https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/issue/feed วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา 2025-12-27T15:30:19+07:00 นวรินทร์ ตาก้อนทอง navarin@g.swu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา (Journal of Educational Measurement, Educational and Psychological Test Bureau) รับพิจารณาผลงานวิชาการใน 2 ลักษณะ ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย/วิทยานิพนธ์ ในศาสตร์การวัดผล สถิติ การวิจัย และจิตวิทยาการศึกษา มีกำหนดออก ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 ของปี เดือนมกราคม–มิถุนายน ฉบับที่ 2 ของปี เดือนกรกฎาคม–ธันวาคม </p> <p>ISSN 3027-639X (Print) และ ISSN 3027-6683 (Online)</p> <p>*** วารสารฉบับนี้ มีชื่อปรากฏในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่ม 2</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/291321 การวิเคราะห์ลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา: การสังเคราะห์ทฤษฎีและแนวทางการประยุกต์ใช้ 2025-12-27T15:30:19+07:00 นฤมล พัชรปิยะกุล narumollypat@gmail.com ปิยพงษ์ พรมนนท์ pong65online@gmail.com <p>การวิเคราะห์การเรียนรู้มีความสำคัญเพราะช่วยให้ครูเข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้เรียน เมื่อครูมีข้อมูลดังกล่าวจะสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำสนอ 1) การวิเคราะห์ลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียน 2) ตัวอย่างแบบวิเคราะห์จากนักวิชาการจำนวน 3 แนวคิดหลัก ได้แก่ แนวคิดของ Grasha &amp; Riechmann (1975) ที่มุ่งเน้นบทบาทและพฤติกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน แนวคิดของ Fleming &amp; Mills (1992) หรือที่รู้จักกันในชื่อ VARK Model ซึ่งแบ่งรูปแบบการเรียนรู้ตามช่องทางการรับรู้ และแนวคิดของ Howard Gardner (1983) ที่อธิบายความแตกต่างของผู้เรียนผ่านพหุปัญญา (Multiple Intelligences) 3) นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ข้อมูลการวิเคราะห์ในห้องเรียน เพื่อเป็นพื้นฐานในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลอย่างแท้จริง การที่ครูผู้สอนมีการวิเคราะห์ผู้เรียนล่วงหน้า จะช่วยให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย ตรงกับความต้องการและความถนัดของผู้เรียน อันจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ และบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/291313 การประเมินความต้องการจำเป็นในการตัดสินใจกลับมาสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2025-12-27T13:36:14+07:00 ศุภมาส ชุมแก้ว supamas.chu@stou.ac.th ศุกลรัตน์ อิงชาติเจริญ sukolrat.ing@stou.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการตัดสินใจกลับมาสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราชของนักศึกษาระดับปริญญาตรี กระบวนการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย และใช้ข้อมูลทุติยภูมิ ที่เก็บรวบรวมไว้แล้วโดยสำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประชากรในการวิจัยคือ นักศึกษาที่สมัครเรียนในระดับปริญญาตรีกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ภาคต้น ปีการศึกษา 2567 โดยจำแนกเป็นบัณฑิตของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่ประสงค์จะสมัครเรียนในระดับปริญญาตรีกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอีกครั้ง จำนวน 643 คน และนักศึกษาที่เคยเรียนในระดับปริญญาตรีกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแต่ไม่สำเร็จการศึกษาและประสงค์จะสมัครเรียนใหม่จำนวน 1,256 คน รวมจำนวนประชากรในการวิจัยครั้งนี้เท่ากับ 1,899 คน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยเทคนิค Modified Priority Needs Index ผลการวิจัยพบว่า พิสัยของดัชนีความต้องการจำเป็นในการตัดสินใจกลับมาสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มีค่าระหว่าง 0.05 ถึง 0.61 โดยมีความต้องการจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องปรับปรุงใน 7 เรื่อง คือ มีระบบติดตาม ดูแล แจ้งเตือน ให้คำปรึกษา แนะนำการเรียนการสอน การลงทะเบียนเรียน ตลอดจนสำเร็จการศึกษา (0.61) สาขาวิชาให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาผ่านออนไลน์ได้ เช่น กลุ่มไลน์ (Line) กลุ่มเฟซบุ๊ก (Facebook) (0.58) มีระบบบริการตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ เช่น การส่งเอกสาร การสอน สถานที่สอบ การเข้าอบรมต่าง ๆ (0.51) มีช่องทางการติดต่อสื่อสารที่หลากหลาย เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) กระดานสนทนา โดยใช้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone) ได้ (0.50) มีคะแนนเก็บและแผนการศึกษาที่เพิ่มโอกาสในการสำเร็จการศึกษามากขึ้น (0.45) ค่าเล่าเรียนถูกไม่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต (0.44) และมีหลักสูตรที่หลากหลาย ทันสมัย น่าสนใจ (0.40) ตามลำดับ</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/291314 การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 2025-12-27T13:46:38+07:00 ศุกลรัตน์ อิงชาติเจริญ sukolrat.ing@stou.ac.th ศุภมาส ชุมแก้ว supamas.chu@stou.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4&nbsp; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สมัครใจใช้ข้อสอบมาตรฐานในการสอบปลายปีผ่านการประสานงานจากเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) จำนวน 452,924 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นข้อสอบมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นสำหรับใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วยแบบทดสอบจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ภาษาไทย 35 ข้อ คณิตศาสตร์ 30 ข้อ วิทยาศาสตร์ 30 ข้อ และภาษาอังกฤษ 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการหาเกณฑ์ปกติ (norm-reference) โดยใช้คะแนนมาตรฐาน T-score ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาพรวมระดับประเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละสูงกว่ากลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ (คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 55.92 สัมประสิทธิ์การกระจาย 32.30) และเมื่อพิจารณาร้อยละของจำนวนนักเรียนจำแนกตามระดับคุณภาพเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ พบว่า นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ส่วนใหญ่มีผลการประเมินอยู่ในระดับพอใช้ใน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ โดยมีจำนวนร้อยละ 51.93, 61.79 และ 43.86 ตามลำดับ ส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 45.17) และ 2) ผลการจัดระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามคะแนน T – score พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ได้ระดับคุณภาพดีมากในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ร้อยละ 34.63 ส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับคุณภาพปรับปรุง ร้อยละ 52.12 และ 31.54 ตามลำดับ และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับพอใช้ร้อยละ 43.47</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/291317 การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงานของนักเรียน วิชาเอกนวัตกรรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย 2025-12-27T14:09:24+07:00 สุคนธ์ อักษรชู sukhon@g.swu.ac.th ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี chommanad.cheau@hotmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการออกแบบระบบการเรียนการสอน ADDIE Model มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงานของนักเรียนวิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงานของนักเรียนวิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินความพร้อมการฝึกงาน และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงาน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t แบบ &nbsp;Dependent t-test &nbsp;และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงานของนักเรียนวิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย มีชื่อว่า 4F Model มี 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบเชิงหลักการและวัตถุประสงค์ องค์ประกอบเชิงกระบวนการ องค์ประกอบเชิงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และองค์ประกอบเชิงเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยองค์ประกอบเชิงกระบวนการ มีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน 1.1) ค้นหา (Find: F) 1.2) สนใจ (Focus: F) 1.3) เติมเต็ม (Fulfillment: F) และ 1.4) มุ่งสู่อนาคต (Future: F) และ 2) ประสิทธิผลของรูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงานของนักเรียนวิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย พบว่า หลังใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงาน นักเรียนมีความพร้อมการฝึกงานสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อม การฝึกงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/291320 แนวปฏิบัติสำหรับเสริมสร้างการรับรู้ของบุคลากรที่มีต่อคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีประสิทธิภาพ 2025-12-27T15:19:56+07:00 ธิดารัตน์ วงษ์พันธุ์ tidarat@g.swu.ac.th <p>การวิจัย เรื่องแนวปฏิบัติสำหรับเสริมสร้างการรับรู้ของบุคลากรที่มีต่อคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายงานผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย และเพื่อศึกษาวิเคราะห์รายงานผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2565 จากแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. มหาวิทยาลัยมีผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสจากผู้ตอบ คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานใน มศว 1 ปีขึ้นไป ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มีการรับรู้เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยผลคะแนนการรับรู้ที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ (1) การแก้ไขปัญหาการทุจริต (2) การใช้ทรัพย์สินของราชการ (3) การใช้งบประมาณ (4) การใช้อำนาจ และ (5) การปฏิบัติหน้าที่</p> <p>และปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มีผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสจากแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน โดยผลคะแนนการรับรู้ที่มีคะแนนสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ (1) การปฏิบัติหน้าที่ (2) การใช้อำนาจ (3) การใช้งบประมาณ (4) การใช้ทรัพย์สินของราชการ และ (5) การแก้ไขปัญหาการทุจริต</p> <p>2. มหาวิทยาลัยควรมีแนวปฏิบัติเสริมสร้างการรับรู้ของบุคลากรต่อคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยที่พัฒนากระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการจากผู้บริหารระดับสูง คณะทำงานจากผู้แทนทุกส่วนงาน และคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานอย่างชัดเจนและวางระบบกลไกการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะที่แสดงถึงคุณธรรมและความโปร่งใสไปยังบุคลากรให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว จึงส่งผลให้มหาวิทยาลัยมีผลการประเมินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา