https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/issue/feed วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2025-12-25T14:20:15+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมภารธัชธรณ์ ศิโลศรีไช somphanss387@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong> <br /> 1. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ด้านศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์<br /><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และผู้สนใจ</span> ได้มีโอกาสเสนอ<br /> ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย และวิทยานิพนธ์ในสาขาวิชาศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ <br /> และสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/278358 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงศรัทธาบารมีของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 2024-11-14T16:21:05+07:00 ปะนัตดา บุปผาวาส Nutdakice@gmail.com สรรฤดี ดีปู่ Nutdakice@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงศรัทธาบารมีของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ความผูกพันต่อองค์การของครู และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงศรัทธาบารมีของผู้บริหารสถานศึกษาและความผูกพันต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยใช้วิธีการวิจัย เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 327 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ กำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงศรัทธาบารมีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 2) ความผูกพันต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากและมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบรรทัดฐาน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงศรัทธาบารมีของผู้บริหารสถานศึกษาและความผูกพันต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในระดับสูง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .650</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/278857 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2024-11-20T15:26:50+07:00 ยีมอญ กชณิชากุล kodnichakun@gmail.com ศิริพงษ์ เศาภายน domgogo@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ครูสังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2567 จำนวน 370 คน ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80 -1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดกรุงเทพมหานครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษาอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 </p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/279455 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 2025-01-22T10:02:21+07:00 ยีมอญ กชณิชากุล m.mookbenya@gmail.com บรรจบ บุญจันทร์ m.mookbenya@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหาร 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 302 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ กำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของ เครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับประสิทธิผลของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียน 2) ปัจจัยการบริหารของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัย พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกปัจจัย โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ปัจจัยบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์การ 3) ปัจจัยภาวะผู้นำและปัจจัยเทคโนโลยีสารสนเทศมีอิทธิพลร่วมกันต่อประสิทธิผลของโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างปัจจัยเหล่านี้กับประสิทธิผลของโรงเรียนเป็น 0.733 สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 53.70 สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\widehat{Y}" alt="equation" />= 1.638+0.471(X<sub>1</sub>)+0.175(X<sub>5</sub>) สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\widehat{Z}" alt="equation" />y = 0.554(X<sub>1</sub>)+0.202(X<sub>5</sub>)</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/281136 ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 2025-04-18T10:41:55+07:00 นิธยาภรณ์ ประเสริฐพงษ์ k.ketchaiyaphum@gmail.com บรรจบ บุญจันทร์ k.ketchaiyaphum@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 และ3) เพื่อพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 320 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามโดยใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ด้านความซื่อสัตย์ ด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ด้านความไว้วางใจ ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ด้านสถานการณ์ อีกทั้งปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล (X<sub>1</sub>) ด้านบรรยากาศองค์การ (X<sub>3</sub>) และด้านวัฒนธรรมองค์การ (X<sub>2</sub>) อิทธิพลร่วมกันต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล รองลงมา คือ ปัจจัยบรรยากาศองค์การ และปัจจัยวัฒนธรรมองค์การ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างปัจจัยเหล่านี้กับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมเป็น 0.903 และปัจจัยเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาได้ร้อยละ 81.50</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/266811 ตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2025-09-17T11:09:18+07:00 วิภารัตน์ นิสาภัย wiparat.ni@cpru.ac.th วรเชษฐ์ แสงสีดา Wiparat.ni@cpru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปริมาณโลหะหนักในแหล่งน้ำ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยการสุ่มตัวอย่างน้ำ เพื่อทดสอบจากแหล่งน้ำ 5 แหล่ง ได้แก่ สระน้ำข้างหอประชุม บ่อน้ำดิบผลิตประปามหาวิทยาลัย อาคารเรียนรวม 9 ชั้น อาคารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และอาคารศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โลหะหนักที่ทําการศึกษา ได้แก่ ทองแดง เหล็ก นิกเกิล แมกนีเซียม สังกะสี แคดเมียม ตะกั่ว โพแทสเซียม สารหนู และปรอท โดยการเก็บตัวอย่างน้ำมากรองด้วยไซรินจ์ฟิลเตอร์ขนาด 0.22 ไมโครเมตร และทำการย่อยกับกรดไนตริก แล้วนําไปหาปริมาณโลหะหนักด้วยเครื่องอะตอมมิกแอพซอฟชันสเปคโตรโฟโตรมิเตอร์ผลการทดลองพบว่าแหล่งน้ำในมหาวิทยาลัยมีค่าโลหะหนักที่ทำการศึกษาในปริมาณน้อยกว่าค่ามาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/286330 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยแบบฝึกเสริมทักษะด้วยเทคนิค STAD (Student Teams Achievement Division: STAD) 2025-10-01T11:55:24+07:00 กมลวรรณ กองโฮม nn_780@hotmail.com ศิรินันท์ ถนัดค้า nn_780@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยแบบฝึกเสริมทักษะด้วยเทคนิค STAD ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจาก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 44 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ และ 4) แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง รูปสามเหลี่ยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 แบบฝึกหัด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียน มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกเสริมทักษะในระดับมาก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกเสริมทักษะ ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและส่งเสริมความพึงพอใจของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/286480 การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Paint เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2–3 2025-10-01T11:58:57+07:00 คมเพชร บุญภักดี keepee_ood_comsci_ssru_23@hotmail.com ศิรินันท์ ถนัดค้า keepee_ood_comsci_ssru_23@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่องการใช้เครื่องมือโปรแกรม Paint สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการใช้เครื่องมือโปรแกรม Paint ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังกล่าว โดยใช้วิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดแบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3 โรงเรียนบ้านหนองหอย จำนวน 17 คน โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.24/86.47 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก บทเรียนที่พัฒนาขึ้นจึงมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความรู้ ทักษะการใช้โปรแกรม Paint และความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียน โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในบริบทอื่นได้อย่างเหมาะสม</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JAS_CPRU/article/view/280856 ยกเครื่องเรื่องการนิเทศภายใน: บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น 2025-06-09T09:43:53+07:00 ดร.ศศิธร ลุนศิลา drssithr@gmail.com ศิริ ถีอาสนา drssithr@gmail.com <p>การนิเทศภายในเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยมีบทบาทในการส่งเสริมศักยภาพของครูและบุคลากร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการศึกษาที่เหมาะสมกับยุคดิจิทัล บทความนี้วิเคราะห์ปัญหาและแนวทางในการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนไทย รวมถึงบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่จำเป็นต้องปรับตัวเป็นผู้นำเชิงวิชาการและผู้สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันของบุคลากรในโรงเรียน แนวทางการพัฒนาประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การใช้เทคโนโลยีในการนิเทศ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านวง PLC และการติดตามผลที่ต่อเนื่อง ตัวอย่างที่นำเสนอชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนกระบวนการนิเทศให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของโรงเรียน บทความนี้เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างระบบนิเทศที่ยืดหยุ่น สนับสนุนการพัฒนาครู และใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในระยะยาว</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ