https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/issue/feed วารสารครุศาสตร์ปัญญา 2026-07-08T17:14:11+07:00 Mr.Samrit Kangpheng skangpheng@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295129 ความท้าทายของอุตสาหกรรมทุเรียนไทยในภาคตะวันออก: ผลกระทบจากวิกฤตแรงงานกัมพูชา การแข่งขันจากเวียดนาม และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ 2026-04-27T12:14:47+07:00 ธนพร ตะละภัฏ 6381028120@student.chula.ac.th สนอง เอกสิทธิ์ sanong.e@chula.ac.th <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เจาะลึกถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญของอุตสาหกรรมทุเรียนไทยในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สภาวะวิกฤตการขาดแคลนแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชา การพึ่งพิงตลาดส่งออกจีนเพียงรายใหญ่อย่างเข้มข้น แรงกดดันจากมาตรการด้านสุขอนามัยพืช (SPS) ที่เข้มงวดขึ้น และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน การวิเคราะห์นี้อาศัยการสังเคราะห์วรรณกรรมวิชาการในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมประเด็นแรงงานเกษตรระหว่างประเทศ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) เทคโนโลยีการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) ผ่าน Near-Infrared Spectroscopy (NIR) ตลอดจนการประยุกต์ใช้เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และ IoT ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาที่เป็นรากเหง้าของอุตสาหกรรมทุเรียนไทยไม่ได้เกิดจากปริมาณผลผลิตหรือการขาดตลาด แต่เกิดจาก "โครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาทักษะแรงงานมนุษย์" ในสัดส่วนที่สูงเกินไป ทั้งในขั้นตอนการคัดกรองคุณภาพและการบริหารจัดการสวน การพึ่งพาเช่นนี้กลายเป็นจุดเปราะบางที่สำคัญเมื่อต้องเผชิญกับความผันผวนของแรงงานและข้อกำหนดทางการค้าสากลที่ต้องการการพิสูจน์คุณภาพด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยด้าน NIR และการวิเคราะห์ภาพสเปกตรัมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำนายค่าเนื้อแห้งและคุณภาพภายในได้อย่างแม่นยำโดยไม่สร้างความเสียหายต่อผลผลิต ซึ่งสามารถทดแทนการประเมินด้วยประสบการณ์ส่วนบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นวัตกรรมโดรนและระบบเซนเซอร์จะช่วยลดภาระงานซ้ำซากและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระดับสวน บทความจึงได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ผสานการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพเข้ากับการจัดการสวนอัจฉริยะ พร้อมทั้งเสนอให้มีการลงทุนในรูปแบบทรัพยากรร่วม (Shared Resources) และการพัฒนาทักษะทุนมนุษย์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงด้านแรงงานและการค้า นอกจากนี้ยังระบุถึงทิศทางการวิจัยที่จำเป็นต่อระดับนโยบาย ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลสเปกตรัมทุเรียนแห่งชาติ การทดลองใช้ระบบในสภาพแวดล้อมโรงคัดบรรจุ (ล้ง) จริง และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินเปรียบเทียบกับต้นทุนแรงงาน การเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและวิทยาศาสตร์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับทุเรียนไทยสู่การเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมผลไม้เขตร้อนที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในระดับสากลอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: NIR, เกษตรอัจฉริยะ, ห่วงโซ่อุปทานทุเรียน, แรงงานข้ามชาติ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295313 รูปแบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2026-04-30T10:40:32+07:00 รัชดา ผูกพยนต์ rongratchada@gmail.com สุดสวาสดิ์ ประไพเพชร sudprapai@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา ด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีตามแบบแผน Explanatory Sequential Mixed Method Design ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การประเมินความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา ภาคเหนือ จำนวน 210 คน ระยะที่ 2 การสร้างรูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี 5 โรงเรียน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยภาพรวมมีค่า PNI<sub>Modified</sub> เท่ากับ 0.31 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านการสร้างและพัฒนานวัตกรรม รองลงมาได้แก่ ด้านการคิดเชิงนวัตกรรม ด้านการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรม ด้านการส่งเสริมทักษะอาชีพ ด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือเชิงนวัตกรรม และด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ กระบวนการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรม 6 ด้าน และเงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ และ 3) ผลการประเมินรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong> : </strong>ความต้องการจำเป็น, การบริหารจัดการเชิงนวัตกรรม, ทักษะอาชีพ, โรงเรียนมัธยมศึกษา</p> 2026-06-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295733 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ดิจิทัล WANG Model บนแพลตฟอร์ม LMS Moodle เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลของครูและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โรงเรียนวังม่วงพิทยาคม 2026-06-12T10:30:43+07:00 พลายชุมพล เหลืองาม rongplai.set@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการเรียนรู้ดิจิทัลของโรงเรียนวังม่วงพิทยาคม 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ดิจิทัล WANG Model บนแพลตฟอร์ม LMS Moodle 3) ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประเมินผล และปรับปรุงรูปแบบฉบับสมบูรณ์ และ4) ศึกษาความพึงพอใจของครูและนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามรูปแบบ WANG Model การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ ตามแนวทางของ Borg &amp; Gall (1989) ได้แก่ ระยะที่ 1 (R1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 26 คน ระยะที่ 2 (D1) ออกแบบและตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ระยะที่ 3 (R2) ทดลองใช้รูปแบบกับครู 18 คน และนักเรียน 284 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง และระยะที่ 4 (D2) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบฉบับสมบูรณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันครูร้อยละ 72.20 มีสมรรถนะดิจิทัลอยู่ในระดับพื้นฐาน ใช้เทคโนโลยีอย่างไม่เป็นระบบ ขาดสมรรถนะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ดิจิทัล และขาดโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยครูมีความต้องการการนิเทศแบบรายบุคคล (Individual Coaching) และการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนวิชาชีพ 2. ร่างรูปแบบ WANG Model ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับมากที่สุด และรูปแบบฉบับสมบูรณ์ ผ่านการประเมินรับรองในระดับมากที่สุด 3. หลังการทดลองใช้รูปแบบครูมีคะแนนสมรรถนะดิจิทัลเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนทักษะการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ4. ครูและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานตามรูปแบบ WANG Model ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> รูปแบบการบริหารจัดการ, การเรียนรู้ดิจิทัล, แพลตฟอร์ม LMS Moodle, สมรรถนะดิจิทัล, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p> 2026-06-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295287 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2026-04-30T09:51:51+07:00 ขนิษฐา พิมรัตน์ kanitta2621@gmail.com สุดสวาสดิ์ ประไพเพชร sudprapai@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่พัฒนาขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การประเมินความต้องการจำเป็นโดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการสำรวจความคิดเห็น โดยการศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ระยะที่ 2 การสร้างรูปแบบ เป็นการยกร่างและตรวจสอบความเหมาะสมของร่างรูปแบบและการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินความต้องการจำเป็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub> modified</sub>)</p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> การพัฒนาภาวะผู้นำครู, การจัดการเรียนรู้, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โรงเรียนมัธยมศึกษา</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294665 การพัฒนาทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ วิชาดนตรี โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2026-04-21T14:18:11+07:00 จิระวัฒน์ โนนเปลือย earth.jn11@hotmail.com ไพโรจน์ เติมเตชาติพงศ์ phater@kku.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ของนักเรียน ให้มีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบกลุ่มเดียวและทดสอบหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) แบบฝึกทักษะ 3) เแบบทดสอบวัดทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เฉลี่ยเท่ากับ 22.38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 74.6 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์, แบบฝึกทักษะ, ทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294662 การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา ภาษาไทย โดย การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2026-04-21T10:36:04+07:00 จุติรัตน์ ปิดตังนาโพธิ์ jutirat.bit@gmail.com ไพโรจน์ เติมเตชาติพงศ์ phater@kk.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียน ให้มีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังจากการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวและทดสอบหลังเรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติทดสอบที ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก เฉลี่ยเท่ากับ 20.62 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.50 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเท่ากับ 24.62 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก อยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : เทคนิค KWL Plus, ผังกราฟิก, ทักษะการอ่านจับใจความ, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295121 การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป 2026-04-27T12:25:31+07:00 ชลจิรา สัมพุทธานนท์ chonjira.jee@gmail.com จงจิต เค้าสิม chonjira.jee@gmail.com เสาวลักษณ์ สีตะบุษย์ chonjira.jee@gmail.com กรองกาญจน์ ศุภวาร chonjira.jee@gmail.com ธัญญารัตน์ เดชอำนาจธรรม chonjira.jee@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป และ 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 อายุ 5 - 6 ปี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนเทศบาล(บ้านหนองนก) ในจังหวัดน่าน จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป จำนวน 24 แผนซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ 1.00 และแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการแบ่งปัน ด้านการช่วยเหลือ และด้านการร่วมมือ มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ 1.00 ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที ในช่วงกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไค-สแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป มีความสัมพันธ์กัน ทั้งโดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน 2. พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคปสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์, แนวคิดไฮสโคป, พฤติกรรมทางสังคม, เด็กปฐมวัย</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294344 แนวทางบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขของนักศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรม: การวิเคราะห์บทบาทความตระหนักรู้โดยมีการรับรู้ตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน 2026-04-02T11:32:37+07:00 เครือมาส แก้วทอน juta.tammachart@gmail.com จุฑา ธรรมชาติ juta.tammachart@gmail.com ชิดชนก เชิงเชาว์ juta.tammachart@gmail.com ษบรรณ เชิดเกียรติสกุล juta.tammachart@gmail.com <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมกับความอยู่ดีมีสุขของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีการรับรู้ตนเองทางวัฒนธรรมเป็นตัวแปรส่งผ่าน และเพื่อนำเสนอแนวทางบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขของนักศึกษาในสังคม<em> </em>พหุวัฒนธรรม ตัวอย่างวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 531 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นมาตรวัดแบบประเมินค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงจากผู้เชี่ยวชาญ มีผลการวิเคราะห์โมเดลการวัดที่เหมาะสมกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์มีค่าอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.519 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>.</em>01 โดยความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อความอยู่ดีมีสุข มีค่าอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.022 แต่ส่งอิทธิพลทางอ้อมผ่านการรับรู้ตนเองทางวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ มีค่าอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.497 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนอิทธิพลส่งผ่านสูงถึงร้อยละ 95.7 ของอิทธิพลรวมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อการรับรู้ตนเองทางวัฒนธรรม และการรับรู้ตนเองจะส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยจึงนำเสนอแนวทางบริหารจัดการในลักษณะนโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนักรู้ถึงความต่างทางวัฒนธรรมของนักศึกษา <em> </em>แต่ต้องมีกระบวนการส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดการรับรู้และเข้าใจอัตลักษณ์ตนเองทางวัฒนธรรม เพื่อลดความวิตกกังวลในการปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขในการใช้ชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง</p> <p><em> </em><strong>คำสำคัญ:</strong> ความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม, การรับรู้ตนเองทางวัฒนธรรม, ความอยู่ดีมีสุข, สังคมพหุวัฒนธรรม, แนวทางบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294570 การพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับสื่อ EDLTV เรื่อง การคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2026-04-09T13:37:07+07:00 ผกามาศ ศักดิ์ดำ doramonjidjee@gmail.com ปารุษยา เกียรติคีรี doramonjidjee@gmail.com พนาน้อย รอดชู doramonjidjee@gmail.com <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาทางคณิศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของของนักเรียนที่มีต่อแนวทางการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับสื่อ EDLTV โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบเชิงทดลอง (Experimental Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมที่ยอมรับได้ ตั้งแต่ 4.40-5.00 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.80-1.00 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20-0.67 และค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.40-0.77 (3) แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ทุกข้อเท่ากับ 1.00 และ (4) แบบวัดความพึงพอใจ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ทุกข้อเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.954 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิภาพ และสถิติทดสอบที แบบกลุ่มเดียว ผลการศึกษาพบว่า (1) การจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับสื่อ EDLTV มีประสิทธิภาพ 89.44/86.00 สูงกว่าเกณฑ์กำหนด 80/80 (2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การคูณ โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับสื่อ EDLTV มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7295 คิดเป็นร้อยละ 72.92 หมายความว่า ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 72.95 (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับสื่อ EDLTV ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (4) ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับสื่อ EDLTV ก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ (5) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับสื่อ EDLTV อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong> : </strong>การพัฒนาทักษะ การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เทคนิค TGT EDLTV</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294493 การพัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการเรียนรู้แบบการตั้งคำถาม 5W1H ร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2026-04-08T11:25:37+07:00 พรรณิศา พูลเกิด phannisaphunkoed@gmail.com ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์ addps@yahoo.com อัญชลี แสงอาวุธ addps@yahoo.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการเรียนรู้แบบการตั้งคำถาม 5W1H ร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการเรียนรู้แบบการตั้งคำถาม 5W1H ร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการเรียนรู้แบบการตั้งคำถาม 5W1H ร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย ด้วยการเรียนรู้แบบการตั้งคำถาม 5W1H ร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิดของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเขาบ่อ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 16 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีหน่วยโรงเรียนในการสุ่ม ได้มาแบบคละความสามารถ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 4 แผนจำนวน 16 ชั่วโมง ชุดแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจำนวน 4 ชุด แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ (E1) มีค่าเท่ากับ 85.16 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์การทดสอบหลังเรียน (E2) มีค่าเท่ากับ 83.75 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนอยู่ที่ 25.13 ซึ่งสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนคือ 14.88 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 85.16 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ภาษาไทย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.52 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การจัดการเรียนรู้แบบการตั้งคำถาม 5W1H, เทคนิคแผนผังความคิด, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ทักษะการคิดวิเคราะห์, การอ่านจับใจความสำคัญ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294710 การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความวิชาภาษาไทย โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2026-05-11T11:47:51+07:00 กมลลัทธ์ อธิสรทรัพย์ kamonlatth0031@gmail.com ไพโรจน์ เติมเตชาติพงศ์ kamonlatth0031@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ วิชาภาษาไทย โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับผังความคิด การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียวและทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนพิพัฒน์ราษฎร์บำรุง จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับผังความคิด จำนวน 6 แผน รวมเวลาสอน 10 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 32 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับผังความคิด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับ จํานวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการอ่านจับใจความเฉลี่ย 27.54 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 86.06 และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยด้านที่มีคะแนนสูงสุดคือ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับผังความคิดอยู่ในระดับมาก </p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ</strong>: เทคนิค SQ4R, ผังความคิด, การอ่านจับใจความภาษาไทย, ความพึงพอใจ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294689 ผลการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค POE ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2026-04-21T11:53:02+07:00 เสาวภาคย์ เครือวัลย์ takiisaowapak@gmail.com ไพโรจน์ เติมเตชาติพงศ์ takiisaowapak@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ให้มีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค POE ของนักเรียน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวและทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนอนุบาลเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค POE 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค POE เฉลี่ยเท่ากับ 11.68 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 73.93 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเท่ากับ 10.88 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มที่กำหนดไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น, เทคนิค POE, ความสามารถในการคิดวิเคราะห์, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292954 ผลสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนจากการใช้บอร์ดเกมจำลองเหตุการณ์กราดยิง 2026-03-05T09:50:55+07:00 เมธี ธรรมวัฒนา maydon2014@gmail.com ปานเพชร ร่มไทร maydon2014@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนจากการใช้บอร์ดเกมจำลองเหตุการณ์กราดยิง โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากผลสะท้อนของผู้เรียนที่เก็บรวบรวมผ่านกระดานออนไลน์ Padlet เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงแก่นสาร ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนสามารถสังเคราะห์ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) ประสบการณ์ทางอารมณ์และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ซึ่งผู้เรียนสะท้อนความรู้สึกสนุก ตื่นเต้น และกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์จำลอง (2) กระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ผ่านการตัดสินใจและการตั้งสติภายใต้สถานการณ์กดดัน และ (3) การถ่ายโอนการเรียนรู้สู่การนำไปใช้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะการตั้งสติ การสังเกตสถานการณ์ และการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าบอร์ดเกมจำลองเหตุการณ์กราดยิงสามารถส่งเสริมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีความหมาย</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>บอร์ดเกม, การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน, การสะท้อนคิด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/287341 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ภาวะสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เข้าศึกษาและไม่ได้เข้าศึกษาในสถาบันพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลหางดง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-13T11:09:31+07:00 รมิดา กู่แก้วเกษม durian2023qu@gmail.com สายหยุด มูลเพ็ชร์ durian2023qu@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ภาวะสุขภาพ และคุณภาพชีวิต 2. เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพ ภาวะสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เข้าศึกษาและไม่ได้เข้าศึกษาในสถาบันพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลหางดง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 3. เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเทศบาลตำบลหางดง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือผู้สูงอายุจำนวน 180 คน แบ่งเป็นผู้ที่เข้าเรียนและไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันฯ กลุ่มละ 90 และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ รวม 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ independent t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพพบว่า อยู่ในระดับมาก ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว คิดเป็นร้อยละ 67.2 พฤติกรรมสุขภาพ พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง สุขภาพจิตของผู้สูงอายุ พบว่าอยู่ในระดับน้อยที่สุด คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผู้สูงอายุที่เข้าเรียนในสถาบันฯ มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในภาพรวมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ภาวะสุขภาพไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม 3) แนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ควรเน้นการส่งเสริมใน 4 มิติของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้แก่ การเข้าถึง (Access) การเข้าใจ (Understand) การประเมิน (Appraise) และการนำไปใช้ (Apply)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, ภาวะสุขภาพ, คุณภาพชีวิต, ผู้สูงอายุ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/297984 รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 2026-07-08T17:14:11+07:00 พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท honda608@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาวิชาชีพครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธีแบบหลายระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ดำเนินการ 3 ระยะ ประกอบด้วย การศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น การพัฒนารูปแบบ และการประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 จำนวน 218 รูป/คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาวิชาชีพครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมเท่ากับ 0.32 โดยด้านการทำงานแบบร่วมมือรวมพลังมีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการตอบสนองความต้องการของครูแต่ละคน และด้านการเรียนรู้ของนักเรียนและครู ตามลำดับ ทั้งนี้ ประเด็นที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของครู (2) รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยใช้กระบวนการ EPAPS (Explore–Planning–Acting–Providing Support) เป็นกลไกในการดำเนินงาน บูรณาการกรอบแนวคิดการพัฒนาวิชาชีพครูเข้ากับหลักพุทธธรรมและวงจรคุณภาพ PDCA เพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรม และ (3) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบมีคุณภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวิชาชีพครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 ได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294977 ภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร 2026-04-23T14:50:32+07:00 อัจฉรา อันทะชัย deathday20fahowen@gmail.com วัลนิกา ฉลากบาง deathday20fahowen@gmail.com อภิสิทธิ์ สมศรีสุข deathday20fahowen@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหาร 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหารกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน 4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน 5) ศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 356 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหารกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ตัวแปรพยากรณ์ที่มีนัยสำคัญมี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความกล้าได้กล้าเสีย และด้านความมั่นใจ มีอำนาจพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 64.20 ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานการพยากรณ์ เท่ากับ .24 และ5) แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบบารมีของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความกล้าได้กล้าเสีย และด้านความมั่นใจ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> :ภาวะผู้นำแบบบารมี, แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน, ผู้บริหารสถานศึกษา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294304 การพัฒนาครูต่างชาติในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยระบบนิเทศการสอนแบบชี้แนะ: กรณีศึกษาห้องเรียนโครงการเน้นภาษาอังกฤษ โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ 2026-04-01T11:00:54+07:00 พรพิมล ประสงค์พร piriyawid@gmail.com ชนิดดา ตันไพบูลย์ piriyawid@gmail.com พิริยะวิชญ์ ชูเชิด piriyawid.edu@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการพัฒนาครูต่างชาติในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยระบบนิเทศการสอนแบบชี้แนะ ในบริบทโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาครูต่างชาติที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสังเกตชั้นเรียน การสัมภาษณ์และหลักฐานเชิงประจักษ์ จากครูต่างชาติกลุ่มเป้าหมายจำนวน 7 คน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาครูต่างชาติ ได้แก่ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ครูประจำชั้นห้องเรียนในโครงการเน้นภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษารวมจำนวน 3 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากระบวนการพัฒนาครูต่างชาติในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยกระบวนการนิเทศการสอนแบบชี้แนะ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1: สร้างความไว้วางใจและตั้งเป้าหมายร่วม ขั้นที่ 2: วางแผนการสอนร่วมกัน ขั้นที่ 3: การสังเกตชั้นเรียนแบบไม่ประเมิน ขั้นที่ 4: การสะท้อนคิดและให้ข้อมูลป้อนกลับ ขั้นที่ 5: การติดตามผลและสนับสนุนต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้ครูต่างชาติเข้าใจบริบทผู้เรียนไทยและหลักสูตรฐานสมรรถนะได้ชัดเจนขึ้น ผลการวิจัยยังนำไปสู่แนวทางการพัฒนาครูต่างชาติที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนไทยได้แก่ 1) การปฐมนิเทศเชิงลึกด้านวัฒนธรรมผู้เรียนไทย 2) การทำความเข้าใจหลักสูตรฐานสมรรถนะ 3)การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อพัฒนาการสอน 4) การสร้างชุมชนการเรียนรู้ร่วมกับครูไทย และ 5)การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องผ่านระบบนิเทศแบบชี้แนะ</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>กระบวนการพัฒนาครูต่างชาติ, ห้องเรียนโครงการเน้นภาษาอังกฤษ, การนิเทศการสอนแบบชี้แนะ</p> <p> </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295662 ผลการจัดการเรียนการสอน ในสภาพแวดล้อมเกมมิฟิเคชันด้วยแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมการสะท้อนคิดและความสามารถในการเขียนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2026-05-18T14:20:54+07:00 ธิติพงศ์ จุรุฑา thitipong_churuta@hotmail.com สิทธิชัย ลายเสมา Thitipong.churuta@gmail.com เอกนฤน บางท่าไม้ Thitipong.churuta@gmail.com <p>การสื่อสารผ่านการเขียนภาษาไทยเป็นสมรรถนะที่ต้องอาศัยกระบวนการสะท้อนคิด การประยุกต์ใช้สภาพแวดล้อมเกมมิฟิเคชันร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกจึงเป็นนวัตกรรมสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและยกระดับสมรรถนะดังกล่าว วัตถุประสงค์วิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาพัฒนาการของการสะท้อนคิดและความสามารถในการเขียนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารระหว่างเรียนด้วยกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในสภาพแวดล้อมเกมมิฟิเคชันด้วยแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ก่อนและหลังเรียน เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดซ้ำ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 124 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดการสะท้อนคิด แบบประเมินการเขียน และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำ และสถิติ Dependent t-test </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผู้เรียนมีคะแนนพัฒนาการด้านการสะท้อนคิดและด้านความสามารถในการเขียนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการเกมมิฟิเคชันเข้ากับการเรียนรู้เชิงรุกประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกระตุ้นความสนใจด้วยบริบทที่ท้าทาย 2) การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเชิงรุกในสภาพแวดล้อมเกม 3) การฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาการเขียน และ 4) การสะท้อนคิดเพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้ เป็นกลไกที่ช่วยพัฒนาห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาและลดความกังวลในการเรียนรู้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> เกมมิฟิเคชัน การเรียนรู้เชิงรุก การสะท้อนคิด การวัดซ้ำ การเขียนภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294516 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2026-04-08T11:42:20+07:00 จักรพงษ์ สัชชานนท์ jakrapong3@gmail.com ธัญเทพ สิทธิเสือ jakrapong3@gmail.com ศุภธนกฤษ ยอดสละ jakrapong3@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนา และ 3) ประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสถานศึกษา 146 โรง ผู้ให้ข้อมูลรวม 292 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งจัดสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน และประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการมีวิสัยทัศน์ รองลงมาคือความเข้าใจบุคลากร การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีอย่างคล่องแคล่ว และการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหาร ทั้งนี้ได้แนวทางพัฒนา 5 องค์ประกอบหลัก 13 แนวทางย่อย และผลการประเมินแนวทางพบว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ภาวะผู้นำดิจิทัล, ผู้บริหารสถานศึกษา, แนวทางการพัฒนา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294481 แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2026-04-08T11:18:00+07:00 สุวจี พลสติม suwajee69@gmail.com ธัญเทพ สิทธิเสือ suwajee69@gmail.com ศุภธนกฤษ ยอดสละ suwajee69@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนา และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ดำเนินการโดยใช้ ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจตามลำดับ (Exploratory Sequential Design) ขั้นตอนการดำเนินงานประกอบด้วย การเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 165 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์และดัชนีความต้องการจำเป็น จากนั้นนำผลมาสังเคราะห์ร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน เพื่อตรวจสอบและยืนยันแนวทางพัฒนาประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน สถิติที่ใช้ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยดัชนีความต้องการจำเป็นที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การสื่อสารดิจิทัล การใช้งานดิจิทัล และความปลอดภัยดิจิทัล 2) แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 8 ด้าน รวมทั้งสิ้น 18 แนวทาง และ 3) การประเมินแนวทางความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ความฉลาดทางดิจิทัล, ผู้บริหารสถานศึกษา, แนวทางการพัฒนา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295347 กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำอุดมสติของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2026-04-30T11:44:09+07:00 ศุภโชค เข่งแก้ว khengkaew.1604@gmail.com สุดสวาสดิ์ ประไพเพชร khengkaew1604@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำอุดมสติของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำอุดมสติของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา และ3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำอุดมสติของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานวิธีแบบพหุระยะ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคเหนือ จำนวน 214 คน โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทคนิคการจัดลำดับความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำอุดมสติโดยรวมมีความต้องการจำเป็นเร่งด่วน (PNI<sub>modified =</sub> 0.30) เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การตัดสินใจที่ดี ความเห็นอกเห็นใจ การตระหนักในตนเอง และความมุ่งมั่น ตามลำดับ 2) กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำอุดมสติของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ได้แก่ กลยุทธ์ที่ 1 การพัฒนาการตัดสินใจเชิงอุดมสติแบบเปิดรับและเชิงระบบ กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนาภาวะผู้นำแบบเมตตากรุณาและเห็นอกเห็นใจเชิงรุก กลยุทธ์ที่ 3 การพัฒนาความตระหนักรู้ตนเองเชิงลึกเพื่อภาวะผู้นำอุดมสติ กลยุทธ์ที่ 4 การเสริมพลังความมุ่งมั่นและแรงจูงใจภายในสู่ความเป็นเลิศทางภาวะผู้นำ 3) ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของกลยุทธ์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมาก ตามลำดับ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: กลยุทธ์การพัฒนา; ภาวะผู้นำอุดมสติ; ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294734 ภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต3 2026-04-12T17:37:46+07:00 นิศารัตน์ จันทะศรี nisarat.jan@student.mbu.ac.th กรรณิกา ไวโสภา nisarat.jan@student.mbu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 241 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) การทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe’s method และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1)ระดับภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การทำงานเป็นทีมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง การแก้ปัญหาตามสถานการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การมีวิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3)แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา ควรมุ่งเน้นการพัฒนาการทำงานเป็นทีม การกำหนดวิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการแก้ปัญหาตามสถานการณ์ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากร การกำกับติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ และการนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ, ผู้บริหารสถานศึกษา, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต3</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295376 กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ 2026-05-01T14:53:51+07:00 มยุรี ทวีวันกิจ moondetprim@gmail.com สุพจน์ ประไพเพชร sudprapai1@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตภาคเหนือ 2) สร้างกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัล และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบายเป็นลำดับ (Explanatory Sequential Mixed Method Design) ดำเนินการ 3 ระยะ ระยะที่ 1 ประเมินความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสถานศึกษา 210 คน ซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นจากประชากร 459 คน ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ วิเคราะห์ด้วยค่าดัชนี PNI<sub>modified</sub> และ SWOT Analysis ระยะที่ 2 สร้างกลยุทธ์โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศจากโรงเรียนรางวัล OBECQA จำนวน 7 คน วิเคราะห์ด้วย TOWS Matrix และตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ผ่านการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 3 ประเมินกลยุทธ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ด้วยมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ค่า PNI<sub>modified </sub>รวมเท่ากับ 0.28 โดยด้านการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจมีความต้องการจำเป็นสูงสุด จุดอ่อนวิกฤตได้แก่ การขาดระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ ครูขาดการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และผู้บริหารมีข้อจำกัดในการใช้ข้อมูลตัดสินใจเชิงนโยบาย 2) กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นมี 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบความปลอดภัยสารสนเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การบูรณาการภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาและการมีส่วนร่วม การพัฒนาระบบบริหารจัดการและประกันคุณภาพเชิงรุกด้วยฐานข้อมูล และการส่งเสริมนวัตกรดิจิทัลและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทักษะอาชีพ 3) ผลการประเมินยืนยันว่ากลยุทธ์มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยทุกรายการประเมินทั้ง 36 ข้อ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p><strong>คำสำคัญ : </strong> กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการ, ยุคดิจิทัล, โรงเรียนมัธยมศึกษา, ภาคเหนือ, ความต้องการจำเป็น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา