https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ปัญญา
2026-08-02T00:00:00+07:00
Mr.Samrit Kangpheng
skangpheng@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293857
การบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียน
2026-03-21T10:55:33+07:00
พิชชานันท์ ศิรธนากุลพันธ์
pichanun.sira@gmail.com
ประมุข ชูสอน
Pichanun.s@kkumail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน 63 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูจำนวน 333 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.964 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น () ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบัน ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือสภาพที่พึงประสงค์ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และส่วนด้านที่มีมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียน ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (PNI<sub>Modified</sub> = 0.175) รองลงมาคือ ด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ( PNI<sub>Modified</sub> = 0.171) และลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุดคือ ด้านการปรับเปลี่ยน รูปแบบการจัดการเรียนการสอน (PNI<sub>Modified</sub>= 0.163)</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การบริหารสถานศึกษา, การลดอัตราการออกกลางคัน, การออกกลางคันของนักเรียน</p>
2026-08-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295504
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1
2026-05-05T13:03:52+07:00
สุทธิพงษ์ ลีนาลาด
suttipong.l.sl008@gmail.com
วันเพ็ญ นันทะศรี
Suttipong.l.sl008@gmail.com
อภิสิทธิ์ สมศรีสุข
Suttipong.l.sl008@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน 4) อำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน และ 5) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียนส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 โดยแบ่งการวิจัยเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและครู จำนวน 376 คน ได้มาโดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และระยะที่ 2 มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียนโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียนโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษามีอำนาจพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านความร่วมมือ และด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยมีอำนาจร้อยละ 57.60 และ <br />5) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 มี 3 ด้าน คือ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านความร่วมมือ และด้านความคิดสร้างสรรค์</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำ, ผู้บริหารสถานศึกษา, ประสิทธิผล</p>
2026-08-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/298170
การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัลเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2
2026-07-15T11:08:52+07:00
สุรัชดา ภูรับพา
ksuratchada@chon2.go.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 2. พัฒนารูปแบบ การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล 3. ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล และ4. ประเมินและปรับปรุงผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัลเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนวิชาภาษาไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต 2 จำนวน 232 คน จากการเลือกแบบเจาะจง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 2) การพัฒนารูปแบบ 3) การศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) การประเมินและปรับปรุงผลการใช้รูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1. รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ แต่ละองค์ประกอบมีลำดับ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนา ดังนี้ 1) การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริหารข้อมูลและสนับสนุนการอ่าน 2) การนิเทศติดตามและให้ข้อมลย้อนกลับเชิงรุก 3) การกำหนดนโยบายและเป้าหมายเชิงรุก 4) การบริหารเครือข่ายแบบบูรณาการและมีส่วนร่วม 5) การพัฒนาสมรรถนบุคลากรและนวัตกรรมส่งเสริมการอ่าน และ 6) การพัฒนาระบบนิเวศของสถานศึกษาที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 2. รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า 4 ปัจจัย ปัจจัยด้านกระบวนการ 6 ปัจจัยและปัจจัยด้านผลการดำเนินงาน ได้แก่ ด้านผลผลิต 5 ด้านและด้านผลลัพธ์ 4 ด้าน ผลการประเมินด้านความถูกต้องและเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการด้วยระบบดิจิทัล พบว่า ผลการทดลองใช้ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบรรลุตามค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ทั้งหมด 4. ผลการประเมินและปรับปรุงผลการใช้รูปแบบ ด้านความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความพึงพอใจโดยภาพรวามอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการ, ระบบดิจิทัล, นิสัยรักการอ่าน, การบริหารการศึกษา</p>
2026-08-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296609
การโอบรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านดนตรี: มุมมองมานุษยวิทยาดนตรีต่อการต่อรองอัตลักษณ์และการสร้างความหมายในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม
2026-07-17T12:54:47+07:00
ชิษณุพงค์ อินทร์แก้ว
chitsanupong.in@ssru.ac.th
พัชร หลวงแก้ว
chitsanupong.in@ssru.ac.th
เฉียน เจิง
chitsanupong.in@ssru.ac.th
<p>ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมดนตรีเป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนจากภูมิหลังทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา และประสบการณ์ทางดนตรีที่แตกต่างกันเข้ามาปฏิสัมพันธ์และสร้างความหมายร่วมกัน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าการแสดงความคิดเห็นและการปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนทำหน้าที่เป็นพื้นที่ในการแสดงตัวตน ต่อรองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสร้างความหมายร่วมกันอย่างไร ภายใต้บริบทของการเรียนรู้ดนตรีในสังคมพหุวัฒนธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพภายใต้กรอบแนวคิดมานุษยวิทยาดนตรี โดยบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แนวคิดเรื่องภาษาและการสร้างความหมายของ Edward Sapir และแนวคิดการประกอบสร้างตัวตนผ่านระบบสัญลักษณ์ของ Jacques Lacan ข้อมูลได้จากการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์บทสนทนา การอภิปราย และการนำเสนอรายงานของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ห้องเรียนมิได้เป็นเพียงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางดนตรี แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้เรียนใช้ภาษาและปฏิสัมพันธ์ในการประกอบสร้างความหมาย แสดงอัตลักษณ์ และต่อรองตำแหน่งแห่งที่ทางวัฒนธรรมของตนเอง การตอบคำถามและการอภิปรายสะท้อนการนำประสบการณ์ชีวิต ความทรงจำทางวัฒนธรรม และรสนิยมทางดนตรีมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับโลกทัศน์ของตน ขณะเดียวกันดนตรียังทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางของความหมายที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรม ส่งเสริมความคิดเชิงวิพากษ์ และความตระหนักรู้ในฐานะพลเมืองโลก อันนำไปสู่ความเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างเคารพ</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ:</strong> มานุษยวิทยาดนตรี, พหุวัฒนธรรมดนตรี, การต่อรองอัตลักษณ์, การสร้างความหมาย, การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม</p>
2026-08-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296535
สิทธิและผลประโยชน์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมในอนาคต
2026-07-17T12:43:07+07:00
พัชร หลวงแก้ว
sorauguitar@gmail.com
เพิ่ม หลวงแก้ว
Pherlu@kkumail.com
ประมุข ชูสอน
pramch@kku.ac.th
ประยุทธ ชูสอน
prayuth@kku.ac.th
<p>การทำวิจัยเรื่อง สิทธิและผลประโยชน์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมในอนาคต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ รวมถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกับผู้ประกอบการ ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ไทย กฎหมายลิขสิทธิ์ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่นและเกาหลีว่ามีมาตรการคุ้มครองผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมที่อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบในทางธุรกิจอย่างไร แล้วนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย และกลไกคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ให้ได้รับความเป็นธรรมในสิทธิและประโยชน์ในอนาคตด้วย ผลการวิจัยพบว่า กฎหมายไทยยังมีความคลุมเครือในสิทธิและประโยชน์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมที่อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบในทางธุรกิจ กฎหมายลิขสิทธิ์ไทย พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้จะให้การคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมในเชิงหลักการ แต่ยังขาดความชัดเจนในด้านการคุ้มครองจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและขาดกลไกที่สามารถสร้างความสมดุล ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้แก่ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีเกี่ยวกับสิทธิในผลงานของตนและแนวทางการทำสัญญาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้สร้างงานสามารถปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเองได้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการตรากฎหมายรองรับการจัดตั้งองค์กรกลางเก็บและจัดสรรค่าลิขสิทธิ์ที่มีลักษณะอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้สร้างงานว่ารายได้จากการใช้ผลงานจะถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม ข้อเสนอแนวทาง ให้นำมาตรการทางกฎหมายของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ควรนำมาปรับใช้หรือพัฒนาเป็นแนวทางสำหรับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อคุ้มครองผู้สร้างสรรค์และจัดการค่าลิขสิทธิ์ รวมถึงมาตรการสัญญามาตรฐานและการตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาที่เหมาะสม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: สิทธิและผลประโยชน์, ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรม, อนาคต</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296584
แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี
2026-06-05T14:40:38+07:00
พัลลภา ค๊อค
faith.enjoy777@gmail.com
ชัชชญา พีระธรณิศร์
boom.matcha.strawberry@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน กลุ่มประชากรคือ ข้าราชการครูและพนักงานจ้างตามภารกิจตำแหน่งผู้ช่วยครู ของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จำนวน 157 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified </sub>) และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก สภาพปัจจุบันของงานบริหารงบประมาณมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของงานบริหารทั่วไปมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นสูงสุดคืองานบริหารวิชาการ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี มีทั้งหมด 4 ด้าน 12 แนวทางพัฒนา คือ 1) ด้านงานบริหารวิชาการ มี 4 แนวทางพัฒนา 2) ด้านงานบริหารบุคคล มี 2 แนวทางพัฒนา 3) ด้านงานบริหารทั่วไป มี 3 แนวทางพัฒนา และ 4) ด้านงานบริหารงบประมาณ มี 3 แนวทางพัฒนา</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การบริหารสถานศึกษา, สถานศึกษาในยุคดิจิทัล, โรงเรียน</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294940
การพัฒนาทักษะการอ่านเข้าใจเรื่องทางวรรณคดีไทยเรื่องพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยเทคนิคการคิดออกเสียงร่วมกับเทคนิคการอ่านจับใจความสำคัญบันได 6 ขั้น
2026-04-20T10:16:16+07:00
เกศวรางค์ นิลวาส
ketwarang.n@pkru.ac.th
สร้อยสุดา ภูมิรักษ์
phumirakss@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเข้าใจเรื่องทางวรรณคดีไทย <br />เรื่องพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยเทคนิคการคิดออกเสียงร่วมกับเทคนิคการอ่านจับใจความสำคัญบันได 6 ขั้น กลุ่มตัวอย่าง <br />คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 1 (ห้องเรียน LIP) โรงเรียนเทศบาลบ้านสามกอง (ขุนวิเศษนุกูลกิจอุทิศ) ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 เครื่องมือ คือ <br />1) แผนการจัดการเรียนรู้รายคาบวิชาภาษาไทยเรื่อง “การอ่านเข้าใจเรื่องทางวรรณคดีไทยเรื่องพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการคิดออกเสียงร่วมกับเทคนิคการอ่านจับใจความสำคัญบันได 6 ขั้น และ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเข้าใจเรื่องทางวรรณคดีไทยเรื่องพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t – test for Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเข้าใจเรื่องทางวรรณคดีไทยเรื่องพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ของกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนด้วยเทคนิคการคิดออกเสียงร่วมกับเทคนิคการอ่านจับใจความสำคัญบันได 6 ขั้น สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การอ่านเข้าใจเรื่อง, การคิดออกเสียง, การอ่านจับใจความสำคัญบันได 6 ขั้น</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295298
การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัด การเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-04-30T10:03:18+07:00
ธันยานี เคนคำภา
thanyaneepoy@gmail.com
ไพโรจน์ เติมเตชาติพงศ์
thanyaneepoy@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ให้มีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของนักเรียนทั้งหมด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเกม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวและทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนประชารัฐวิทยาเสริม อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 23 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเกม 2) แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิตทดสอบที (t-test for one sample) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ หลังการจัดการเรียนรู้ เฉลี่ยเท่ากับ 38.91 คะแนน จากคะแนนเต็ม 60 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 64.85 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 73.91 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเท่ากับ 23.83 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มที่กำหนดไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเกม ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, เกม, ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ความพึงพอใจ</p>
2026-08-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295942
ภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ ภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
2026-05-18T10:00:13+07:00
อรจิรา ศักดาพิทักษ์
aonjira.sak@student.mbu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 302 คน สุ่มโดยการแบ่งชั้นกำหนดขนาดด้วยตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.972 และ 0.959 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>modified</sub>) ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน โดยเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอรูปแบบโมเดล ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด PNI<sub>modified</sub> โดยภาพรวม เท่ากับ 0.24 รายด้านอยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.29 ด้านที่ค่าดัชนีสูงสุดและควรพัฒนาลำดับแรก คือ การมีวิสัยทัศน์มุ่งความสำเร็จ รองลงมาคือ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาวิชาชีพ ด้านที่ต่ำที่สุดคือการทำงานเป็นทีม 2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา 1) การสื่อสารวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์และการตั้งเป้าหมายร่วมกัน 2) การสร้างบรรยากาศนวัตกรรมและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา 3) การพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ และ 4) การเสริมสร้างวัฒนธรรมความร่วมมือและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพภายในองค์กร</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ,ผู้บริหารสถานศึกษา,ดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295832
การศึกษาองค์ประกอบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียน
2026-05-12T09:13:18+07:00
กัษมา ปงผาบ
gasama.pongphab@gmail.com
วัลนิกา ฉลากบาง
gasama.pongphab@gmail.com
บุญมี ก่อบุญ
gasama.pongphab@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Methods Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียน โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียน จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง และระยะที่ 2 ประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสาร และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) ความชัดเจนในการสื่อสาร 2) ความเข้าใจผู้รับสาร 3) ความน่าเชื่อถือของผู้ส่งสาร 4) การใช้ช่องทางการสื่อสาร และ 5) การสื่อสารด้วยอวัจนภาษา โดยทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ทักษะการสื่อสาร, ความชัดเจนในการสื่อสาร, ความเข้าใจผู้รับสาร</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/298301
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับสื่อประสมเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2026-07-17T09:40:57+07:00
ศิริสุดา ธนาวาณิชยกูล
sirisuda_t@outlook.co.th
ชมพูนุท ธีราวิทย์
papim.kk@gmail.com
กนกวรรณ พูลเพิ่ม
papim.kk@gmail.com
<p>ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการแสวงหาความรู้ในศตวรรษที่ 21 แต่นักเรียนยังขาดกลยุทธ์อย่างเป็นระบบและขาดแรงจูงใจในการอ่าน การบูรณาการเทคนิค KWL Plus ร่วมกับสื่อประสมจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดระเบียบกระบวนการคิด และกระตุ้นความสนใจ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ และ 4) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนผาอินทร์แปลงวิทยา อำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 สถิติทดสอบที ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 84.33/86.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ทักษะการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 4) แนวทางการพัฒนาประกอบควรเน้นสนับสนุนการใช้สื่อประสมที่หลากหลายเพื่อสร้างเจตคติเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการผลักดันกระบวนการจัดระเบียบความคิดด้วยการสร้างผังมโนทัศน์ รวมถึงผู้สอนควรชี้แจงเป้าหมายการเรียนรู้และเกณฑ์การประเมินให้ชัดเจน และมีการคัดกรองและออกแบบสื่อประสมให้เหมาะสมกับวัย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การอ่านจับใจความ, เทคนิค KWL Plus, สื่อประสม</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294274
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของกลวิธี STAR
2026-04-01T10:56:24+07:00
ณัฐพร แก้วคำ
creamntp05@gmail.com
เฉลิมขวัญ ภู่ระหงษ์
kow46nuhm54@gmail.com
สุภารัตน์ ถิรนันทนากร
nanrathi81@gmail.com
เกียรติยศ เจือกโว้น
daoke99@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของกลวิธี STAR กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา จังหวัดนครปฐม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 90 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ชนิดอัตนัย 4 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ สถิติการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของกลวิธี STAR เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผนการแก้ปัญหา และตรวจสอบคำตอบได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น, กลวิธี STAR, ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์</p>
2026-08-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295915
แนวทางการพัฒนาทักษะยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9
2026-05-15T15:54:15+07:00
ศราวุฒิ วังทะพันธ์
sn.wangthaphan@gmail.com
สุนิสา วงศ์อารีย์
SN.wangthaphan@gmail.com
จิรันธนิน ทองธิราช
SN.wangthaphan@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 2) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาทักษะยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 วิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มเป้าหมายคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินแนวทาง ด้านความเหมาะสม และด้านความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ หาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาทักษะยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 ประกอบด้วย 1) ด้านทักษะภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมและการคิดเชิงนวัตกรรม มีประเด็นคำถาม 3 ประเด็น มีแนวทางพัฒนา จำนวน 15 แนวทาง 2)ด้านทักษะพลเมืองดิจิทัลและความฉลาดทางสังคม มีประเด็นคำถาม 3 ประเด็น มีแนวทางพัฒนา จำนวน 15 แนวทาง 3)ด้านทักษะดิจิทัลในการบริหารจัดการองค์การทั้งระบบ มีประเด็นคำถาม 3 ประเด็น มีแนวทางพัฒนา จำนวน 15 แนวทาง และ 4) ด้านทักษะภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยี มีประเด็นคำถาม 3 ประเด็น มีแนวทางพัฒนา จำนวน 15 แนวทาง รวมทั้งหมด 60 แนวทางการพัฒนา ซึ่งจัดระบบตามหลักการพัฒนา 70:20:10 Learning Model ที่เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (70%) การเรียนรู้จากบุคคลอื่น (20%) และการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ (10%) และการประเมินแนวทางในความเป็นประโยชน์ ด้านความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ทักษะยุคดิจิทัล , 70:20:10 Learning Model , แนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p> </p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296168
แนวทางการนิเทศการศึกษาแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายฯ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9
2026-05-20T09:14:21+07:00
สุชัญญา ลือชา
67120605230@udru.ac.th
สุนิสา วงศ์อารีย์
sunisa.wo@udru.ac.th
จิรันธนิน ทองธิราช
jiruntanin@udru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการนิเทศการศึกษาแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ และ 2) ประเมินแนวทางการนิเทศการศึกษาแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางการนิเทศการศึกษาแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และระยะที่ 2 การประเมินแนวทาง โดยใช้กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 18 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูหัวหน้างานวิชาการ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินแนวทางด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเหมาะสม มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 ตามกรอบการประเมินของ Guskey วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการนิเทศการศึกษาแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ ดำเนินการตามวงจร PDCA ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 11 แนวทาง ได้แก่ ได้แก่ (1) ขั้นการวางแผนการนิเทศ 4 แนวทาง เน้นการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ การกำหนดระบบติดตาม และการกำหนดกรอบการประเมินที่ชัดเจน (2) ขั้นการปฏิบัติการนิเทศ 3 แนวทาง เน้นการสังเกตการสอนแบบมีส่วนร่วมการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการบันทึกข้อมูลตามสภาพจริง (3) ขั้นการประชุมสะท้อนผล 2. แนวทางเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการสะท้อนความคิดเห็นอย่างมีระบบ และ (4) ขั้นการประเมินผลและสรุปผล 2 แนวทาง เน้นการกำหนดเกณฑ์การประเมินร่วมกัน และการติดตามผลการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง และ 2) ผลการประเมินแนวทางการนิเทศการศึกษาแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ พบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเหมาะสม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ, ศูนย์การศึกษาพิเศษ, ผู้บริหารสถานศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294854
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการประกันคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ
2026-05-14T16:06:22+07:00
จิดาภา วรรณสุนทร
jidapa.wan@kkumail.com
สิทธิชัย สอนสุภี
jidapa.wan@kkumail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของการประกันคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้การประกันคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งหมด 240 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ที่ได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.984 วิเคราะห์ค่าสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์สถิติอ้างอิงด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่าการประกันคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 11 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) กลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศ (3 ตัวบ่งชี้) 2) การบริหารจัดการที่ดี (2 ตัวบ่งชี้) 3) การเรียนรู้แบบกลับด้าน (3 ตัวบ่งชี้) และ 4) การใช้เทคโนโลยีในองค์กร (3 ตัวบ่งชี้) นอกจากนี้ผลการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้การประกันคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน, การประกันคุณภาพการศึกษา, ความเป็นเลิศ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295780
การประเมินสมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการสื่อสารสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
2026-05-18T11:30:41+07:00
สุณัฐชา เผ่าพงษ์ศิลป์
Sunutcha.san@g.stou.ac.th
<p>การวิจัยแบบผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการพัฒนาสมรรถนะด้านการสื่อสารสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ 2) ประเมินระดับสมรรถนะด้านการสื่อสารสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบสมรรถนะด้านการสื่อสารสุขภาพทั้ง 4 ด้านของ อสม. อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 28 คน และระยะที่ 2 การศึกษาเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง อสม. จำนวน 370 คน เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.964 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) อสม. มีความต้องการพัฒนาทักษะการแปลความหมายคำศัพท์ทางการแพทย์ให้เป็นภาษาท้องถิ่นที่เข้าใจง่าย และต้องการเรียนรู้การใช้สื่อเทคโนโลยีสนับสนุนการสื่อสาร 2) ระดับสมรรถนะในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านแรงจูงใจในการสื่อสารมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการรู้จักตนเอง ด้านทักษะการสื่อสาร และด้านความรู้กระบวนการสื่อสาร ตามลำดับ และ 3) องค์ประกอบสมรรถนะทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานสาธารณสุขควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเน้นเทคนิคการปรับปรุงคำศัพท์เฉพาะทางให้เป็นภาษาท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการสื่อสารสุขภาพ ตลอดจนสร้างระบบการอบรมฟื้นฟูความรู้อย่างสม่ำเสมอเพื่อความต่อเนื่องของสมรรถนะ</p> <p><strong>คำสำคัญ : </strong>การประเมินสมรรถนะ, การสื่อสารสุขภาพ, ผู้สูงอายุ, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/295039
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย
2026-04-23T15:03:14+07:00
มตรส สืบโมรา
god.3godho@gmail.com
ประมุข ชูสอน
god.3godho@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ และตัวบ่งชี้ของภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้ และ 3) เพื่อเสนอและประเมินรูปแบบ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 320 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.921 ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ มีทั้งหมด 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) การสร้างความศรัทธา มี 3 ตัวบ่งชี้ 2) การสร้างความไว้วางใจ มี 3 ตัวบ่งชี้ 3) ความรักที่เห็นแก่ผู้อื่น มี 3 ตัวบ่งชี้ และ 4) ความยุติธรรม มี 3 ตัวบ่งชี้ 2. ผลการวิเคราะห์ความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น พบว่า มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3. ผลการเสนอและประเมินรูปแบบ พบว่า มีผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุดทั้งหมด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ, ภาวะผู้นำ, ผู้บริหารสถานศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294930
การพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมออนไลน์แอปพลิเคชัน เวิร์ดวอลล์ การเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ
2026-04-20T09:57:26+07:00
กัลยาพร อร่ามพงษ์
kalyapon24@gmail.com
เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี
Kalyapon24@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง <br />การตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชนของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 80/80 โดยใช้ชุดกิจกรรมเกม Wordwall 2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียน ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้<br />โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน เวิร์ดวอลล์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน เวิร์ดวอลล์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/8 โรงเรียน สารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาใช้วิธีการเลือกแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย <br />1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ประวัติศาสตร์) โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน เวิร์ดวอลล์ 8 แผน เนื้อหามีความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ย 4.67 ถึง 5.00 อยู่ระดับ เหมาะสมมากที่สุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ <br />3) แบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติค่า t ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการประเมินประสิทธิภาพของแผนการกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 80/80 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของการเรียนรู้เรื่องการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />ที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมออนไลน์ แอปพลิเคชัน เวิร์ดวอลล์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p class="s35"><strong>คำสำคัญ:</strong> ชุดกิจกรรมเกมออนไลน์, แอปพลิเคชัน เวิร์ดวอลล์, การตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชน, ผลการเรียนรู้</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา