https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/issue/feed
วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
2025-12-30T00:00:00+07:00
ดร.วีระ ทองประสิทธิ์
ivec4journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/dream_aunti/journal.jpg" width="700" height="350" /></p> <table style="height: 765px;" width="695"> <tbody> <tr> <td width="501"> <p> วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง จัดทำโดยสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 – 5 เป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน จัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม ตีพิมพ์บทความจากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกสถาบันฯ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารต้องได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ (Peer Review) ทั้งภายในและภายนอกสถาบันฯ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ เห็นควรให้มีการตีพิมพ์ได้ ไม่น้อยกว่า 2 คน ขึ้นไป</p> </td> </tr> <tr> <td width="601"> <p><strong>วัตถุประสงค์ (</strong><strong>Aim and Scope)</strong></p> <p> วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง มีนโยบายเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานการศึกษา การวิจัยด้านการอาชีวศึกษา เทคโนโลยี อุตสาหกรรม สารสนเทศ คหกรรม สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แก่ชุมชนและสังคม ทั้งยังพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัยและผู้ที่สนใจทั่วไป รวมทั้งสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้าให้เกิดการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ และองค์ความรู้ทางวิชาการในวิชาชีพแก่บุคลากรทางการศึกษาด้านอาชีวะและเทคนิคศึกษา</p> </td> </tr> <tr> <td width="601"> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong><strong>(Peer Review Process) </strong></p> <p> บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 คน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> </td> </tr> <tr> <td width="601"> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong> (Types of articles)</strong></p> <p> บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) และบทความพิเศษ (special articles)</p> </td> </tr> <tr> <td width="601"> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ </strong><strong>(Language) </strong></p> <p> ภาษาไทย (Thai), ภาษาอังกฤษ (English)</p> </td> </tr> <tr> <td width="601"> <p><strong>กำหนดออก</strong><strong> (Publication Frequency) </strong></p> <p> วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="601"> <p><strong>เจ้าของวารสาร </strong><strong>(Publisher)</strong></p> <p> สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา</p> </td> </tr> </tbody> </table>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/289967
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ : บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100
2025-11-17T21:52:26+07:00
ณัฐชาพรรณ วงศ์ชัย
668890005@crru.ac.th
ปานฉัตร อาการักษ์
668890005@crru.ac.th
<p>การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากราคาหลักทรัพย์ของบริษัทในกลุ่ม SET100 เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ ในกลุ่มบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100 ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ติดอันดับ SET100 เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปี รูปแบบของงานวิจัยเป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ซึ่งใช้ข้อมูลทุติยภูมิประกอบไปด้วย ราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กลุ่ม SET100 อัตราเงินปันผลตอบแทน ดัชนีดาวน์โจนส์ อัตราการเติบโตของ GDP อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อ และสินทรัพย์รวม เพื่อนำมาทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรโดยใช้สมการถดถอยเชิงพหุคูณ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ</p> <p>จากการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในทิศทางเดียวกันกับราคาหลักทรัพย์ (STOCK PRICE) ได้แก่ อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (DIV) อัตราการเติบโตของ GDP และดัชนีดาวโจนส์ (DJIA) ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาหลักทรัพย์ คือ อัตราเงินเฟ้อ (INF)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/278634
การศึกษาสมรรถนะเชิงดิจิทัลของครูเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
2025-10-01T15:52:38+07:00
สิทธิพรหม วินัยธรรม
sittiporm.wi@gmail.com
สุบิน ยุระรัช
sittiporm.wi@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะเชิงดิจิทัลของครูที่ส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะเชิงดิจิทัลของครูและทักษะชีวิตของนักเรียนในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยศึกษาจากครูในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 347 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูมีสมรรถนะเชิงดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ครูมีสมรรถนะเชิงดิจิทัลในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดไปน้อยที่สุด ได้แก่ สมรรถนะด้านการพัฒนาตนเอง สมรรถนะด้านคุณธรรมจริยธรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สมรรถนะด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน สมรรถนะด้านการสร้างความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับชุมชน สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ และการส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนก็อยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะทักษะการตัดสินใจ 2) สมรรถนะเชิงดิจิทัลของครูมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเท่ากับ 0.941 หมายความว่าบุคคลที่มีระดับสมรรถนะสูงมักจะมีระดับทักษะสูงด้วย</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/289485
ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2
2025-11-19T14:50:11+07:00
นันท์นภัส ชาวเมืองนนท์
nannaphat.chl@gmail.com
มิตภาณี พุ่มกล่อม
nannaphat.chl@gmail.com
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
nannaphat.chl@gmail.com
<p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt; tab-stops: 14.2pt 31.2pt 2.0cm 89.3pt 103.5pt;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำแนกตามเพศและประสบการณ์การทำงาน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำนวน 276 คน เครื่องมือแบบสอบถามมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านทีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดภาวะผู้นำตนเอง 2. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำแนกตามเพศ โดยภาพรวม ไม่มีความแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการทำให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยครูผู้สอนเพศชายมีความคิดเห็นมากกว่าครูผู้สอนเพศหญิง 3. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการทำให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยครูผู้สอนที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสูงกว่าครูผู้สอนที่มีประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า 5 ปี แสดงให้เห็นแนวโน้มว่าครูที่มีประสบการณ์มากกว่ามีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในเชิงบวกมากกว่า</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/278604
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเบเกอรี่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร
2025-10-22T17:08:56+07:00
สุรธัช เพียรประสิทธิ์
suratuch.p@bid.kmutnb.ac.th
กุลทรัพย์ ทองประสิทธิ์
kunlasap.t@bid.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเบเกอรี่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และ 2) วิเคราะห์ปัจจัย ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเบเกอรี่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และวิธีการทดสอบไคสแควร์ (Chi - Square Test) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเบเกอรี่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครไม่แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และปัจจัยด้านการส่งเสริมทางการตลาด มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเบเกอรี่ ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/290320
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครปฐม
2025-11-26T16:47:31+07:00
สุนทรี ตันติอำไพ
alohayok@gmail.com
อรพรรณ ตู้จินดา
alohayok@gmail.com
ดวงใจ ชนะสิทธิ์
alohayok@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการมีส่วนร่วมของครูในสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของครูในสถานศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 21 คน และครู จำนวน 193 คน รวมจำนวน 214 คน สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษานครปฐม ปีการศึกษา 2566 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามลักษณะของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31, S.D. = 0.27) ประกอบด้วย การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.33, S.D. = 0.31) ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.32, S.D. = 0.34) การทำงานเป็นทีม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.32, S.D. = 0.36) วิสัยทัศน์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30, S.D. = 0.34) และความคิดสร้างสรรค์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30, S.D. = 0.34) ตามลำดับ 2) ระดับการมีส่วนร่วมของครูในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31, S.D. = 0.28) ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.32, S.D. = 0.33) การมีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.32, S.D. = 0.34) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31, S.D. = 4.31) การมีส่วนร่วมในการวางแผน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30, S.D. = 0.35) และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30, S.D. = 0.36) ตามลำดับ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (X<sub>4</sub>) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (X<sub>2</sub>) ด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว (X<sub>3</sub>) ด้านวิสัยทัศน์ (X<sub>1</sub>) และด้านการทำงานเป็นทีม (X<sub>5</sub>) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของครูในสถานศึกษา โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 69.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/290182
อิทธิพลของประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ ความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินที่มีต่อมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100
2025-11-24T16:37:03+07:00
อนงค์ อินตา
noko_inta@hotmail.com
อรวรรณ เชื้อเมืองพาน
noko_inta@hotmail.com
ปานฉัตร อาการักษ์
noko_inta@hotmail.com
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ ความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินที่มีต่อมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 - 2566 จำนวน 180 ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคุณ เพื่อใช้ในการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ได้แก่ อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้ และอัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงิน ได้แก่ อัตราหนี้สินต่อสินทรัพย์มีความสัมพันธ์เชิงลบกับราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์เชิงลบต่อราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/278982
ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลเพลงพิณ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทรวงศึกษาธิการ
2025-10-01T16:44:06+07:00
พิณทิพย์ ขาวพลศรี
p0612413999p@gmail.com
ณัฐชัย ศรีเอี่ยม
p0612413999p@gmail.com
วราภรณ์ ไทยมา
p0612413999p@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลเพลงพิณ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทรวงศึกษาธิการ 2) เพื่อสร้างแนวทางความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลเพลงพิณ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทรวงศึกษาธิการ 3) เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลเพลงพิณ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเพลงพิณ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 65 คน โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และความแปรปรวนทางเดียว (One - way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 68.5) อายุ 31 - 40 ปี (ร้อยละ 52.3) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 73.8) มีรายได้ 30,000 - 50,000 บาท (ร้อยละ 64.6) โดยมีความคาดหวังต่อการจัดการศึกษาในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45, S.D. = 0.17) ด้านที่มีความคาดหวังสูงสุดคือ ด้านบุคลากรทางการศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.70 , S.D. = 0.06) รองลงมาคือด้านสภาพแวดล้อม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54 , S.D. = 0.19) 2) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ พบความคาดหวัง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ต้องการการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ การพัฒนา EQ และกิจกรรมกลางแจ้ง ด้านบุคลากร ต้องการครูที่มีคุณธรรม เข้าใจจิตวิทยาเด็ก และมีทักษะการสื่อสารที่ดี ด้านบริการต้องการกิจกรรมเสริมทักษะ การให้คำปรึกษาผู้ปกครอง และการฝึกดูแลตนเอง ด้านสภาพแวดล้อม ต้องการความสะอาด ปลอดภัย และมีอุปกรณ์ครบครัน และด้านชุมชนสัมพันธ์ ต้องการการมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชนและสังคม 3) ผลการเปรียบเทียบพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.01) ในด้านเพศ อายุ และรายได้ แต่ไม่พบความแตกต่างด้านระดับการศึกษา การการจัดการศึกษาปฐมวัยไม่แตกต่างกัน (P ≥ 0.01)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/287219
แนวทางการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
2025-10-01T11:15:44+07:00
วัชรพล คงอุดมสิน
boothwatcharapon@gmail.com
สรรเสริญ หุ่นแสน
boothwatcharapon@gmail.com
กัญภร เอี่ยมพญา
boothwatcharapon@gmail.com
<p>งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 242 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 8 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและข้อคำถามการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่ม มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีจำแนกประเภทข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์คำหลัก ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ระดับการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านบริการสนเทศ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านบริการให้คำปรึกษา ด้านบริการสำรวจข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านบริการติดตามและประเมินผล ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านบริการจัดวางตัวบุคคล</li> <li>แนวการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 พบว่า ด้านบริการสำรวจข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ควรมีการให้ครูดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านบริการสนเทศ ควรมีการสนับสนุนแหล่งข้อมูลสำหรับการศึกษาเรื่องอาชีพ ด้านบริการให้คำปรึกษา ควรมีการช่วยให้ผู้เรียนรู้จัก เข้าใจ ยอมรับตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ด้านบริการจัดวางตัวบุคคล ควรมีการร่วมมือจากบุคลากรทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนในด้านจัดการอาชีพ และด้านบริการติดตามและประเมินผล ควรมีการสร้างความเข้าใจให้กับครูเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการติดตามและประเมินผลในสถานศึกษา</li> </ol>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/278061
อัตราส่วนทางการเงิน โครงสร้างผู้บริหารส่งผลต่ออัตราการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100
2025-12-04T15:31:10+07:00
นันทิยา เผ่าอ้าย
nantiya470@gmail.com
อรรวรรณ เชื้อเมืองพาน
nantiya470@gmail.com
ปานฉัตร อาการักษ์
nantiya470@gmail.com
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของอัตราส่วนทางการเงินและอิทธิพลของโครงสร้างผู้บริหารส่งผลต่ออัตราการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่ม SET 100 ตัวแปรอิสระได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ อัตราส่วนกำไรสุทธิ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของและสัดส่วนการถือหุ้นผู้บริหาร ตัวแปรตาม คือ อัตราการจ่ายเงินปันผลการศึกษาข้อมูล พ.ศ.2564 - 2566 รวมเวลา 3 ปี กลุ่มตัวอย่าง 82 บริษัทจำนวนข้อมูล 246 ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนกำไรสุทธิมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่ออัตราการจ่ายเงินปันผลที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 อัตราส่วนหนี้สินต่อ ส่วนของเจ้าของมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่ออัตราการจ่ายเงินปันผลที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 เพื่อเป็นข้อมูลที่สำคัญแก่ผู้ที่สนใจนักลงทุนสามารถนำผลงานวิจัยครั้งนี้ไปใช้ในการตัดสินใจ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/289447
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
2025-11-19T12:04:10+07:00
สกุลรัตน์ ยงอยู่
sakulratyong2024@gmail.com
พาที เกศธนากร
sakulratyong2024@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษา</p> <p>ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 298 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ซึ่งมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงานทั่วไป และด้านการบริหารงานงบประมาณ</li> <li>การเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3จำแนกตามพื้นที่การจัดการศึกษาศึกษา โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นั่นคือ ผู้บริหารและครูในอำเภอสังขละบุรี มีการปฏิบัติมากกว่าผู้บริหารและครูในอำเภอทองผาภูมิ</li> </ol>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/287204
การบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1
2025-09-23T15:10:02+07:00
กชมน ถนอมทรัพย์
kotchamon4748@gmail.com
ศรัญภร ศิลปประเสริฐ
kotchamon4748@gmail.com
กัญภร เอี่ยมพญา
kotchamon4748@gmail.com
<p>งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับ การบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงานและขนาดโรงเรียน</p> <p>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ ด้านการตั้งเป้าหมาย ด้านการตัดสินใจ ด้านการดำเนินการ ด้านการรับผลประโยชน์ และด้านการประเมินผล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแตกต่างเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษาจำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา โดยใช้วิธี t - test สองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent - Samples t - test) การวิเคราะห์เปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดโรงเรียน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษาอยู่ในระดับมากในทุกด้าน เรียงลำดับดังนี้ ด้านการตั้งเป้าหมาย ด้านการประเมินผล ด้านการรับผลประโยชน์ ด้านการดำเนินการ และด้านการตัดสินใจ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน และขนาดของโรงเรียนมีแตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> </ol>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/289454
แนวทางการบริหารงานกิจการลูกเสือในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี
2025-10-24T16:03:36+07:00
พฤทธิ์อุกฤษฏ์ ช่างเรือนกุล
krudream99@gmail.com
สาโรจน์ เผ่าวงศากุล
krudream99@gmail.com
นิพนธ์ วรรณเวช
krudream99@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงานกิจการลูกเสือในสถานศึกษาและแนวทางการบริหารงานกิจการลูกเสือในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี</p> <p>ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 318 คน โดยใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิตามสหวิทยาเขต และผู้ให้ข้อมูลสำคัญใน การสนทนากลุ่ม คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารกิจการลูกเสือในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านผู้บริหาร ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ ด้านผู้กำกับลูกเสือ และด้านลูกเสือ</li> <li>แนวทางการบริหารกิจการลูกเสือในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี มีดังนี้ 1) ด้านลูกเสือ โรงเรียนควรส่งเสริมให้ลูกเสือสามารถนำทักษะความรู้จากวิชาลูกเสือไปใช้ได้อย่างแท้จริง ให้เกิดลักษณะนิสัยจิตอาสา และควรส่งเสริมให้ลูกเสือ มีคุณธรรม จริยธรรมแบบยั่งยืน 2) ด้านผู้บริหาร ผู้บริหารควรให้ความสำคัญศึกษาและเข้าใจหลักสูตรของลูกเสือในแต่ระดับชั้น และขยายผลสู่ผู้กำกับลูกเสือ มีการวางแผนเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือในโรงเรียนในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือให้เข้าสู่การแข่งขันด้านทักษะลูกเสือสู่ความเป็นเลิศ 3) ด้านผู้กำกับลูกเสือ ผู้กำกับลูกเสือ หรือครูที่ได้รับมอบหมายให้สอนลูกเสือควรให้ความสำคัญ ศึกษาหลักสูตรในแต่ละระดับชั้น เพื่อที่จะนำไปสอนให้ลูกเสือนั้นปฏิบัติได้ถูกต้องตามหลักสูตร โดยมีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มพูนความรู้ในด้านลูกเสือ และผู้กำกับลูกเสือควรแต่งกายลูกเสือให้ถูกระเบียบ และแต่งเป็นประจำในทุกสัปดาห์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกเสือ และ 4) ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ สถานศึกษาควรจัดกิจกรรมตามหลักสูตรลูกเสือที่กำหนด โดยเน้นปฏิบัติ 5 ขั้นตอน แบ่งฐานความรู้ให้ได้เรียน เน้นการปฏิบัติให้เกิดความสนุกในการเรียน มีการอบรมให้ความรู้ฝึกทักษะในด้านระเบียบวินัย</li> </ol>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/289863
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรม โดยใช้วิจัยเป็นฐาน ปีงบประมาณ 2567
2025-11-11T17:36:42+07:00
ชนะคมศร คงยืน
chanakhomsorn@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ปีงบประมาณ 2567 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมโดยใช้วิจัยเป็นฐาน และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ปีงบประมาณ 2567 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมโดยใช้วิจัยเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 30 คน และนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้ที่วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และคู่มือรูปแบบการบริหารจัดการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระยะที่ 3 ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมโดยใช้วิจัยเป็นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ใช้แบบประเมินอรรถประโยชน์ 4 ด้าน ได้แก่ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่และร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การรู้ตนเอง การเติมเต็มองค์ความรู้ การนำไปสู่การปฏิบัติจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และการชื่นชมและเผยแพร่ผลงานวิจัย 2) รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมโดยใช้วิจัยเป็นฐานที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การดำเนินงานตามรูปแบบ จำนวน 12 รายการ ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบ จำนวน 5 ขั้นตอน และองค์ประกอบพร้อมดัชนีบ่งชี้คุณภาพ จำนวน 5 องค์ประกอบ รวม 56 ดัชนีคุณภาพ ผลการทดลองใช้คู่มือรูปแบบการบริหารจัดการพบว่า วิทยาลัยเทคนิคนครปฐมมีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นนวัตกร ผ่านกระบวนการวิจัยอย่างเป็นขั้นตอน 5 ขั้นตอน อย่างไรก็ตาม พบปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินการวิจัย จึงมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มการกำกับติดตามจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานวิจัย และ 3) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความเป็นประโยชน์ อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงคำ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IVECJournal/article/view/289450
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี
2025-10-24T17:08:58+07:00
สรณ อภิสิทธิ์เสถียร
apisitsathiensarana@gmail.com
นิพนธ์ วรรณเวช
apisitsathiensarana@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 307 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ซึ่งมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตาม ลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์รองลงมาคือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านกระตุ้นทางปัญญา</li> <li>แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตาม ลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รองลงมาคือ ด้านค่าตอบแทนและผลประโยชน์เกื้อกูล ด้านลักษณะของงาน ด้านสภาพการทำงาน ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน และด้านความสำเร็จของงาน</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> </ol>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการอาชีวศึกษาภาคกลาง