https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ปัญญา
2026-05-03T21:21:48+07:00
Mr.Samrit Kangpheng
skangpheng@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/288633
บทบาทของระบบการเมืองการปกครองต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ในประเทศไทย
2025-10-10T19:56:20+07:00
คมคาย อุดรพิมพ์
Plastrt3696@gmail.com
พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร
pacharawit05@gmail.com
ราตรี เลิศหว้าทอง
strt3696@gmail.com
<p>ระบบการเมืองการปกครองมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่เศรษฐกิจพึ่งพาเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายของภาครัฐอย่างมาก งานศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองการปกครองกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านนโยบายการคลัง การลงทุน การกระจายรายได้ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อระบบการเมืองมีเสถียรภาพ มีความโปร่งใส และยึดหลักธรรมาภิบาล จะเอื้อต่อการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคม แต่หากการเมืองขาดเสถียรภาพหรือตกอยู่ภายใต้การแทรกแซงของนักการเมือง จะส่งผลให้การบริหารเศรษฐกิจขาดทิศทาง เกิดความเหลื่อมล้ำและชะลอการพัฒนา ดังนั้น ระบบการเมืองการปกครองที่เหมาะสมต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้กลไกรัฐและกลไกตลาด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึงเกิดความมั่นคงทางสังคม ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของระบบการเมืองการปกครองต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย ระบบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมและการพัฒนาความเสมอภาคทางสังคม แต่ต้องอาศัยความเข้มแข็งของสถาบันทางการเมืองและการมีวัฒนธรรมประชาธิปไตย ขณะที่ระบบเผด็จการแม้จะสามารถควบคุมอำนาจได้อย่างรวดเร็ว แต่ขาดความชอบธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ส่วนระบบพระมหากษัตริย์ขึ้นอยู่กับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งระบบการเมืองการปกครอง และระบบเศรษฐกิจในประเทศไทยการปรับตัวตามยุคสมัย โดยสรุประบบการปกครองที่เหมาะสมของสังคมใด ๆ ต้องอาศัยปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย</p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> บทบาท, ระบบการเมืองการปกครอง, การพัฒนาเศรษฐกิจ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290695
Research on Strategies to Enhance Kindergarten Teachers’ Self-Efficacy in Implementing Project Activities: A Case Study of Selected Kindergartens in Henan, China
2025-12-17T14:28:23+07:00
Yanzi Zhang
34827483@qq.com
<p>The purposes of this research were: 1) to explore the factors affecting kindergarten teachers’ self-efficacy in implementing project activities, based on the context of kindergartens in China, and 2) to enhance teachers’ self-efficacy in implementing project activities through an Intervention Design and Implementation (IDI) study. This study involved 203 teachers from three public kindergartens in Henan Province, China, employing an Intervention Design and Implementation (IDI) approach combined with a mixed-methods research paradigm. First, the questionnaire’s reliability and validity were assessed using Item-Objective Congruence (IOC) and a pilot test, and multiple linear regression (MLR) was used to analyze relationships among variables. Subsequently, 30 teachers were selected via convenience sampling to undergo a 16-week IDI intervention; 10 of them participated in semi-structured interviews. Finally, paired-sample t-tests were conducted to compare pre- and post-intervention data and verify the intervention effect. The study found that: 1) collective focus on student learning, reflective dialogue, colleague trust, and emotional intelligence have significant effects on teachers’ self-efficacy, whereas derivatized practice and teacher collaboration do not have significant effects. 2) After the IDI intervention, all independent variables in this study showed significant improvement (p < 0.05). Concurrently, there was a significant difference in teacher self-efficacy between the pre-IDI and post-IDI conditions, t (29) = -5.36, p < .001, with a mean difference of -0.775.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Intervention Design and Implementation, Teacher Self-efficacy, Project Activities, Kindergarten Teachers, Professional Learning Community</p>
2026-04-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293261
การควบคุมตรวจสอบการใช้หลักนิติธรรมตามกฎหมายปกครองของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครอง
2026-03-03T10:55:09+07:00
กำพล วันทา
kamponw823@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งศึกษา “หลักนิติธรรม” ภายใต้กฎหมายปกครองที่เป็นหลักการสำคัญในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองที่มีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิของปัจเจกชน โดยปัญหาทางกฎหมายสำคัญอยู่ที่ความเสี่ยงซึ่งฝ่ายปกครองอาจใช้ดุลพินิจโดยขาดกรอบจำกัดที่เพียงพอตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย หลักความได้สัดส่วน และความเป็นธรรมทางกระบวนการ จนอาจมีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิของปัจเจกชน และทำให้การเยียวยาทางกฎหมายไม่มีประสิทธิผล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) อธิบายความสัมพันธ์เชิงหลักการระหว่างกฎหมายปกครองกับหลักนิติธรรม (2) ระบุมาตรฐานทางกฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมตรวจสอบอำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครอง และ (3) ประเมินกรอบอำนาจขององค์กรภายในฝ่ายปกครอง ตามกฎหมายไทยโดยอาศัยข้อค้นพบเชิงเปรียบเทียบจากประเทศที่ใช้อำนาจทางปกครองและการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครอง โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารทางนิติศาสตร์ ประกอบการวิเคราะห์เชิงเหตุผลทางกฎหมายและการเปรียบเทียบกฎหมาย โดยใช้ข้อมูลจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักนิติธรรม โครงสร้างสถาบันศาลปกครอง คำวินิจฉัย/คำพิพากษาศาลที่สะท้อนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความได้สัดส่วน รวมทั้งงานวิชาการสำคัญเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและหลักความได้สัดส่วน ผลการศึกษาพบว่า ทั้งในระบบกฎหมายต่างประเทศและระบบกฎหมายประเทศไทย กฎหมายได้กำหนดให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครอง ในการบริการสาธารณะที่มีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิของปัจเจกชนจะต้องมีฐานอำนาจและใช้อำนาจให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และการใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องไม่เกินหลักแห่งความได้สัดส่วนและหลักแห่งความเป็นธรรม แต่กระนั้นก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครององค์กรภายในฝ่ายปกครองของไทยยังทำหน้าที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายปกครองในหลักนิติธรรม และในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง จึงมีนัยว่าจำเป็นต้องเสริมสร้างระบบกลไกที่เป็นมาตรฐานมีความชัดเจน แน่นอน และเป็นธรรม เพื่อให้การปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีระบบกลไกในการควบคุมตรวจสอบให้ มีประสิทธิภาพเพื่อทำให้หลักนิติธรรมเกิดผลอย่างในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>หลักนิติธรรม, การใช้อำนาจทางปกครอง, ดุลพินิจทางปกครอง, หลักความชอบด้วยกฎหมาย, หลักความได้สัดส่วน</p>
2026-04-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293707
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและความยึดมั่นผูกพันใน การอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยกลวิธี SQP2RS ร่วมกับ QAR
2026-04-09T14:46:26+07:00
กมลชนก ผลสกุลเจริญ
kamon.foy@gmail.com
กิ่งกาญจน์ บูรณสินวัฒนกูล
kie_49@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธี SQP2RS ร่วมกับ QAR และ2) เพื่อเปรียบเทียบความยึดมั่นผูกพันในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธี SQP2RS ร่วมกับ QAR กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนปะทิววิทยา จังหวัดชุมพร จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธี SQP2RS ร่วมกับ QAR 2) แบบวัดความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และ 3) แบบวัดความยึดมั่นผูกพันในการอ่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนหลังจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความยึดมั่นผูกพันในการอ่านของนักเรียนหลังจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ, ความยึดมั่นผูกพันในการอ่าน, SQP2RS, QAR</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293777
การประเมินความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบเปิดร่วมกับเทคโนโลยีความจริงเสริม
2026-03-20T09:42:48+07:00
พุฒิพงศ์ พงษ์จรัสจิรเดช
born.puttiphong@kkumail.com
ภัทรพร ผลดี
phatpon@kku.ac.th
ภาวัต ไชยพิเดช
pawach@kku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบเปิดร่วมกับเทคโนโลยีความจริงเสริมเพื่อพัฒนาความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปลี่ยนสถานะของสสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลัง โดยผู้เข้าร่วมศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 39 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบจำเพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งนักเรียนทั้งหมดไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้แอปพลิเคชัน AR เพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มาก่อน ผู้วิจัยได้พัฒนาแอปพลิเคชัน AR บนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในมโนทัศน์เรื่องการเปลี่ยนสถานะของสสาร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบวัดความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ แบบคำถามปลายเปิด 1 ข้อ ที่ครอบคลุมกระบวนการ 6 ขั้นตอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร มีเกณฑ์การให้ระดับความเข้าใจมโนมติ 5 ระดับ ซึ่งมีการวิเคราะห์โดยการตีความจากภาพวาดและการเขียนบรรยาย ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบเปิดร่วมกับเทคโนโลยีความจริงเสริมก่อนเรียนและหลังเรียน มีระดับความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเปลี่ยนสถานะของสสาร มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ความเชื่อมั่น 0.05</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่, ความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์, การเปลี่ยนสถานะของสสาร, นักเรียนชั้นประถมศึกษา</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292628
การศึกษาความสามารถทางการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาปริญญาตรี โดยใช้การจัดการเรียนการรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
2026-02-23T14:41:47+07:00
จงจิต เค้าสิม
jongjit.sim@gmail.com
พิศตะวัน มาตสีดา
jongjit.sim@gmail.com
ประกอบ ผลงาม
jongjit.sim@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาปริญญาตรี ด้วยการจัดการเรียนการรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีโดยการจัดการเรียนการรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เป็นการวิจัยรูปแบบศึกษากลุ่มเดียวมีการทดสอบ 1 ครั้งหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน และแบบทดสอบความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาร้อยละ 76.67 มีความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คือร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ 2) นักศึกษาร้อยละ 86.67 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คือร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์, การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน, นักศึกษาปริญญาตรี</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293509
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการ ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
2026-03-20T13:31:03+07:00
นภัสภรณ์ แก้วยม
Napatsaporn5099@gmail.com
จุลดิศ คัญทัพ
juladis.k@rsu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน ศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน และศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานโดยมี 2 ระยะ กลุ่มประชากรระยะที่ 1 คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครูของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan, 1970) จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน ในระยะที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตประเวศกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน ในภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ในภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน มีความสัมพันธ์กัน และพบว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมากกับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R<sub>xy</sub>=0.87) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีทั้งหมด 10 แนวทาง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> <strong>:</strong> ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ , การบริหารงานวิชาการ , ความสัมพันธ์</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292972
การจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัย กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลนาราราชควาย อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
2026-03-06T12:44:16+07:00
อุทัยวรรณ ศรีอรัญญ์
autaiwanwan123@gmail.com
อัญชนา เถาว์ชาลี
nida_lai@hotmail.com
นิดาพร อาจประจญ
nida_lai@hotmail.com
<p>การจัดเกมการศึกษาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัยอย่างสนุกและเหมาะสมกับวัยส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านอย่างเป็นธรรมชาติ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษา 2) เปรียบเทียบการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัย จำนวน 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และแบบประเมินการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติทดสอบของวิลคอกซัน (The Wilcoxon Singed-Rank Test) ผลวิจัยพบว่า 1) เด็กปฐมวัยมีการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าหลังการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษามีคะแนนการประเมินประสาทสัมผัสทั้งห้าหลังการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษา เท่ากับ 3.00 คิดเป็นร้อยละ 100 และ2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษามีการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>.</em>05</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: เกมการศึกษา, ประสาทสัมผัสทั้งห้า, เด็กปฐมวัย, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291461
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัลโรงเรียนประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2026-01-06T14:22:35+07:00
วีระเทพ พัดพรม
weeratep.pa64@snru.ac.th
<p>ก</p> <p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล และ 3) เพื่อตรวจสอบประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล การวิจัยมี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล ได้แก่ ขั้นที่ 1 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ขั้นที่ 2 การยืนยันองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล โดยผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ขั้นที่ 3 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนประถมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 370 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล ได้แก่ ขั้นที่ 1 ร่างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล ขั้นที่ 2 การสร้างและยืนยันรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน ระยะที่ 3 การศึกษาประสิทธิผลจากการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล ได้แก่ ขั้นที่ 1 ดำเนินการทดลองใช้รูปแบบ การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 จำนวน 32 คน จาก 4 โรงเรียน ขั้นที่ 2 สรุปผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) ผู้นำในการพัฒนาหลักสูตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 3) การพัฒนาตนเองด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ 4) การเป็นแบบอย่างที่ดีในการวัดและประเมินผลโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ 5) การมีคุณธรรม จริยธรรมด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ 2. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล พบว่า องค์ประกอบของรูปแบบ ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) เนื้อหาของรูปแบบ 4) กระบวนการพัฒนา และ5) การวัดและประเมินผล รวมถึงการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบรูปแบบ พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการประเมินประสิทธิผลรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูยุคดิจิทัล พบว่า มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าเพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.79 หรือ ร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 73.15</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ:</strong> รูปแบบการพัฒนา, ภาวะผู้นำทางวิชาการ, ครูยุคดิจิทัล</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291764
ผลของโปรแกรมการฝึกด้วยแรงต้านต่อการทรงตัวของผู้สูงอายุ ในโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดเลย
2026-02-23T15:01:00+07:00
ธัชชัย วงษ์ทวี
thatchai.dw@gmail.com
วายุ กาญจนศร
wayukan@kku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการฝึกด้วยแรงต้านที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาของผู้สูงอายุ 2) ศึกษาผลของการฝึกด้วยแรงต้านที่มีต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้สูงอายุโรงเรียนผู้สูงอายุเลย อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังด้วยแรงต้าน จำนวน 8 สัปดาห์ แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา แบบทดสอบการทรงตัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ทดสอบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการฝึกด้วยสถิติทดสอบ t – test dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุที่ได้รับการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแรงต้านมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาหลังฝึกสูงกว่าก่อนฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้สูงอายุที่ได้รับการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแรงต้านมีความสามารถในการทรงตัวหลังฝึกสูงกว่าก่อนฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการฝึกด้วยแรงต้านสามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุได้ มีความเหมาะสมที่จะนำไปต่อยอดหรือขยายผลเพื่อส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ผู้สูงอายุ, การออกกำลังกายด้วยแรงต้าน, การทรงตัว, ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294114
การผลิตวล็อกร่วมกับเทคนิคอินโฟกราฟิกและเทคนิคปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
2026-05-03T21:21:48+07:00
สุชาวดี ผ่านเภา
suchavadee_p@mail.rmutt.ac.th
กุลกนิษฐ์ ทองเงา
suchavadee_p@mail.rmutt.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการผลิตวล็อก (Vlog) ที่บูรณาการเทคนิคอินโฟกราฟิกและเทคนิคปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของกลุ่มผู้ชมเป้าหมายหลังจากรับชมสื่อที่ผลิตขึ้น กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยบุคคลอายุ 18–25 ปี จำนวน 50 คน ที่ใช้งานสื่อออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook) ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เพื่อเข้าร่วมการประเมินความพึงพอใจ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 4 ท่าน ได้แก่ (1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอบล็อก (2) ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโฟกราฟิก (3) ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา และ (4) ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อวิดีโอบล็อกที่บูรณาการเทคนิคอินโฟกราฟิกและเทคนิคปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่ผลิตขึ้นนั้นมีคุณภาพอยู่ในระดับสูง และ 2) ความพึงพอใจของกลุ่มผู้ชมเป้าหมายที่มีต่อสื่อที่ผลิตขึ้นอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่าสื่อดังกล่าวมีความเหมาะสม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ชม โดยสรุป สื่อที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพในระดับสูง และมีประสิทธิภาพในการยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวตลอดจนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวบนเกาะเกร็ดได้เป็นอย่างดี</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>วล็อก, อินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว, การท่องเที่ยว, ปัญญาประดิษฐ์</p> <p> </p> <p> </p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294460
ความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัลและภาวะผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา
2026-04-08T10:45:33+07:00
จุฑา ธรรมชาติ
juta.tammachart@gmail.com
ฐิตินันท์ พูลศิลป์
tpsd03@gmail.com
อมรรัตน์ ผุดสุวรรณ
tpsd03@gmail.com
อรรถพล พลวัฒน์
tpsd03@gmail.com
เพ็ญศรี ศิริมงคล
tpsd03@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันโมเดลการวัดวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัลและภาวะผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายจากบัญชีรายชื่อสถานศึกษาจำนวน 210 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยมาตรวัดวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัล และมาตรวัดภาวะผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพความตรงจากผู้เชี่ยวชาญในเบื้องต้น เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีออนไลน์ผ่าน Google Form วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างเชิงเส้น ผลการวิจัย พบว่า 1) โมเดลการวัดวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัลตามทฤษฎีมีความเหมาะสมกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดีมาก (CFI=0.98<em>, </em>TLI=0.97, RMSEA=.05) ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (<em>R</em><sup>2</sup>) ของข้อคำถามจำนวน 11 ข้อ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.45 ถึง 0.78 มาตรวัดมีค่าความเที่ยงด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.90 2) โมเดลการวัดภาวะผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลตามทฤษฎีมีความเหมาะสมกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดี (CFI=0.95, TLI=0.94, RMSEA=.07) ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (<em>R</em><sup>2</sup>) ของข้อคำถามจำนวน 20 ข้อ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.53 ถึง 0.77 มาตรวัดมีค่าความเที่ยงด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.96 และ 3) โมเดลความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัลกับภาวะผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดีมาก (CFI=0.97, TLI=0.96, RMSEA=<em>.</em>08) โดยวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัลมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถพยากรณ์ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัลได้ร้อยละ 77</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: วิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีดิจิทัล, ภาวะผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัล, ผู้บริหารสถานศึกษา</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295441
การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน
2026-05-01T20:01:38+07:00
ศุภชัย โถบำรุง
Supachaito@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เป็นการวิจัยเชิงสำรวจกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 465 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดอุดรธานี กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และ Morgan แล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารการนิเทศการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ความต้องการจำเป็นเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านการดำเนินการนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ด้านการประเมินและพัฒนาการจัดกิจกรรม ด้านการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก และด้านการวางแผนการนิเทศ ซึ่งชี้ว่าทุกองค์ประกอบมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา โดยองค์ประกอบที่มีลำดับความต้องการสูงสุดคือ ด้านการดำเนินการนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบโปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาให้สามารถส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การบริหารการนิเทศการศึกษา, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, ความต้องการจำเป็น </p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291965
การวิเคราะห์การสอนเสวนาในวิชาหน้าที่พลเมืองระดับประถมศึกษาตอนปลาย
2026-01-22T13:44:20+07:00
รัชดาภรณ์ เรือนสูง
ratchadaporn.rns@gmail.com
ภาวิณี โสธายะเพ็ชร
pavineenui@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การใช้แนวทางการสอนเสวนาของครูผู้สอนรายวิชาหน้าที่พลเมืองระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 โดยออกแบบการวิจัยเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการฝึกอบรม ระยะระหว่างการฝึกอบรม และระยะหลังการฝึกอบรม ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยเป็นครูผู้สอนรายวิชาหน้าที่พลเมือง/ครูสังคม/ครูประจำชั้นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินพฤติกรรม แบบบันทึกการสังเกต แบบสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้าง แบบบันทึกหลังการสอนรายคาบสำหรับครูผู้สอน แบบบันทึกการติดตามผล และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ร่วมกับการบันทึกวิดีโอ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการฝึกอบรมการสอนของครูส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบครูถามนักเรียนตอบเป็นหลัก การใช้คำถามปลายเปิดมีอยู่แต่ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้การสนทนาเชิงลึกและการแลกเปลี่ยนเหตุผลของผู้เรียนมีข้อจำกัด แม้ครูจำนวนมากมีจุดแข็งด้านการใช้ถ้อยคำเหมาะสม การเสริมแรงเชิงบวก และการกำหนดกติกาการพูด–ฟังที่เอื้อต่อบรรยากาศปลอดภัย ต่อมาระยะระหว่างการฝึกอบรมมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีพัฒนาการความเข้าใจแนวคิดการสอนเสวนาเป็นลำดับ และแสดงความสนใจต่อการนำไปใช้จริงในชั้นเรียน ภายหลังการฝึกอบรมครูเริ่มปรับการสอนให้สอดคล้องกับหลักการสอนเสวนา 5 ประการ ได้แก่ ร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง สนับสนุน สั่งสม และมีจุดมุ่งหมาย โดยเห็นแนวโน้มเชิงบวกด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมและการเปิดพื้นที่เสียงของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม การโต้ตอบระหว่างผู้เรียนและความเท่าเทียมในการมีส่วนร่วมยังเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเวลา ความไม่คุ้นเคยของผู้เรียน และการต้องพึ่งพาครูในการเชื่อมโยงความคิด ข้อมูลเชิงลึกชี้ว่า การใช้กิจกรรมกลุ่มย่อย การลดการสรุปเร็ว และการชวนให้นักเรียนตอบสนองต่อความเห็นของเพื่อน ช่วยยกระดับคุณภาพการเสวนาได้ชัดเจน</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การสอนเสวนา, รายวิชาหน้าที่พลเมือง, ครูประถมศึกษาตอนปลาย</p> <p> </p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295036
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อใน มหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยของนักศึกษาจีน
2026-04-24T10:07:16+07:00
Jianfeng Liang
lianglf258@gmail.com
จุลดิศ คัญทัพ
juladis.k@rsu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยของนักศึกษาจีน 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยของนักศึกษาจีน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะดังนี้ ระยะที่1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทย เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างของ Yamane (1970) จำนวน 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ระยะที่ 2 ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างนำไปสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิคการถดถอยพหุคูณในการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยของนักศึกษาจีน เรียงลำดับตามค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน จากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ปัจจัยความต้องการส่วนบุคคลด้านความต้องการความมั่นคง 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษา 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านบุคลากร 4) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย 5) ปัจจัยความต้องการส่วนบุคคลด้านความต้องการด้านสังคม และ 6)ปัจจัยความต้องการส่วนบุคคลด้านความต้องการพัฒนาตนเอง และแนวทางการพัฒนาการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยของนักศึกษาจีน มี 6 ด้าน <em>18 </em>แนวทาง</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ:</strong> ปัจจัยที่ส่งผล, นักศึกษาจีน, การตัดสินใจ, มหาวิทยาลัยเอกชน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา