https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/issue/feed วารสารสหวิทยาการเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 2021-12-28T17:50:41+07:00 Tanya Jantrong,Ph.D. tanyajantrong@gmail.com Open Journal Systems <p><img src="https://www.dit.go.th/images/bullet-green.png" alt="bullet"> <a href="https://youtu.be/Y86QEUIfZ0w" target="_blank" rel="noopener">EP.1 คลิปวิดีโอสอนการสมัครสมาชิกเพื่อส่งบทความ</a>&nbsp;</p> <p><img src="https://www.dit.go.th/images/bullet-green.png" alt="bullet"> <a href="https://youtu.be/ZR2oSEBj9p8" target="_blank" rel="noopener">EP.2 คลิปวิดีโอสอนการส่งบทความ</a></p> <p>&nbsp;</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/249545 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบพีโออี ที่มีต่อมโนมติทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 4 เรื่อง แสงและการมองเห็น 2021-12-28T17:50:33+07:00 ฐิติมา นันตีสู้ Thitima.Nanteesu@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบพีโออี ที่มีต่อมโนมติทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง แสงและการมองเห็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนดรุณพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แสงและการมองเห็น เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก และมีการให้เหตุผลประกอบ จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบคะแนนความเข้าใจมโนมติก่อนและหลังเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนมีจำนวนนักเรียนที่มีความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง (SU+PU) คิดเป็นร้อยละ 32.89 หลังเรียนมีจำนวนนักเรียนที่มีความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง (SU+PU) คิดเป็นร้อยละ 85.34 นอกจากนี้มโนมติที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแสงซึ่งค้นพบจากงานวิจัยนี้ จะได้นำมาวิเคราะห์และอภิปรายเพื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างและองค์ความรู้ที่ค้นพบขึ้นใหม่จากงานวิจัย</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/249576 ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 2021-12-28T17:50:34+07:00 Nutthaporn Khamphilo nutthaporn6054@gmail.com <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ที่มีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่2 วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก มหานคร กรุงเทพมหานคร&nbsp;&nbsp; ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาช่างยนต์ จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย&nbsp; แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตโดยใช้การจัดการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ &nbsp;และ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า&nbsp; นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียน เท่ากับ 25.85 สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเรียน มีค่าเท่ากับ 14.40&nbsp;&nbsp; และ นักเรียนมีความสามารถในการทำความเข้าใจปัญหา ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา และ ความสามารถในการนำเสนอวิธีคิดแก้ปัญหา อยู่ในระดับ ดีมาก ส่วนความสามารถในการตรวจสอบผลลัพธ์อยู่ในระดับ ดี &nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/250074 พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร ความตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล ในอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 2021-12-28T17:50:34+07:00 ทิพวรรณ บุญเพ็ชร tipawan1345@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1).เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะทางประชากรกับพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการปัญหาขยะทะเลของประชากร 2).เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะของประชากรกับความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลของประชากร 3).เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะของประชากรกับการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลของประชากร 4).เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลกับความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล 5).เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลกับการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล 6).เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลกับการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลจากกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชากรที่อาศัยอยู่ในอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี จำนวน 400 ชุด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ Independent Sample <em>T</em>-test, (One-Way ANOVA) <em>F</em>-test และ Correlation Analysis ผลการวิจัยพบว่า พบว่า 1).ลักษณะประชากรที่แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการปัญหาขยะทะเลแตกต่างกัน 2).ลักษณะประชากรที่แตกต่างกัน ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการจัดการปัญหาขยะทะเลแตกต่างกัน 3).ลักษณะประชากรที่แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า 4).ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลของประชากรกับความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ที่มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกและอยู่ในระดับสูง (r=0.455) 5).ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารกับการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลของประชากร ที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกและอยู่ในระดับสูง (r=0.534) และ 6).ความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลกับการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกและอยู่ในระดับ (r=0.723)</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ขยะทะเล การรับรู้ข่าวสาร ความตระหนักรู้ การมีส่วนร่วม</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/249595 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 2021-12-28T17:50:35+07:00 Thareethip Taki thipreetha@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครระหว่างการแพร่ระบาดโควิด-19 2) เปรียบเทียบการตัดสินใจใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ที่แตกต่างกัน ตามปัจจัยประชากรศาสตร์ และ 3) พยากรณ์ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ งานวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เคยใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ในเขตกรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 407 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลสถิติหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าแจกแจงความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปร และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 20-30 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้ระหว่าง 15,001-30,000 บาทต่อเดือน ปัจจัยประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ของกลุ่มตัวอย่าง มีจำนวน 3 ปัจจัย เรียงลำดับความสำคัญคือ ด้านผลิตภัณฑ์/บริการ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านกระบวนการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ประกอบการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจร้านอาหารสามารถนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาและปรับปรุงการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์และการบริการขนส่งอาหาร เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืนและดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/250878 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าปักชาวเขาเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดสำหรับกลุ่มผ้าปักชาวเขา บ้านคลองเตย ตำบลคลองลานพัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร 2021-12-28T17:50:36+07:00 เพชรา บุดสีทา dr.aung1962@outlook.co.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าปักชาวเขาเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดสำหรับกลุ่มผ้าปักชาวเขาบ้านคลองเตย ตำบลคลองลานพัฒนา&nbsp; จังหวัดกำแพงเพชร มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าปักชาวเขาชนเผ่าเมี่ยน 2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าปักฯ 3)&nbsp; เพื่อศึกษาผลที่เกิดกับชาวเขาบ้านคลองเตย ตำบลคลองลานพัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและ เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยเก็บข้อมูลจากสมาชิกกลุ่มผ้าปักชาวเขาบ้านคลองเตย จำนวน 25 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการปักผ้า &nbsp;นักวิชาการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ปักผ้า&nbsp; นักวิชาการด้านการตลาด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบประเมินผลิตภัณฑ์ผ้าปัก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) หญิงชนเผ่าเมี่ยน ใช้เวลาว่างจากการทำการเกษตร จะทำการปักผ้าตามภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดมายังปัจจุบัน ปักผ้าใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ปักผ้าผืนเพื่อจัดจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชนเผ่า ปัญหาจากการจำหน่ายผ้าปักเป็นผืนผ้า ราคาค่อนข้างสูง ผู้ซื้อจะต้องนำผ้าผืนไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปอีกต่อหนึ่ง กลุ่มผ้าปักชาวเขาชนเผ่าเมี่ยนมีความต้องการพัฒนาผ้าปักที่ได้จากการทอเป็นผืนผ้า มาเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยนเพื่อจัดจำหน่าย 2)&nbsp; ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าปักประกอบด้วย กระเป๋าสตางค์ ประเป๋าสะพาย กระเป๋ามะเฟือง กระเป๋าใส่พวงกุญแจ เสื้อคลุมผ้าปักและต่างหูผ้าปัก ผลการประเมินผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ผ้าปักชาวเขาบ้านคลองเตย ตำบลคลองลานพัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าปักได้ผ่านการผสมสีที่โดดเด่นน่าสนใจสามารถใช้สอยได้ตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งมีรูปแบบผลิตภัณฑ์และลวดลายที่แสดงอัตลักษณ์ของชนเผ่าเมี่ยน และ 3) ชุมชนชาวเขาเผ่าเมี่ยน ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จากการผลิตผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าปัก ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีช่องทางการจัดจำหน่าย ณ งานแสดงสินค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดให้ชุมชนนำผลิตภัณฑ์ไปจัดจำหน่าย</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/249307 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาจีน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมในจังหวัดลำปาง 2021-12-28T17:50:36+07:00 เพ็ญพรรษา ชัยธีระสุเวท phenphansa.bee@gmail.com <p>งานวิจัยฉบับนี้เป็นชุดโครงการที่รวบรวมการศึกษาจากโครงการวิจัยย่อย 3 งานวิจัย ได้แก่ (1) การพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่อการทำงานสำหรับพนักงานนวดแผนไทย (2) ปัญหาและแนวทางในการพัฒนาคู่มือล่ามทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยนักท่องเที่ยวชาวจีน และ (3) นวัตกรรมการประชาสัมพันธ์ภาษาจีน ผ่านระบบ QR Code เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สามารถสรุปผลการศึกษาประจำชุดโครงการได้ดังนี้ บทเรียนและคู่มือสำหรับผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้เทคโนโลยีความจริงเสมือน Virtual Reality (VR) ต่างเป็นแนวทางที่ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาจีน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมในจังหวัดลำปาง ซึ่งได้พัฒนาขึ้นจากปัญหาและความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มสมรรถนะการสื่อสารภาษาจีนให้กับผู้ส่งสารที่เป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับช่องทางการสื่อสารภายในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงเพิ่มความเข้าใจให้กับผู้รับสารที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาจีนสามารถกระตุ้นให้ผู้ใช้งานเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง สร้างอุปนิสัยการใฝ่เรียนใฝ่รู้ รวมถึงพัฒนาการสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ใช้งานได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/249383 The ความรุนแรงในกวีนิพนธ์ เรื่อง เพียงความเคลื่อนไหว ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2021-12-28T17:50:37+07:00 ไพลิน อินคำ phailin13062533@gmail.com <p>งานวิจัยเรื่อง “ความรุนแรงในกวีนิพนธ์ เรื่อง เพียงความเคลื่อนไหว ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความรุนแรงในกวีนิพนธ์ในกวีนิพนธ์เรื่องเพียงความเคลื่อนไหว ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีความรุนแรงของ โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) ในการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่าความรุนแรงที่ปรากฏมีอยู่ 3 ประเภท คือ 1. ความรุนแรงทางตรง 2. ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และ 3. ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/250222 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มเจเนอเรชั่น Y 2021-12-28T17:50:37+07:00 เรวดี ฉลาดเจน tippa2530@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชั่น Y โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มเจเนอเรชั่น Y ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ที่เคยซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ครั้งสุดท้ายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 424 คนใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมานโดยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ด้านสินค้า ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มเจเนอเรชั่น Y อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และด้านการให้บริการส่วนบุคคล ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มเจเนอเรชั่น Y อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ ตัวแปรอิสระทุกตัวสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 54.50 (R<sup>2 </sup>= 0.545)</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/250636 thai การจัดการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์แบบโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2021-12-28T17:50:38+07:00 วราวุฒิ อัมพุธ am.warawut@gmail.com <p>บทความวิจัยชิ้นนี้นำเสนอวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้การจัดเรียนรู้แบบโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2. เพื่อศึกษาศึกษาทักษะการทำโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา</p> <p>ด้านรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดประสบการณ์นิยม (Experimentalism) ของ จอห์น ดิวอี้ เป็นกรอบการวิจัย ด้านพื้นที่การวิจัยคือโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๙๙ (บ้านแม่สุยะ) จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนประชากรในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 23 คน ในปีการศึกษาที่&nbsp; 2/2561 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาว จำนวน 7 แผน 20 ชั่วโมง โดยหาระดับคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน โดยใช้สถิติขั้นพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (µ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Ó)</p> <p>ผลการศึกษาระดับการประเมินความเหมาะสมของแผนจัดการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ แบบโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา&nbsp; เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.81 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.30&nbsp; ดังนั้นผลการประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ จึงมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>ผลการศึกษาทักษะการทำโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.81&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.30 มีทักษะการทำโครงงานอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นขั้นตอนพบว่า ขั้นตอนที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ขั้นที่ 4 ขั้นทบทวน (μ = 5.00) ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติ (μ = 4.86) และ ขั้นที่ 5 ขั้นนำเสนอ (μ = 4.86) ตามลำดับ</p> <p>ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับ พึงพอใจมาก&nbsp; มีค่าเฉลี่ย 4.93 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.30 เมื่อพิจารณารายข้อแล้ว พบว่ามีความเห็นอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด โดยเรียงค่าเฉลี่ยสูงสุด ดังนี้ ครูมีเทคนิคในการปกครองชั้นเรียนและฝึกให้นักเรียนรู้จักใช้สิทธิหน้าที่ของตนเองอย่างมีขอบเขต (μ = 5.00) 9. ครูสร้างบรรยากาศที่ผู้เรียนเกิดความรู้สึกประสบความสำเร็จในงานที่ทำ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น (μ = 5.00) นักเรียนได้สำรวจชุมชนเพื่อหาประเด็นในการทำโครงงาน (μ = 5.00)&nbsp; กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานสามารถทำให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติงานด้วยตนเอง (μ = 5.00) นักเรียนสามารถนำความรู้ในการทำโครงงานไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ (μ = 5.00) นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาชาวบ้าน(μ = 5.00) นักเรียนเกิดทักษะและนำประสบการณ์ที่ได้จากการทำโครงงานไปประกอบอาชีพได้ (μ = 5.00) นักเรียนรู้สึกภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านของตนเอง (μ = 5.00) นักเรียนเห็นคุณค่าในภูมิปัญญาชาวบ้านของชุมชนตัวเอง (μ = 5.00) นักเรียนสามารถสรุปโครงงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์การทำโครงงาน (μ = 5.00) นักเรียนสามารถนำเสนอโครงงานหน้าชั้นเรียนในรูปแบบที่นักเรียนคิดสร้างสรรค์เอง (μ = 5.00)&nbsp; ตามลำดับ</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/250528 การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูมใหม่ : การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ 2021-12-28T17:50:39+07:00 วลีรัตน์ พะโยธร waleerat1991@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านพุทธิพิสัย เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูมใหม่&nbsp; 2) เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านพุทธิพิสัย เรื่อง ความน่าจะเป็น&nbsp; ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูมใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์&nbsp; จำนวน 600 คน&nbsp; ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi – Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านพุทธิพิสัย เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย วิเคราะห์ความเป็นมิติเดียวของแบบทดสอบ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม IRTPRO 5</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ได้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านพุทธิพิสัย เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูมใหม่&nbsp; โดยเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยจำนวน 36 ข้อ มีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.52 ถึง 2.44 ค่าความยากอยู่ระหว่าง -0.39 ถึง 1.13 และค่าโอกาสการเดาถูก (c) อยู่ระหว่าง 0.09 ถึง 0.20 ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อสอบมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ7.00 และ ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของแบบทดสอบมีค่าสูงสุดที่ 17.18</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/249450 Online Game Communication of Gen Y Group: Violence and Literacy 2021-12-28T17:50:39+07:00 เสริมศิริ นิลดำ aj_sermsiri@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะประชากรและพฤติกรรมความรุนแรงของกลุ่มเจนวายที่เล่นเกมออนไลน์ รวมถึงเพื่อศึกษาการรู้เท่าทันความรุนแรงของการเล่นเกมออนไลน์ของกลุ่มเจนวาย ด้วยการสำรวจ (Survey) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ กลุ่มคนเจนวายวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปีและมีพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบสมัครใจ (Volunteer sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงบรรยาย และการหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation)</p> <p>&nbsp;</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมที่สื่อสารถึงความรุนแรงขณะเล่นเกมออนไลน์ของกลุ่มเจนวายวัยรุ่นโดยรวมแล้วอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนผลการทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรด้านเพศ อัตราการเล่นเกม ระยะเวลาในการเล่นเกม ประเภทเกมที่เล่น และประสบการณ์ในการเล่นเกม กับพฤติกรรมที่สื่อสารถึงความรุนแรงขณะเล่นเกมออนไลน์ของกลุ่มเจนวายพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ด้านการรู้เท่าทันความรุนแรงของการเล่นเกมออนไลน์ของกลุ่มเจนวายวัยรุ่น โดยรวมพบว่าอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านทั้ง 4 ด้านพบว่า ด้านการเข้าถึง การวิเคราะห์ และการประเมินค่า มีค่าคะแนนอยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน ขณะที่ด้านการสร้างสรรค์มีค่าคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด ส่วนผลการทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปรด้านเพศ อัตราการเล่นเกม และประเภทเกมที่เล่นกับการรู้เท่าทันความรุนแรงของการเล่นเกมออนไลน์ของกลุ่มเจนวายพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการทดสอบระดับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมความรุนแรงของกลุ่มเจนวายที่เล่นเกมออนไลน์กับการรู้เท่าทันความรุนแรงของการเล่นเกมออนไลน์ของกลุ่มเจนวายพบว่า พฤติกรรมความรุนแรงของกลุ่มเจนวายที่เล่นเกมออนไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการรู้เท่าทันความรุนแรงของการเล่นเกมออนไลน์ของกลุ่มเจนวาย โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์เท่ากับ 0.65</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/GRAURU/article/view/250599 นวัตกรรมการเล่าเรื่องข้ามสื่อเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสังคม 2021-12-28T17:50:41+07:00 อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ apisit.supa@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ศึกษานวัตกรรมการเล่าเรื่องข้ามสื่อเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสังคม โดยเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเนื้อหาการเล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia) เพื่อสื่อสารประเด็นสังคม ผลการศึกษาพบว่า การใช้กระบวนการออกแบบเนื้อหาสื่อสารหลากช่องทาง สร้างประสบการณ์จากการรับรู้เนื้อหาสามารถนำไปสู่การลงมือทำพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมนั้นได้ในชีวิตจริง โดยการสร้างเนื้อหาหลากรูปแบบพัฒนาการเปิดโลกเนื้อหา (Entry Point) ของการเล่าเรื่องข้ามสื่อด้วยปฏิสัมพันธ์บนสื่อออนไลน์ สำหรับการกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-24 ปี กรอบการเล่าเรื่องที่เน้นความสนุกและตั้งคำถามต่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในสังคม ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่าเรื่องและผู้รับสารได้ผ่านช่องทางออนไลน์ และการมีเนื้อหาและกิจกรรมประเภท “FAN CONTENT” ที่ท้าทายให้ทำเนื้อหาร่วมกันเพื่อกลับมาแลกเปลี่ยนกันบนสื่อออนไลน์ช่วยกระตุ้นการลงมือทำได้</p> <p>ดังนั้นแล้วรูปแบบของการพัฒนากระบวนการสื่อสารแบบการเล่าเรื่องข้ามสื่อทำให้เห็นถึงกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม รวมไปถึงการใช้ประสบการณ์ที่หลากหลายเชื่อมผู้รับสารที่มีความสนใจที่แตกต่างเข้าสู่แก่นของเรื่องที่ต้องการสื่อสาร และกระบวนการสื่อสารข้ามสื่อเพื่อสื่อสารประเด็นสังคมที่สำคัญ โดยการเล่าเรื่องให้คนเกิดความรู้สึกร่วมด้วยการเชื่อมโยงประสบการณ์จากเนื้อหาสู่ชีวิตจริง จากนั้นมีเนื้อหาที่ทำให้คิดตาม คิดวิเคราะห์ วิพากษ์ และ คิดถึงสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้ ให้ทางออกกับการแก้ปัญหา เชิญชวนให้คิดว่าจะทำอะไร นำไปสู่การออกแบบกิจกรรม และการใช้สื่อเพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้รับสารได้ลงมือทำบางอย่างทั้งต่อเนื้อหาและต่อประเด็นนั้นในชีวิตจริง</p> <p>บทความวิจัยนี้ศึกษานวัตกรรมการเล่าเรื่องข้ามสื่อเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสังคม โดยเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเนื้อหาการเล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia) เพื่อสื่อสารประเด็นสังคม ผลการศึกษาพบว่า การใช้กระบวนการออกแบบเนื้อหาสื่อสารหลากช่องทาง สร้างประสบการณ์จากการรับรู้เนื้อหาสามารถนำไปสู่การลงมือทำพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมนั้นได้ในชีวิตจริง โดยการสร้างเนื้อหาหลากรูปแบบพัฒนาการเปิดโลกเนื้อหา (Entry Point) ของการเล่าเรื่องข้ามสื่อด้วยปฏิสัมพันธ์บนสื่อออนไลน์ สำหรับการกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-24 ปี กรอบการเล่าเรื่องที่เน้นความสนุกและตั้งคำถามต่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในสังคม ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่าเรื่องและผู้รับสารได้ผ่านช่องทางออนไลน์ และการมีเนื้อหาและกิจกรรมประเภท “FAN CONTENT” ที่ท้าทายให้ทำเนื้อหาร่วมกันเพื่อกลับมาแลกเปลี่ยนกันบนสื่อออนไลน์ช่วยกระตุ้นการลงมือทำได้</p> <p>ดังนั้นแล้วรูปแบบของการพัฒนากระบวนการสื่อสารแบบการเล่าเรื่องข้ามสื่อทำให้เห็นถึงกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม รวมไปถึงการใช้ประสบการณ์ที่หลากหลายเชื่อมผู้รับสารที่มีความสนใจที่แตกต่างเข้าสู่แก่นของเรื่องที่ต้องการสื่อสาร และกระบวนการสื่อสารข้ามสื่อเพื่อสื่อสารประเด็นสังคมที่สำคัญ โดยการเล่าเรื่องให้คนเกิดความรู้สึกร่วมด้วยการเชื่อมโยงประสบการณ์จากเนื้อหาสู่ชีวิตจริง จากนั้นมีเนื้อหาที่ทำให้คิดตาม คิดวิเคราะห์ วิพากษ์ และ คิดถึงสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้ ให้ทางออกกับการแก้ปัญหา เชิญชวนให้คิดว่าจะทำอะไร นำไปสู่การออกแบบกิจกรรม และการใช้สื่อเพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้รับสารได้ลงมือทำบางอย่างทั้งต่อเนื้อหาและต่อประเด็นนั้นในชีวิตจริง</p> 2021-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์