วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB <p>วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา (Journal of Educational Measurement, Educational and Psychological Test Bureau) รับพิจารณาผลงานวิชาการใน 2 ลักษณะ ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย/วิทยานิพนธ์ ในศาสตร์การวัดผล สถิติ การวิจัย และจิตวิทยาการศึกษา มีกำหนดออก ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 ของปี เดือนมกราคม–มิถุนายน ฉบับที่ 2 ของปี เดือนกรกฎาคม–ธันวาคม </p> <p>ISSN 3027-639X (Print) และ ISSN 3027-6683 (Online)</p> <p>*** วารสารฉบับนี้ มีชื่อปรากฏในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่ม 2</p> th-TH navarin@g.swu.ac.th (นวรินทร์ ตาก้อนทอง) thunchanok@g.swu.ac.th (นางธัญชนก เพ็งเพราะ) Tue, 09 Jun 2026 14:36:58 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test ANOVA และ Correlation ด้วยโปรแกรม Jamovi https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296829 <p>ในปัจจุบันการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถใช้โปรแกรมคำนวณทางสถิติต่าง ๆ โปรแกรม R จัดเป็นโปรแกรมลำดับต้น ๆ ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายเนื่องจากมีระบบปฏิบัติการ Open Source แต่มีจุดอ่อนในเรื่องของความยากในการเขียนและการปรับแก้คำสั่ง (syntax) ให้สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์ออกมาได้ Jamovi เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้วิเคราะห์ทางสถิติที่ใช้งานได้ฟรีแตกต่างจากโปรแกรมสำเร็จรูปอื่น ๆ เช่น SPSS และ SAS ที่ต้องซื้อโปรแกรมเพื่อการใช้งาน Jamovi ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากโปรแกรม R เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน จุดเด่นของโปรแกรมคือการออกแบบที่พิเศษโดยฝั่งซ้ายจะมีเฉพาะเมนูที่คัดสรรมาเฉพาะที่สำคัญและจำเป็นต่อการใช้งานในการวิเคราะห์สถิติประเภทต่าง ๆ รวมถึงการเพิ่มเมนูการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นในสถิตินั้น ๆ ให้มาด้วย ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่ค่อยถนัดหรือมีความรู้ทางด้านสถิติมากนักก็สามารถใช้งานและแปลผลได้ง่าย โปรแกรมในหน้าจอฝั่งขวาจะแสดงเป็นตารางซึ่งพร้อมที่จะแสดงผลลัพธ์ได้ทันที ในบทความนี้จะนำเสนอวิธีการใช้งาน Jamovi สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test, ANOVA และ Correlation</p> ศุกลรัตน์ อิงชาติเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296829 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจของนักเรียน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296830 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจของผู้เรียนในบริบทสังคมและการศึกษาร่วมสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้เรียนเผชิญความเครียดทางอารมณ์และปัญหาการปรับตัวมากขึ้น ภูมิคุ้มกันทางใจ จึงเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถกำกับอารมณ์ ปรับตัวต่อความท้าทาย เผชิญปัญหาได้อย่างเหมาะสม และคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในตนเอง บทความนี้อธิบายความหมาย องค์ประกอบ และมิติของภูมิคุ้มกันทางใจ โดยบูรณาการแนวคิดจากจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการเรียนรู้ และจิตวิทยาเชิงบวก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบทบาทของการจัดการเรียนรู้ในฐานะกลไกสำคัญในการส่งเสริมภูมิคุ้มกันทางใจในสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับการตระหนักรู้ทางอารมณ์ บรรยากาศห้องเรียนที่ปลอดภัยทางจิตใจ ความสัมพันธ์เชิงสนับสนุนระหว่างครูกับผู้เรียน และการเรียนรู้เชิงสะท้อนคิด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการปรับตัวของผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> วิทยา จันทร์ปิง, ธัญชนิต เพ็ชรวิจิตร, จิรัชภัทร์ พึ่งเกิด, เสริมสิริ บรรดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296830 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความหลงใหลในการเรียนรู้ (Passion) ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาในศตวรรษที่ 21 ผ่านกระบวนการแนะแนว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296833 <p>ในศตวรรษที่ 21 การจัดการศึกษาเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมและเทคโนโลยี ส่งผลให้การพัฒนาผู้เรียนจำเป็นต้องมุ่งเน้นทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การคิดวิเคราะห์ และการปรับตัว ซึ่งล้วนต้องอาศัยแรงจูงใจภายในเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ โดย “ความหลงใหลในการเรียนรู้ (Passion)” ถือเป็นพลังภายในที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ความมุ่งมั่น และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริบทการศึกษาไทย ที่เน้นการแข่งขันและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อาจส่งผลให้ผู้เรียนขาดแรงจูงใจภายใน และไม่สามารถพัฒนาความหลงใหล ในการเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความหลงใหลในการเรียนรู้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และบทบาทของความหลงใหลต่อผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาในศตวรรษที่ 21 รวมถึงเสนอแนวทางการใช้กระบวนการแนะแนวเพื่อพัฒนาความหลงใหลในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ความหลงใหลในการเรียนรู้มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจภายใน ความมุ่งมั่น และพฤติกรรมการเรียนรู้เชิงบวกของผู้เรียน โดยสามารถอธิบายได้ผ่านทฤษฎีสำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) แนวคิดการเติบโตทางความคิด (Growth Mindset) และแนวคิดการกำกับตนเองในการเรียนรู้ (Self-Regulated Learning: SRL) นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการแนะแนวสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาความหลงใหลในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การรู้จักและเข้าใจตนเอง การสร้างความหมายของการเรียนรู้ การพัฒนาแรงจูงใจภายใน และการกำกับตนเองในการเรียนรู้ ซึ่งสามารถดำเนินการผ่านกระบวนการ 5 ขั้น ได้แก่ การสำรวจตนเอง การค้นหาความหมาย การพัฒนาแรงจูงใจ การพัฒนาทักษะการกำกับตนเอง และการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดกิจกรรมแนะแนวที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และกำหนดทิศทางของตนเอง โดยสรุป การพัฒนาความหลงใหลในการเรียนรู้ของผู้เรียนจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการแนะแนวที่เชื่อมโยงทั้งด้านจิตวิทยาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจภายใน มีความมุ่งมั่น และสามารถเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21</p> ขันติ จาบกลาง, พรกมล จิตร์ประพัตร์, มัทริกา คันธี, อภิญญาภรณ์ บุญโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296833 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และความฉลาดทางสังคมของผู้เรียนวัยรุ่นในศตวรรษที่ 21 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296838 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence: EQ) และความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence: SQ) ของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า ผู้เรียนในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิต ความเครียด และข้อจำกัดด้านทักษะทางสังคมจากอิทธิพลของสื่อดิจิทัลและการแข่งขันทางการศึกษา ส่งผลให้การพัฒนา EQ และ SQ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า EQ สามารถพัฒนาได้ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการตระหนักรู้และการควบคุมอารมณ์ เช่น การสะท้อนความคิด การฝึกสติ และการจัดการความเครียด ขณะที่ SQ สามารถพัฒนาได้ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือ การอภิปรายกลุ่ม และกิจกรรมบทบาทสมมติ นอกจากนี้ การพัฒนา EQ และ SQ ควรดำเนินการอย่างบูรณาการผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ 1) กิจกรรมแนะแนว เช่น การสะท้อนความคิดและการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ 2) การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือและการอภิปรายสะท้อนคิด และ 3) การให้คำปรึกษา เช่น การให้คำปรึกษาแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการฝึกทักษะการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ สรุปได้ว่า การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสมดุลทั้งด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข</p> ภัทราพร ใจบุญ, พชรฉัตร จันทร์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296838 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสร้างแบบวัดทักษะการจัดการเวลาสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296815 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบวัดทักษะการจัดการเวลาสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดที่สร้างขึ้น ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2/2568 จำนวน 406 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage random sampling) เครื่องมือสำหรับการวิจัยเป็นแบบวัดทักษะการจัดการเวลา ชนิดสถานการณ์ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ<br />ผลการศึกษาพบว่า<br />1. เครื่องมือที่สร้างขึ้นผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณภาพและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Index of Item Objective Congruence) ว่าข้อคำถามและตัวเลือกที่สร้างขึ้นทั้ง 30 ข้อ สอดคล้องกับนิยามและพฤติกรรมขององค์ประกอบของทักษะการจัดการเวลา<br />2. วิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนกรายข้อด้วยวิธีการเปรียบเทียบคะแนนระหว่างกลุ่มที่มีคะแนนสูงและคะแนนต่ำ โดยใช้การทดสอบสมมติฐาน t ด้วยสถิติ Independent t-test พบว่าข้อคำถามทั้ง 30 ข้อ สามารถจำแนกผู้สอบได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05<br />3. วิเคราะห์ค่าความสอดคล้องภายในโดยใช้วิธีวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนประจำข้อกับคะแนนรวมของแต่ละองค์ประกอบ (item-total correlation) พบว่าข้อคำถามทั้ง 30 ข้อ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กับคะแนนรวมของแต่ละองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกข้อ <br />4. ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับที่วิเคราะห์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) มีค่าเท่ากับ 0.738 <br />5. ผลการวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สองพบว่า ข้อมูลเชิงประจักษ์สอดคล้องกับโมเดลโครงสร้าง (χ<sup>2</sup>= 41.41, df = 26, p = 0.0282, AGFI = 0.96, RMSEA = 0.038) มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (factor loading) ระหว่าง 0.23 – 0.65</p> อุไร จักษ์ตรีมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296815 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 การตรวจสอบความเป็นพหุมิติของแบบวัดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์สาขาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296821 <p>การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ตรวจสอบความเป็นพหุมิติและความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของแบบวัดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช 2) วิเคราะห์คุณภาพข้อคำถามรายข้อ ได้แก่ ค่าอำนาจจำแนก และค่าความยาก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จำนวน 392 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบวัดพหุมิติใน 2 องค์ประกอบ ได้แก่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 และองค์ประกอบของคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช พ.ศ. 2564 จำนวน 40 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Bayesian ในโปรแกรม Mplus 7.4 ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลการตอบสนองข้อสอบพหุมิติแบบสององค์ประกอบมีความสอดคล้องกับข้อมูลมากกว่าโมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบพหุมิติระหว่างข้อคำถาม โดยมีค่า χ<sup>2</sup>= (178, N = 392) = 265.03, p = 0.017 2) ข้อสอบที่มีคุณภาพใช้ได้มีจำนวน 34 ข้อ (ควรปรับปรุง 6 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 6, 10, 22, 23, 25, 33¬) ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกของมิติองค์ประกอบทั่วไป (a1) มากกว่า 0.65 และมากกว่าค่าอำนาจจำแนกของมิติองค์ประกอบเฉพาะ (a2, a3, a4) ค่าจุดตัดของระดับการตอบในโมเดลพหุมิติ d1 มีค่าอยู่ในช่วง 1.31 ถึง 14.16, d2 มีค่าอยู่ในช่วง -1.00 ถึง 7.54 และ d3 มีค่าอยู่ในช่วง –1.60 ถึง 2.98 ส่วนค่าอำนาจจำแนกแบบพหุมิติ (MDISC) อยู่ในช่วง 1.34 ถึง 5.62 และค่าความยากแบบพหุมิติ (MDIFF1, MDIFF2, MDIFF3) อยู่ในช่วง –3.12 ถึง 0.78 และ 3) ค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวบ่งชี้ภายในโมเดลส่วนใหญ่มีค่ามากกว่า 0.5 โดยค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวบ่งชี้ภายในองค์ประกอบทั่วไป (General factor) หรือ ELO ของข้อสอบ จำนวน 34 ข้อ พบว่า อยู่ในช่วง 0.59 ถึง 0.93 และมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวบ่งชี้ภายในองค์ประกอบเฉพาะ (Specific factors) ทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ รู้บทบาทและหน้าที่ (STOU1) อยู่ในช่วง 0.24 ถึง 0.66 เพียรทำดีไม่หวั่นไหว (STOU2) อยู่ในช่วง 0.05 ถึง 0.40 สร้างสังคมให้ก้าวไกล (STOU3) อยู่ในช่วง 0.10 ถึง 0.22 และ และปรับตัวได้ทันเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (STOU4) อยู่ในช่วง 0.34 ถึง 0.62 และมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนาย (R2) อยู่ในช่วง 0.34 ถึง 0.92</p> ศุกลรัตน์ อิงชาติเจริญ, ศุภมาส ชุมแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296821 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิจัยการออกแบบและการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยทางพุทธิปัญญาการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296823 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อบกพร่องในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 2) ออกแบบและพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยทางพุทธิปัญญาโดยใช้วิธีลำดับขั้นคุณลักษณะ (AHM) และ 3) นำเสนอหลักการออกแบบใหม่ของแบบสอบวินิจฉัยทางพุทธิปัญญา ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยการออกแบบ (Design Research) โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายใน ระยะที่ 1 ได้แก่ ครูผู้สอนฟิสิกส์ 4 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 24 คน ที่ได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง&nbsp; ในระยะที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 568 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับครูและนักเรียน และแบบสอบวินิจฉัยทางพุทธิปัญญาที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) และโมเดลการวินิจฉัยทางพุทธิปัญญา (DINA Model) ผลวิจัยพบว่า 1) ข้อบกพร่องสำคัญของผู้เรียนในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ประกอบด้วย 4 คุณลักษณะ ได้แก่ คุณลักษณะที่ 1 การวิเคราะห์โจทย์ปัญหา (A1) คุณลักษณะที่ 2 ความเข้าใจในการใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ (A2) คุณลักษณะที่ 3 การหาแรงลัพธ์ของแรงที่กระทำต่อวัตถุ (A3) และคุณลักษณะที่ 4 การคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ ที่โจทย์กำหนด โดยการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ (A4) 2) แบบสอบวินิจฉัยที่พัฒนาขึ้น มีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ความเที่ยงของ Livingston เท่ากับ 0.84 ค่าความยาก (b) ระหว่าง –0.66 ถึง 2.07 ค่าอำนาจจำแนก (a) ระหว่าง –0.05 ถึง 0.72 และให้สารสนเทศรวมสูงสุดที่ระดับความสามารถ (𝜃) เท่ากับ –0.50 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.052 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ผลการวินิจฉัยพบว่า นักเรียนมีความรอบรู้ในคุณลักษณะที่ 1 การวิเคราะห์โจทย์ปัญหา มากที่สุด (ร้อยละ 89.79) แต่ขาดความรอบรู้มากที่สุดในคุณลักษณะที่ 4 การคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ ที่โจทย์กำหนด โดยการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ (ร้อยละ 20.25) และ คุณลักษณะที่ 2 ความเข้าใจในการใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ (ร้อยละ 20.77) ตามลำดับ และ 3) หลักการออกแบบใหม่ แบ่งได้เป็น 3 หลักการ ได้แก่ (1) การศึกษาปัญหาจุดบกพร่องเพื่อกำหนดคุณลักษณะที่ต้องวินิจฉัย (2) การออกแบบแบบสอบวินิจฉัยตามโมเดลพุทธิปัญญา และ (3) การตรวจสอบคุณภาพด้วยทฤษฎีการทดสอบ</p> ธนัชพร แสงเมืองปักษ์, จตุภูมิ เขตจัตุรัส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296823 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบวงจรการเรียนรู้ประยุกต์เชิงสร้างสรรค์ (CALC Model) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ในรายวิชา ฟิสิกส์ 1 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296825 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบวงจรการเรียนรู้ประยุกต์เชิงสร้างสรรค์ (CALC Model) ในการจัดการเรียนรู้รายวิชา ฟิสิกส์ 1 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนารูปแบบ CALC Model 3) ทดลองใช้รูปแบบ CALC Model และ 4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ CALC Model สำหรับการจัดการเรียนรู้รายวิชา ฟิสิกส์ 1 เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) แบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) ตามแบบแผนเชิงผสมผสานแบบรองรับภายใน (The Embedded Design) กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ (พัฒนาประชาอุปถัมภ์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประยุกต์เชิงสร้างสรรค์ 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ4 ตัวเลือก 30 ข้อ แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ชนิดเขียนตอบ 10 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานชี้ให้เห็นว่านักเรียนร้อยละ 82 มีทักษะการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ในระดับพอใช้หรือน้อย และต้องการปรับรูปแบบการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น 2) รูปแบบ CALC Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการของรูปแบบฯ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบฯ (3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ของรูปแบบฯ (4) การวัดและประเมินผลของรูปแบบฯ และ (5) เงื่อนไขและปัจจัยความสำเร็จ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของรูปแบบฯ มีความสอดคล้องในระดับมาก (μ = 4.22, σ = 0.62) แผนการจัดการเรียนรู้และชุดกิจกรรมมีความสอดคล้องในระดับมากที่สุด (μ = 4.57 และ 4.76 ตามลำดับ) 3) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 79.26/76.35 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41.11 เป็นร้อยละ 76.35 ทักษะการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 81) และนักเรียนร้อยละ 85.71 มีทักษะในระดับดีขึ้นไป ความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.61, σ = 0.49) 4) การปรับปรุงรูปแบบภายหลังการทดลองครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และด้านสื่อประกอบการเรียนรู้</p> ธีระพงษ์ จันทร์ยาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296825 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296826 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 370 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา แบบสอบถามคุณภาพชีวิตการทำงานของครู มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และ 0.97 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณโดยวิธีป้อนตัวแปร (enter method)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครมีภาวะผู้นำใฝ่บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก และครูสังกัดกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 อีกทั้งภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาวะผู้นำใฝ่บริการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการให้บริการ (X1) ด้านการมองการณ์ไกล (X2) ด้านการเสริมพลังอำนาจ (X3) และด้านการตระหนักรู้ (X4) สามารถร่วมกันพยากรณ์คุณภาพชีวิตการทำงานของครูได้ร้อยละ 47.0 (R² = 0.470) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการมองการณ์ไกลและด้านการตระหนักรู้มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ด้านการให้บริการและด้านการเสริมพลังอำนาจไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ ดังนี้ <br />สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ<br /><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\hat{Y}" alt="equation" />= 1.884 + 0.105X1 + 0.302X2 + 0.004X3 + 0.140X4<br />สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน <br /><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\hat{Z}" alt="equation" />= 0.136Z1 + 0.412Z2 + 0.005Z3 + 0.189Z4</p> วีรพงษ์ ไชยเพศ, คึกฤทธิ์ ศิลาลาย, สุภาวดี ลาภเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296826 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 Developing and Validating Life and Career Skills Indicators for Sustainable Devel-opment among Underprivileged Groups in Multicultural Southern Thailand https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296828 <p>Amid globalization, workforce adaptability and life and career skills are essential for sustaining livelihoods and fostering inclusive development, particularly among underprivileged groups in rural, multicultural areas. This study aimed to identify, synthesize, and validate life and career skills indicators to strengthen workforce capacity. Using document synthesis, expert interviews, and structured questionnaires, data were gathered from 200 participants for pilot testing and 500 for empirical validation. Exploratory and Confirmatory Factor Analyses examined the construct validity of the proposed framework. Findings revealed that local livelihoods rely on three primary occupations—rice farming, fisheries, and toddy palm—reflecting ecological resources and cultural diversity. Out of twenty-one initial components, seven core components consisted of 14 indicators of life and career skills were identified: 1) Business Planning and Management 2) Emotion and Attitude Management 3) Communication and Technology 4) Problem Analysis and Decision-Making 5) Professional Knowledge and Expertise 6) Innovative Marketing 7) Leadership and Accountability. Factor analysis confirmed the seven-component model, explaining 78.61% of the variance. The model showed excellent fit (χ<sup>2</sup>/df = 1.50, p = 0.998; GFI = 0.998; AGFI = 0.997; RMR = 0.028; RMSEA = 0.000), indicating an accurate representation of observed relationships. The findings highlight the importance of integrating traditional livelihoods with digital literacy, innovative thinking, and cross-cultural collaboration to improve resilience, adaptability, and employability. This study affirms that sustainable community development in multicultural contexts is contingent upon both the preservation of local heritage and the cultivation of modern competencies.</p> Matee Di-Sawat, Thaniya Yaodum ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JEMEPTB/article/view/296828 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700