วารสารครุทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER <p>คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มีนโยบายมุ่งพัฒนางานวิชาการของคณะและสร้างพื้นที่การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการของคณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งนักศึกษาระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภายในและภายนอก จึงได้ดำเนินการจัดทำวารสารครุทรรศน์ (Journal of UBRU Educational Review) ในปี พ.ศ.2564 โดยเริมฉบับปฐมฤกษ์ปีที่ 1 ฉบับที่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564<br />วารสารครุทรรศน์ เป็นวารสารอีเล็กทรอนิกส์ (Online) ได้รับการอนุมัติ ISSN (Online) จากสำนักหอสมุดแห่งชาติตามลำดับดังนี้<br />-วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2564 ได้รับ ISSN: 2773-9821 (Online) <br />- วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2567 ISSN: 3027-7620 (Online) <br />กองบรรณาธิการจะมุ่งมั่นพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จนกว่าจะได้รับการรับรองมาตรฐานในที่สุด</p> th-TH rattana.p@ubru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ ปัญญาภา) Paphada1507@gmail.com (คุณปภาดา จันทร์แรม ) Mon, 17 Aug 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการจัดการศึกษาข้ามแดนสำหรับนักเรียนสัญชาติลาว : กรณีศึกษาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบรรจบพันบ้านปากลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/294448 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษานโยบายการจัดการศึกษาข้ามแดนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบรรจบพันบ้านปากลา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนสัญชาติลาวของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบรรจบพันบ้านปากลา 3) เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้ปกครองนักเรียนสัญชาติลาวที่เข้าศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบรรจบพันบ้านปากลา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยประกอบด้วย ผู้ปกครองของนักเรียนสัญชาติลาว คณะครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา รวม 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกการสังเกต แบบบันทึกการสัมภาษณ์ และแนวคำถามในการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายการศึกษาข้ามแดนมีความสอดคล้อง 3 ระดับคือ ระดับสากล ระดับชาติ และระดับหน่วยงาน 2) แนวทางการจัดการศึกษาข้ามแดนสำหรับนักเรียนสัญชาติลาว โรงเรียนใช้หลักสูตรเดียวกันกับนักเรียนไทย และให้ความเสมอภาคในการได้รับสิทธิทางการศึกษาผ่านระบบเลขประจำตัว รหัสประจำตัวผู้เรียนประเภท G มีการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาไทยและทักษะทางสังคม 3) ความคาดหวังของผู้ปกครองนักเรียนสัญชาติลาว การส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่โรงเรียนในประเทศไทย ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ตลาดแรงงานและยกระดับเศรษฐกิจครอบครัว ควบคู่กับการรักษาเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงเครือญาติข้ามแดนให้คงอยู่สู่นักเรียนรุ่นหลัง ตลอดจนมุ่งหวังให้บุตรหลานสั่งสมทักษะภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และเทคโนโลยี สำหรับการประกอบอาชีพในประเทศไทยในอนาคต</p> ชนากร ปรีชา, ปวีณา จันทาทอง, พัศมณฉัตร ปาคุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชนากร ปรีชา, ปวีณา จันทาทอง, พัศมณฉัตร ปาคุต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/294448 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290725 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ 3) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิม 4) เพื่อตรวจสอบความตรงโมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ ซึ่งเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ รวมทั้งสิ้น จำนวน 362 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้นเชิงสัดส่วน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของตัวแปรแฝงแต่ละตัวมีความตรงเชิงโครงสร้างที่เหมาะสมเมื่อพิจารณาเป็นรายโมเดล 4) โมเดลโครงสร้างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาได้จากค่า (χ² = 118.330, df = 121, χ²/df = 0.978, p = .552, RMR = 0.004, RMSEA = 0.000, GFI = 0.966, AGFI = 0.952, NFI = 0.975, TLI = 1.001, and CFI = 1.000)</p> ปฏิภาณ สีน้อยขาว, เทิดศักดิ์ สุพันดี, เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปฏิภาณ สีน้อยขาว, เทิดศักดิ์ สุพันดี, เพียงแข ภูผายาง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290725 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยใช้การสอนแบบโครงงานเป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านแสนเมืองมูล) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290844 <div id="model-response-message-contentr_7da10a17948cf346" class="markdown markdown-main-panel md-content enable-luminous-fast-follows enable-updated-hr-color" dir="ltr" aria-busy="false" aria-live="polite"> <div>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ 2) พัฒนา 3) ทดลองใช้ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยใช้การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 116 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นมากกว่า 0.82 การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์วิธีปฏิบัติที่ดี การประชุมปฏิบัติการ และแบบประเมินผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<span class="math-inline" data-math="\bar{X} = 4.27, S.D. = 0.21" data-index-in-node="71">X= 4.27, S.D. = 0.21$</span> และ <span class="math-inline" data-math="\bar{X} = 4.27, S.D. = 0.21" data-index-in-node="71">X</span><span class="math-inline" data-math="\bar{X} = 4.28, S.D. = 0.52" data-index-in-node="103">= 4.28, S.D. = 0.52$</span> ตามลำดับ) โดยมีปัญหาสำคัญ เช่น การขาดผู้เชี่ยวชาญร่วมวิพากษ์หลักสูตร ผู้เรียนติดโทรศัพท์มือถือ ผู้ปกครองขาดความรู้ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้และการวัดผล และสื่อเทคโนโลยีขาดความหลากหลาย 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า ความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาในการนำรูปแบบไปใช้ ผลลัพธ์ที่เกิดกับครู ความพึงพอใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนักเรียน ผลกระทบต่อชุมชน และผลการประเมินสมรรถนะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีมของผู้เรียน ปีการศึกษา 2567 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน (<span class="math-inline" data-math="\bar{X} = 4.27, S.D. = 0.21" data-index-in-node="71">X</span><span class="math-inline" data-math="\bar{X} = 4.40, 4.63, 4.32, 4.38" data-index-in-node="679">= 4.40, 4.63, 4.32, 4.38</span> และ <span class="math-inline" data-math="4.32" data-index-in-node="716">4.32</span> ตามลำดับ) และ 4) ผลการประเมินรูปแบบในด้านความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<span class="math-inline" data-math="\bar{X} = 4.32, S.D. = 0.22" data-index-in-node="818">X = 4.32, S.D. = 0.22</span>)</div> </div> ปิยนันท์ แซ่จิว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปิยนันท์ แซ่จิว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290844 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ํ ผลการใช้โปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มเพื่อเสริมสร้างกริททางการเรียน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291083 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มต่อการเสริมสร้างกริททางการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และศึกษาประสบการณ์เชิงจิตใจของนักศึกษาภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 16 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้ที่มีคะแนนความมุ่งมั่นพากเพียรทางการเรียนต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทร์ที่ 25 และแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความมุ่งมั่นพากเพียรทางการเรียน โปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม จำนวน 11 ครั้ง และแบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (Independent Sample t-test) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้การสังเคราะห์ประเด็นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของโคลบ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษากลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มมีระดับกริทหรือความมุ่งมั่นพากเพียรทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ประสบการณ์เชิงจิตใจของนักศึกษาภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มสะท้อนว่าการพัฒนาความมุ่งมั่นพากเพียรทางการเรียนเกิดจากกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ โดยมิติด้านความปรารถนาอย่างแรงกล้าได้รับการพัฒนาผ่านการสำรวจตนเอง การให้ความหมายต่อเป้าหมาย และแรงจูงใจภายใจ มิติด้านความขยันหมั่นเพียรพัฒนาผ่านการเรียนรู้จากความผิดพลาด การฝึกทักษะ และการเผชิญอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความมุ่งมั่นพากเพียรทางการเรียนของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา</p> วิกานดา ชัยรัตน์, เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิกานดา ชัยรัตน์, เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291083 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะปฏิบัติอังกะลุงตามแนวคิดของซิมพ์ซัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนก้านเหลืองวิทยาคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291718 <p>อังกะลุงเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ตัวเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้นผลิตเสียงเพียงหนึ่งระดับเสียง การบรรเลงจึงจำเป็นต้องอาศัย การประสานสัมพันธ์ทางสังคมและทักษะเฉพาะบุคคล (Individual Skill and Collective Coordination) ที่แม่นยำสูง ทั้งในมิติของการสั่งการกล้ามเนื้อ (Motor Skill) และการฟัง อย่างไรก็ตาม ในบริบทการจัดการเรียนการสอนดนตรีไทยมักพบปัญหาการขาดกรอบแนวคิดที่จำแนกขั้นตอนการฝึกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความแม่นยำและไม่สามารถพัฒนาทักษะสู่ระดับที่ซับซ้อนได้ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติอังกะลุงโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตพิสัยของซิมพ์ซัน (Simpson’s Psychomotor Domain) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) โดยศึกษาในกลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนก้านเหลืองวิทยาคม จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและการหาค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub></p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 85.52/85.76 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการฝึกฝนตามลำดับขั้นช่วยเสริมสร้างทักษะได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ผู้เรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด X = 4.60, S.D. = 0.48) โดยเฉพาะในด้านกระบวนการเรียนรู้ที่มีความชัดเจน การประยุกต์ใช้โมเดลของซิมพ์ซันพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือทางดนตรีศึกษา ช่วยยกระดับความสามารถเชิงปฏิบัติการ (Practical Competence) และสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ศิลปะดนตรีไทย นับเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมการสอนดนตรีปฏิบัติในอนาคต</p> ยุวัฒน์ฑิตา จำลอง, สัญชัย ด้วงบุ้ง, สุรดิษ ภาคสุชล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยุวัฒน์ฑิตา จำลอง, สัญชัย ด้วงบุ้ง, สุรดิษ ภาคสุชล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291718 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291889 <p>การศึกษาอิสระครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการ 2) ศึกษาปัจจัยสำคัญของการบริหารงานวิชาการ และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาชำนาญการพิเศษที่มีประสบการณ์สูงและเป็นที่ยอมรับจำนวน 5 คน และประชากรข้าราชการครูผู้สอนจากโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารจำนวน 9 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการวัดผล ประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน ในขณะที่ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการนิเทศการศึกษา ในส่วนของปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบริหารงานวิชาการ จำแนกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ปัจจัยภายใน ซึ่งประกอบด้วย ด้านโครงสร้างและนโยบายของสถานศึกษา บุคลากร ประสิทธิภาพทางการเงิน วัสดุทรัพยากร และการบริหารจัดการ และปัจจัยภายนอก ซึ่งประกอบด้วย ด้านสังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ตลอดจนการเมืองและกฎหมาย สำหรับแนวทางการบริหารงานวิชาการโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร ครอบคลุมการพัฒนาใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบท 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3) การพัฒนาระบบการวัดผล ประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียนยืดหยุ่น 4) การยกระดับการนิเทศการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 5) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และ 6) การส่งเสริมการแนะแนวทางการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้แก่ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน</p> สุพจน์ จ๋าวกิตติวัฒนา, สมเกียรติ ตุ่นแก้ว, ไพรภ รัตนชูวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สุพจน์ จ๋าวกิตติวัฒนา, สมเกียรติ ตุ่นแก้ว, ไพรภ รัตนชูวงศ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291889 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291773 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของนักศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและบริบท ด้านการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ด้านการบริหารทรัพยากรและศักยภาพบุคคล ด้านการขับเคลื่อนกลยุทธ์และการทำงานเป็นทีม และด้านการติดตาม ประเมินผล และการปรับกลยุทธ์ 2) ผลการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังต่อไปนี้ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและบริบท ด้านการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ด้านการบริหารทรัพยากรและศักยภาพบุคคล ด้านการขับเคลื่อนกลยุทธ์และการทำงานเป็นทีม และด้านการติดตาม ประเมินผล และการปรับกลยุทธ์</p> อดินันท์ แก้วนิล, อังคณา นาสารี, สิวะกรณ์ กฤษณสุวรรณ, พัชริดา ปรีเปรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อดินันท์ แก้วนิล, อังคณา นาสารี, สิวะกรณ์ กฤษณสุวรรณ, พัชริดา ปรีเปรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291773 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291893 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารงานโรงเรียนคุณธรรม 2) ศึกษาระดับความสำเร็จในการบริหารงานโรงเรียนคุณธรรม และ 3) ศึกษาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานโรงเรียนคุณธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 122 คน ครูผู้สอน จำนวน 184 คน รวม 306 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.911 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับปัจจัยการบริหารงานโรงเรียนคุณธรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านลักษณะของบุคคลในองค์การ 2) ปัจจัยด้านลักษณะขององค์การ 3) ด้านลักษณะของนโยบายการบริหารและการปฏิบัติ และด้านลักษณะของสภาพแวดล้อม 2. ระดับความสำเร็จในการบริหารงานโรงเรียนคุณธรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ด้านผู้บริหาร 2) ด้านนักเรียน 3) ด้านครู และด้านโรงเรียน 3. ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีทั้งสิ้น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะขององค์การ ด้านลักษณะของบุคคลในองค์การ และด้านลักษณะของนโยบายการบริหารและการปฏิบัติ</p> นงนุช แก้วคำ , ธันยนันท์ ทองบุญตา, สรรชัย ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 นงนุช แก้วคำ , ธันยนันท์ ทองบุญตา, สรรชัย ชูชีพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291893 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292182 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันเกี่ยวกับการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 โดยการสอบถามสภาพปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 จำนวน 310 คน โดยใช้แบบสอบถาม ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.877 วิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ฐานนิยม การศึกษาแนวทางการบริหารงานนิเทศ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันเกี่ยวกับการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2โดยภาพรวมส่วนใหญ่ มีความคิดเห็น อยู่ในระดับน้อยที่สุด 2) แนวทางการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 มีดังนี้ 2.1)ด้านการวางแผนการนิเทศร่วมกัน 2.2) ด้านการให้ความรู้ก่อนดำเนินการนิเทศ 2.3) ด้านการดำเนินการนิเทศ 2.4) ด้านการสร้างเสริมขวัญกำลังใจให้แก่ผู้รับการนิเทศ 2.5) ด้านการประเมินผลการนิเทศ</p> พรธิวา ปันนะสาร, สุวดี อุปปินใจ, ไพรภ รัตนชูวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พรธิวา ปันนะสาร, สุวดี อุปปินใจ, ไพรภ รัตนชูวงศ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292182 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารข้อมูลสารสนเทศกับสมรรถนะการบริหารสำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292183 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารข้อมูลสารสนเทศ 2) เพื่อศึกษาสมรรถนะการบริหารสำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารข้อมูลสารสนเทศกับสมรรถนะการบริหารสำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 319 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา และครู กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของยามาเน่ และใช้แบบสอบถาม มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามฉบับที่ 1 เท่ากับ .421 ฉบับที่ 2 เท่ากับ .428 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามฉบับที่ 1 เท่ากับ .809 ฉบับที่ 2 เท่ากับ .804 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารข้อมูลสารสนเทศ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การวางแผน อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ การนำเสนอข้อมูล อยู่ในระดับมาก ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การจัดเก็บข้อมูล อยู่ในระดับปานกลาง 2) สมรรถนะการบริหารสำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การสื่อสาร อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ภาวะผู้นำ อยู่ในระดับมาก ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การบริหารการเปลี่ยนแปลง อยู่ในระดับปานกลาง 3) ความสัมพันธ์ของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารข้อมูลสารสนเทศกับสมรรถนะการบริหารสำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ ใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน มีค่าความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง (r = .662) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> จาณุพร กองทา, รศ.ดร. สุวดี อุปปินใจ, ผศ.ดร.ไพรภ รัตนชูวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 จาณุพร กองทา, รศ.ดร. สุวดี อุปปินใจ, ผศ.ดร.ไพรภ รัตนชูวงศ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292183 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการ จัดประสบการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัย ในภาวะ PM 2.5 ภายใต้โครงการห้องเรียนสู้ฝุ่น โรงเรียนบ้านป่าเหมือด (เสริมเกียรติวณิชราษฎร์บำรุง) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292184 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัย ในภาวะPM 2.5 ภายใต้โครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นโรงเรียนบ้านป่าเหมือด (เสริมเกียรติวณิชราษฎร์บำรุง) ดำเนินการดังนี้ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยการสังเคราะห์เอกสาร ตรวจสอบเนื้อหาด้วยวิธีวิทยา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา 2) เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็นในการบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยใช้แบบสอบถามผู้บริหาร รองผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 159 คน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความสัมพันธ์ของความต้องการจำเป็นละวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา 3) เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม นำผลการวิจัยในขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 มาสร้างรูปแบบ ประเมินความถูกต้องและความเป็นไปได้ของรูปแบบฯ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงจำนวน 7 คน ตรวจสอบเนื้อด้วยวิธีวิทยาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบมี 5 องค์ประกอบ 2) สภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็น ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) รูปแบบชื่อ รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัย ในภาวะPM 2.5 ภายใต้โครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นมี 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) วิธีการ 4) การวัดและการประเมินผลและ 5) ปัจจัยความสำเร็จ ผลการประเมินความถูกต้องและความเป็นไปได้ของรูปแบบอยู่ในระดับมาก</p> กนกวรรณ พันตา, รองศาสตราจารย์สุวดี อุปปินใจ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไพรภ รัตนชูวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กนกวรรณ พันตา, รองศาสตราจารย์สุวดี อุปปินใจ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไพรภ รัตนชูวงศ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292184 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลการประเมินสมรรถนะของผู้เรียน โรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292483 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการประเมินสมรรถนะของผู้เรียนโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้การวิจัยแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 120 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะผู้เรียน 5 ด้าน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะของผู้เรียนในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (X = 3.72, SD = 0.64) และเมื่อพิจารณาแต่ละสมรรถนะ ได้แก่ สมรรถนะที่ 1 ความสามารถในการสื่อสาร อยู่ในระดับมาก (X = 3.67, SD = 0.63) สมรรถนะที่ 2 ความสามารถในการคิด เฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.80, SD = 0.66) สมรรถนะที่ 3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.73, SD = 0.66) สมรรถนะที่ 4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.73, SD = 0.68) สมรรถนะที่ 5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.85, SD = 0.70) </p> ชานนท์ ไชยทองดี, จุฬารัตน์ บุษบงก์, นภวรรณ ชาติมนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชานนท์ ไชยทองดี, จุฬารัตน์ บุษบงก์, นภวรรณ ชาติมนตรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292483 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิดต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292766 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิด รายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิดระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิดโดยกระบวนวิจัยเชิงปฏิบัติการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) แบบแผนของการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลา 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ one sample t-test และการทดสอบ dependent sample t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิดวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์เป็น 80.21/84.79 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 75/75 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยแผนผังความคิดรายวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด</p> เตชินท์ พลโยธี, ชาติชาย ม่วงปฐม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เตชินท์ พลโยธี, ชาติชาย ม่วงปฐม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292766 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลการเรียนการสอนแบบ CIPPA เสริมด้วยสมุดโต้ตอบต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292768 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง หน้าที่ส่วนต่างๆ ของพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ CIPPA เสริมด้วยสมุดโต้ตอบ ทั้งในรูปแบบก่อนเรียนกับหลังเรียน เปรียบเทียบกับเกณฑ์ (ร้อยละ 70 และ 80 ตามลำดับ) และเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง รวมถึงศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้นี้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA เสริมด้วยสมุดโต้ตอบ แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ คะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนยังสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งสองประการ ในส่วนของการเปรียบเทียบระหว่างเพศ พบว่านักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สุดท้าย นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนแบบ CIPPA เสริมด้วยสมุดโต้ตอบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> สุภาภรณ์ เหลาทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สุภาภรณ์ เหลาทอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292768 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความคาดหวังและข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อการพัฒนาหลักสูตร ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292905 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคาดหวังของผู้ประกอบการต่อบัณฑิตสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (2) เปรียบเทียบความคาดหวังของผู้ประกอบการจำแนกตามประเภทองค์กร (3) ศึกษาข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ และ (4) เสนอแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือผู้ประกอบการจำนวน 30 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ One-way ANOVA และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีความคาดหวังต่อบัณฑิตอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับจริยธรรมวิชาชีพ ทักษะการทำงานเป็นทีม และความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ พบความแตกต่างของระดับความคาดหวังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในบางมิติ โดยเฉพาะองค์กรศาสนาและองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งให้ความสำคัญต่อความรู้ด้านศาสนาและพหุวัฒนธรรมสูงกว่ากลุ่มอื่น ข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการสามารถสังเคราะห์เป็น 5 ประเด็น ได้แก่ (1) การฝึกประสบการณ์จริงในชุมชน (2) การส่งเสริมจริยธรรมและคุณธรรม (3) การพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะอ่อน (4) การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสหศาสตร์ และ (5) การจัดกิจกรรมบริการสังคมข้ามวัฒนธรรม</p> จำเรียง พรหมบุตร, พิเชฐ แสงเทียน, ชัชชาย จีระวัฒน์วงศ์, ประเวศ เวชชะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 จำเรียง พรหมบุตร, พิเชฐ แสงเทียน, ชัชชาย จีระวัฒน์วงศ์, ประเวศ เวชชะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292905 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับนิทานคุณธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/293603 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับนิทานคุณธรรม 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยระหว่างก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับนิทานคุณธรรม และ 3) ศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนการอ่านจับใจความภาษาไทย โดยการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับนิทานคุณธรรม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองตาโผ่น มิตรภาพที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความนิทานคุณธรรมโดยการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ จำนวน 12 แผน 2) แบบวัดทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความภาษาไทยโดยการจัดการเรียนรู้แบบ เอสคิวโฟร์อาร์ 4 ด้าน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับนิทานคุณธรรมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.67/76.47 2) ทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับนิทานคุณธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.09 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ .04</p> พิมลพรรณ คูณอนันต์, รศ.สริยกานต์ ยี่เก็งเอี่ยม, อ.ดร.ปริญา ปริพุฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พิมลพรรณ คูณอนันต์, รศ.สริยกานต์ ยี่เก็งเอี่ยม, อ.ดร.ปริญา ปริพุฒ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/293603 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับการเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292616 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายหลักสามประการ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/9 โรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม จังหวัดร้อยเอ็ด ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน รวม 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนข้อมูลที่ได้ถูกนํามาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t– test Dependent Samples) ผลวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1) <span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ (E</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">/E</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) เท่ากับ 82.83/86.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2) </span><span style="font-size: 0.875rem;">การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;">= 25.98) สูงกว่าก่อนเรียน (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;">= 13.15) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) </span><span style="font-size: 0.875rem;">ความพึงพอใจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด </span> สรุปได้ว่าการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับการเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน สามารถ ยกระดับทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะสำคัญของผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน นักเรียนได้รับการฝึกการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาการสื่อสารและการทำงานร่วมกันผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย นอกจากนี้ นักเรียนยังมีทัศนคติที่ดีและความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ในระดับสูงสุด ซึ่งสะท้อนว่ารูปแบบการสอนดังกล่าวถือเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 20</p> วิศว วัฒนะเลิศโรจน์, ราชันย์ นิลวรรณาภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิศว วัฒนะเลิศโรจน์, ราชันย์ นิลวรรณาภา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292616 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำแบบยืดหยุ่นของผู้บริหารที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292916 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำแบบยืดหยุ่นของผู้บริหารที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟของครู และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยืดหยุ่น การดำเนินการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาอำนาจพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 จำนวน 347 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบยืดหยุ่นของผู้บริหารในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนภาวะหมดไฟของครูในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย และ 2) ภาวะผู้นำแบบยืดหยุ่นของผู้บริหารกับภาวะหมดไฟของครู มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r<sub>xy</sub> = -.339) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ภาวะผู้นำแบบยืดหยุ่นของผู้บริหารด้านความยืดหยุ่นทางสังคม (X<sub>1</sub>) มีอำนาจพยากรณ์ภาวะหมดไฟของครูในโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 โดยสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 14.20 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ .64 สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> Y´= 4.141 - 0.517(X<sub>1</sub>)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> Z´<sub>y</sub> = -0.381(Z<sub>1</sub>)</p> <p>4) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยืดหยุ่นของผู้บริหารที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟของครูมี 1 ด้าน ได้แก่ ด้านความยืดหยุ่นทางสังคม โดยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</p> อนัญมนต์ จีระฐานุพงศ์, พรเทพ เสถียรนพเก้า , บุญมี ก่อบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อนัญมนต์ จีระฐานุพงศ์, พรเทพ เสถียรนพเก้า , บุญมี ก่อบุญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292916 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่อง พลังงานความร้อน ที่มีต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292170 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา&nbsp; เรื่อง&nbsp; พลังงานความร้อน และ 2) เปรียบเทียบการคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1&nbsp; ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่อง พลังงานความร้อน&nbsp; การวิจัยนี้เป็นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่&nbsp; 1&nbsp; โรงเรียนบ้านค้อน้อย&nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี&nbsp; กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านค้อน้อย จังหวัดอุบลราชธานี&nbsp; ซึ่งคัดเลือกมาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 30 คน&nbsp; การรวบรวมข้อมูลในงานวิจัยนี้ดำเนินผ่านเครื่องมือ 3 ลักษณะ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ สะเต็มศึกษา&nbsp; เรื่อง&nbsp; พลังงานความร้อน แบบวัดความสามารถในการแก้คิดปัญหา และแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ &nbsp;ซึ่งผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที&nbsp; ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่อง พลังงานความร้อน สูงกว่าก่อนเรียน&nbsp; อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) การคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่อง พลังงานความร้อน สูงกว่าก่อนเรียน&nbsp; อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;&nbsp;</p> ณัฐพร ทองลาด, ดวงเดือน สุวรรณจินดา, ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ณัฐพร ทองลาด, ดวงเดือน สุวรรณจินดา, ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292170 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารกับขวัญกำลังใจของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/294052 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับขวัญและกำลังใจของครูในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการและขวัญกำลังใจของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ ตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 266 คน และทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) ขวัญกำลังใจของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารกับขวัญกำลังใจของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ทั้งในภาพรวม มีความสัมพันธ์โดยมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง (r = 0.512) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ชวฎา ศรีภิรมย์, สมาน อัศวภูมิ, จำเริญ อุ่นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชวฎา ศรีภิรมย์, สมาน อัศวภูมิ, จำเริญ อุ่นแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/294052 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291847 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน 2) ศึกษาระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 113 คน และครูจำนวน 320 คน รวมทั้งสิ้น 433 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ปัจจัยด้านครูผู้สอน ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และสภาพแวดล้อม อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนปัจจัยด้านสื่อเทคโนโลยีและด้านผู้เรียนอยู่ในระดับมาก 2. ระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้เรียน สื่อเทคโนโลยี และครูผู้สอน โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนได้ร้อยละ 69.20</p> สกาวเดือน บัวบาน, ณัฐกานต์ ภาคพรต, อภิชาติ เลนะนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สกาวเดือน บัวบาน, ณัฐกานต์ ภาคพรต, อภิชาติ เลนะนันท์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291847 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ด้วยการประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่องงานและพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292358 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่องงานและพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย จำนวน 40 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่องงานและพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน และแบบสัมภาษณ์นักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยการประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่องงานและพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 โดยในวงรอบปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ผ่านเกณฑ์ 30 คน คิดเป็นร้อยละ 75.00 ไม่ผ่านเกณฑ์ 10 คน คิดเป็นร้อยละ 25.00 ในวงรอบปฏิบัติการที่ 2 นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ผ่านเกณฑ์ 9 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ไม่ผ่านเกณฑ์ 1 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 และในวงรอบปฏิบัติการที่ 3 นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ผ่านเกณฑ์ 1 คน คิดเป็นร้อยละ 100</p> ปาริชาต ทิพมาตร, ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปาริชาต ทิพมาตร, ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292358 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292772 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย แบบผสมผสานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 จำนวน 317 คน โดยใช้แบบสอบถาม ระยะที่ 2 หาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการบริหารการศึกษา ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 6 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความต้องการจำเป็น (PNI<sub> modified</sub>) ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (X= 3.08, S.D. = 0.29) สภาพที่พึงประสงค์ของทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากที่สุด (X= 4.88, S.D. = 0.15) และความต้องการจำเป็นที่มากที่สุดคือทักษะการใช้โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล (PNI<sub>Modified</sub> =0.615) 2) แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ทักษะการใช้เครื่องมือดิจิทัล จำนวน 4 แนวทาง ทักษะการประยุต์ใช้โปรแกรมสำนักงาน จำนวน 4 แนวทาง ทักษะการใช้โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล จำนวน 4 แนวทาง ทักษะการประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลรูปแบบออนไลน์ จำนวน 4 แนวทาง ทักษะการใช้งานอินเทอร์เน็ต มี จำนวน 4 แนวทาง ทักษะการใช้ดิจิทัลอย่างปลอดภัย จำนวน 4 แนวทาง รวม 24 แนวทาง</p> กีรานัทร์ ลาลด , ผศ.ดร.พิมพ์พร จารุจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กีรานัทร์ ลาลด , ผศ.ดร.พิมพ์พร จารุจิตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292772 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/293647 <p>การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการมีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานประกอบการ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษา และ 3) เพื่อประเมินแนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา 2 กลุ่มคือ กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษา จำนวน 5 คน กับกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาที่เป็นผู้ประเมินแนวทางแนวทางในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษาจำนวน 15 คน ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 5 คน 2) ครูนิเทศ จำนวน 5 คน และ 3) ครูฝึกในสถานประกอบการ จำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพและปัญหาในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล พบสภาพและปัญหาในด้านการจัดทำหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านความร่วมมือกับสถานประกอบการ ด้านการวัดผลประเมินผล และด้านการพัฒนาครูผู้สอนและบุคลากร (2) แนวทางในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ คือ 1) การจัดทำหลักสูตร 2) การจัดการเรียนการสอน 3) ความร่วมมือกับสถานประกอบการ 4) การวัดผลประเมินผล 5) การพัฒนาครูผู้สอนและบุคลากรเพื่อการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานต่อไป (3) การประเมินในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับสถานประกอบการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษโดยภาพรวม มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด (X= 4.60) และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.73)</p> ณัทพงศ์ โยธี, สมาน อัศวภูมิ, จำเริญ อุ่นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ณัทพงศ์ โยธี, สมาน อัศวภูมิ, จำเริญ อุ่นแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/293647 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292773 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 จำนวน 108 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางของเครซี่ และมอร์แกน และใช้แบบสอบถามโดยค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามในการวิจัยครั้งนี้ อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) ผลการวิจัย พบว่าสภาพปัจจุบันของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น ภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น ภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากที่สุด และมีค่าความต้องการจำเป็น ดังนี้ ทักษะพลเมืองดิจิทัลและความฉลาดทางสังคม (PNI<sub>Modified</sub> = 0.745) ทักษะความเข้าใจในการใช้งานเครื่องมือดิจิทัล (PNI<sub>Modified</sub> = 0.731) ทักษะการรู้เท่าทันและการพัฒนาการรู้ดิจิทัล (PNI<sub>Modified</sub> = 0.728) ทักษะความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม (PNI<sub>Modified</sub> = 0.728) และทักษะภาวะผู้นำดิจิทัล (PNI<sub>Modified</sub> = 0.688) ตามลำดับ</p> สกุลตลา แพงเพ็ง, พิมพ์พร จารุจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สกุลตลา แพงเพ็ง, พิมพ์พร จารุจิตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/292773 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 เริ่มต้นสอนคณิตศาสตร์ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษอย่างไร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291966 <p>บทความนี้นำเสนอประสบการณ์การสอนคณิตศาสตร์ให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่สามารถเรียนรู้ได้ ในรูปแบบขั้นตอนการสอนคณิตศาสตร์พื้นฐานในเรื่องความรู้สึกเชิงจำนวน (Number Sense) ประกอบด้วย 7 ขั้นต้อน 2 Module เพื่อแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเชิงจำนวนModule 1 ต้องเกิดก่อน Module 2จึงเกิดได้ Module 1ประกอบด้วย 1)ความเข้าใจเชิงจำนวนการนับ และจำนวนเชิงอันดับ 2)ความเข้าใจความสัมพันธ์หลากหลายระหว่างจำนวน 3)ความเข้าใจขนาดสัมพัทธ์ของจำนวน 4)การรู้ผลสัมพัทธ์ของการดำเนินการ Module2 ประกอบด้วย 5)ความสามารถในการพัฒนาสิ่งอ้างอิงในการหาปริมาณของสิ่งของในสถาณการณ์ต่างในสิ่งแวดล้อม 6)ความสามารถในการคิดคำนวณในใจได้อย่างยืดหยุ่น 7)ความสามารถประมาณค่า ซึ่งความรู้สึกเชิงจำนวนมีความจำเป็นสำคัญในการพัฒนาความสามารถการเรียนรู้คณิตศาสตร์เบื้องต้นสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพได้ในอนาคต ผู้เรียนจะถูกฝึกให้คิดอย่างมีเหตุผล (Logic) มีขั้นตอน (Algorithm) มีแบบรูปความสัมพันธ์โครงสร้าง (Patterns and Relationships) ผู้เรียนจะเรียนรู้จดจำสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสารภาษาความหมายประโยคสมการ เป็นกฏเกณฑ์ทฤษฏีบทการดำเนินการทางคณิตศาสตร์บวกลบคูณและหาร เพื่อประยุกต์ใช้การเรียนรู้คณิตศาสตร์แนวใหม่จะกล่าวถึงความสามารถ ด้านภาษาด้านคำนวณและด้านเหตุผลไปพร้อมกัน (Literacy Numeracy and Reasoning Abilities)</p> เริงชล พุฒกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เริงชล พุฒกลาง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/291966 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนา Executive Functions (EF) ผ่านการเล่นตามบริบทไทย : แนวทางปฏิบัติเพื่อรากฐานสมองที่แข็งแกร่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290676 <p>การพัฒนาทักษะสมอง Executive Functions (EF) ผ่านการเล่นตามบริบทไทยแนวทางปฏิบัติเพื่อรากฐานสมองที่แข็งแกร่ง Executive Functions (EF) เป็นชุดของกระบวนการทางความคิดระดับสูงที่จำเป็นต่อการกำกับตนเอง การปรับตัวและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีฐานการทำงานหลักอยู่ที่สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงทฤษฎีระหว่างการเล่น (Play) กับการพัฒนา EF และนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่บูรณาการกับบริบททางวัฒนธรรมไทย มุ่งเน้นการพัฒนา EF ในกรอบที่ครอบคลุม 9 ด้าน ได้แก่ การจำเพื่อใช้งาน (Working Memory), การยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control), ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility), การจดจ่อใส่ใจ (Sustained Attention), การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control), การติดตามประเมินตนเอง (Monitoring), การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating), การวางแผนจัดระบบ (Planning Organizing), และการมุ่งเป้าหมาย (Goal-Dircted) ผลการวิเคราะห์โดยอ้างอิงทฤษฎี สังคม-วัฒนธรรมของ Vygotsky ชี้ให้เห็นว่าการเล่นแบบมีจุดมุ่งหมายและการเล่นบทบาทสมมติโดยเฉพาะกิจกรรมที่บูรณาการภูมิปัญญาไทยและการละเล่นพื้นบ้าน เช่น มอญซ่อนผ้า, รีรีข้าวสาร, งูกินหาง ,เดินกะลา และการเล่นตลาดนัดท้องถิ่นเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นและเสริมสร้างทักษะ EF ทั้ง 9 ด้านในเด็กปฐมวัย บทความนี้จึงเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อให้ครู ผู้ปกครอง และผู้กำหนดนโยบายสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างรากฐานสมองที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับเด็กไทย</p> ธิดารัตน์ จันทะหิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธิดารัตน์ จันทะหิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JER/article/view/290676 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700