https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ปัญญา
2026-06-12T10:30:43+07:00
Mr.Samrit Kangpheng
skangpheng@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295313
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา
2026-04-30T10:40:32+07:00
รัชดา ผูกพยนต์
rongratchada@gmail.com
สุดสวาสดิ์ ประไพเพชร
sudprapai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) สร้างรูปแบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา ด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีตามแบบแผน Explanatory Sequential Mixed Method Design ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การประเมินความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา ภาคเหนือ จำนวน 210 คน ระยะที่ 2 การสร้างรูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี 5 โรงเรียน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยภาพรวมมีค่า PNI<sub>Modified</sub> เท่ากับ 0.31 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านการสร้างและพัฒนานวัตกรรม รองลงมาได้แก่ ด้านการคิดเชิงนวัตกรรม ด้านการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรม ด้านการส่งเสริมทักษะอาชีพ ด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือเชิงนวัตกรรม และด้านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ กระบวนการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรม 6 ด้าน และเงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ และ 3) ผลการประเมินรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong> : </strong>ความต้องการจำเป็น, การบริหารจัดการเชิงนวัตกรรม, ทักษะอาชีพ, โรงเรียนมัธยมศึกษา</p>
2026-06-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295733
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ดิจิทัล WANG Model บนแพลตฟอร์ม LMS Moodle เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลของครูและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โรงเรียนวังม่วงพิทยาคม
2026-06-12T10:30:43+07:00
พลายชุมพล เหลืองาม
rongplai.set@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการเรียนรู้ดิจิทัลของโรงเรียนวังม่วงพิทยาคม 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ดิจิทัล WANG Model บนแพลตฟอร์ม LMS Moodle 3) ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประเมินผล และปรับปรุงรูปแบบฉบับสมบูรณ์ และ4) ศึกษาความพึงพอใจของครูและนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามรูปแบบ WANG Model การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ ตามแนวทางของ Borg & Gall (1989) ได้แก่ ระยะที่ 1 (R1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 26 คน ระยะที่ 2 (D1) ออกแบบและตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ระยะที่ 3 (R2) ทดลองใช้รูปแบบกับครู 18 คน และนักเรียน 284 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง และระยะที่ 4 (D2) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบฉบับสมบูรณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันครูร้อยละ 72.20 มีสมรรถนะดิจิทัลอยู่ในระดับพื้นฐาน ใช้เทคโนโลยีอย่างไม่เป็นระบบ ขาดสมรรถนะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ดิจิทัล และขาดโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยครูมีความต้องการการนิเทศแบบรายบุคคล (Individual Coaching) และการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนวิชาชีพ 2. ร่างรูปแบบ WANG Model ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับมากที่สุด และรูปแบบฉบับสมบูรณ์ ผ่านการประเมินรับรองในระดับมากที่สุด 3. หลังการทดลองใช้รูปแบบครูมีคะแนนสมรรถนะดิจิทัลเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนทักษะการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ4. ครูและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานตามรูปแบบ WANG Model ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> รูปแบบการบริหารจัดการ, การเรียนรู้ดิจิทัล, แพลตฟอร์ม LMS Moodle, สมรรถนะดิจิทัล, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p>
2026-06-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295287
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษา
2026-04-30T09:51:51+07:00
ขนิษฐา พิมรัตน์
kanitta2621@gmail.com
สุดสวาสดิ์ ประไพเพชร
sudprapai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่พัฒนาขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การประเมินความต้องการจำเป็นโดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการสำรวจความคิดเห็น โดยการศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ระยะที่ 2 การสร้างรูปแบบ เป็นการยกร่างและตรวจสอบความเหมาะสมของร่างรูปแบบและการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินความต้องการจำเป็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub> modified</sub>)</p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> การพัฒนาภาวะผู้นำครู, การจัดการเรียนรู้, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โรงเรียนมัธยมศึกษา</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294665
การพัฒนาทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ วิชาดนตรี โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-04-21T14:18:11+07:00
จิระวัฒน์ โนนเปลือย
earth.jn11@hotmail.com
ไพโรจน์ เติมเตชาติพงศ์
phater@kku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ของนักเรียน ให้มีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบกลุ่มเดียวและทดสอบหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) แบบฝึกทักษะ 3) เแบบทดสอบวัดทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เฉลี่ยเท่ากับ 22.38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 74.6 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์, แบบฝึกทักษะ, ทักษะการจับคอร์ดคีย์บอร์ดในคีย์ซีเมเจอร์</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294662
การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา ภาษาไทย โดย การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2026-04-21T10:36:04+07:00
จุติรัตน์ ปิดตังนาโพธิ์
jutirat.bit@gmail.com
ไพโรจน์ เติมเตชาติพงศ์
phater@kk.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียน ให้มีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังจากการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวและทดสอบหลังเรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติทดสอบที ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก เฉลี่ยเท่ากับ 20.62 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.50 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเท่ากับ 24.62 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับผังกราฟิก อยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : เทคนิค KWL Plus, ผังกราฟิก, ทักษะการอ่านจับใจความ, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p>
2026-06-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295121
การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป
2026-04-27T12:25:31+07:00
ชลจิรา สัมพุทธานนท์
chonjira.jee@gmail.com
จงจิต เค้าสิม
chonjira.jee@gmail.com
เสาวลักษณ์ สีตะบุษย์
chonjira.jee@gmail.com
กรองกาญจน์ ศุภวาร
chonjira.jee@gmail.com
ธัญญารัตน์ เดชอำนาจธรรม
chonjira.jee@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป และ 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 อายุ 5 - 6 ปี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนเทศบาล(บ้านหนองนก) ในจังหวัดน่าน จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป จำนวน 24 แผนซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ 1.00 และแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการแบ่งปัน ด้านการช่วยเหลือ และด้านการร่วมมือ มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ 1.00 ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที ในช่วงกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไค-สแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป มีความสัมพันธ์กัน ทั้งโดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน 2. พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคปสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดไฮสโคป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์, แนวคิดไฮสโคป, พฤติกรรมทางสังคม, เด็กปฐมวัย</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา