https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ปัญญา
2026-01-19T00:00:00+07:00
Mr.Samrit Kangpheng
skangpheng@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289316
การบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล
2025-10-16T11:25:01+07:00
รุ้งศิริ ไพโรจน์
z0862863319@gmail.com
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
z0862863319@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา <br />2) เปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปร เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา<br />สงขลา สตูล ปีการศึกษา 2568 จำนวน 338 คน เครื่องมือที่ใช้การวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .977 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ เปรียบเทียบรายคู่ด้วย LSD และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา จำแนกตามเพศ และวุฒิการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ในขณะที่จำแนกตามตัวแปรอายุ โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงาน โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อจำแนกตามตัวแปรขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ3) ผลการประมวลข้อเสนอแนะการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารควรดำเนินงานผ่านการวางแผนอย่างเป็นระบบ การร่วมมือทุกภาคส่วน นิเทศ ติดตามและประเมินผลตามบริบท ส่งเสริมพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง สร้างความตระหนักในการเห็นคุณค่า และเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางที่หลากหลาย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน, การบริหารงาน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291067
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการจัดการความเครียดและความเครียดในการเรียนของนักศึกษาพยาบาล
2025-12-28T10:25:00+07:00
พรเพ็ญ แดงรักษา
mheaw2525@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความเครียดในการเรียนของนักศึกษาพยาบาล (2) ศึกษาระดับทักษะการจัดการความเครียดของนักศึกษาพยาบาล และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการจัดการความเครียดกับความเครียดในการเรียนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1-4 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นด้านทักษะการจัดการความเครียด 0.875 และด้านความเครียดในการเรียน 0.882 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีความเครียดในการเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.02) และมีทักษะการจัดการความเครียดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.94) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ทักษะการจัดการความเครียดทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การประเมินสถานการณ์ การเผชิญปัญหาเชิงมุ่งเป้าหมาย การเผชิญปัญหาเชิงอารมณ์ การใช้แหล่งสนับสนุนทางสังคม และการดูแลตนเอง สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความเครียดในการเรียนได้ร้อยละ 50.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ทักษะการจัดการความเครียด, ความเครียดในการเรียน, นักศึกษาพยาบาล</p>
2026-02-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290154
การบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
2025-11-20T09:19:54+07:00
เกศินี คำเกษ
kesinee0929@gmail.com
ไพฑูรย์ พวงยอด
Kesinee0929@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา (2) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 265 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 72 คน และครู 193 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ คือ (1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .38-.84 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 (2) แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .44-.86 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญความต้องจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์การบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ผลการประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับจากค่าสูงที่สุดไปหาค่าต่ำที่สุด ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ด้านวัฒนธรรมองค์กร ด้านการมีส่วนร่วมในงาน ด้านการบริหารจัดการ ด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน และด้านความสมดุลชีวิต ตามลำดับ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : สภาพปัจจุบัน, สภาพที่พึงประสงค์, ความต้องการจำเป็น, องค์กรแห่งความสุข</p>
2026-02-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา