https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/issue/feedวารสารครุศาสตร์ปัญญา2025-12-22T16:34:45+07:00Mr.Samrit Kangphengskangpheng@gmail.comOpen Journal Systems<p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p>https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/287958ความสัมพันธ์ของสมรรถนะเชิงบริหารงานบุคคลกับนิเวศวิทยาองค์กรบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 12025-09-01T09:59:56+07:00รังษิยา ชูขันธ์rangsiya@suwan.ac.thในตะวัน กำหอมntawan@hotmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับสมรรถนะเชิงบริหารงานบุคคล 2) ระดับนิเวศวิทยาองค์กร 3) ความสัมพันธ์สมรรถนะเชิงบริหารงานบุคคลกับนิเวศวิทยาองค์กรบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ตารางของ Krejcie & Morgan เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) สมรรถนะเชิงบริหารงานบุคคล โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือด้านลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน รองลงมา คือด้านความเชื่ออำนาจในตนในการทำงานวิชาการ ด้านความสามารถการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน และอันดับสุดท้ายคือด้านทัศนคติต่อการทำงานวิชาการ ตามลำดับ 2) นิเวศวิทยาองค์กร โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านความเข้มแข็งของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ รองลงมา คือด้านการมีสิ่งสนับสนุนการทำงานวิชาการ ด้านการมีตัวแบบที่ดีทางวิชาการ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านบรรยากาศทางวิชาการในโรงเรียน ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ของสมรรถนะเชิงบริหารสมรรถนะเชิงบริหารงานบุคคลกับนิเวศวิทยาองค์กรบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหา นคร เขต 1โดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : สมรรถนะเชิงบริหาร, งานบุคคล, นิเวศวิทยาองค์กร</p>2025-11-12T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/288338บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 22025-09-15T10:24:28+07:00บรรจงรัตน์ พุ่มเถื่อนrat.patna@gmail.comธันยนันท์ ทองบุญตาrat.patna@gmail.comบุณยานุช เฉวียงหงส์rat.patna@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยประเภทการวิจัยเชิงเปรียบเทียบเพื่อศึกษาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 กำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 302 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความเที่ยงตรง อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.950 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และตรวจสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ตัวแปรที่แตกต่างกัน ได้แก่ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อพิจารณาตัวแปรด้านประสบการณ์การทำงานเป็นรายคู่ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกคู่ ส่วนตัวแปรขนาดสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มาจากขนาดสถานศึกษาที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านก็ไม่มีความแตกต่างกัน</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ:</strong> บทบาท, ผู้บริหารสถานศึกษา, องค์การแห่งการเรียนรู้</p>2025-11-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289113ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ตำบลข้าวเม่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา2025-10-09T12:17:49+07:00ชลธิชา สุปัด cholthichasupad@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ตำบลข้าวเม่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยอิงกรอบแนวคิด Health Belief Model (HBM) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ขึ้นทะเบียนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลข้าวเม่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม ค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 และทดสอบความเชื่อมั่นด้วย Cronbach’s Alpha เท่ากับ 0.89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า ระดับความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง การรับรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเฉพาะการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลข้าวเม่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ (1) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (B = .171, p = .004) (2) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการเตือนและสัญญาณอันตรายของโรคหลอดเลือดสมอง (B = .128, p = .007) (3) การรับรู้ความเสี่ยง (B = .070, p = .018) และ (4) การรับรู้อุปสรรค (B = .135, p < .001) แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคมากขึ้น รวมทั้งตระหนักถึงความเสี่ยงและอุปสรรคในการป้องกันโรค จะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมการป้องกันโรคได้ดีกว่าผู้ที่มีความรู้และการรับรู้น้อยกว่า</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: พฤติกรรมการป้องโรค, โรคหลอดเลือดสมอง, ความดันโลหิตสูง</p>2025-11-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289993ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี2025-11-14T13:34:11+07:00ภัทรวรรธน์ ปิจจวงค์tasapalo@gmail.comทิวัตถ์ มณีโชติmtiwat@gmail.com<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครู และ 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงพุทธที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี จำนวน 324 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .945 สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ<br />การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสุขในการทำงานของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านมีวิสัยทัศน์ ด้านมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และด้านมีความชอบธรรม ส่งผลทางบวกต่อความสุขในการทำงานของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทั้ง 3 ด้านร่วมกันอธิบายความแปรปรวนความสุขในการทำงานของครูได้ร้อยละ 45.7 (R<sup>2</sup>= .457)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ภาวะผู้นำเชิงพุทธ, ผู้บริหารสถานศึกษา, ความสุขในการทำงานของครู</p>2025-11-26T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/287306Digital Leadership and Organizational Climate in Higher Vocational Colleges: Mediating Effects of Organizational Support on Teachers’ Work Performance in Pingdingshan City under Henan Province2025-08-26T10:09:11+07:00Wang Ledr.thiwat@gmail.comPeerapong Tipanarkdr.thiwat@gmail.comPornthep Muangmandr.thiwat@gmail.com<p>-</p>2025-11-26T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/286618Coaching Leadership on Scientific Research Team Innovation Performance in Private Undergraduate Universities in Shaanxi Province 2025-07-08T11:27:04+07:00Wang Jiaodr.thiwat@gmail.comSomsak Chanphongdr.thiwat@gmail.comSutida Howattanakuldr.thiwat@gmail.com<p>The research objectives of this dissertation were: 1) To explore the components and indicators of coaching leadership and scientific research team innovation performance. 2) To study the direct and indirect relationship between coaching leadership and scientific research team innovation performance. 3) To develop practical management guidelines to improve scientific research team innovation performance in private undergraduate universities in Shaanxi Province. This research combined quantitative and qualitative research methods. The sample comprised 283 leaders and members of research teams from 21 private undergraduate universities in Shaanxi. Stratified sampling was used to collect data through IOC tools, five-point scale questionnaires, and focus group interviews. The questionnaire recovery rate was 100% valid. Data analysis was carried out via CFA and SEM to explore the mechanism of CLS on the SRTIP.. Stratified sampling was used to collect data through IOC tools, five-point scale questionnaires, and focus group interviews. The questionnaire recovery rate was 100% valid. Data analysis was conducted using CFA and SEM to explore the mechanism by which CLS affects the SRTIP. The research findings revealed that: 1) The leadership style and scientific research team innovation performance model included four first-level components: coaching leadership, member creativity, dynamic competence, and scientific research team innovation performance, covering 12 second-level components and 51 measurement indicators; 2) CLS directly and positively impacted SRTIP, and also indirectly affected it through MC and DC; 3) Focus-group analysis revealed the management awareness of private universities in Shaanxi under institutional constraints and resource differences. The research confirmed the mechanism of CLS and mediating variables and put forward management guidelines based on this.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Coaching Leadership, Scientific Research Team Innovation Performance, Private Undergraduate Universities, Shaanxi Province</p>2025-11-26T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/288331การศึกษาความต้องการจำเป็นการส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ สำหรับโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษด้านดนตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี2025-09-15T09:59:44+07:00นฤปติ บูรณะศิริโชติwaenprakhonx@gmail.comต้องลักษณ์ บุญธรรมwaenprakhonx@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพที่เป็นอยู่จริงและสภาพที่พึงประสงค์ของบริหารงานวิชาการ สำหรับโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษด้านดนตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานีและ 2) ความต้องการจำเป็นการส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ สำหรับโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษด้านดนตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ประชากรเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษด้านดนตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี จำนวน 57 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบตอบสนองคู่ โดยแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 -1.00 และมีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.789 และ 0.945 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นอยู่จริงของการบริหารงานวิชาการ สำหรับโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษด้านดนตรี ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการ สำหรับโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษด้านดนตรี ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นการส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ ตามการจัดลำดับความต้องการจำเป็นมากที่สุด ได้แก่ (1) ด้านกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา การออกแบบและจัดการเรียนรู้รายวิชาสอดคล้องกับการเสริมทักษะทางดนตรี (2) ด้านการวัดประเมินผลของสถานศึกษา การทดสอบตามเกณฑ์มาตรฐานทางด้านดนตรี (3) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดทำโครงสร้างหลักสูตรที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะดนตรี ตามลำดับ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ความต้องการจำเป็น, การบริหารงานวิชาการ, โรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ</p>2025-11-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/287018Mediating Effect of Self-Efficacy and Club Learning Engagement between Student Organization Atmosphere and College Student Leadership in Universities of Shandong Province2025-11-26T20:33:34+07:00Wu Yuedr.thiwat@gmail.comSutida Howattanakuldr.thiwat@gmail.comSomsak Chanphongdr.thiwat@gmail.com<p>This study explored the mechanisms through which student organization atmosphere influences college student leadership, focusing on the mediating roles of self-efficacy and club learning engagement. A quantitative approach was adopted, with data collected from 365 students selected through stratified random sampling from 7,102 club members across four universities in Shandong Province, China. The questionnaire employed a five-point Likert scale, and data were analyzed using descriptive statistics, confirmatory factor analysis (CFA), and structural equation modeling (SEM). Results indicated that the organizational atmosphere comprised three dimensions—friendly, innovative, and equitable—and that college student leadership consisted of self-awareness and management, social practice and communication, and personality charm. Club learning engagement included vitality, organizational dedication, and organizational focus, and self-efficacy comprised self-control, confidence in growth, and learning ability. The proposed model demonstrated a good fit with the data (χ² = 156.492, df = 63, GFI = 0.963, AGFI = 0.906, CFI = 0.963, TLI = 0.965, RMR = 0.035, RMSEA = 0.064). Organizational atmosphere had significant direct effects on self-efficacy, club learning engagement, and college student leadership. Both self-efficacy and club learning engagement directly and positively influenced college student leadership. Moreover, organizational atmosphere indirectly affected leadership through both mediators. These findings highlight that a positive, equitable, and innovative organizational atmosphere can enhance students’ self-efficacy and engagement in club learning, thereby promoting their leadership development.</p> <p><strong>Keywords</strong>: Organizational Atmosphere, College Student Leadership, Club Learning Engagement, Self-Efficacy</p>2025-11-28T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/287436Double Qualified Teachers’ Competencies Model in Higher Vocational Colleges in Henan Province2025-08-18T16:19:49+07:00Han Shunadr.thiwat@gmail.comSukhum Moonmuangdr.thiwat@gmail.comSataporn Pruettikuldr.thiwat@gmail.com<p>-</p>2025-11-29T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289236ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยี ChatGPT ในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด2025-10-15T10:52:39+07:00พฤทธิกร จันทศรfolk6789@hotmail.comชนะกัญจน์ ศรีรัตนบัลล์folk6789@hotmail.com<p>การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยี ChatGPT กรณีศึกษาบริษัท ฮิวแมนิก้าจำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาลักษณะการยอมรับเทคโนโลยี ChatGPT ของพนักงานในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) (2) เพื่อศึกษาปัจจัยการรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน และการรับรู้ถึงประโยชน์ ChatGPT ของพนักงานในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) (3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้ ChatGPT ของพนักงานในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ พนักงานบริษัทบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) จำนวน 228 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) การรับรู้ความง่ายในการใช้งานของ ChatGPT ในบริษัท ฮิวแมนิก้าจำกัด (มหาชน) ภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก 2) การรับรู้ถึงประโยชน์ ChatGPTในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) ภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก 3) ลักษณะการยอมรับเทคโนโลยี ChatGPT ในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4) บุคลากรที่มีเพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์การทำงาน รายได้ต่อเดือน และฝ่ายงานที่แตกต่างกันมีการยอมรับการใช้ ChatGPT ของพนักงานในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 5) ปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และปัจจัยการรับรู้ถึงประโยชน์ สามารถร่วมกันอธิบายการยอมรับการใช้ ChatGPT ของพนักงานในบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) ได้ร้อยละ 35.50 (Adj. R<sup>2 </sup>= 0.355) โดยปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และปัจจัยการรับรู้ถึงประโยชน์ ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การยอมรับเทคโนโลยี, การรับรู้ความง่าย, การรับรู้ถึงประโยชน์, ChatGPT</p>2025-11-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/288981การพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 32025-10-07T11:02:54+07:00จุรีรัตน์ ใจเรือง66010581019@msu.ac.thสุรเชต น้อยฤทธิ์66010581019@msu.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นด้านภาวะผู้นำทางวิชาการของครู และ2) สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นด้านภาวะผู้นำทางวิชาการของครู ระยะที่ 2 การสร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) แล้วนําข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสารและแบบสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำทางวิชาการของครูโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การพัฒนาตนเองและเพื่อนครู การเป็นแบบอย่างด้านจัดการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในการพัฒนา และการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครู ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหาและทฤษฎี กิจกรรม และการวัดและประเมินผล โดยแบ่งเป็น 5 Module ได้แก่ การเป็นแบบอย่างด้านจัดการเรียนรู้ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การมีส่วนร่วมในการพัฒนา และการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> โปรแกรม, ภาวะผู้นำทางวิชาการ, ครู</p>2025-11-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/288982การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพของเดมมิ่ง สำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ2025-10-07T11:09:47+07:00ศุภชาติ จันทึก66010581080@msu.ac.thลักขณา สริวัฒน์66010581080@msu.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานสภานักเรียน และเพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพของเดมมิ่ง สำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานสภานักเรียน ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพของเดมมิ่ง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 162 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู โรงเรียนละ 1 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) แล้วนําข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสารและแบบสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานสภานักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์ฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การดำเนินงานส่งเสริมสภานักเรียนและประชาธิปไตยในโรงเรียน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของสภานักเรียนกับชุมชน/องค์กร ภาครัฐและเอกชน การกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการสภานักเรียน การกำหนดที่มาของสภานักเรียน สถานศึกษานิเทศ กำกับติดตาม ประเมินผล รายงานผลการดำเนินงานสภานักเรียน การประชุมคณะกรรมการสภานักเรียนอย่างต่อเนื่อง และการบูรณาการกิจกรรมสภานักเรียน เข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามลำดับ โดยแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพของเดมมิ่ง ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ 50 ตัวบ่งชี้ 94 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ:</strong> แนวทาง, สภานักเรียน, มัธยมศึกษา, วงจรเดมมิ่ง</p>2025-12-01T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289714Effective Transformational Leadership Model For Middle-level Administrators in Private Colleges and Universities under Shaanxi Province2025-11-26T16:04:13+07:00Xue Lindr.thiwat@gmail.comSomsak Chanphongdr.thiwat@gmail.comSutida Howattanakuldr.thiwat@gmail.com<p>The research objectives of this dissertation were: 1) To determine the components and indicators to the effective transformational leadership model for middle-level administrators in private colleges and universities under Shaanxi Province; 2) To propose the effective transformational leadership model for middle-level administrators in private colleges and universities under Shaanxi Province; 3) To develop the guidelines to apply effective transformational leadership model for middle-level administrators in private colleges and universities under Shaanxi Province. This research combined quantitative and qualitative methods. It selected 309 administrative personnel, assistant deans, department heads, and teachers of private colleges and universities in Shaanxi Province. Using a stratified sampling method, data were collected through IOC tools, five-point scale questionnaires, and focus group interviews. The questionnaire response rate was 100% and all were valid. Data analysis was conducted through CFA to explore the effective transformational leadership model of middle-level administrators in private colleges and universities in Shaanxi Province. The research results show: 1) The effective transformational leadership model of middle-level administrators consists of 5 components: Ideal Influence (II), Inspirational Motivation (IM), Intellectual Stimulation (IS), Individualized Consideration (IC), and Learning Innovation (LI), including 41 measurement indicators; 2) Model of effective transformational leadership for middle-level administrators in private colleges and universities under Shaanxi Province was fit with the empirical data;3) Five key guidelines were identified for the effective transformational leadership capabilities of middle-level administrators in private colleges and universities in Shaanxi Province.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Effective, Transformational Leadership, Model, Private Colleges and Universities</p>2025-12-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/281555Effect of Transformational Leadership and Organizational Justice Toward Teachers’ Job Engagement as Mediated by Teachers’ Job Satisfaction in Universities under Jiangxi Province2025-02-26T22:33:16+07:00Cui Bo6543200006@bkkthon.ac.thPeerapong Tipanarkdr.thiwat@gmail.comSomsak Chanphongdr.thiwat@gmail.com<p>-</p>2025-12-11T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289715Mediating Effects of Teachers’ Job Engagement on the Relationship Between Servant Leadership and Teachers’ Innovative Behavior of Higher Vocational Colleges in Anyang, Henan Province, China2025-11-26T16:17:47+07:00Hu Shaojin751425789@qq.comPornthep Muangmandr.thiwat@gmail.comPeerapong Tipanarkdr.thiwat@gmail.com<p>The purposes of this study were: (1) to develop a mediating model explaining the relationship between servant leadership and teachers’ innovative behavior, with teachers’ job engagement as the mediating variable; and (2) to examine the mediating effect of teachers’ job engagement on this relationship in higher vocational colleges in Anyang City, Henan Province. This study employed a quantitative research design. The target population comprised 2,198 teachers from three higher vocational colleges in Anyang City in 2024. A stratified random sampling technique was used to select 310 participants. Data were collected using a five-point Likert scale questionnaire. Confirmatory Factor Analysis (CFA) and Structural Equation Modeling (SEM) were applied for data analysis. The findings indicated that servant leadership did not have a direct effect on teachers’ innovative behavior but positively influenced teachers’ job engagement. The proposed model demonstrated an excellent fit with the empirical data, with fit indices (Chi-square, GFI, AGFI, CFI, TLI, RMR, and RMSEA) meeting the recommended criteria. Furthermore, servant leadership influenced teachers’ innovative behavior indirectly through teachers’ job engagement. All proposed hypotheses were supported.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Servant Leadership, Teachers’ Job Engagement, Innovative Behavior, Mediating Effect, Higher Vocational Colleges, Anyang City</p>2025-12-11T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289716Developing Interdisciplinary Academic Leadership Model for Administrators of Art Colleges and Universities in Hainan Province 2025-11-26T16:41:57+07:00Ling Qiuyue dr.thiwat@gmail.comKamolmal Chaisirithanyadr.thiwat@gmail.comChuanchom Chinatangkulchuanchom.c@university.ac.th<p>This study aimed to develop and validate an interdisciplinary academic leadership model tailored for administrators of art colleges and universities in Hainan Province, the People’s Republic of China. Employing a mixed-methods design, the research integrated qualitative interviews and quantitative surveys. The population consisted of 1,463 administrators and faculty members, and a stratified random sample of 314 participants was selected using Taro Yamane's formula. Data collection involved semi-structured interviews and a five-point Likert scale questionnaire, while data analysis employed descriptive statistics and Confirmatory Factor Analysis (CFA). The findings demonstrated that the proposed model exhibited strong validity and reliability, with fit indices meeting recommended thresholds (χ²/df = 1.336, GFI = 0.928, TLI = 0.987, CFI = 0.989, RMSEA = 0.033). All components achieved AVE values above 0.5 and CR values above 0.7, confirming convergent validity. This model contributes new knowledge by offering a context-specific framework that enhances interdisciplinary collaboration, strategic planning, and sustainable leadership in higher education, providing valuable implications for both local institutions and global academic leadership practices.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Interdisciplinary Academic Leadership, Model, Educational Leadership, Administrators, Art Colleges, Universities, Hainan Province</p> <p> </p>2025-12-11T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289717Professional Administrations in the Art Universities under Liaoning Province2025-11-26T16:44:33+07:00Guo Tingyuandr.thiwat@gmail.comNitwadee Jirarotephinyodr.thiwat@gmail.comSomsak Chanphongdr.thiwat@gmail.com<p>The objectives of this research were: (1) to explore the components of professional administrators in art universities under Liaoning Province, (2) to validate a professional administrators’ model for art universities under Liaoning Province, and (3) to propose practical guidelines for professional administrators in art universities under Liaoning Province. This study employed a mixed-methods design that combined quantitative and qualitative approaches. The population comprised 1,047 teachers working during the 2023 academic year across eight art universities in Liaoning Province. A stratified random sampling method, based on Krejcie and Morgan’s table, was used to select 285 teachers. Additionally, nine key informants were chosen through purposive sampling for interviews, and a focus group discussion was conducted with seven key informants. Research instruments included semi-structured interview guides, a five-point Likert-scale questionnaire, and a focus group discussion guide. The questionnaire response rate was 100%. Data analysis involved frequency, percentage, mean, standard deviation, confirmatory factor analysis (CFA), and content analysis. The findings revealed that professional administrators in art universities in Liaoning Province consist of four main components: (1) setting action goals, (2) exercising organizational leadership, (3) applying organizational structures effectively, and (4) promoting the active engagement of all organizational members. The validated model comprised 20 indicators across the four components. Furthermore, professional guidelines were proposed, consisting of five guidelines for each component.</p> <p><strong>Keywords</strong>: Professional Administrators, Professional Development, Guidelines, Art Universities, Liaoning Province</p>2025-12-11T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289423ความต้องการจำเป็นและแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานพัสดุของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์2025-10-27T14:30:36+07:00กฤษฎา หันสันเทียะkidsada36x@gmail.comวินิจ คนขยันkidsada36x@gmail.comปราโมทย์ สิทธิจักรkidsada36x@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานพัสดุของโรงเรียน 2. เพื่อเปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานพัสดุของโรงเรียน จำแนกตามการดำรงตำแหน่ง และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และ3. แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานพัสดุของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ ผู้บริหารสถานศึกษา เจ้าหน้าที่พัสดุ และครู จำนวน 398 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานพัสดุของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด ตามลำดับ มีความต้องการจำเป็นเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ด้านการบำรุงรักษาพัสดุ 2) ด้านการควบคุมพัสดุ 3) ด้านการจำหน่ายพัสดุ และ4) ด้านการจัดหาพัสดุ 2. ผลการเปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานพัสดุจำแนกตามการดำรงตำแหน่ง และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ3. แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานพัสดุของโรงเรียน ควรส่งเสริมให้ผู้บริหารคณะกรรมการ และครูมีส่วนร่วมในการวางแผนและจัดการระบบการจัดซื้อจัดจ้าง เน้นถึงความจำเป็นในการประเมินร่วมกัน การฝึกอบรม การจัดทำงบประมาณ และการตรวจสอบพัสดุ เพื่อให้แน่ใจว่า การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เน้นการประเมินและปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การบริหารแบบมีส่วนร่วม, ประสิทธิภาพ, งานพัสดุ</p>2025-12-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291156Effectiveness of School-Enterprise Cooperation of Vocational Education Colleges in Zhengzhou City under Henan Province 2025-12-22T13:38:30+07:00Yuan Fangdr.thiwat@gmail.comSomsak Chanphongdr.thiwat@gmail.comSutida Howattanakuldr.thiwat@gmail.com<p>This study aimed to: (1) examine the components of effective school-enterprise cooperation in vocational education in Zhengzhou City, Henan Province; (2) develop a model of effectiveness for such cooperation in vocational education colleges; and (3) propose guidelines to enhance the effectiveness of school-enterprise collaboration. A mixed-methods approach was employed, combining in-depth interviews, structured questionnaires, and focus group discussions. The research subjects included 6,098 administrators and teachers from six representative vocational colleges and 55 management personnel from six enterprises in Zhengzhou City. Using stratified random sampling, 410 participants were selected to ensure broad representation. Additionally, nine key informants were purposefully chosen, and focus group discussions involved nine experts from both colleges and enterprises. Data were collected using a five-point Likert scale questionnaire, and descriptive statistics and confirmatory factor analysis (CFA) were conducted using statistical software. The results revealed that the effectiveness of school-enterprise cooperation comprised five components: school-enterprise coordination mechanism, resource allocation efficiency, depth of enterprise participation, effectiveness of students’ practical teaching, and cooperation performance evaluation. CFA confirmed a model encompassing these five components with 58 specific indicators, demonstrating strong structural validity and consistency with empirical data. Based on the findings, five key guidelines were proposed: strengthening coordination mechanisms, optimizing resource integration, enhancing enterprise leadership, improving practical teaching quality, and establishing a scientific evaluation system. These guidelines provide theoretical support and practical pathways to enhance educational quality and deepen school-enterprise cooperation.</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291163Factors Affecting Teachers’ Educational Innovation Competency in Private Universities in Shaanxi Province: Effect of Salient Model2025-12-22T14:40:46+07:00Guo Yuandadr.thiwat@gmail.comSukhum Moonmuangdr.thiwat@gmail.comSataporn Pruettikul dr.thiwat@gmail.com<p>The objectives of this research were: (1) To examine the influence of knowledge, beliefs, and attitudes on educational innovation competency; (2) To investigate the impact of knowledge, beliefs, and attitudes on salient factors in educational innovation competency contexts; and (3) To determine whether salient factors mediate the relationship between knowledge, beliefs, attitudes, and educational innovation competency. The research methodology was quantitative research. It selected 486 teachers from 10 private universities in Shaanxi as subjects. Using a multistage sampling method, data were collected through IOC tools and five-point scale questionnaires. The questionnaire response rate was 100% and all were valid. Data analysis was conducted using descriptive statistics, CFA, and SEM to examine how knowledge, beliefs, and attitudes affect educational innovation competency among private universities in Shaanxi Province. The research findings revealed that: (1) Knowledge and belief factors did not have a significant direct effect on educational innovation competency, while attitude factors showed a marginally significant direct effect, suggesting limited direct influence of these personal factors on innovation competency; (2) Knowledge, belief, and attitude factors all had significant direct effects on salient factors, indicating that these underlying variables strongly shape the contextual elements relevant to educational innovation; and (3) Salient factors had a substantial and significant direct effect on educational innovation competency and significantly mediated the relationships between knowledge, belief, and attitude factors and educational innovation competency, highlighting their central role in linking individual dispositions with innovation capacity.</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291165Factors Affecting Accounting Teachers’ Teamwork Effectiveness in Shaanxi Province: A Comparison of Models between Private and Public Universities2025-12-22T16:34:45+07:00Zhao Zhuodr.thiwat@gmail.comSukhum Moonmuangdr.thiwat@gmail.comSataporn Pruettikuldr.thiwat@gmail.com<p>The objectives of this study were to: (1) examine the effect of task characteristics on teachers’ teamwork effectiveness; (2) analyze the influence of organizational context on teachers’ teamwork effectiveness; (3) investigate the impact of social support on teachers’ teamwork effectiveness; and (4) compare the structural relationship models between private and public universities. This quantitative research involved 500 accounting teachers selected through multi-stage random sampling from 10 private and 10 public universities in Shaanxi Province. Data were collected using IOC-validated instruments and five-point Likert-scale questionnaires, with a 100% valid response rate. Descriptive statistics, Confirmatory Factor Analysis (CFA), and Structural Equation Modeling (SEM) were applied to examine the effects of task characteristics, organizational context, and social support on teamwork effectiveness, and to compare structural models across institutional types. The results showed that: (1) task characteristics positively influenced accounting teachers’ teamwork effectiveness; (2) organizational context had a significant effect on teamwork effectiveness; (3) social support demonstrated the most substantial positive impact; and (4) the structural models for private and public universities showed no significant differences regarding task characteristics and social support, but a notable difference was observed in organizational context. Overall, the model structures were consistent across both university types.</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289597ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลต่อการบริหารความเสี่ยงทางการเงินของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของประเทศไทย2025-10-28T11:32:57+07:00วราพร กาญจนคลอดwaraporn_wic@nstru.ac.thปัญจพร เกื้อนุ้ยpanjaporn_kue@nstru.ac.thวิกานดา คชาทองwikanda_kac@nstru.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารความเสี่ยงทางการเงินของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของประเทศไทย และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลต่อการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ดำเนินธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC ≥ .50) และความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha ≥ .70) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยเชิงพรรณนา พบว่า ผู้ตอบมีความคิดเห็นต่อทุกปัจจัยอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบโมเดลการวัดรายตัวแปรมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลต่อการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน พบว่า ปัจจัยด้านผู้ประกอบการส่งผลเชิงบวกต่อปัจจัยด้านองค์กร (β = .74) ด้านตลาดและระบบนิเวศ (β = .54) และด้านสถาบันและนโยบาย (β = .78) ขณะที่อิทธิพลโดยตรงต่อการบริหารความเสี่ยงทางการเงินสูงสุดคือปัจจัยด้านตลาดและระบบนิเวศ (β = .44) รองลงมาคือปัจจัยด้านองค์กร (β = .30) และปัจจัยด้านสถาบันและนโยบาย (β = .14) สะท้อนว่าความพร้อมของระบบนิเวศตลาดและความเข้มแข็งของโครงสร้างองค์กรเป็นกลไกหลักในการลดความเสี่ยงทางการเงินของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ส่วนปัจจัยด้านผู้ประกอบการทำหน้าที่ขับเคลื่อนผ่านอิทธิพลทางอ้อมไปยังสองปัจจัยดังกล่าว ผลการวิจัยชี้ว่าการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการควบคู่กับการยกระดับระบบบริหารภายในและการเชื่อมโยงเครือข่ายตลาด เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมความทนทานทางการเงินของธุรกิจรุ่นใหม่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมทั้งแนะให้ภาครัฐออกแบบมาตรการที่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับบริบท SMEs มากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การบริหารความเสี่ยง, การเงิน, ผู้ประกอบการรุ่นใหม่, ภาวะเศรษฐกิจถดถอย</p>2025-12-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/288841รูปแบบการพัฒนาการบริหารคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2025-10-18T22:11:50+07:00อิสรพงษ์ อุประissarapong.upara@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษา เอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ รวม 7 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการหาค่า PNI ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบการบริหารคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 20 องค์ประกอบรอง และ 80 ตัวบ่งชี้ มีลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) การบริหารจัดการศึกษาในรูปแบบ 2) การมีส่วนร่วมของบุคลากรและผู้มีส่วนได้เสีย 3) การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 4) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียน การสอน และ 5) ความเป็นผู้นําและความผูกพัน รูปแบบการพัฒนาการบริหารคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สร้างขึ้นมีองค์ประกอบของรูปแบบการพัฒนาประกอบด้วย หลักการ ความมุ่งหมาย เนื้อหา สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล และจากการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาการบริหารคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 ท่าน ในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาทั้งหมด โดยรวมมีค่าการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> รูปแบบการพัฒนา การบริหารคุณภาพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน</p>2025-12-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289004The Development of Reading Comprehension Skills and Learners’ Satisfaction toward English Using Content and Language Integrated Learning (CLIL) with Canva Application for Grade 12 Learners at Thammakhositwittaya School2025-10-07T12:15:14+07:00Bunjira Thongthepbunjira.t@kkumail.comOng-Art Namwongongartna@kku.ac.thRoderick Julian Robillosrodero@kku.ac.th<p>Reading comprehension is an important skill for academic success. However, many Thai learners struggle to read English due to limited vocabulary and overreliance on memorization. To tackle this issue, this research examined the enhancement of Grade 12 learners' reading comprehension skills and their satisfaction with English learning through the incorporation of Content and Language Integrated Learning (CLIL) with the Canva application. The study aimed to investigate (1) the effects of CLIL with Canva on learners’ reading comprehension skills, (2) the level of learners’ reading comprehension, and (3) their satisfaction with this integrated intervention. A quasi-experimental one-group pretest and posttest design was used with 20 purposely chosen Grade 12 learners at Thammakhositwittaya School during the first semester of 2025. The tools included a reading comprehension test (20 questions covering literal, interpretive, critical, and creative levels), a satisfaction questionnaire (15 items on a 5-point Likert scale), and semi-structured interviews. Descriptive statistics, paired-sample t-tests, effect size calculations, and thematic analysis were utilized to analyze the data. The results indicated a substantial improvement, with mean scores rising from 10.20 (SD = 1.79) to 14.85 (SD = 3.03). The effect size (Cohen’s d = 1.88) is deemed to be significant according to Cohen’s (1988) standards. Across the four comprehension levels, the greatest gain was found in <strong>critical</strong>, followed by notable progress in <strong>creative</strong><strong>, </strong><strong>literal</strong>, and <strong>interpretive</strong> levels. Learners were extremely satisfied with CLIL and Canva, giving a mean score of 4.62 (SD = 0.27). Qualitative findings corroborated these results, indicating that Canva's visual and creative features deepened engagement and encouraged self-expression. The study indicates that integrating CLIL with Canva fosters an effective, innovative learning environment that improves English proficiency and higher-order skills. These results demonstrate a practical and replicable model for integrating CLIL with digital design tools to improve English instruction in Thailand and beyond.</p> <p><strong>Keywords:</strong> CLIL, Canva, Reading Comprehension, Learner Satisfaction, EFL</p>2025-12-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289410การวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายเม็ดพลาสติกของบริษัท พลาสติกพลัส จำกัด2025-10-24T14:43:35+07:00สิริชัย จุ่นขจรsirichaijk3@gmail.comนภวรรณ คณานุรักษ์sirichaijk3@gmail.com<p>การศึกษาค้นคว้าอิสระเรื่องการวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายเม็ดพลาสติกของบริษัทพลาสติกพลัส จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีผลต่อการเพิ่มยอดขายเม็ดพลาสติก 2) ศึกษาความพึงพอใจของลูกค้าในการซื้อเม็ดพลาสติก 3) กำหนดกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายเม็ดพลาสติก กลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกค้าที่ซื้อเม็ดพลาสติกของบริษัทพลาสติกพลัส จำกัด จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่บริษัท พลาสติก พลัส จำกัด ไม่ได้ทำการตลาดเชิงรุกและไม่มีฝากขายโดยตรง บริษัทฯ ได้รับการคำสั่งซื้อจากกลุ่มฐานลูกค้าเก่า กลุ่มลูกค้าที่ได้รับการแนะนำบอกต่อ และกลุ่มตัวแทนจำหน่ายเม็ดพลาสติก 2) ความพึงพอใจของลูกค้าในการซื้อเม็ดลาสติกจากบริษัทฯ คือสัมพันธภาพที่ดีและการบริการที่สะดวกรวดเร็ว การบริการหลังการขายหากลูกค้าต้องการเปลี่ยนสินค้า และเงื่อนไขการชำระเงินที่บริษัทบริการให้ลูกค้าอย่างมิตรภาพและเข้าใจ 3) กำหนดกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายเม็ดพลาสติก ได้แก่ (1) สร้างความรับรู้ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกของบริษัท พลาสติก พลัส จำกัด (2) สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับกลุ่มตัวแทนจำหน่ายเม็ดพลาสติกให้มีความเชื่อมั่น และสร้างรายการส่งเสริมการขาย (3) จัดรายการส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าด้วยกรณีจ่ายเงินสด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การวางแผน, กลยุทธ์การตลาด, การเพิ่มยอดขาย, เม็ดพลาสติก</p>2025-12-24T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289376การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-4 ปี2025-11-22T13:41:23+07:00อุบล ผลจันทน์ubon.phonjan@northern.ac.thสุนทรี ดุลมาnate_ninnate@hotmail.comไพรินทร์ บุหลันnate_ninnate@hotmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้เกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปี 1 ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี โรงเรียนตากสินราชานุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตาก เขต 1 ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบบแผนของการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น (Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. เกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหา “เกมจับคู่ภาพจำนวนที่เท่ากัน<strong>”</strong> 2. แผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหา และ3. แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ การดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 5 วัน ๆ ละ 20 นาที รวมทั้งหมด 32 ครั้ง (รวมเวลาการทดสอบก่อน และหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหา) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ก่อนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหา และหลังหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหา สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา โดยผลต่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.75 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.96 คิดเป็นร้อยละ 29.08</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> เกมการศึกษาแบบสัมพันธ์เนื้อหา, ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์, เด็กปฐมวัย</p>2025-12-24T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289391การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบสอบ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 62025-11-20T11:57:36+07:00กรรณิการ์ ทองรักษ์aood396@northern.ac.thมงคล หมู่มากaood396@northern.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบสอบเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนผาผึ้งวิทยาคม อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 39 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบสอบ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบสอบเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบสอบ มีประสิทธิภาพ 78.13/80.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 และ2. ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบสอบเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบสอบ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ชุดกิจกรรมการเรียนรู้, กระบวนการสืบสอบ, ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์</p>2025-12-25T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289750ผลการใช้โปรแกรมเกมแบบสถานีที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 62025-11-03T10:07:57+07:00ธนพล เกษแก้วthanapon1995n@gmail.comกุลิสรา จิตรชญาวณิชthanapon1995n@gmail.comสุพิน ใจแก้วthanapon1995n@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมเกมแบบสถานีที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เปรียบเทียบความสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมเกมแบบสถานี 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อโปรแกรมเกมแบบสถานีที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้โปรแกรมเกมแบบสถานีที่มีต่อสมรรถภาพทางกาย กลุ่มตัวอย่างการวิจัยครั้งนี้ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม ได้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมเกมแบบสถานี 2) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมเกมแบบสถานีมีประสิทธิภาพ 80.25/82.35 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) สมรรถภาพทางกายของนักเรียนหลังการใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกรายการ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย การนั่งงอตัวไปข้างหน้า การดันพื้นประยุกต์ 30 วินาที การลุก-นั่ง 60 วินาที และการยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความปลอดภัยและความรู้สึกต่อกิจกรรมมีความพึงพอใจสูงสุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> โปรแกรมเกมแบบสถานี, สมรรถภาพทางกาย, นักเรียนประถมศึกษา</p>2025-12-26T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289503การศึกษาองค์ประกอบกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน2025-10-28T09:27:28+07:00รัตนาภรณ์ วาตานาเบ้sayo552003@yahoo.comวัลนิกา ฉลากบางrattanpon.wa67@snru.ac.thเอกลักษณ์ เพียสาrattanpon.wa67@snru.ac.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินองค์ประกอบกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง และขั้นตอนที่ 2 การตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบของกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้แก่ อาจารย์มหาวิทยาลัย สาขาการสอนภาษาไทย ครูภาษาไทยที่ได้รับรางวัลรับรองความรู้ความสามารถด้านภาษาไทย และศึกษานิเทศก์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสารและแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ (Preparation) 2. ขั้นนำเสนอบทเรียน (Presentation) 3. ขั้นปฏิบัติหรือฝึกฝน (Practice) 4. ขั้นสรุปความรู้ (Summary) 5. ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ (Application) 6. ขั้นประเมินผล (Assessment) ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า องค์ประกอบของกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน มีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดทุกตัว โดยเรียงลำดับดังนี้ ขั้นสรุปความรู้ ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ขั้นประเมินผล ขั้นปฏิบัติหรือฝึกฝน ขั้นเตรียมการหรืออุ่นเครื่อง องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ขั้นนำเสนอบทเรียน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> กระบวนการ, การจัดการเรียนรู้, สมองเป็นฐาน</p>2025-12-26T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/288899แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย2025-10-07T09:32:43+07:00ศิริสุดา ธนาวาณิชยกูลthanawanitchayakul_s@outlook.co.thกิ่งกาญจน์ บูรณสินวัฒนกูลthanawanitchayakul_s@outlook.co.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักศึกษา และนำเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูล 2 กลุ่ม ได้แก่ นักศึกษาจำนวน 58 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสอนอ่าน 7 ท่าน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ด้วยกระบวนการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบสภาพปัญหา 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ปัญหาทักษะพื้นฐาน 2) ปัญหาการประยุกต์ใช้ทฤษฎี และ 3) ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบจากสื่อดิจิทัลที่ลดความอดทนในการอ่าน ส่วนผลการสังเคราะห์แนวทางจากผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอแนวทาง 5 ประการ ได้แก่ 1) การเลือกบทอ่านที่เหมาะสม 2) กิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนการอ่าน 3) กิจกรรมระหว่างการอ่าน 4) กิจกรรมหลังการอ่าน และ 5) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ข้อค้นพบหลักนำไปสู่การเสนอกรอบแนวทางกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการเชิงวิพากษ์ตามวัฏจักรการอ่าน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ฐานคิดเชิงอุดมการณ์และอคติที่แฝงในตัวบทอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การอ่านเชิงวิเคราะห์, กิจกรรมการเรียนรู้, นักศึกษาปริญญาบัณฑิต</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290136ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารกับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 2025-11-20T09:16:50+07:00ณกร โพธิ์สุkunchinescience@gmail.comไพฑูรย์ พวงยอดkunchinescience@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารและครู จำนวน 265 คน โดยสุ่มจากร้อยละ 15 ของประชากร ปีการศึกษา 2568 สุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (IOC = 0.80-1.00, Cronbach's α = 0.87) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test, ANOVA และสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำทางวิชาการอยู่ในระดับมาก ผลเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามสภาพ และขนาดสถานศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) การจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ผลเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ของครูจำแนกตามสภาพ และขนาดสถานศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 ตามลำดับ (3) ภาวะผู้นำทางวิชาการมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับค่อนข้างสูงกับการจัดการเรียนรู้ (r = 0.65, p < .01)</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำทางวิชาการ, การจัดการเรียนรู้ของครู, สพป.นครพนม เขต </p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290039แนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในเครือคณะภคินี เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร กรุงเทพมหานคร2025-11-18T10:24:12+07:00กาญจนาวดี เกิดเนตรkanjanawadee.ko@gmail.comจุลดิศ คัญทัพKanjanawadee.k65@rsu.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นขององค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในเครือคณะภคินี เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร กรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในเครือคณะภคินี เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร กรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 491 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้ขนาดตัวอย่าง 217 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการหาค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในเครือคณะภคินี เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาความต้องการจำเป็นที่ต้องพัฒนา พบว่าลำดับความสำคัญสูงสุดในการพัฒนาคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 1 รองลงมาคือ ด้านแบบแผนทางความคิด และ ด้านการเรียนรู้เป็นทีม ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ส่วน ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ อยู่ในลำดับที่ 4 และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุดคือ ด้านความรอบรู้แห่งตน 2) แนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในเครือคณะภคินี เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร กรุงเทพมหานคร มี 5 ด้าน 15 แนวทางการพัฒนา</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ</strong>: องค์กรแห่งการเรียนรู้, แนวทางการพัฒนา, คณะภคินี เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร </p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289119รูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอกที่ส่งเสริมการศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร2025-10-09T13:45:47+07:00ทวิกา ตั้งประภาtaviga@g.swu.ac.thดวงใจ สีเขียวtaviga@g.swu.ac.thจุลศักดิ์ สุขสบายtaviga@g.swu.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอก และ 2) ประเมินคุณภาพรูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอก การดำเนินการวิจัยประกอบด้วยการพัฒนารูปแบบ และการประเมินคุณภาพรูปแบบ โดยมีกลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูล 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคุณภาพรูปแบบ และผู้เกี่ยวข้องสำหรับการประชุมกลุ่มย่อย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ และประเด็นสำหรับการประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปผลการวิจัย 1. ผลการพัฒนารูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอก พบว่า ได้รูปแบบชื่อว่า <u>E</u>xternal <u>Q</u>uality <u>A</u>ssessment <u>P</u>romoting <u>Ex</u>cellence - <strong><u>B</u></strong>angkok <strong><u>M</u></strong>etropolitan <strong><u>A</u></strong>dministration schools (EQAPEX <strong>-BMA)</strong> (อี-แค-เพ็กซ์ – บีเอ็มเอ) ซึ่งเป็นรูปแบบของการประเมินคุณภาพภายนอกที่ส่งเสริมความเป็นเลิศที่เชื่อมโยงกับการประกันคุณภาพภายใน โดยมีวงจรคุณภาพ P-D-C-A ที่นำไปสู่เป้าหมายปลายทางคือ “วัฒนธรรมของคุณภาพ” ซึ่งมีหลักการสำคัญ ได้แก่ การประยุกต์ใช้การยกระดับการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศตามบริบทของตนเอง การมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ การตอบสนองความแตกต่างของการบริหารจัดการ และการประเมินอภิมาน โดยมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ 1) การกำหนดและพัฒนาความเป็นเลิศของสถานศึกษา 2) การประเมินคุณภาพภายนอก และ 3) การนำผลประเมินภายนอกไปใช้ส่งเสริมการศึกษาสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้การประเมินประสบความสำเร็จ 4 ประเด็น และ2. ผลการประเมินคุณภาพรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ ในประเด็นความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม ความถูกต้อง และความรับผิดชอบ พบว่ามีคุณภาพในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.74) นอกจากนี้ ผลการวิพากษ์รูปแบบยืนยันว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การประเมินคุณภาพภายนอก, ความเป็นเลิศ, โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร </p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289351ปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 2025-11-14T13:04:19+07:00ประภาพรรณ์ ห้วงทรัพย์annengedu@gmail.comปนิดา เนื่องพะนอมannengedu@gmail.comเนติ เฉลยวาเรศannengedu@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก ในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก ในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 โดยจำแนกตามตำแหน่งในสถานศึกษา ระดับการศึกษาและประสบการณ์ทำงานในตำแหน่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 403 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงานในตำแหน่ง ในภาพรวมพบว่าไม่แตกต่างกัน</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>คำสำคัญ :</strong> การบริหารงานวิชาการ, โรงเรียนขนาดเล็ก, ผู้บริหารสถานศึกษา</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญาhttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290072รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี2025-11-18T10:28:00+07:00วิรุต หนองหงอกwiroot214@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นด้านการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี 2) พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 3) ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนา และ 4) ประเมินรูปแบบดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยระยะเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 152 คน ส่วนระยะเชิงคุณภาพใช้ข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูป/คน โดยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม จำนวน 9 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และคู่มือการสนทนากลุ่ม การทดลองใช้รูปแบบดำเนินการกับครูโรงเรียนอนุบาลวังม่วง และการประเมินผลรูปแบบดำเนินการกับผู้บริหาร จำนวน 30 คน ระหว่างเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพแบบสรุปความ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นด้านการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีลำดับความต้องการสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การนิเทศการศึกษา และการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบและกลไก วิธีดำเนินงาน แนวทางการประเมินผล เงื่อนไขความสำเร็จ และการบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า ผู้เข้าร่วมมีระดับการดำเนินกิจกรรมอยู่ในระดับมาก โดยโครงการที่ให้ผลสูงสุด คือ โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ดิจิทัลภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการประเมินรูปแบบพบว่า ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเป็นประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการวิจัยยืนยันว่าสามารถนำรูปแบบไปใช้ในการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> รูปแบบการบริหาร, โรงเรียนคุณภาพ, การจัดการเรียนรู้, อิทธิบาท 4</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญา