วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p>
Social Science and Education
th-TH
วารสารครุศาสตร์ปัญญา
2822-0218
-
การบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289316
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา <br />2) เปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปร เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา<br />สงขลา สตูล ปีการศึกษา 2568 จำนวน 338 คน เครื่องมือที่ใช้การวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .977 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ เปรียบเทียบรายคู่ด้วย LSD และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา จำแนกตามเพศ และวุฒิการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ในขณะที่จำแนกตามตัวแปรอายุ โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงาน โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อจำแนกตามตัวแปรขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ3) ผลการประมวลข้อเสนอแนะการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารควรดำเนินงานผ่านการวางแผนอย่างเป็นระบบ การร่วมมือทุกภาคส่วน นิเทศ ติดตามและประเมินผลตามบริบท ส่งเสริมพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง สร้างความตระหนักในการเห็นคุณค่า และเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางที่หลากหลาย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน, การบริหารงาน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา</p>
รุ้งศิริ ไพโรจน์
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
5 1
1
18
-
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการจัดการความเครียดและความเครียดในการเรียนของนักศึกษาพยาบาล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291067
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความเครียดในการเรียนของนักศึกษาพยาบาล (2) ศึกษาระดับทักษะการจัดการความเครียดของนักศึกษาพยาบาล และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการจัดการความเครียดกับความเครียดในการเรียนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1-4 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นด้านทักษะการจัดการความเครียด 0.875 และด้านความเครียดในการเรียน 0.882 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีความเครียดในการเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.02) และมีทักษะการจัดการความเครียดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.94) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ทักษะการจัดการความเครียดทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การประเมินสถานการณ์ การเผชิญปัญหาเชิงมุ่งเป้าหมาย การเผชิญปัญหาเชิงอารมณ์ การใช้แหล่งสนับสนุนทางสังคม และการดูแลตนเอง สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความเครียดในการเรียนได้ร้อยละ 50.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ทักษะการจัดการความเครียด, ความเครียดในการเรียน, นักศึกษาพยาบาล</p>
พรเพ็ญ แดงรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-05
2026-02-05
5 1
19
29
-
การบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290154
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา (2) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 265 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 72 คน และครู 193 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ คือ (1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .38-.84 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 (2) แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .44-.86 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญความต้องจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์การบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ผลการประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารองค์กรแห่งความสุขของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับจากค่าสูงที่สุดไปหาค่าต่ำที่สุด ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ด้านวัฒนธรรมองค์กร ด้านการมีส่วนร่วมในงาน ด้านการบริหารจัดการ ด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน และด้านความสมดุลชีวิต ตามลำดับ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : สภาพปัจจุบัน, สภาพที่พึงประสงค์, ความต้องการจำเป็น, องค์กรแห่งความสุข</p>
เกศินี คำเกษ
ไพฑูรย์ พวงยอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-06
2026-02-06
5 1
30
47
-
ปัจจัยด้านเครือข่ายความร่วมมือที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292558
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับเครือข่ายความร่วมมือของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย และ (2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านเครือข่ายความร่วมมือต่อความยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือคณะกรรมการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์ในประเทศไทย จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.963 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยด้านเครือข่ายความร่วมมือโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการสนับสนุนจากเครือข่ายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือความไว้วางใจ การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมตามลำดับ (2) ความยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านเศรษฐกิจ และด้านการบริหารจัดการ และ (3) ปัจจัยด้านเครือข่ายความร่วมมือสามารถร่วมกันพยากรณ์ความยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 61 ตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือความไว้วางใจ รองลงมาคือการสนับสนุนจากเครือข่าย การมีส่วนร่วม และการสื่อสาร ตามลำดับ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายความร่วมมือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์ไทย โดยเฉพาะการสร้างความไว้วางใจและการสนับสนุนระหว่างภาคีเครือข่าย ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานและความมั่นคงของสหกรณ์ในระยะยาว</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> เครือข่ายความร่วมมือ, ความยั่งยืน, สหกรณ์, ทุนทางสังคม</p>
อรวิภา มากมิ่ง
ภัทรพงศ์ มาลาวัลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-27
2026-02-27
5 1
48
58
-
Guidelines for Developing Workplace Happiness among Private University Teachers in Bangkok
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/289536
<p>This study aims to synthesize and propose practical, evidence-based guidelines to enhance the workplace happiness of teachers at private universities in Bangkok, Thailand. The research derives actionable strategies directly from open-ended suggestions from a large sample of teachers. A qualitative approach was employed, using content analysis of responses to open-ended questions from a survey administered to 400 teachers at private universities in Bangkok. The questions were designed to identify the most significant drivers of happiness, the primary obstacles encountered, and practical recommendations for institutional improvement. The analysis of 400 responses revealed that the most crucial factors for happiness are intrinsic and social: "creating value for students" (19.68%) and "positive workplace relationships" (18.64%). Conversely, the primary obstacles are structural: "excessive workload and administrative tasks" (24.59%) and "compensation that is incongruent with the workload" (20.00%). The key recommendations provided by the teachers included "reducing unnecessary workloads" (16.57%), "providing additional skill development training" (14.53%), and "increasing opportunities for additional income" (13.66%). Based on these direct insights from 400 teachers, a five-point framework of actionable guidelines is proposed for university administrators. The recommendations focus on: 1) reviewing workload structures, 2) improving compensation, 3) fostering a positive culture, 4) recognizing the value of the teaching role, and 5) providing relevant training. This study offers a targeted, data-driven policy framework for institutions seeking to improve teacher well-being, motivation, and retention.</p> <p><strong>Keywords</strong>: Workplace Happiness, Private University, Teachers</p>
Lalita Honghernsthit
Kamolmal Chaisirithanya
Chuanchom Chinatangkul
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-27
2026-02-27
5 1
59
67
-
องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291878
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การศึกษาองค์ประกอบจากเอกสารวิชาการและงานวิจัยจำนวน 10 แหล่ง เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงระบบ (2) การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เกี่ยวกับองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงระบบ และ (3) ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ขององค์ประกอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) วิสัยทัศน์เชิงระบบ 2) ความรับผิดชอบ 3) การวางแผนกลยุทธ์ 4) ความมุ่งมั่น 5) วัฒนธรรมองค์การ และ 6) การเป็นที่ปรึกษาช่วยเหลือ สนับสนุน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำ</strong><strong>คัญ</strong>: ภาวะผู้นำ, ภาวะผู้นำเชิงระบบ, ผู้บริหารสถานศึกษา</p>
ศราวุธ บุญปลอด
วงศ์ธวัช อุดมกัน
พระครู ศรีพนมวรคุณ(กมลชัย ศรีกำลัง)
วาโร เพ็งสวัสดิ์
วันเพ็ญ นันทะศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
68
82
-
การบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291190
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของสมรรถนะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบเชิงโครงสร้างของปัจจัยเชิงสาเหตุของสมรรถนะดิจิทัลของครู กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) สร้างและประเมินรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครู การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของสมรรถนะดิจิทัลของครู และตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบเชิงโครงสร้างของสมรรถนะดิจิทัลของครู กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 380 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งเป็นชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์เส้นทาง ระยะที่ 2 นำผลการศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุ มาสร้างรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครู โดยใช้กระบวนการ PDCA รูปแบบมีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการบริหาร และการประเมินผล ตรวจสอบรูปแบบด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยผู้เชี่ยวชาญ 7 คน และประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 30 คน ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยเชิงสาเหตุของสมรรถนะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร มี 2 ปัจจัย 5 ตัวแปร ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้บริหาร ประกอบด้วย ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร และการสนับสนุนของผู้บริหาร และปัจจัยด้านครู ประกอบด้วย แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ และสามารถร่วมกันอธิบายสมรรถนะดิจิทัลของครู ร้อยละ 76.70 2) รูปแบบเชิงโครงสร้างของปัจจัยเชิงสาเหตุของสมรรถนะดิจิทัลของครู สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูที่สร้างขึ้น ได้รับการประเมินจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่ามีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหาร, สมรรถนะดิจิทัล, ปัจจัยเชิงสาเหตุ</p>
อัมรินทร์ เหนือร้อยเอ็ด
อัจฉรา วัฒนาณรงค์
โกศล มีคุณ
ศักดิ์ชัย นิรัญทวี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
83
95
-
การบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองนครพนม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291527
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษา และ (2) ประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 140 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan และได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษา แบบสอบถามทั้งสองฉบับมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80–1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .49–.83 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 และ .97 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น<br />แบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารความเสี่ยง เรียงลำดับจากค่าสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ด้านกลยุทธ์ ด้านการเงิน และด้านการดำเนินงาน ตามลำดับ</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น ความเสี่ยง</p>
จรินทร์ ยัสสระ
นาวี อุดร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
96
114
-
รูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291536
<p>การวิจัยนี้มีวัตุประสงค์หลักเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล วิธีดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาองค์ประกอบของวัฒนธรรมคุณภาพและแนวทางในการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ผู้วิจัยสอบถามผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 258 คน และครูหัวหน้างานบุคลากร จำนวน 258 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 2) การสร้างรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และ 3) การประเมินรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) องค์ประกอบของวัฒนธรรมคุณภาพ ได้แก่ การทำงานร่วมกัน การขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี การมีทักษะและทัศนคติด้านดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และความคล่องตัวและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 4) กระบวนการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพ 5) ปัจจัยความสำเร็จ และมีผลการประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก</p> <p>คำสำคัญ: วัฒนธรรมคุณภาพ, ยุคดิจิทัล, โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา, การส่งเสริมวัฒนธรรม</p>
จันธิมา ทรายสาลี
สันติ บูรณะชาติ
วิทยา จันทร์ศิลา
น้ำฝน กันมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
115
130
-
การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น ขององค์กรนวัตกรรมที่ยั่งยืนของสถานศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292135
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นขององค์กรนวัตกรรมที่ยั่งยืนของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ จำนวน 278 คน โดยสุ่มจากตาราง Krejcie & Mogan และจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เป็นแบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.978 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันขององค์กรนวัตกรรมที่ยั่งยืนของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.46) และสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.49) ความต้องการจำเป็นองค์กรนวัตกรรมที่ยั่งยืนของสถานศึกษา พบว่า ด้านที่มีความจำเป็นสูงสุดคือ ด้านวิสัยทัศน์มุ่งความยั่งยืน (PNI<sub>Modified</sub> = 0.3918) จากผลการวิเคราะห์ นำไปสู่องค์กรนวัตกรรมที่ยั่งยืนของสถานศึกษา จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวิสัยทัศน์มุ่งความยั่งยืน 2) ด้านการสร้างพลังเครือข่ายดิจิทัล 3) ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร 4) ด้านโครงสร้างองค์กรยืดหยุ่น และ 5) ด้านบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม </p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>นวัตกรรม, การพัฒนาองค์กร, องค์กรนวัตกรรมที่ยั่งยืน</p>
เดชกำพล โพธิ์ย้อย
วัลลภา อารีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
131
142
-
การศึกษาวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292037
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ จำนวน 25 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 17 คน ครู 261 คน โดยสุ่มจากตาราง Krejcie & Mogan และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.987 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบัน ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสภาพปัจจุบัน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการสร้างแรงจูงใจในการทำงานอย่างอิสระ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านทักษะการสร้างนวัตกรรม และด้านการยอมรับความเสี่ยง สภาพที่พึงประสงค์ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการสร้างแรงจูงใจในการทำงานอย่างอิสระ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการยอมรับความเสี่ยง ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารอย่างเปิดกว้าง (PNI<sub>Modified</sub> = 0.312) รองลงมาคือ ด้านทักษะการสร้างนวัตกรรม (PNI<sub>Modified</sub> = 0.311) และลำดับความต้องการจำเป็นต่ำสุดคือ ด้านการยอมรับความเสี่ยง (PNI<sub>Modified</sub> = 0.301)</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>นวัตกรรม, วัฒนธรรมนวัตกรรม, การพัฒนาวัฒนธรรมนวัตกรรม</p>
รัติยา พรสุวรรณ์
วัลลภา อารีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
143
152
-
การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น ของการบริหารสถานศึกษาเพื่อความยั่งยืน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292110
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาเพื่อความยั่งยืน โดยมมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 จำนวน 302 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จำนวน 2 ตอน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.924 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาเพื่อความยั่งยืน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาเพื่อความยั่งยืน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก และจากการจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านที่มีความจำเป็นสูงสุดไปจนถึงต่ำสุด เรียงตามลำดับได้ดังนี้ 1) ด้านการมีส่วนร่วมและการ 2) การพัฒนาหลักสูตรมุ่งความยั่งยืน 3) ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืน 4) ความเป็นผู้นำมุ่งความยั่งยืน และ 5) การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>การบริหารสถานศึกษา , ความยั่งยืน , สถานศึกษา</p>
ดนุพล อุณารักษ์
วัลลภา อารีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
153
163
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัลในโรงเรียน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292281
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัลในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย และ 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้ของวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัลในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งหมด 285 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้คือ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับที่ได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และ<br />มีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.972 การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการด้วยเทคนิค<br />การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันโดยใช้โปรแกรม Mplus 7.0 ผลการวิจัยพบว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัล ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 15 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) ค่านิยมการทำงานแบบร่วมมือผ่านสังคมออนไลน์ <br />(3 ตัวบ่งชี้) 2) สมรรถนะเชิงดิจิทัลของบุคลากร (4 ตัวบ่งชี้) 3) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงดิจิทัล (4 ตัวบ่งชี้)และ 4) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัล (4 ตัวบ่งชี้) นอกจากนี้ผลการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้วัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัลในโรงเรียนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>องค์ประกอบเชิงยืนยัน, วัฒนธรรมการเรียนรู้, วัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัล</p>
มลฤดี ขจีวรกุล
วัลลภา อารีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
164
177
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/292266
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้องค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 และ 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้องค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งหมด 300 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับที่ได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านและมีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.979 การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการด้วยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันโดยใช้โปรแกรม Mplus 7.0 ผลการวิจัยพบว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัล ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 15 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) การบริหารโดยยึดหลักธรรมาภิบาล (3 ตัวบ่งชี้) 2) สมดุลชีวิตและงาน (3 ตัวบ่งชี้) 3) การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร (3 ตัวบ่งชี้) 4) การส่งเสริมสุขภาพกาย<br />และใจบุคลากร (3 ตัวบ่งชี้) และ 5) บรรยากาศเชิงบวกในการปฏิบัติงาน (3 ตัวบ่งชี้) นอกจากนี้<br />ผลการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้ค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษาที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น<br />มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน, องค์กรแห่งความสุข, การบริหารการศึกษา, ความสุขในการทำงาน</p>
ณิกัญรดา พรหมศิริ
วัลลภา อารีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
178
195
-
การเสริมสร้างวินัยเชิงบวกของเด็กปฐมวัยด้วยชุดหุ่นมือประกอบการแสดงบทบาทสมมติ โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290466
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การเสริมสร้างวินัยเชิงบวกของเด็กปฐมวัยด้วยชุดหุ่นมือประกอบการแสดงบทบาทสมมติโดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน และ 2) เปรียบเทียบวินัยเชิงบวกของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมชุดหุ่นมือประกอบการแสดงบทบาทสมมติ โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 5-6 ปี จำนวน 30 คน โรงเรียนบ้านม่วงค่อม จังหวัดลพบุรี เครื่องมือในการทดลอง คือ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยชุดหุ่นมือประกอบการแสดงบทบาทสมมติ โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน จำนวน 10 แผน แบบประเมินวินัยเชิงบวกสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list) บันทึกพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสถิติ (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกด้วยชุดหุ่นมือประกอบการแสดงบทบาทสมมติ โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน ก่อนการทดลอง มีค่าเฉลี่ย ( =1.48, SD = 0.17) หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ย ( = 2.63, SD = 0.38) และ 2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยชุดหุ่นมือประกอบการแสดงบทบาทสมมติ โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐานมีวินัยเชิงบวกสูงขึ้นหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การเสริมสร้างวินัยเชิงบวก เด็กปฐมวัย หุ่นมือ การแสดงบทบาทสมมติ วรรณกรรมเป็นฐาน</p>
ธนพร แถวไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
196
208
-
การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับโปรแกรม GSP เรื่อง การสร้างทางเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุรนารีวิทยา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290965
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับโปรแกรม GSP เรื่อง การสร้างทางเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะจำนวน 8 แบบ แผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน และแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ โดยทดลองใช้กับนักเรียนรายบุคคล 5 คน รายกลุ่ม 9 คน และภาคสนาม 40 คน พร้อมวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพเทียบกับเกณฑ์ 80/80 ระยะที่ 2 การใช้แบบฝึกทักษะกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่พัฒนาขึ้น และทำการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบทดสอบชุดเดียวกัน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์กำหนด และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์สูงกว่าค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ แสดงถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้จริง นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สะท้อนว่าแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์นี้ มีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการสร้างทางเรขาคณิตของนักเรียน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์, ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์, โปรแกรม GSP, การสร้างทางเรขาคณิต, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p>
สาวิตรี ธนสารพูนสุข
อัมพร วัจนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
209
223
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การหารเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/291091
<p>การวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การหารเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารเศษส่วน สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์เท่ากับ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารเศษส่วน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านเขาหลาง ซึ่งได้มาโดยการเจาะจง จำนวน 17 คน ที่กำลังศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การหารเศษส่วน จำนวน 5 แบบฝึก (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การหารเศษส่วน จำนวน 5แผน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการหารเศษส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ( t-test for dependent sample ) ผลการวิจัย พบว่า (1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารเศษส่วน สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ ( E1 / E2 ) เท่ากับ 80.28 / 81.63 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารเศษส่วน สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: <strong>:</strong> แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ , ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน , การหารเศษส่วน</p>
นฎา อ้นทองสุข
อรนุช ลิมตศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
224
237
-
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครูโรงเรียนโสตศึกษา ภาคกลาง สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/290711
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครูโรงเรียนโสตศึกษา ภาคกลาง สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการปฏิบัติงานทั่วไป โดยรวมและในแต่ละด้าน จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูโรงเรียนโสตศึกษา ภาคกลาง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 159 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) การทดสอบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครูโรงเรียนโสตศึกษา ภาคกลาง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก และด้านการปฏิบัติงานทั่วไปอยู่ในระดับปานกลาง 2) ครูที่มีอายุต่างกัน มีระดับการศึกษาต่างกัน มีประสบการณ์ทำงานแตกต่างกัน มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมและในแต่ละด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ, ครูโรงเรียนโสตศึกษา</p>
พิษณุ พลเยี่ยม
อัจฉรา วัฒนาณรงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
5 1
238
253