วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT <p>วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี (JLIT) เป็นวารสารระดับชาติ ตีพิมพ์เผยแพร่ 2 ครั้งต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการ ในสาขาการศึกษา สาขาครุศาสตร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยีการศึกษา รวมทั้งเทคโนโลยีและสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือสาขาด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทำวิจัยหรือทำงานบริการวิชาการ เชิงบูรณาการศาสตร์ ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ใหม่ ๆ สามารถนำผลงานหรือองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ สร้างคุณค่าและมีผลกระทบต่อการพัฒนาสังคม องค์กร โครงการ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ </p> th-TH <p><strong>จริยธรรมในการตีพิมพ์บทความ </strong></p> <ul> <li class="show">กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์พิจารณาบทความที่มีรูปแบบและคุณสมบัติที่ครบถ้วนตามข้อกำหนดเท่านั้น หากบทความนั้นไม่ตรงตามข้อกำหนด กองบรรณาธิการฯ มีสิทธิ์ในการปฏิเสธลงตีพิมพ์ <ul> <li class="show">ในการขอหนังสือตอบรับการตีพิมพ์ กองบรรณาธิการฯจะออกให้ในกรณีที่บทความนั้นพร้อมที่จะลงตีพิมพ์โดยไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น</li> <li class="show">การพิจารณาบทความ (Peer review) ของวารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยีถือเป็นที่สิ้นสุด ผลงานวิชาการอาจไม่ได้ลงตีพิมพ์ในเล่มที่กำหนดไว้จนกว่าจะผ่านการพิจารณาบทความ (Peer Review) และพร้อมจะลงตีพิมพ์เผยแพร่แล้วเท่านั้น</li> <li class="show">งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของการวิจัยในมนุษย์และสัตว์จะต้องผ่านการประเมินโดยกรรมการจริยธรรมของต้นสังกัด</li> </ul> </li> <li class="show">บทความที่ส่งมาต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร JLIT</li> </ul> <p>&nbsp;</p> journal.fiet@kmutt.ac.th (รศ.ดร.ธเนศ ธนิตย์ธีรพันธ์) journal.fiet@kmutt.ac.th (น.ส.ศุภาพิชญ์ โชติโก) Mon, 31 Aug 2026 09:48:36 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปฏิบัติการพลเมืองสังคมประกิตใหม่ผ่านการออกแบบแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ที่บูรณาการศาสตร์ท้องถิ่นสำหรับผู้เรียนชายขอบในโรงเรียนพื้นที่เมืองเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287441 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับผู้เรียนชายขอบ แนวคิดพลเมืองสังคมประกิตใหม่ ศาสตร์ท้องถิ่น และแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ในบริบทสังคมดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาออนไลน์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสารและวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่า ผู้เรียนชายขอบยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั้งด้านภาษา เศรษฐกิจ และความไม่สอดคล้องของเนื้อหากับบริบทชีวิตจริง ขณะเดียวกัน แนวคิดพลเมืองในระบบการศึกษายังเน้นเชิงทฤษฎีมากกว่าการพัฒนาสมรรถนะที่นำไปใช้ได้จริง บทความจึงเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการศาสตร์ท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และเชื่อมโยงการเรียนรู้กับชุมชน ผลที่คาดว่าจะได้รับคือการพัฒนาสมรรถนะพลเมืองทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีความหมายในสังคมพหุวัฒนธรรม</p> ชรินทร์ มั่งคั่ง, กฤติภัทร สระทองชุน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287441 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบูรณาการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการโค้ชเพื่อส่งเสริม ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้เรียนระดับอุดมศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/292002 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) ร่วมกับการโค้ช (Coaching) เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้เรียนระดับอุดมศึกษา การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องการผู้เรียนที่มีความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่รูปแบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมยังคงมีข้อจำกัดในการพัฒนาทักษะดังกล่าว การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการโค้ช ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผนและระบุปัญหา 2) การวิเคราะห์และการดำเนินการ 3) การสังเคราะห์และการประเมินร่วม และ 4) การสะท้อนคิดและการให้ข้อมูลป้อนกลับ โดย PBL เป็นการจัดการเรียนรู้ผ่านปัญหาและสถานการณ์จริงที่มีความซับซ้อน ขณะที่การโค้ชสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถามที่ทรงพลัง การรับฟังอย่างตั้งใจ การให้ข้อมูลป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ และการสะท้อนคิด ผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและโค้ชที่สนับสนุนให้ผู้เรียนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ส่งผลให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการตระหนักรู้ในกระบวนการคิดของตนเอง ซึ่งเป็นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัวในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล</p> อารีรัตน์ ปฐมชัยวาลย์, ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/292002 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลแบบผสมผสานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในยุคอัลกอริทึม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/295194 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลและการใช้สื่อดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย วิเคราะห์ผลกระทบของรูปแบบการรับรู้ข้อมูลในบริบทของสื่อสังคมออนไลน์และระบบอัลกอริทึมที่มีต่อการเข้าถึง การเลือกรับข้อมูล การคัดเลือก และการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งนำเสนอกรอบแนวคิดพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลแบบผสมผสาน (Hybrid Information Behavior) และแนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและระบบอัลกอริทึม โดยอาศัยการสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า พฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูลของนักเรียนเปลี่ยนจากการค้นหาเชิงรุก (Active Search) ที่เริ่มต้นจากผู้ใช้ ไปสู่รูปแบบผสมผสานที่ประกอบด้วยการค้นหาเชิงรุก การรับข้อมูลเชิงรับ (Passive Feed) ผ่านฟีดที่ถูกคัดเลือกโดยระบบอัลกอริทึม และการโต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์เชิงสนทนา (AI Interaction) ซึ่งดำเนินไปพร้อมกันภายใต้สภาพแวดล้อมดิจิทัลเดียวกัน ชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้และระบบเทคโนโลยีต่างมีบทบาทร่วมกันในการกำหนดการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ส่งผลในการลดโอกาสในการพัฒนาทักษะการตั้งคำถาม การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการคิดเชิงวิพากษ์ รวมถึงเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสภาวะจิตใจ ดังนั้นภาคการศึกษาควรส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อที่ครอบคลุมถึงความเข้าใจการทำงานของระบบอัลกอริทึม การตระหนักถึงอคติของระบบ และการพัฒนาทักษะการประเมินข้อมูลอย่างเป็นระบบ</p> พัฒนะ ดวงพัตรา, ณัทภัฏ ปั้นจาด, เบญจวรรณ อภินันท์รุ่งโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/295194 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการเทคโนโลยีไขมันและน้ำมันในการพัฒนาหลักสูตร Non-Degree ด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางด้วยการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์: กรณีศึกษาการผลิตลิปสติก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288432 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดลองใช้หลักสูตรระยะสั้นแบบ Non-Degree เรื่อง “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไขมันและน้ำมันในวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง: กรณีศึกษาการผลิตลิปสติกเบื้องต้น” โดยประยุกต์แนวคิด Outcome-Based Education (OBE) และ Constructive Alignment กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์อายุ 15–25 ปี จำนวน 55 คน แบ่งเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 27 คน และนักศึกษาระดับปริญญาตรี 28 คน หลักสูตรมีระยะเวลา 6 ชั่วโมง ประกอบด้วยการเรียนภาคทฤษฎี กิจกรรมกรณีศึกษาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และการฝึกปฏิบัติผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 4 ประเภท ได้แก่ ลิปบาล์ม ลิปสติก ลิปสครับ และลิปกลอส การประเมินผลประกอบด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน การประเมินระหว่างเรียน และ analytic rubric แบบผ่าน/ไม่ผ่าน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 71.78 ± 14.16% และผู้เรียนทั้งสองกลุ่มผ่านเกณฑ์รวมของผลิตภัณฑ์ครบ 100% ทุกประเภท สำหรับเกณฑ์สำคัญ กลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายผ่านเกณฑ์ของลิปบาล์มและลิปสครับ 100% ลิปสติก 92.59% และลิปกลอส 77.78% ส่วนกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีผ่านเกณฑ์ของลิปบาล์ม ลิปสครับ และลิปกลอส 100% และลิปสติก 96.43% ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดทุกด้าน โดยกลุ่มนักศึกษาให้คะแนนด้านเนื้อหาและการสอน แรงบันดาลใจจากกรณีศึกษา ประโยชน์ที่ได้รับ และคะแนนรวมสูงกว่ากลุ่มนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ขณะที่ด้านกระบวนการปฏิบัติไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.473) โดยสรุป หลักสูตรที่ออกแบบตามแนวคิด OBE และ Constructive Alignment สามารถส่งเสริมสมรรถนะเชิงปฏิบัติของผู้เรียนต่างช่วงวัยได้อย่างมีประสิทธิผล และควรพัฒนาแนวปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOPs) สำหรับควบคุมกระบวนการผลิตลิปสติกและลิปกลอสอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับการผ่านเกณฑ์สำคัญของผลิตภัณฑ์</p> กรณ์กนก อายุสุข, พิราพร สมบัติสุวรรณ, ณัฐวุฒิ หวังสมนึก, ศลิษา ชุ่มสันเทียะ, สิริมลภัคน์ สุวรรณคุณ, กฤติกา ตันประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288432 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มจธ. ตามกรอบแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมที่วางแผนไว้ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288922 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการ (2) ความสัมพันธ์ระหว่างเจตคติต่อการเป็นผู้ประกอบการ บรรทัดฐานทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเอง กับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการ และ (3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมที่วางแผนไว้ (TPB) เป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 3–5 จำนวน 74 คน (ร้อยละ 82.2 ของประชากร) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ในปีการศึกษา 2565 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการในระดับมาก (Mean = 3.65, S.D. = 1.09) โดยตัวแปรทั้งสามมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่าการรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = 0.422) เจตคติ (β = 0.300) และบรรทัดฐานทางสังคม (β = 0.259) ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจได้ร้อยละ 58.6 (R² = 0.586) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาหลักสูตรควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเองและปลูกฝังเจตคติเชิงบวกต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อสนับสนุนนโยบายมหาวิทยาลัยผู้ประกอบการของ มจธ.</p> มงคล นามลักษณ์, เอกรัตน์ รวยรวย, อินทร์ธิรา คำภีระ, สนิท วงษา, เศรษฐพงศ์ ศรีวิริยานนท์, เพิ่มพร บัวทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288922 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการพัฒนาทักษะ Soft Skills ผ่านรายวิชาศึกษาทั่วไปที่มีต่อความพร้อม ในการทำงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/292451 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของการพัฒนาทักษะ Soft Skills ผ่านการจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปต่อความพร้อมในการทำงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยนครพนม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 352 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเป็นผู้นำ ทักษะความสามารถในการปรับตัว ทักษะด้านจริยธรรมในการทำงาน และทักษะการคิดและการแก้ปัญหา มีอิทธิพลต่อความพร้อมในการทำงานของนักศึกษา ในขณะที่ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการจัดการสารสนเทศและทักษะการสื่อสาร ไม่พบอิทธิพลโดยตรงต่อความพร้อมในการทำงาน นอกจากนี้ เพศและอายุไม่พบว่ามีบทบาทต่อความพร้อมในการทำงานเช่นกัน ประโยชน์ของงานวิจัยนี้ช่วยสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์เกี่ยวกับบทบาทของการจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปในการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่ส่งเสริมความพร้อมในการทำงานของนักศึกษา ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะและคุณลักษณะของบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศในระยะยาว</p> เตือนใจ สิงห์สุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/292451 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบและพัฒนาเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับวัตถุดิบเครื่องดนตรีอีสาน: กรณีศึกษาบ้านท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/293128 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับแปรรูปวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเครื่องดนตรีอีสาน กรณีศึกษาบ้านท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โดยเน้นการใช้วัสดุทั่วไปในท้องตลาดเพื่อความสะดวกในการจัดสร้าง และวิเคราะห์สมรรถนะรวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง ผลการวิจัยพบว่า เครื่องอบแห้งที่พัฒนาขึ้นสามารถสร้างอุณหภูมิภายในห้องอบได้คงที่ในช่วง 55 - 62 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการระเหยความชื้นโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพทางกายภาพของเนื้อไม้ จากการทดสอบประสิทธิภาพพบว่าสามารถลดความชื้นของวัตถุดิบลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 17 โดยระยะเวลาในการอบจะแปรผันตามความหนาและความชื้นเริ่มต้นของวัตถุดิบแต่ละประเภท สรุปได้ว่าเครื่องอบแห้งนี้มีสมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งานจริงในระดับชุมชน ช่วยลดระยะเวลาในการตากแห้งเมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิม และสามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสำหรับผลิตเครื่องดนตรีอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อาทิตย์ ศิริสวัสดิ์, เอนก นรสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/293128 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนเมตาเวิร์สร่วมกับกิจกรรมการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริม การรับรู้โครงการคัดเลือกผู้อัญเชิญพระมหามงกุฎและฉัตรปริวาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/294125 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง ที่มีต่อการพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนเมตาเวิร์ส ร่วมกับกิจกรรมการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการรับรู้โครงการคัดเลือกผู้อัญเชิญพระมหามงกุฎและฉัตรปริวาร 2) พัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนเมตาเวิร์ส 3) ประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังชมชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนเมตาเวิร์ส 4) ศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดดิจิทัลคอนเทนต์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ สมาชิกที่ติดตามเพจเฟซบุ๊ก องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยการสุ่มตามสะดวก จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบศึกษาความต้องการ 2) ชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนเมตาเวิร์สร่วมกับกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ 3) แบบประเมินคุณภาพ 4) แบบประเมินผลการรับรู้ และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาความต้องการของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการพัฒนาชุดสื่อและกิจกรรม อยู่ในระดับมาก ( = 4.18, S.D = 0.99) ผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา พบว่า อยู่ในระดับดี ( = 3.86, S.D. = 0.49) ผลประเมินคุณภาพด้านสื่อการนำเสนอ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก ( = 4.67, S.D = 0.48) ผลประเมินการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างหลังการชมสื่อและเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.78, S.D. = 0.44) ดังนั้น ชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนเมตาเวิร์สร่วมกับกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้ได้จริงในการประชาสัมพันธ์โครงการ</p> ธีรวันท์ โอภาสบุตร, ภัทรวดี โกนกระโทก, กุลธิดา ธรรมวิภัชน์, พรปภัสสร ปริญชาญกล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/294125 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 7E ร่วมกับชุมชนเป็นฐาน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ภูมิปัญญาท้องถิ่น กาละแมขนมโบราณ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/294412 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 7E ร่วมกับชุมชนเป็นฐาน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 2) ศึกษาผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนธาตุพนม จังหวัดนครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 7E ร่วมกับชุมชนเป็นฐาน และแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และสถิติทดสอบค่าที (Paired Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 79.61/82.87 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.21 คะแนน (x̄ = 13.21, S.D. = 3.53) และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.87 คะแนน (x̄ = 24.87, S.D. = 1.48) จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.90 ของคะแนนเต็ม ผลการทดสอบด้วยสถิติ t-test สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test) พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 24.81, p &lt; .001)</p> วราจิตร พรมเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/294412 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเกมดิจิทัลบทบาทสมมติ เรื่อง การเขียนโปรแกรมภาษา C เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/294986 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาเกมดิจิทัลบทบาทสมมติ เรื่อง การเขียนโปรแกรมภาษา C 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยเกมดิจิทัลบทบาทสมมติ และ 3) เปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมภาษา C หลังเรียนด้วยเกมดิจิทัลบทบาทสมมติกับเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนราชนันทาจารย์ สามเสนวิทยาลัย 2 ที่ทำการลงทะเบียนเรียนในรายวิชาวิทยาการคำนวณ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 คน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบประเมินรับรองความเหมาะสมของการพัฒนาเกมดิจิทัลบทบาทสมมติ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบวัดทักษะการเขียนโปรแกรมภาษา C ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการประเมินรับรองความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเกมดิจิทัลบทบาทสมมติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก และ 3) ผลการเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมภาษา C หลังเรียนด้วยเกมดิจิทัลบทบาทสมมติสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สหรัฐ สังข์รัมย์, ณัฐพล ธนเชวงสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/294986 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน โดยใช้เกมโดมิโน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/295451 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน โดยใช้เกมโดมิโน <br />2) เพื่อหาประสิทธิภาพทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 คน ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบฝึกหัด และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน การดำเนินการวิจัยเริ่มจากการทดสอบก่อนเรียน จากนั้นจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมโดมิโนเป็นเครื่องมือหลัก และดำเนินการทดสอบหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเรียน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน โดยใช้เกมโดมิโนสามารถเพิ่มการเรียนรู้ให้นักเรียนส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอยู่ที่ 6.5 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 32.5 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 18.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.25 นอกจากนี้ การประเมินประสิทธิภาพ<br />ของสื่อการเรียนการสอนตามเกณฑ์ E1/E2 พบว่ามีค่าเท่ากับ 80.83/81.25 ซึ่งแสดงว่าสื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น<br />มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน และผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมโดมิโนอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.06) สรุปได้ว่า การใช้เกมโดมิโนเป็นสื่อการสอนช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้<br />เรื่องเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณัฐที ปิ่นทอง, ศิรินทร์ทิพย์ มารวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/295451 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและชีวิตสมัยใหม่ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/295554 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและชีวิตสมัยใหม่ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 2) เพื่อพัฒนาเอกสารและสื่อประกอบการสอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและชีวิตสมัยใหม่ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาจากการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและชีวิตสมัยใหม่ โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศชีวิตสมัยใหม่ จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา การวิเคราะห์ใช้ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและชีวิตสมัยใหม่ ประกอบด้วย ข้อมูลรายวิชา (คำอธิบายรายวิชา จุดมุ่งหมายรายวิชา และผลลัพธ์การเรียนรู้) รูปแบบการสอน เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน เครื่องมือและสื่อการสอน และการวัดและประเมินผล 2) การพัฒนาเอกสารและสื่อประกอบการสอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและชีวิตสมัยใหม่ ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน ระบบ LMS Moodle ของรายวิชา และสื่อประกอบการสอนอื่นๆ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาจากการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและชีวิตสมัยใหม่อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.57 และ S.D.= 0.49) ดังนั้นจึงสามารถที่จะนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียนจากสื่อการสอนที่ทันสมัย ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ ตอบรับกับความต้องการของผู้เรียนและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน</p> ศันสนีย์ เลี้ยงพานิชย์, วันเพ็ญ โพธิ์เกษม, ยศพร การงาน, ขนิษฐา กุลนาวิน, เจษฎา รัตนสุพร, ปิ่นนารี ขูรีรัง, สุระ วรรณแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/295554 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700