วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ <p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญา (IEJ) ISSN:</strong> <strong>2822-0218 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามหน่วยพัฒนาครู บริษัท ครุศาสตร์ปัญญา จำกัด สถาบันคุรุพัฒนา โดยวารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ วารสารครุศาสตร์ปัญญา เผยแพร่เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br />1) บทความวิจัย (research article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (academic article)</p> <p>3) บทความเทคนิค (technical article)</p> <p>4) บทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br />มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />เปิดรับบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) โดยมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ 4,500 บาทต่อบทความ ยกเว้นบทความรับเชิญไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความรับเชิญ (Invited Article) หรือบทความอื่นๆ (Other Article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br />บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 1-10 วันหลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วัน</p> <p><br /><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความพิเศษ (selected article) บทความวิจัย (research article) บทความเทคนิค (technical article) และบทความปริทัศน์ (review article) ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br />เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br />ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br />เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: karusatpanya@gmail.com โทร: 088-5606666 (ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ กางเพ็ง)</p> th-TH skangpheng@gmail.com (Mr.Samrit Kangpheng) jinvarakangpheng08@gmail.com (Miss Jinvara Pimsang) Tue, 15 Sep 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ความจริงเสริมแบบเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294638 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ความจริงเสริมแบบเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (2) ศึกษาการคิดเชิงคำนวณของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ความจริงเสริมแบบเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางกราเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ความจริงเสริมแบบเกม เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (4) ศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ความจริงเสริมแบบเกม เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยเชิงพัฒนาตามแนวของ Richey &amp; Klein (2007) ดำเนินการใน 3 ระยะ คือ การออกแบบและพัฒนา การประเมินคุณภาพ และการหาความตรง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ <em>2</em> โรงเรียนเทพศิรินทร์ ขอนแก่น จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ความจริงเสริมแบบเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ แบบวัดการคิดเชิงคำนวณ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียน ผลการศึกษาพบว่า (1) สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ สถานการณ์ปัญหา แหล่งการเรียนรู้ ห้องแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ ฐานการช่วยเหลือ และการโค้ช (2) ผู้เรียนมีการคิดเชิงคำนวณโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ในระดับดีขึ้นไป และ(4) ผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในระดับมากที่สุดทั้งด้านเนื้อหาและด้านสื่อ ส่วนด้านการออกแบบอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ความจริงเสริมแบบเกมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี</p> <p><strong> </strong><strong>คำสำคัญ</strong> <em>: </em>สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้<em>, </em>เกม, Augmented Reality<em>, </em>การคิดเชิงคำนวณ</p> ศุภกร สุ่มมาตย์, รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294638 Tue, 15 Sep 2026 00:00:00 +0700 Documentary Synthesis for Developing a Desirable Graduate Attributes Framework for the Master’s Degree Program in Curriculum and Instruction https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/297401 <p>This study aimed to synthesize the desirable graduate attributes for the Master of Education program in Curriculum and Instruction by integrating Thai policy and standards documents with contemporary international research and academic frameworks published from 2020 onward. A qualitative documentary research design was combined with an integrative literature synthesis. Two groups of sources were analyzed: (1) Thai policy and standards documents, including the National Education Act, the announcement of the Higher Education Standards Committee on learning outcomes, the regulations of the Teachers’ Council of Thailand (Khurusapha), and the National Strategy; and (2) international research and competency frameworks addressing graduate attributes, curriculum and instruction competencies, teachers’ digital and artificial intelligence (AI) competencies, inclusive education, and education for sustainable development. Documents were examined through qualitative content analysis combining deductive and inductive coding, guided by an a priori framework of four attribute domains. Trustworthiness was supported by criterion-based document selection, source triangulation across document types, an audit trail, and reflexive interpretation. The synthesis indicated four domains of desirable attributes: (1) deep, integrated knowledge of curriculum, instruction, research, digital technology and AI, inclusive education, and sustainability; (2) skills in designing, implementing, evaluating, and researching curricula in authentic contexts; (3) professional ethics, responsibility to learners, and educational equity; and (4) academic leadership, lifelong learning, creativity, and adaptability. The findings provide a basis for formulating program learning outcomes and for designing courses, learning experiences, and assessment aligned with professional standards, the needs of Thai society, and global educational trends.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Graduate Attributes, Curriculum and Instruction, Master of Education, Document Analysis, Learning Outcomes</p> Worraphotchara Wongpratheep, Natnicha Musicsawat, Khanathip Norsing, Titawee Kanrum ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/297401 Tue, 15 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการโค้ชเพื่อส่งเสริมทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294693 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการโค้ชเพื่อส่งเสริมทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล (2) ศึกษาทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการโค้ชเพื่อส่งเสริมทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลกับสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์แบบที่ไม่ได้บูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (3) ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการโค้ชกับสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์แบบที่ไม่ได้บูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (4) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการโค้ชเพื่อส่งเสริมทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล ดำเนินการวิจัยเชิงพัฒนาตามแนวของ Richey &amp; Klein (2007) เป็น 3 ระยะ คือ การออกแบบและพัฒนา การประเมินคุณภาพ และการหาความตรง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกัลยาณวัตร จำนวน 80 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 40 คน และกลุ่มทดลอง 40 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการโค้ชเพื่อส่งเสริมทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล แบบวัดทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียน ผลวิจัยพบว่า 1) สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ สถานการณ์ปัญหา แหล่งการเรียนรู้ ห้องแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล ฐานการช่วยเหลือ และการโค้ช 2) ผู้เรียนในกลุ่มควบคุมมีทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับดีมากเช่นเดียวกันกับผู้เรียนในกลุ่มทดลอง 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มควบคุมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ในระดับดีขึ้นไป เช่นเดียวกันกับกลุ่มทดลองที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) ผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในระดับมากที่สุดทั้งด้านเนื้อหาและด้านสื่อ ส่วนด้านการออกแบบอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์, คอนสตรัคติวิสต์, ปัญญาประดิษฐ์ ทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล</p> ทิพาพร สีหานาม, รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/294693 Tue, 15 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษากระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการสะท้อนคิดของนักศึกษาฝึกงานในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเชิงวิชาชีพ สาขาวิชาภาษาจีนเพื่ออุตสาหกรรมบริการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/298218 <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบบ Explanatory Sequential Design มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และรูปแบบการสะท้อนคิดของนักศึกษาฝึกงานในการใช้ภาษาจีนเชิงวิชาชีพในโรงแรม 2) ศึกษารูปแบบการเรียนรู้และระบบความคิดนักศึกษาฝึกงานจากการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศเชิงชี้แนะสะท้อนคิด (Reflective Coaching) ในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่ออุตสาหกรรมบริการ และ 3) ประเมินผลสัมฤทธิ์ของสมรรถนะภาษาจีนเชิงวิชาชีพของนักศึกษาฝึกงานก่อนและหลังได้รับกระบวนการสะท้อนคิด กลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาจีนเพื่ออุตสาหกรรมบริการ จำนวน 11 คน ที่ฝึกงานในโรงแรมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะเวลา 16 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะแบบรูบริก แบบบันทึกเหตุการณ์วิกฤตตามวงจรของ Gibbs และแนวทางการตั้งคำถามนิเทศ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Wilcoxon Signed-Ranks Test และค่าพัฒนาการสัมพัทธ์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะภาษาจีนเชิงวิชาชีพในภาพรวมหลังกระบวนการสะท้อนคิดสูงกว่าก่อนฝึกงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ 64.73 อยู่ในระดับสูง ซึ่งสมรรถนะด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามีคะแนนเพิ่มขึ้นสูงสุด 2) ผลการวิเคราะห์บันทึกเหตุการณ์วิกฤตพบว่า กระบวนการสะท้อนคิดอย่างต่อเนื่องช่วยให้นักศึกษาก้าวข้ามความวิตกกังวล ไปสู่การวิเคราะห์เชิงลึก ตระหนักรู้ฟังก์ชั่นภาษาจีนที่เหมาะสม และจัดทำแผนปฏิบัติการลดข้อผิดพลาดหน้างานได้จริง และ 3) รูปแบบการนิเทศเชิงชี้แนะสะท้อนคิดผ่านระบบผสมผสาน ช่วยพัฒนาการกำกับและประเมินตนเอง นำไปสู่แนวปฏิบัติที่ดี 4 ด้าน ได้แก่ การปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นภาษาเป็นประโยคเสนอทางเลือก การใช้คลังประโยคสุภาพระงับเหตุ การบูรณาการทักษะทางอารมณ์และสังคมร่วมกับวัจนภาษา และกระบวนการจดบันทึกย่อเพื่อการเรียนรู้ทันที ซึ่งช่วยยกระดับสมรรถนะผู้เรียนสู่การปฏิบัติงานวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ภาษาจีนเชิงวิชาชีพ, การสะท้อนคิด, การโค้ชชิ่ง, การวิจัยเชิงผสมผสาน, อุตสาหกรรมการบริการ</p> นิธิเมธ เมธาภิวัชร์, ธบดี ปิติยศจินดา, วิสัญ อ่างเฮ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/298218 Fri, 18 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารการแนะแนวด้านอาชีพในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองเขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296951 <p>การวิจัยเรื่อง การบริหารการแนะแนวด้านอาชีพในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารการแนะแนวด้านอาชีพในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารการแนะแนวด้านอาชีพ จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และหน้าที่รับผิดชอบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 30 คน และครูผู้รับผิดชอบงานแนะแนวหรือปฏิบัติหน้าที่ด้านงานแนะแนว จำนวน 30 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า การบริหารการแนะแนวด้านอาชีพในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมแนะแนว รองลงมา ได้แก่ ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้ และด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้กิจกรรมแนะแนว ตามลำดับ ส่วนผลการเปรียบเทียบความคิดเห็น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่งต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารการแนะแนวด้านอาชีพไม่แตกต่างกัน ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันในบางด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การบริหารการแนะแนว, แนะแนวด้านอาชีพ, โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา</p> คุนัญญา พานัด, สมเกียรติ บุญรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296951 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/297362 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และ 2) พัฒนาแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียน ครูฝ่ายกิจการนักเรียน และครูหอนอน จำนวน 107 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน สำหรับการตรวจสอบยืนยันแนวทาง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประเด็นการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมของแนวทาง โดยแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตามวิธีของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.952 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนประกอบด้วย 5 ด้าน โดยเรียงลำดับระดับการปฏิบัติตามค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ 1) งานส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมนักเรียน 2) งานส่งเสริมสุขภาพอนามัย งานโภชนาการและทุนสวัสดิการ 3) ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4) งานปกครอง ส่งเสริมวินัย คุณธรรม และจริยธรรม และ 5) การบริหารงานกิจการนักเรียน การจัดการความเสี่ยงและงานป้องกันยาเสพติด ตามลำดับ ผู้วิจัยได้พัฒนาแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนขึ้นรวมทั้งสิ้น 35 แนวทาง (ด้านที่ 1 มี 8 แนวทาง ด้านที่ 2 มี 8 แนวทาง ด้านที่ 3 มี 7 แนวทาง ด้านที่ 4 มี 7 แนวทาง และด้านที่ 5 มี 5 แนวทาง) โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินว่าแนวทางทั้งหมดมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนประจำบนพื้นที่สูง</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารงานกิจการนักเรียน, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์, สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ </p> ลุเดีย เขื่อนวิเศษ, หทัยทิพย์ สิขัณฑกสมิต, ปณตนนท์ เถียรประภากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/297362 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการ Generative AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้แบบไฮบริด: กรณีศึกษาการจัดกิจกรรม POE สำหรับนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293212 <p>บทความนี้นำเสนอ AI–Tech Integrated Instructional Pipeline ซึ่งเป็นโมเดลการออกแบบการสอน 5 ระยะที่บูรณาการ Generative AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ากับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบไฮบริด กรณีศึกษาเชิงปฏิบัติได้ดำเนินการกับนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์จำนวน 10 คน (ออนไลน์ 40% และออนไซต์ 60%) ผ่านกิจกรรม POE ระยะเวลา 120 นาที โดยใช้การทดลองเทียนไขกับแก้วคว่ำเป็นบริบทการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงประเด็นจากโพสต์และการสะท้อนคิดใน Padlet ผลการสะท้อนคิดของผู้เรียนชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมผ่านประสบการณ์ตรงช่วยให้เข้าใจการเรียนรู้แบบไฮบริดในฐานะการออกแบบการจัดการเรียนรู้ได้ลึกซึ้งขึ้น และผู้เรียนรับรู้ว่าการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เรียนออนไลน์และออนไซต์ แม้ว่าความไม่เสถียรของโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นข้อท้าทาย บทความอภิปรายข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับผู้สอนและการพัฒนาวิชาชีพครู</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์, การเรียนรู้แบบไฮบริด, วิธีการสอนแบบ POE, นักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ก่อนประจำการ</p> สุธา เหลือลมัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/293212 Mon, 12 Oct 2026 00:00:00 +0700 ศิลปะแห่งการประดับประดา: การศึกษาโน้ตประดับของแกรี วิลลิส ในการตีความบทเพลง “อะโลนทูเก็ตเธอร์” https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296522 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตีความการบรรเลงทำนองหลักในบทเพลง<em>อะโลน</em><em> ทูเก็ตเธอร์ </em>ของแกรี วิลลิส จากวีดิโอ แกรี วิลลิส เฟร็ตเลสเบส วิซาร์ด เบสเดอะเวิล์ดอตคอม จากผลการศึกษาพบว่า วิลลิสได้ให้ความสำคัญกับการประดับตกแต่งทำนองหลักเป็นอย่างมาก โดยเลือกบรรเลงโน้ตที่มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างคอร์ด บันไดเสียง โน้ตโครมาติก และทรัยแอดซ้อน นอกจากนี้ยังพบการนำขั้นคู่เสียงมาประดับตกแต่งทำนองหลักด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการย้ายตำแหน่งโน้ตและการดัดแปลงสัดส่วนจังหวะ ทั้งในรูปแบบการขยายและการย่อส่วนจังหวะ บทความวิชาการนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจที่ต้องการศึกษาแนวทางการตีความการบรรเลงทำนองหลักของแกรี วิลลิส ในบทเพลง<em> อะโลนทูเก็ตเธอร์ </em>เพื่อเป็นองค์ความรู้ต่อยอดในการสร้างสรรค์แนวทางการอิมโพรไวส์ต่อไปในอนาคต</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> แกรี วิลลิส, การตีความบทเพลง, อะโลนทูเก็ตเธอร์, เบสไฟฟ้า </p> ชัยพัฒน์ มุสิกะรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/296522 Thu, 24 Sep 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรีสากลร่วมกับเมโทรนอมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางจังหวะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดสงขลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/299314 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการ เทคนิค และรูปแบบการประยุกต์ใช้เมโทรนอมในการฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรีสากลเพื่อพัฒนาทักษะทางจังหวะของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดสงขลา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนดนตรีสากล จำนวน 25 ท่าน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า เมโทรนอมมีบทบาทสำคัญมากกว่าการเป็นเครื่องกำหนดความเร็วของบทเพลง โดยช่วยพัฒนาการรับรู้จังหวะ ความสม่ำเสมอของ Tempo การแบ่งย่อยจังหวะ และการควบคุมการบรรเลง ครูผู้สอนนิยมให้ผู้เรียนเริ่มฝึกจาก Tempo ช้าควบคู่กับการนับ ร้อง ตบมือ และการเคาะจังหวะ ก่อนพัฒนาไปสู่การบรรเลงบทเพลงจริง นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้การตั้งค่า Click ที่หลากหลายการใช้โทรศัพท์มือถือ หูฟัง และ Backing Track เพื่อสนับสนุนการฝึกซ้อมผลการสังเคราะห์นำไปสู่องค์ความรู้สำคัญ คือ การพัฒนาจากจังหวะภายนอกสู่จังหวะภายใน ผ่านกระบวนการ 1) Metronome 2) Beat Awareness 3) Rhythmic Control 4) Internal Pulse 5) Musical Expression และ6) Ensemble Performance อันเป็นแนวทางที่สามารถนำไปพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนดนตรีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> เมโทรนอม, ทักษะทางจังหวะ, การฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรีสากล, ดนตรีศึกษา, นักเรียนระดับมัธยมศึกษา</p> สิทธิโชค กบิลพัตร, วรรณชัย สงเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/299314 Thu, 24 Sep 2026 00:00:00 +0700 ดนตรีเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชน: การเรียนรู้ของนักศึกษาด้านดนตรีกับผู้สูงอายุและคนพิการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/299443 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดดนตรีเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชน ผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดดนตรีในชุมชน การมีส่วนร่วมทางดนตรี การจัดกิจกรรมอย่างครอบคลุม การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และบทบาทของผู้เอื้อกระบวนการทางดนตรี ร่วมกับประสบการณ์จากกิจกรรม “สุนทรีย์แห่งเสียง เติมเต็มพลังใจ” ซึ่งอาจารย์และนักศึกษาด้านดนตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาได้ร่วมจัดกิจกรรมกับผู้สูงอายุและคนพิการ ณ เทศบาลเมืองคลองแห จังหวัดสงขลา การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การทำดนตรีในบริบทชุมชนมิได้มีความหมายเพียงในฐานะการแสดงหรือการให้บริการแก่ชุมชน แต่สามารถเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยนักศึกษาต้องนำองค์ความรู้และทักษะทางดนตรีไปประยุกต์ใช้ ปรับตามสถานการณ์ และพัฒนาบทบาทจากผู้เรียนหรือผู้แสดงไปสู่ผู้เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วม ขณะที่ผู้สูงอายุและคนพิการควรได้รับโอกาสในการเข้าถึง มีส่วนร่วม แสดงออก เชื่อมโยงกับผู้อื่น และแบ่งปันประสบการณ์ทางดนตรีตามความพร้อมและศักยภาพของตน จากการสังเคราะห์ ผู้เขียนเสนอ “รูปแบบดนตรีเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชน” ซึ่งเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษากับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีการทำดนตรีแบบมีส่วนร่วมเป็นพื้นที่เชื่อมโยง และมีการออกแบบกิจกรรมอย่างครอบคลุมและยืดหยุ่นเป็นกลไกสนับสนุน พร้อมทั้งใช้การสะท้อนผลและการปรับการออกแบบเป็นวงจรเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง รูปแบบดังกล่าวสามารถใช้เป็นกรอบในการออกแบบการเรียนรู้ทางดนตรีระดับอุดมศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเหมาะสมกับบริบท</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ดนตรีเพื่อการมีส่วนร่วมในชุมชน, การทำดนตรีแบบมีส่วนร่วม, นักศึกษาด้านดนตรี, ผู้สูงอายุและคนพิการ, การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง</p> สุทธิรักษ์ เอียดปุ่ม, วิชัย มีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/299443 Thu, 24 Sep 2026 00:00:00 +0700