https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/issue/feed วารสารครุศาสตร์ปัญญา 2026-08-02T00:00:00+07:00 Mr.Samrit Kangpheng skangpheng@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293857 การบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียน 2026-03-21T10:55:33+07:00 พิชชานันท์ ศิรธนากุลพันธ์ pichanun.sira@gmail.com ประมุข ชูสอน Pichanun.s@kkumail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน 63 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูจำนวน 333 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.964 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น () ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบัน ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือสภาพที่พึงประสงค์ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และส่วนด้านที่มีมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียน ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (PNI<sub>Modified</sub> = 0.175) รองลงมาคือ ด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ( PNI<sub>Modified</sub> = 0.171) และลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุดคือ ด้านการปรับเปลี่ยน รูปแบบการจัดการเรียนการสอน (PNI<sub>Modified</sub>= 0.163)</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การบริหารสถานศึกษา, การลดอัตราการออกกลางคัน, การออกกลางคันของนักเรียน</p> 2026-08-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295504 ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 2026-05-05T13:03:52+07:00 สุทธิพงษ์ ลีนาลาด suttipong.l.sl008@gmail.com วันเพ็ญ นันทะศรี Suttipong.l.sl008@gmail.com อภิสิทธิ์ สมศรีสุข Suttipong.l.sl008@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน 4) อำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน และ 5) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียนส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 โดยแบ่งการวิจัยเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและครู จำนวน 376 คน ได้มาโดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และระยะที่ 2 มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียนโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียนโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษามีอำนาจพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านความร่วมมือ และด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยมีอำนาจร้อยละ 57.60 และ <br />5) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 มี 3 ด้าน คือ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านความร่วมมือ และด้านความคิดสร้างสรรค์</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำ, ผู้บริหารสถานศึกษา, ประสิทธิผล</p> 2026-08-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/298170 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัลเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 2026-07-15T11:08:52+07:00 สุรัชดา ภูรับพา ksuratchada@chon2.go.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 2. พัฒนารูปแบบ การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล 3. ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล และ4. ประเมินและปรับปรุงผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัลเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนวิชาภาษาไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต 2 จำนวน 232 คน จากการเลือกแบบเจาะจง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 2) การพัฒนารูปแบบ 3) การศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) การประเมินและปรับปรุงผลการใช้รูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1. รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ แต่ละองค์ประกอบมีลำดับ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนา ดังนี้ 1) การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริหารข้อมูลและสนับสนุนการอ่าน 2) การนิเทศติดตามและให้ข้อมลย้อนกลับเชิงรุก 3) การกำหนดนโยบายและเป้าหมายเชิงรุก 4) การบริหารเครือข่ายแบบบูรณาการและมีส่วนร่วม 5) การพัฒนาสมรรถนบุคลากรและนวัตกรรมส่งเสริมการอ่าน และ 6) การพัฒนาระบบนิเวศของสถานศึกษาที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 2. รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า 4 ปัจจัย ปัจจัยด้านกระบวนการ 6 ปัจจัยและปัจจัยด้านผลการดำเนินงาน ได้แก่ ด้านผลผลิต 5 ด้านและด้านผลลัพธ์ 4 ด้าน ผลการประเมินด้านความถูกต้องและเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล พบว่า ผลการทดลองใช้ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบรรลุตามค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ทั้งหมด 4. ผลการประเมินและปรับปรุงผลการใช้รูปแบบ ด้านความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความพึงพอใจโดยภาพรวามอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการ, ระบบดิจิทัล, นิสัยรักการอ่าน, การบริหารการศึกษา</p> 2026-08-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา