิบัติที่ดี การเป็นพี่เลี้ยงของอาจารย์มหาวิทยาลัย และภาพความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ มหาวิทยาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/288020 รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการชี้แนะและให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่คุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านโซง 2025-09-08T09:44:33+07:00 คมสันต์ บรรเทิง komsan1214@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการด้านการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการชี้แนะและให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโรงเรียนบ้านโซง 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการชี้แนะและให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโรงเรียนบ้านโซง 3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายใน และ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน กลุ่มเป้าหมายคือครู 28 คน และนักเรียน 424 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบ แบบทดสอบ และแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติพื้นฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันด้านการนิเทศภายในอยู่ในระดับปานกลาง ความต้องการการนิเทศภายในอยู่ในระดับมาก รูปแบบการนิเทศภายในมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2)วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3)กระบวนการนิเทศภายในมี 4 ขั้น คือ ขั้นวางแผนการนิเทศ (P) ขั้นดำเนินการนิเทศ (I) ขั้นประเมินผลการนิเทศ (E) และขั้นปรับปรุงพัฒนาการนิเทศ (R) 4)การประเมินผลรูปแบบ และ 5) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยผลการประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศ พบว่าสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูเพิ่มขึ้น ครูมีคะแนนความรู้ความเข้าใจการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.46 เป็นร้อยละ 86.54 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนบ้านโซง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/288782 การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี 2025-09-30T21:00:35+07:00 ปัทมา เลี้ยงหล่ำ pattamalienglam@gmail.com ธันยนันท์ ทองบุญตา thunyanun.t@lawasri.tru.ac.th เนติ เฉลยวาเรศ neti.c@lawasri.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี และ 2) เปรียบเทียบการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง เจเนอเรชั่น ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหาร มีค่าความเชื่อมั่น 0.917 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยใช้วิธีทดสอบแบบ Bonferroni’s Test ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำแนกตามเพศ ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามตำแหน่ง เจเนอเรชั่น ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-06-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/287775 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน 2025-09-02T16:30:26+07:00 ณัฐวดี วังสินธ์ dr.nuttawadee@gmail.com พิไลลักษณ์ หมั่นวงศ์ Pilailakmw@gmail.com จิตรฐิกานต์ สบายจิตร np37466@gmail.com จันจิรา ศรีจันทร์ Chanjira@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 โดยใช้ วิธีวิจัยผสาน (Mixed Methodology) เก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยใช้แบบสอบถามคณะกรรมการสถานศึกษา ครู รวมจำนวน 14 คน และศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยนำผลการศึกษาระยะที่ 1 มายกร่างรูปแบบครอบคลุม 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ แนวทางการประเมิน และเงื่อนไขความสำเร็จ และตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ผ่าน Focus Group และแบบประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ภาพรวมสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ลำดับความสำคัญสูงสุด ได้แก่ ระบบชุมชนการเรียนรู้ของครู รองลงมาคือ ระบบหลักสูตร การเรียนการสอน และการวัดประเมินผล และ ระบบสนับสนุนฝ่ายวิชาการ เท่ากันกับระบบสนับสนุนทั่วไป 2) การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐานมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/287284 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อพัฒนามโนมติทางวิทยาศาสตร์ วิชาชีววิทยา เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2025-10-18T11:26:45+07:00 กาญจณี แสนคุ้ม kanchani.tip@hotmail.com วรรณภา โคตรพันธ์ wannapa.ubru@gmail.com สาวิตรี เถาว์โท Savitree.t@ubru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด วิชา ชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5<br />2) เปรียบเทียบ มโนมติทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำยืนวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ แบบ Two-Tier จำนวน 20 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ 5 ด้าน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 7 ขั้น ในภาพรวมมีคุณภาพความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก 2) หลังเรียนนักเรียนมีความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนเท่ากับ 12.68 และ 23.13 ตามลำดับ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ทั้ง 5 ด้าน มีค่าเฉลี่ยรวมทุกด้านเท่ากับ 4.73 ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจ มากที่สุด</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/287337 การพัฒนาทักษะการแสดงฟ้อนกลองตุ้มโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักศึกษาครูรักษ์ถิ่น 2025-10-18T11:30:59+07:00 อภิญญา สุขช่วย maybelowas@gmail.com คําล่า มุสิกา musika_k@hotmail.com วิไลวรรณ พรมสีใหม่ Wilaiwan.P@ubru.ac.th สุพัตรา โคตะวงศ์ Supattra.k@ubru.ac.th ปิยาพัชญ์ นิธิศอัครานนท์ Piyaphat.n@ubru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแสดงฟ้อนกลองตุ้ม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักศึกษาครูรักษ์ถิ่น ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เพื่อพัฒนาทักษะการแสดงฟ้อนกลองตุ้ม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครูรักษ์ถิ่นชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 25 คน ได้มาโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการแสดงฟ้อนกลองตุ้ม 3) แบบประเมินทักษะการแสดงฟ้อนกลองตุ้ม และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนทักษะการแสดงฟ้อนกลองตุ้มของนักศึกษาครูรักษ์ถิ่น หลังที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของ เดวีส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2) นักศึกษามีระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เพื่อพัฒนาทักษะการแสดงฟ้อนกลองตุ้ม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.77, S.D. = 0.34) </p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289073 แนวทางพัฒนาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ ตลอดชีวิตของสถานศึกษา อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 2025-11-06T21:06:38+07:00 กิตติยา อินสอน yakittiya7@gmail.com ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล rukponmongkon@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของสถานศึกษา อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย (2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของสถานศึกษา อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย (3) หาแนวทางพัฒนาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ ตลอดชีวิตของสถานศึกษา อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 34 คน ครูผู้สอน 147 คน และผู้เชี่ยวชาญ 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และแบบเลือกตอบหลายข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหารจำแนกตามขนาดสถานศึกษาและประสบการณ์ปฏิบัติงาน พบว่า มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) แนวทางพัฒนาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านบุคคล ผู้บริหารควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีของบุคลากร ด้านงบประมาณ ผู้บริหารควรวางแผนและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับความต้องการของสถานศึกษา ด้านวัสดุอุปกรณ์ ผู้บริหารควรสนับสนุนการใช้สื่อและเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ด้านการบริหารจัดการ สถานศึกษาควรกำหนดนโยบายและติดตามผลเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมในสถานศึกษา</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289264 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในประเทศไทย 2025-10-21T10:30:23+07:00 ขันธ์ชัย โชติตันติทรสกุล 2518khanchai@gmail.com เพียงแข ภูผายาง 2518khanchai@gmail.com สุนันท์ สีพาย 2518khanchai@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 705 คน โดย 5 - 10 เท่าของจำนวนพารามิเตอร์ที่ประมาณค่าในโมเดล (Hair and et al., 1998) มีการประมาณค่า 69 ค่า ผู้วิจัยใช้อัตราส่วน 10 คนต่อ พารามิเตอร์ 1 ตัว และทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) โดยใช้ภูมิภาค จังหวัด และขนาดของโรงเรียนเป็นชั้นภูมิในการสุ่ม จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายโดย เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ซึ่งสอดคล้องกับนิยามเชิงปฏิบัติการ โดยทดลองใช้กับผู้บริหารสถานศึกษา 30 คน พบว่าทุกตัวแปรมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อไม่ต่ำกว่า 0.361 และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) ระหว่าง 0.953-0.979 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 0.70 นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่าตัวแปรมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมากกว่า 0.30 และมีนัยสำคัญทางสถิติ เครื่องมือมีคุณภาพและความตรงที่ใช้ได้และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพื้นฐานและ SEM ผลการวิจัยพบว่า โมเดลตามสมมุติฐานมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยตัวแปรทั้งหมดในโมเดลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณคือ ความพึงพอใจในการทำงาน รองลงมาคือ ผลิตภาพ และ ความผูกพันต่อองค์กร ตามลำดับ ค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดล ได้แก่ χ² = 51.428, df = 50, p-value = 0.4176, CFI = 1.000, TLI = 1.000, RMSEA = 0.006, SRMR = 0.012 และ χ²/df = 1.03 ซึ่งแสดงว่าโมเดลมีความสอดคล้องที่ดีมาก และสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณได้ร้อยละ 94.00 (R² = 0.940) และสอดคล้องกับสมมติฐานทีตั้งไว้</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/288217 การพัฒนาหลักสูตรนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการเป็นนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 2025-10-18T11:36:43+07:00 รัชฎาพร วงษ์โสพนากุล ratchadaporn.won@rru.ac.th หนึ่งฤทัย เมฆวทัต Nuengruthai.mek@rru.ac.th เตชินี ทิมเจริญ thetechinee14@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 1.เพื่อสร้างและตรวจสอบหลักสูตรนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และ 2.เพื่อนำเสนอผลการประเมินความรู้และทักษะของนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านการศึกษาและผู้สนใจใน 7 พื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 30 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน 2) แบบทดสอบปรนัย 20 ข้อ ใช้วัดความรู้ก่อนและหลังการอบรมที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพทั้งด้านความตรง ความยากง่าย อำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) และ 3) แบบประเมินทักษะนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ 4 ด้าน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC)&nbsp; โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรในด้านสภาพปัญหาและความจำเป็น วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการ และการประเมินผลการฝึกอบรม รวมทั้งความเหมาะสมของหน่วยการเรียนรู้ทั้ง 6 หน่วย ใน 7 รายการ ได้แก่ คำอธิบายรายหน่วย วัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม สื่อ การวัดและประเมินผล และระยะเวลา พบว่ามีค่าระดับความเหมาะสมตั้งแต่ปานกลางถึงมากที่สุด (&nbsp;= 3.60 ถึง &nbsp;= 5.00) แสดงว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง 2. ผู้เข้าอบรมมีคะแนนความรู้และทักษะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และผลการประเมินพบว่าร้อยละ 90 ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แสดงว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความรู้และทักษะนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>&nbsp;</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/288589 การพัฒนารูปแบบและประเมินประสิทธิผลการนิเทศภายในเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน กรณีศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี 2025-10-09T11:27:48+07:00 อังคณา นาสารี angkana.n@ubu.ac.th อดินันท์ แก้วนิล Adinan.k@ubu.ac.th เอกพัฒน์ เฮืองใสส่อง Ekkapad.h@ubu.ac.th วิรุธน์ บัวงาม wirut.b@ubu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาการนิเทศภายในเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี (2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี และ (3) ประเมินรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัญหา การพัฒนารูปแบบ และการประเมินรูปแบบ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งหมดของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้ารับการนิเทศการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2567 จำนวน 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจการจัดตารางการนิเทศภายใน แบบสรุปผลการนิเทศ แบบประเมินการนิเทศการสอน แบบสรุปรายงานผลการนิเทศการสอน และแบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อการนิเทศภายใน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการสิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาสภาพปัญหา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลการทดสอบระดับชาติยังต้องได้รับการพัฒนา 2) รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้นเป็นการบูรณาการกระบวนการ PIDRE และวงจร PDCA สู่ “รูปแบบการนิเทศภายในแบบบูรณาการ PIDRE-PDCA” ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ (1) การวางแผน (Planning - P) สอดคล้องกับ Plan (2) การให้ความรู้และดำเนินการ (Informing - I และ Doing - D) สอดคล้องกับ Do (3) การสร้างเสริมกำลังใจ (Reinforcing - R) ดำเนินการควบคู่ไปกับขั้นที่ 2 และ (4) การตรวจสอบและประเมินผล (Evaluating - E) สอดคล้องกับ Check และนำไปสู่ Act ซึ่งช่วยให้การนิเทศเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และเน้นการพัฒนาครูอย่างมีส่วนร่วม 3) ผลการประเมินรูปแบบพบว่า การปฏิบัติการสอนของครูในภาพรวมอยู่ในระดับ "ดีมาก" (ร้อยละ 94.56) และความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศต่อรูปแบบการนิเทศภายใน อยู่ในระดับมาก โดยรายการที่ได้คะแนนสูงสุด ได้แก่ กิจกรรมช่วยพัฒนาครูตามความต้องการ และบรรยากาศการนิเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ในการช่วยให้ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น และส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289162 แนวทางพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนอรุโณทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 2025-10-21T10:21:51+07:00 มโนชา พัดขำ manopud36900@gmail.com ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล rukponmongkon@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนอรุโณทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนอรุโณทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน (3) เพื่อหาแนวทางพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนอรุโณทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 105 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ แจกแจงความถี่ F-test การวิเคราะห์ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์เนื้อหาและจัดลำดับ ผลการวิจัยพบว่า (1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการคิดเชิงระบบและคิดสร้างสรรค์ (=0.572) (2) การเปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน (3) แนวทางพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า ผู้บริหารควรพัฒนาการคิดเชิงระบบและสร้างสรรค์ จัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม ใช้และติดตามเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมส่งเสริมทักษะครูและบุคลากร เปิดโอกาสสร้างเครือข่ายภายนอก สนับสนุนนวัตกรรมการสอน กำหนดวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับบริบท และส่งเสริมการทำงานเป็นทีมอย่างเท่าเทียม</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/288417 ความต้องการจำเป็นของการพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการเชิงสมรรถนะเพื่อยกระดับ คุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนประถมศึกษา 2025-10-21T10:07:04+07:00 วิทูล พลศักดิ์ tw.polsak@gmail.com เพียงแข ภูผายาง k.piangkhae@gmail.com สิริศักดิ์ อาจวิชัย sirisak.ar@cpru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ของการบริหารวิชาการเชิงสมรรถนะ และ จัดลำดับความต้องการจำเป็น ด้วยดัชนี PNI_modified 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการเชิงสมรรถนะ ที่เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนประถมศึกษา 3) เพื่อทดลองใช้กลยุทธ์ในสถานศึกษาและประเมินผลก่อน–หลัง ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การมีส่วนร่วมเชิงรุกของผู้เรียน และสมรรถนะครูด้านดิจิทัล/การออกแบบหน่วยฐานสมรรถนะ 4) เพื่อประเมินความเหมาะสมความเป็นไปได้ และประสิทธิผลเชิงปฏิบัติ ของกลยุทธ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร และครู และ 5) เพื่อสังเคราะห์ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและโรดแมป สำหรับการขยายผลการดำเนินงานในโรงเรียนประถมศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น สำรวจสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการจากผู้บริหารและครูจำนวน 120 คน 2) การพัฒนากลยุทธ์ตรวจสอบและปรับปรุงกลยุทธ์โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน 3) การทดลองใช้กลยุทธ์ดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่ง โดยวัดผลก่อนหลังกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 และ 4) การประเมินประสิทธิผลของกลยุทธ์ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร และครู จำนวน 11 คน ประเมินด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลเชิงปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ผลโดยใช้ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการเชิงสมรรถนะอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก โดยมีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักสูตร การสอนเชิงสมรรถนะ สื่อ–เทคโนโลยี และการประเมิน–นิเทศ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมในระดับสูง 3) การทดลองใช้กลยุทธ์พบว่าผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน การมีส่วนร่วม และสมรรถนะครูดีขึ้นอย่างชัดเจน 4) การประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลเชิงปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 5) เสนอแนวทางขยายผล เช่น การพัฒนาหลักสูตร การเสริมสมรรถนะครู และการใช้ e-Portfolio เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289439 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้แบบฝึกทักษะด้วยเทคนิคการจำอักษรจีนแบบเชื่อมโยงร่วมกับสื่อปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนอักษรจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2025-11-10T11:24:06+07:00 ทิพย์วดี สมสอน thipwadee.sg63@ubru.ac.th สรรพสิริ ส่งสุขรุจิโรจน์ Sappasiri.s@ubru.ac.th สาวิตรี เถาว์โท Savitree.t@ubru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้แบบฝึกทักษะด้วยเทคนิคการจำอักษรจีนแบบเชื่อมโยงร่วมกับสื่อปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนอักษรจีนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้แบบฝึกทักษะด้วยเทคนิคการจำอักษรจีนแบบเชื่อมโยงร่วมกับสื่อปฏิสัมพันธ์ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้แบบฝึกทักษะด้วยเทคนิคการจำอักษรจีนแบบเชื่อมโยงร่วมกับสื่อปฏิสัมพันธ์ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้แบบฝึกทักษะด้วยเทคนิคการจำอักษรจีนแบบเชื่อมโยงร่วมกับสื่อปฏิสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนพังเคนพิทยา จำนวน 26 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดทักษะการเขียนอักษรจีน 3) แบบฝึกทักษะการเขียนอักษรจีน 4)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยได้ค่า E<strong><sub>1</sub></strong>= 79.93 และ E<sub>2</sub> = 79.10 แสดงถึงความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ทักษะการเขียนอักษรจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านความถูกต้องของลำดับขีด ส่วนประกอบ และรูปแบบอักษร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับเดียวกัน นอกจากนี้ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด โดยให้ความเห็นว่ากิจกรรมก่อนเรียนผ่านสื่อดิจิทัลร่วมกับกิจกรรมฝึกปฏิบัติในชั้นเรียนช่วยเพิ่มความเข้าใจ แรงจูงใจ และการมีส่วนร่วม ทำให้การเรียนรู้ภาษาจีนเกิดประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/288683 การประเมินสถานศึกษาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2025-11-25T20:38:00+07:00 วิรุธน์ บัวงาม wirut.b@ubu.ac.th ดำรงค์ ตุ้มทอง Damrong.t@ubu.ac.th เอกพัฒน์ เฮืองใสส่อง Ekkapad.h@ubu.ac.th อังคณา นาสารี angkana.n@ubu.ac.th <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินสถานศึกษาที่เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตามความคิดเห็นของนักศึกษา 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการดำเนินการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวนทั้งหมด 147 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบประเมินสถานศึกษาการปฏิบัติการสอนและฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มีลักษณะแบบประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับดี ( = 4.50, S.D. = 0.59) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับดีมาก คือ ด้านครูพี่เลี้ยงและการดูแล ( = 4.46, S.D. = 0.60) รองลงมาคือด้านผู้บริหารและนโยบายของสถานศึกษา ( = 4.57, S.D. = 0.50) ด้านความพร้อมด้านบุคลากร ( = 4.46, S.D. = 0.60) ด้านอาคารสถานที่อุปกรณ์การเรียนรู้ ( = 4.35, S.D. = 0.74) และด้านความสะดวกและการเดินทาง ( = 4.33, S.D. = 0.67) ตามลำดับ แนวทางในการพัฒนาการดำเนินการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู นักศึกษาเสนอแนะศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูควรกำหนดในกรณีที่สามารถลาได้อย่างชัดเจนและขยายระยะเวลาส่งงานในการฝึกประสบการณ์ เนื่องจากมีระยะเวลากระชั้นชิดเกินไป นอกจากนี้การชี้แจงข้อมูลข่าวสารไปยังครูพี่เลี้ยง ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289734 การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับ KWL Plus วิชาภาษาญี่ปุ่น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2025-11-05T10:35:39+07:00 วรกันต์ สาเมฆ woragun.samek@gmail.com สาวิตรี เถาว์โท savitree.t@ubru.ac.th สร้อยสุดา ณ ระนอง soysudan@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับ KWL Plus ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 18 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม โดยคัดผู้เรียนแบบเก่ง กลาง อ่อน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับ KWL Plus จำนวน 6 ฉบับ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน เวลา 12 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดฝึกทักษะมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.44/83.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.83 และหลังเรียนเท่ากับ 25.06 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คะแนนค่า t เท่ากับ 10.84 แสดงว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยรวมทุกด้านเท่ากับ 4.93 คะแนน อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p> 2026-06-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289731 ผลการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสื่อความหมาย โดยใช้ชุดกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยสำหรับเด็กปฐมวัย 2025-11-05T10:28:42+07:00 ธิดารัตน์ จันทะหิน thidarat.ja@ubru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม<em>บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย</em>ที่ส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยและ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโนนบอน (คำหล้าประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิจัยใช้วิธีกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) รูปแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) โดยใช้ชุดกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในการจัดประสบการณ์และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบประเมินทักษะทางวิทยาศาสตร์ด้านการสื่อความหมายทั้งก่อนและหลังการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า ทักษะทางวิทยาศาสตร์ด้านการสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยอยู่ในระดับดี (M = 7.97, S.D. = 0.85) การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง (M = 5.59) และหลังการทดลอง พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(28) = 5.67, p &lt; .05) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชุดกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยมีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสื่อความหมายของเด็กปฐมวัย</p> 2026-06-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289808 รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการปรับตัว ในโลกยุคพลิกผันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2025-11-13T11:53:08+07:00 วิชญาฎา วงศ์เพม wichayadaforwork@gmail.com ปาริชาต รัตนราช Parichat_puk@hotmail.com จำลอง วงษ์ประเสริฐ Jumlong.v@ubru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงที่ส่งผลต่อการปรับตัวในโลกยุคพลิกผันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส (2) เพื่อศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัวในโลกยุคพลิกผันของนักเรียน (3) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยทำการศึกษากับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 840 คน ที่ได้จากการสุ่มตามหลักสถิติที่เหมาะสมต่อการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง โดยใช้แบบสอบถาม เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการปรับตัวในโลกยุคพลิกผัน เป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม MPlus ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาปัจจัยเชิงที่ส่งผลต่อความสามารถในการปรับตัวในโลกยุคพลิกผันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส พบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยตัวแปรที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (TRLeader) การรู้ดิจิทัล (Digital) ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Res) และกรอบแนวคิดแบบเติบโต (Growth) 2) ตัวแปรที่ส่งอิทธิพลทางตรงต่อความสามารถในการปรับตัว ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Res) (0.794) ภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (TRLeader) (0.264) และการรู้ดิจิทัล (Digital) (0.199) ขณะเดียวกันตัวแปรที่ส่งอิทธิพลทางอ้อมต่อผ่านตัวแปรส่งผ่าน ได้แก่ กรอบแนวคิดแบบเติบโต (Growth) (0.408) ส่งผลต่อความสามารถในการปรับตัวผ่านความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Res) 3) การวิเคราะห์ข้อมูลโมเดลเชิงสาเหตุพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (/df = 1.15, CFI = 0.992, TLI = 0.991, SRMR = 0.026, RMSEA = 0.014)</p> 2026-06-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/290071 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 3 2025-12-01T19:46:37+07:00 สุริยัน จันทร์ผาย sjsj25223344@gmail.com สุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง stu6530117106@sskru.ac.th ประกาศิค อานุภาพแสนยากร stu6530117106@sskru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน กำหนดขนาดโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน จากประชากร 1,779 คน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 322 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ตัวแปรที่ 1 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.98 และตัวแปรที่ 2 ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน เท่ากับ 0.99 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พบว่า การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การมีคุณค่า จริยธรรม การคิดเชิงปฏิรูป การสร้างวัฒนธรรมองค์การและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก พบว่า หลักสูตรของสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอน สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี การวัดผลและประเมินผล ระบบประกันคุณภาพการศึกษาและการนิเทศการศึกษา 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนทางบวก อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p> 2026-06-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/290389 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 2025-12-19T11:25:12+07:00 ปัญญา เอิบอิ่ม 670426021006@bru.ac.th วินิรณี ทัศนะเทพ winiranee.tn@bru.ac.th วรวัฒน์ พรหมเด่น worrawat.pd@bru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวน 240 คน โดยใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ใช้แบบสอบถาม 2 ส่วน คือ ปัจจัยการบริหารและประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.982 และ 0.977 ตามลำดับ นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย สรุปได้ว่า 1) ระดับปัจจัยการบริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารแบบมีส่วนร่วม การพัฒนาบุคลากร บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์การ และภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับ จากมากไปหาน้อย คือ การบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ การจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล และผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก 3) ปัจจัยการบริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 4) สมการพยากรณ์โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า มีจำนวน 4 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (X<sub>5</sub>) บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์การ (X<sub>1</sub>) การบริหารแบบมีส่วน (X<sub>2</sub>) และภาวะผู้นำของผู้บริหาร (X<sub>3</sub>) สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลโรงเรียนมาตรฐานสากล ได้ร้อยละ 68.10<br />สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ<br />= -.838 + .330X<sub>1</sub> + .472X<sub>5</sub> + .118X<sub>3 </sub>+ .231X<sub>2<br /></sub>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน<br />= .279Z<sub>X1</sub> + .349Z<sub>X5</sub> + .149Z<sub>X3 </sub>+ .169Z<sub>X2</sub></p> 2026-06-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289944 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารกับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ของบุคลากร สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดศรีสะเกษ 2025-12-29T10:07:31+07:00 เอกพล บุรกรณ์ aekkapon_burakorn@hotmail.com สุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง aekkapon_burakorn@hotmail.com ประกาศิต อานุภาพแสนยากร aekkapon_burakorn@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร 2) เพื่อศึกษาขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารที่ส่งผลขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดศรีสะเกษกำหนดขนาดโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน จากประชากร 8,278 คนได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 368 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ (f) ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดศรีสะเกษ ทั้ง 5 ด้าน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานบุคลากร สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัด ศรีสะเกษ ทั้ง 8 ด้าน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารกับขวัญและกำลังใจในการ ปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 </p> 2026-06-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/BUAJEAD/article/view/289590 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 2025-11-05T10:54:29+07:00 เนตรศิริ ชินชัย stu6630117219@sskru.ac.th อุดมพันธุ์ พิชญประเสริฐ kaisit1637@gamil.com ปกรณ์ชัย สุพัฒน์ tu6630117219@sskru.ac.th <p>ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการสอนของครู และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผภาพการสอนของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 335 คน การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านบุคลิกภาพ มีความคิดเห็นต่อสมรรถนะมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านทักษะการบริหาร ด้านความรู้ ด้านความร่วมแรงร่วมใจและด้านแรงจูงใจ 2) ประสิทธิภาพการสอนของครู ทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเรียนรู้ มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการสอนมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการใช้กิจกรรมการสอนที่หลากหลาย ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้านการสร้างความชัดเจนในบทเรียนและด้านการใส่ใจในงานสอน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู พบว่า ด้านความรู้ ด้านทักษะการบริหาร ด้านแรงจูงใจ ด้านบุคลิกภาพ ด้านความร่วมแรงร่วมใจกับประสิทธิภาพการสอนของครู มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p> 2026-06-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต