วารสารครุทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER <p>คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มีนโยบายมุ่งพัฒนางานวิชาการของคณะและสร้างพื้นที่การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการของคณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งนักศึกษาระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภายในและภายนอก จึงได้ดำเนินการจัดทำวารสารครุทรรศน์ (Journal of UBRU Educational Review) ในปี พ.ศ.2564 โดยเริมฉบับปฐมฤกษ์ปีที่ 1 ฉบับที่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564<br />วารสารครุทรรศน์ เป็นวารสารอีเล็กทรอนิกส์ (Online) ได้รับการอนุมัติ ISSN (Online) จากสำนักหอสมุดแห่งชาติตามลำดับดังนี้<br />-วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2564 ได้รับ ISSN: 2773-9821 (Online) <br />- วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2567 ISSN: 3027-7620 (Online) <br />กองบรรณาธิการจะมุ่งมั่นพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จนกว่าจะได้รับการรับรองมาตรฐานในที่สุด</p> th-TH rattana.p@ubru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ ปัญญาภา) rattana.p@ubru.ac.th (-) Thu, 23 Apr 2026 21:16:23 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สภาพปัจจุบันและประเมินความต้องการรับการนิเทศเรื่องการขอมีวิทยฐานะของครู โรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285374 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและประเมินความต้องการรับการนิเทศเรื่องการขอมีวิทยฐานะของครูโรงเรียนประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ตัวอย่างคือครูที่ยังไม่มีวิทยฐานะ จำนวน 221 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยมี 2 ด้าน ประกอบด้วย ด้านสภาพปัจจุบัน และด้านความต้องการรับการนิเทศ โดยแต่ละด้านมี 4 ขั้น ผลการวิจัย พบว่า ทั้งด้านสภาพปัจจุบัน และด้านความต้องการรับการนิเทศ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.10, S.D.= 0.84) และ(x̄ = 4.19, S.D.= 0.81) โดยขั้นการให้ความรู้ก่อนการนิเทศ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ทั้งในด้านสภาพปัจจุบัน (x̄ = 4.15, S.D.=0.94) และด้านความต้องการ (x̄ = 4.25, S.D.= 0.78) ด้านสภาพปัจจุบัน ขั้นการให้ความรู้ก่อนการนิเทศที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้นิเทศ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้รับการนิเทศสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน โดยการแนะนำตนเอง การสนทนาแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประสบการณ์การจัดการเรียนรู้ (x̄ = 4.37 S.D.= 0.91) และด้านความต้องการ ขั้นการให้ความรู้ก่อนการนิเทศ ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ผู้นิเทศชี้แจงสร้างความเข้าใจจุดมุ่งหมายของการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความรู้เรื่องการขอมีวิทยฐานะ (x̄ = 4.40, S.D.= 0.69) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมความรู้เรื่องการขอมีวิทยฐานะของครูต่อไป</p> นพวรรณ ชุมพล, ธีรวุฒิ เอกะกุล, มาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 นพวรรณ ชุมพล, ธีรวุฒิ เอกะกุล, มาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285374 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการออกแบบบอร์ดเกมด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/287246 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการออกแบบบอร์ดเกมเรื่องการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ กลุ่มที่ศึกษา คือ นักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา จำนวน 60 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจงจากนักศึกษาที่มีการลงทะเบียนรายวิชาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 3 ในภาคเรียนที่ 1/2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาความสามารถในการออกแบบบอร์ดเกมด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 2) แบบวัดความสามารถในการออกแบบบอร์ดเกมของนักศึกษา และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการออกแบบบอร์ดเกม เรื่องการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> อภิญญา สุขช่วย, สาวิตรี เถาว์โท, วิไลวรรณ พรมสีใหม่, สุพัตรา โคตะวงศ์, ปิยาพัชญ์ นิธิศอัครานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อภิญญา สุขช่วย, สาวิตรี เถาว์โท, วิไลวรรณ พรมสีใหม่, สุพัตรา โคตะวงศ์, ปิยาพัชญ์ นิธิศอัครานนท์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/287246 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้กลวิธีการทำนาย สังเกต อธิบายร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285015 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กลวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย ร่วมกับการใช้แบบจําลองเป็นฐาน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย ร่วมกับการใช้แบบจําลองเป็นฐาน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนน้อย จำนวน 10 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย ร่วมกับการใช้แบบจําลองเป็นฐาน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.50/83.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 3) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 4) ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีทำนายสังเกต อธิบาย ร่วมกับการใช้แบบจําลองเป็นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยทุกด้านเท่ากับ 4.77 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.17 ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธิดารัตน์ แก่นจันทร์, สุดาพร ตังควนิช, ภูมิพงศ์ จอมหงษ์พิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธิดารัตน์ แก่นจันทร์, สุดาพร ตังควนิช, ภูมิพงศ์ จอมหงษ์พิพัฒน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285015 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถการเขียนย่อความโดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285697 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถการเขียนย่อความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เปรียบเทียบความสามารถการเขียนย่อความ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนเมืองอำนาจเจริญ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนจัดการเรียนรู้การเขียนย่อความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบการวัดความสามารถการเขียนย่อความ จำนวน 2 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบสมมติฐาน t-test แบบ Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า ผลการพัฒนาความสามารถการเขียนย่อความด้วยการจัดการเรียนการรู้ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเขียนย่อความของนักเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเปรียบเทียบความสารถการเขียนย่อความก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.92, SD= 0.27)</p> สุมัชญา กาติวงค์, ปิยาพัชญ์ นิธิศอัครานนท์, ปิยาภรณ์ พิชญาภิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สุมัชญา กาติวงค์, ปิยาพัชญ์ นิธิศอัครานนท์, ปิยาภรณ์ พิชญาภิรัตน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285697 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285382 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนำเสนอข้อมูล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลภูกามยาว จังหวัดพะเยา โดยผู้วิจัยเป็นผู้สังเคราะห์ 2) ศึกษาผลการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS 2. แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1.ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS มีขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การสร้างประสบการณ์ ผู้เรียนลงมือทำกิจกรรมจากประสบการณ์เดิม โดยการพิจารณาปัญหา (Search) วางแผนและแก้ปัญหา (Solve) และสร้างคำตอบ (Create) ขั้นที่ 2 นำเสนอและแลกเปลี่ยนแนวคิด เป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิด (Share) ที่ใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 ขั้นการสรุป และขั้นที่ 4 ขั้นการประยุกต์ใช้<strong> </strong>2. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p> อังค์วรา สมดี , รุสนันท์ แก้วตา, ธงชัย คำปวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อังค์วรา สมดี , รุสนันท์ แก้วตา, ธงชัย คำปวง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285382 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้มีสถานภาพสูงกว่า ผ่านกระบวนการสื่อสารอย่างสันติของนักศึกษาวิชาชีพครู https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/287523 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการสื่อสารอย่างสันติสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู 2) ศึกษาระดับความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้มีสถานภาพสูงกว่าก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม และ 3) สำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 60 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามวงจรของ Kemmis, McTaggart และNixon (2014) 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กิจกรรมถูกออกแบบโดยบูรณาการแนวคิดการสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) เข้ากับการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) เน้นการสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง ฝึกฝนทักษะการสื่อสารผ่านสถานการณ์จำลอง และปิดท้ายด้วยการสะท้อนผล ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.62 ผลการวิจัยพบว่า ระดับความมั่นใจในการสื่อสารหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ก่อนเรียน M = 2.94, SD = 0.58 / หลังเรียน M = 4.02, SD = 0.49, t = 11.45, p &lt; .01 ข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบตอบคำถามสะท้อนการเปลี่ยนแปลงใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ความเปลี่ยนแปลงภายใน เช่น ความกล้าแสดงออกและความรู้สึกว่ามีสิทธิ์ที่จะพูดอย่างเป็นธรรม 2) การเรียนรู้ที่มีชีวิตจากการจำลองสถานการณ์และการได้รับการสะท้อนกลับในทันที และ 3) การตั้งใจนำแนวทางการสื่อสารอย่างสันติไปปรับใช้ในชีวิตจริง ทั้งในช่วงฝึกสอน การทำงานกลุ่ม และการสื่อสารกับครอบครัว ผลการวิจัยชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสื่อสารจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลอง ปรับกรอบคิด และสะท้อนตนเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจ แนวทางนี้จึงมีศักยภาพสูงต่อการพัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ และสมรรถนะด้านอารมณ์ของครูในศตวรรษที่ 21</p> กฤติน ขันละ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กฤติน ขันละ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/287523 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาการคิดสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285780 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกพัฒนาการคิดสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2) เพื่อศึกษาเจตคติของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ ต่อกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาการคิดสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ 1) ประชากร คือ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ จำนวน 638 คน ที่ศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 2) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลทางการเรียนวิชาวิทยาการการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า เจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทางการเรียนวิชาวิทยาการการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ ด้วยรูปแบบการสอนเชิงรุกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนเชิงรุกช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาการการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาได้ดีขึ้น คะแนนพัฒนาการของนักศึกษาที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนเชิงรุกมีคะแนนพัฒนาการอยู่ในระดับสูง นั่นคือหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนเชิงรุก นักศึกษามีคะแนนพัฒนาการของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาการการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.42 ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> สุวิมล ชูสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สุวิมล ชูสุวรรณ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285780 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิตเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำในเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285496 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาลเชียงของ 2) เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิตที่ส่งผลต่อพฤติกรรมด้านภาวะผู้นำของเด็กปฐมวัย และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมทักษะชีวิตเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำในเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ โดยใช้แนวคิด LIFE–LEAD Model ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการสังเคราะห์ทฤษฎีและบริบทจริง ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ด้าน ได้แก่ ทักษะชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การคิดยืดหยุ่น การควบคุมอารมณ์ การริเริ่มภาวะผู้นำ การเสริมพลัง ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนอนุบาลเชียงของ จำนวน 32 คน ได้รับการจัดกิจกรรมตามแผนที่ออกแบบในระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ แบบประเมินทักษะชีวิต แบบประเมินภาวะผู้นำ แบบบันทึกพฤติกรรมรายบุคคล และแบบสัมภาษณ์ครู วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ t-test และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนอนุบาลเชียงของได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิตผ่านโครงการที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงของเด็ก ได้แก่ กิจกรรมสภาจิ๋ว กิจกรรมห้าห้องชีวิตพัฒนานิสัย และกิจกรรม 5 ส. โดยใช้ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) และลงมือปฏิบัติจริง 2) เด็กปฐมวัยที่เข้าร่วมกิจกรรมมีพฤติกรรมด้านภาวะผู้นำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านความกล้าแสดงออก ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจ ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นจาก 2.94 เป็น 4.41 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวกของ LIFE–LEAD Model และ 3) LIFE–LEAD Model ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ด้าน สามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการออกแบบกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของโรงเรียนปฐมวัยอื่นได้</p> อัญชลี ยอดบุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อัญชลี ยอดบุญเรือง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285496 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการอ่านรู้เรื่อง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290268 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอ่านรู้เรื่อง 2) พัฒนาโมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการอ่านรู้เรื่อง 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 4) ศึกษาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอ่านรู้เรื่อง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 280 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดการอ่านรู้เรื่อง แบบทดสอบวัดความถนัดทางภาษา แบบวัดเจตคติต่อการอ่าน แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แบบสอบถามการสนับสนุนการอ่านของครอบครัว และแบบสอบถามการส่งเสริมการสอนของครู การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุ ประกอบด้วย ตัวแปรแฝงภายนอก ได้แก่ ความถนัดทางภาษา การสนับสนุนการอ่านของครอบครัว และการส่งเสริม การสอนของครู มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อการอ่านรู้เรื่อง มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และเจตคติต่อ การอ่านเป็นตัวแปรแฝงภายใน 2) ตัวแปรทั้งหมดมีค่าความเบ้และความโด่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีค่าสหสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า KMO = 0.846 และ Bartlett’s Test มีนัยสำคัญทางสถิติ โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าน้ำหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.463-0.735 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-Square = 369.207, df = 336, p = .1027, CFI = 0.981, TLI = 0.979, RMSEA = 0.019, SRMR = 0.049) 4) ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการอ่านรู้เรื่อง คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการอ่านรู้เรื่อง คือ การสนับสนุนการอ่านของครอบครัว และการส่งเสริมการสอนของครู</p> จิรารัตน์ ขันคำ, รองศาสตราจารย์สริยกานต์ ยี่เก็งเอี่ยม, รองศาสตราจารย์ ดร.จำลอง วงษ์ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 จิรารัตน์ ขันคำ, รองศาสตราจารย์สริยกานต์ ยี่เก็งเอี่ยม, รองศาสตราจารย์ ดร.จำลอง วงษ์ประเสริฐ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290268 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอาหารไทย 4 ภาค ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับสื่อบอร์ดเกม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285785 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อาหารไทย 4 ภาค โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับสื่อบอร์ดเกม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับสื่อบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อาหารไทย 4 ภาค และ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อาหารไทย 4 ภาค มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.45/83.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับสื่อบอร์ดเกม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จิตคุปต์ ละอองปลิว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 จิตคุปต์ ละอองปลิว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285785 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ประกอบแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทศนิยมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลแม่ใจ(บ้านศรีถ้อย) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285512 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ประกอบแบบฝึกทักษะเรื่องทศนิยม เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และ การคิดวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลแม่ใจ (บ้านศรีถ้อย) 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาประกอบกับการทำแบบฝึกทักษะ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาประกอบกับการทำแบบฝึกทักษะ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดของ (ทิศนา แขมมณี, 2555) เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 13 คน คัดเลือกแบบเจาะจง อยู่ในห้องเรียนที่กำลังเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่อง ทศนิยม และผู้วิจัยสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตลอดระยะเวลาการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา จำนวน 11 แผน 2) แบบฝึกทักษะเรื่องทศนิยม 3) แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ จำนวน 20 ข้อ สร้างขึ้นโดยอิงแนวคิดของสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2545) ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดี และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนจำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ คะแนนพัฒนาการสัมพันธ (RELATIVE GAIN SCORE) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) และการค่าเฉลี่ย ( ) ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีพัฒนาการทั้งด้านทักษะการแก้ปัญหาและการคิดวิเคราะห์ในระดับสูงหลังการเรียน 2) คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสองด้าน และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.88)</p> ปิยะวรรณ ใจอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปิยะวรรณ ใจอักษร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285512 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยเทคนิคกลุ่มแข่งขัน ร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก เรื่อง การออกแบบและ เขียนโปรแกรมอย่างง่าย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291145 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2) ศึกษาความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) ศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันด้วยเทคนิคกลุ่มแข่งขันร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก เรื่องการออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย ประชากรและตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนจำนวน 25 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.57, S.D. = 0.60) 2) ผลการศึกษาความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับจุดประสงค์การเรียนรู้ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 3) ผลการศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้ค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.30 - 0.78 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.42 – 0.77 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95</p> สุวัฒน์ นิรมล, อัจฉรีย์ คำแถม, สุวัฒน์ บรรลือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สุวัฒน์ นิรมล, อัจฉรีย์ คำแถม, สุวัฒน์ บรรลือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291145 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับการใช้วรรณกรรมเป็นฐาน : การวิจัยเชิงปฏิบัติการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285323 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับการใช้วรรณกรรมเป็นฐานตามเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโคกขาม (นาคพัฒนา) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 9 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับการใช้วรรณกรรมเป็นฐาน จำนวน 8 แผน 2) แบบทดสอบความสามารถในการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา เป็นแบบอัตนัยชนิดเขียนตามคำบอก จำนวน 4 ฉบับ ฉบับละ 20 ข้อ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน จำนวน 5 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกตพฤติกรรมและความคิดเห็นของนักเรียนในแต่ละวงจรปฏิบัติการ และนำเสนอผลในลักษณะการบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ โดยการวิจัยครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 วงจรปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า วงจรปฏิบัติการที่ 1 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 พฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม และความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก วงจรปฏิบัติการที่ 2 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 88.89 พฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม และความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก วงจรปฏิบัติการที่ 3 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 100 พฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม และความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และวงจรปฏิบัติการที่ 4 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 100 พฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีเยี่ยม และความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก</p> พรทิพย์ โคกทอง, สุมาลี ชูกำแพง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พรทิพย์ โคกทอง, สุมาลี ชูกำแพง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285323 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสำเร็จในการเรียนรู้และทักษะการออกแบบพื้นที่บ้านของนักเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาในประเทศจีนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285797 <p>เพื่อตอบสนองต่อช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติในการศึกษาการออกแบบอาชีวศึกษาการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้การเรียนรู้โดยโครงการ และ 2) เปรียบเทียบทักษะการออกแบบพื้นที่ภายในบ้านของนักเรียนก่อนและหลังการใช้การเรียนรู้โดยโครงการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นปีที่ 2 จำนวน 33 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในสาขาการออกแบบพื้นที่ภายในบ้าน คณะการศึกษาและการออกแบบ วิทยาลัยอาชีวศึกษาการสื่อสารแห่งฉงชิ่ง ในภาคการศึกษาที่ 2 ของปีการศึกษา 2567 โดยใช้วิธีการสุ่มแบบมีจุดประสงค์ การวิจัยนี้ใช้การออกแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวก่อนและหลังเพื่อประเมินประสิทธิผลของการแทรกแซงทางการสอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยโครงการ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบประเมินทักษะการออกแบบพื้นที่ภายในบ้าน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนเข้าร่วมกิจกรรม และ 2) ทักษะการออกแบบพื้นที่ภายในบ้านของนักเรียนพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากเข้าร่วมกิจกรรม ผลลัพธ์เหล่านี้ยืนยันถึงประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยโครงการในการเสริมสร้างทั้งความรู้ทางวิชาการและทักษะปฏิบัติด้านการออกแบบในบริบทของการศึกษาระดับอาชีวศึกษา ผลการวิจัยนี้ยังยืนยันว่าการเรียนรู้โดยโครงการเป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการศึกษาการออกแบบอาชีวศึกษาในประเทศจีน</p> อู๋จือหยง, ชนาธิป บุบผามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อู๋จือหยง, ชนาธิป บุบผามาศ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285797 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 ระดับและความสัมพันธ์ของทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษา สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285540 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษาและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรปัจจัยด้านบุคคล ครอบครัว สถานศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) จำนวน 145 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามคุณลักษณะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษามีระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=3.83) โดยทักษะความใฝ่เรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̅=4.13) รองลงมา คือ ทักษะการคิด วิเคราะห์ข้อมูล (𝑥̅=4.12) ขณะที่ทักษะการใช้เทคโนโลยี (𝑥̅=3.45) และ ทักษะความคิดเป็นผู้ประกอบการอยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̅=3.36) สำหรับการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคล ครอบครัว และสถานศึกษากับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเกิดจากผลกระทบของปัจจัยภายนอก เช่น เครือข่ายเพื่อน การเรียนรู้นอกระบบ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่บุคคลสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างอิสระผ่านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ระบบการเรียนออนไลน์ ปัญญาประดิษฐ์ และเครือข่ายสังคมดิจิทัล</p> อัธยา เมิดไธสง, ทิพย์สุดา ปรีดาพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อัธยา เมิดไธสง, ทิพย์สุดา ปรีดาพันธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285540 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการจัดการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสำคัญ เเละความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285324 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับ 5W1H ตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 37 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ (E<sub>1</sub>) และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) เท่ากับ 90.15/85.95 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับ 5W1H อยู่ในระดับมากที่สุด</p> อนัญญา อักษรพิมพ์ , สุมาลี ชูกำแพง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อนัญญา อักษรพิมพ์ , สุมาลี ชูกำแพง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285324 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 A ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคผันผวน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/286127 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนา 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ จำแนกตามตำแหน่ง ขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์การปฏิบัติงาน และ 3) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคผันผวน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 348 คน ผู้ให้สัมภาษณ์ จำนวน 12 คน จากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่งมือที่ใช้ในการเก็บรวบรมข้มูลเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ จำนวน 348 ฉบับ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยหาค่า IOC มีค่าตั้งแต่ 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.940 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) และการคำนวณระดับความต้องการจำเป็น (<strong><em>PNI <sub>modified</sub></em></strong>) เมื่อพบความแตกต่าง ทดสอบรายคู่ด้วยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคผันผวนโดยรวม สภาพปัจจุบันอยู่ระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ระดับมากที่สุด 2) ผลเปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคผันผวน จำแนกตามสภาพการดำรงตำแหน่งไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาและประสบการณ์การปฏิบัติงาน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) การจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนามากที่สุด 3 อันดับแรก (1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม (<strong><em>PNI <sub>modified</sub></em></strong> =0.1156) การพัฒนาการศึกษาให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจน (2) ด้านการยืดหยุ่น (<strong><em>PNI <sub>modified</sub></em></strong> =0.1063) ผู้บริหารสถานศึกษามีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง บริหารเวลาและงานอย่างยืดหยุ่น สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ตามความเหมาะสม และ (3) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ (<strong><em>PNI <sub>modified</sub></em></strong> =0.1036) เป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติดี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับครูและนักเรียน แสดงความโปร่งใส โดยยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมชัดเจน</p> อำภา จันทร์ผาย, ธิดารัตน์ จันทะหิน, นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อำภา จันทร์ผาย, ธิดารัตน์ จันทะหิน, นเรศ ขันธะรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/286127 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเครื่องมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคการเรียนเป็นคู่ สำหรับส่งเสริมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285605 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาการคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อศึกษาคุณภาพแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ 3) เพื่อพัฒนาแบบสอบถามแบบประเมินคุณภาพสื่อการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนจำนวน 36 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาค ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าอยู่ระหว่าง 4.63 ถึง 4.87 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.24 ถึง 0.53 2) ผลการพัฒนาแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ได้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินจำนวน 43 ข้อ ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ อยู่ในช่วง 0.60 ถึง 1.00 ผลการประเมินค่าความยากง่าย อยู่ในช่วง 0.33 ถึง 0.78 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.22 ถึง 0.67 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 3) ผลการพัฒนาแบบสอบถามแบบประเมินคุณภาพสื่อการสอน ได้แบบประเมินคุณภาพสื่อการสอน ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.89 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.21</p> ณัฐพงศ์ ขันทอง, อัจฉรีย์ พิมพิมูล, สุวัฒน์ บรรลือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ณัฐพงศ์ ขันทอง, อัจฉรีย์ พิมพิมูล, สุวัฒน์ บรรลือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285605 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการให้เหตุผลและเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285371 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และ 2) เพื่อศึกษาระดับของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน รวม 12 ชั่วโมง 2) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ 3) แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ 4) แบบบันทึกอนุทินและ 5) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 20 คน มีการพัฒนาความสามารถในการให้เหตผลเชิงวิทยาศาสตร์ หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ โดยพบว่าในวงจรปฏิบัติการที่ 1 มีนักเรียนกลุ่มเป้าหมายผ่านเกณฑ์ 7 คน คิดเป็นร้อยละ 35 ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 มีนักเรียนกลุ่มเป้าหมายผ่านเกณฑ์ 14 คน คิดเป็นร้อยละ 70 และในวงจรปฏิบัติการที่ 3 มีนักเรียนกลุ่มเป้าหมายผ่านเกณฑ์ 20 คน คิดเป็นร้อยละ 100 2) เจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 (S.D.=0.77)</p> พิมพ์พิชญ์ ขันทอัต , มานิตย์ อาษานอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พิมพ์พิชญ์ ขันทอัต , มานิตย์ อาษานอก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285371 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการใช้คำถาม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/286677 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการใช้คำถาม 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโนนบอน (คำหล้าประชานุเคราะห์) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 16 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน รวม 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการใช้คำถาม มี 5 ขั้นตอน โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด 2) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในแต่ละหน่วยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการใช้คำถาม อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ประภัสสรา จำเริญ, สมถวิล ขันเขตต์, ปริญา ปริพุฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ประภัสสรา จำเริญ, สมถวิล ขันเขตต์, ปริญา ปริพุฒ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/286677 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามแนวคิด การมีส่วนร่วมของชุมชนและการให้คำปรึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของโรงเรียนเทศบาลบ้านเขาน้อย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/282948 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามแนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการให้คำปรึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบฯ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ และ 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากร 12 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษา จำนวน 53 คน ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 53 คน จำนวนทั้งสิ้น 118 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน ดำเนินการวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามแนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการให้คำปรึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อน โดยรวมมีการปฏิบัติในระดับมาก มีปัญหาการดำเนินงานในระดับมาก และมีความต้องการพัฒนาในระดับมากที่สุด 2) ผลการพัฒนารูปแบบ ได้องค์ประกอบ 6 ส่วน ได้แก่ (1) วัตถุประสงค์ (2) หลักการ (3) ระบบและกลไก (4) ขั้นตอนการดำเนินงาน ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกันปัญหานักเรียน การช่วยเหลือแก้ไขปัญหา และการส่งต่อ (5) วิธีการประเมินผล และ (6) เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยมีผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการใช้รูปแบบ พบว่า มีประสิทธิภาพรูปแบบอยู่ในระดับมาก นักเรียนมีคุณลักษณะพฤติกรรมที่พึงประสงค์โดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 นักเรียนมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.15 และนักเรียนมีความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึ้นโดยรวม คิดเป็นร้อยละ 10.53 และ 4) ผลการประเมินรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ชลนัสธี พิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชลนัสธี พิลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/282948 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285675 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 และ 2) นำเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 มี 2 ตอน คือ ตอน 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการและครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 191 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นด้านสภาพปัจจุบัน 0.812 และปัญหา 0.806 สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตอน 2 ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผลวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนปัญหา ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีแนวทางปฏิบัติ 18 รายการ ประกอบด้วย 5 ด้าน 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ มีแนวทางปฏิบัติ 4 รายการ 2) ด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ มีแนวทางปฏิบัติ 3 รายการ 3) ด้านการวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ มีแนวทางปฏิบัติ 5 รายการ 4) ด้านการนิเทศการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ มีแนวทางปฏิบัติ 2 รายการ และ 5) ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ มีแนวทางปฏิบัติ 4 รายการ</p> เกศราภรณ์ ธาราพรหม, ประยูร  บุญใช้, พรเทพ  รู้แผน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เกศราภรณ์ ธาราพรหม, ประยูร  บุญใช้, พรเทพ  รู้แผน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285675 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางการเรียนรู้ในชั้นเรียนรวม : ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับบริบทประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285076 <p>บทความวิชาการเชิงทบทวนมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology: AT) ในการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางการเรียนรู้ในบริบทของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) AT ช่วยลดอุปสรรคในการเรียนรู้ที่เกิดจากความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ พฤติกรรม และพัฒนาการ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาและมีส่วนร่วมในห้องเรียนได้อย่างเท่าเทียม แต่ยังส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง การพัฒนาความสามารถเฉพาะบุคคล และการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ตัวอย่างของ AT ที่กล่าวถึง ได้แก่ แอปพลิเคชันสื่อสารทางเลือก (AAC) ซอฟต์แวร์ฝึกอ่านและเขียน โปรแกรมแสดงคำบรรยาย เครื่องช่วยฟัง อุปกรณ์ช่วยพิมพ์ โต๊ะปรับระดับ เทคโนโลยีอินเทอร์แอกทีฟ และแพลตฟอร์มเรียนรู้ด้วยตนเอง บทความเน้นความสำคัญของการเลือกใช้ AT ให้เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังเสนอแนะแนวทางการใช้ AT ในระบบการศึกษาไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสะท้อนความท้าทาย เช่น การขาดความรู้ของครู การเข้าถึงทรัพยากร และความจำเป็นในการพัฒนาเชิงนโยบาย บทความสรุปว่า AT เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมศักยภาพของเด็กทุกคนในศตวรรษที่ 21</p> รุ่งรัตน์ ศรีอำนวย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 รุ่งรัตน์ ศรีอำนวย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285076 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษาโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) : กุญแจสำคัญในการยกระดับผลคะแนน PISA https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285181 <p>ผลคะแนนการประเมิน PISA ของนักเรียนไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความท้าทายของระบบการศึกษาไทยในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้สอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ การบริหารการนิเทศการศึกษา เพื่อยกระดับผลคะแนน PISA ซึ่งหลักสำคัญ คือ การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยการส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็น ผู้เรียนรู้เชิงรุก ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุก และการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดแบบเติบโต เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนเชื่อว่าตนเองสามารถพัฒนาได้ การนำข้อสอบ PISA เข้าสู่ชั้นเรียนทั้งการนำมาสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้ หรือการนำมาประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับลักษณะของข้อสอบ PISA มากขึ้น จากการศึกษา พบว่า การพัฒนาการศึกษาด้วยการบริหารการนิเทศด้วยชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยใช้กระบวนการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นวิเคราะห์ 2) ขั้นวางแผนการจัดการเรียนรู้ 3) ขั้นปฏิบัติและสังเกตการณ์ 4) ขั้นสะท้อนความคิด และ 5) ขั้นปรับปรุงใหม่ ส่งเสริมให้ครูเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมกันสังเกตการณ์ และสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ นำไปสู่การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้ายกระดับคุณภาพผู้เรียนและผลคะแนน PISA ในภาพรวมของประเทศอย่างยั่งยืน</p> ลัคนา ชำนาญกุล, ณัฐนันท์พร จารุพัฒน์, ดุจฤดี ประเสริฐสวัสดิ์, กาญจนา บุญส่ง, นิภา เพชรสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ลัคนา ชำนาญกุล, ณัฐนันท์พร จารุพัฒน์, ดุจฤดี ประเสริฐสวัสดิ์, กาญจนา บุญส่ง, นิภา เพชรสม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/285181 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700