วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT <p>วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี (JLIT) เป็นวารสารระดับชาติ ตีพิมพ์เผยแพร่ 2 ครั้งต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการ ในสาขาการศึกษา สาขาครุศาสตร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยีการศึกษา รวมทั้งเทคโนโลยีและสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือสาขาด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทำวิจัยหรือทำงานบริการวิชาการ เชิงบูรณาการศาสตร์ ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ใหม่ ๆ สามารถนำผลงานหรือองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ สร้างคุณค่าและมีผลกระทบต่อการพัฒนาสังคม องค์กร โครงการ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ </p> th-TH <p><strong>จริยธรรมในการตีพิมพ์บทความ </strong></p> <ul> <li class="show">กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์พิจารณาบทความที่มีรูปแบบและคุณสมบัติที่ครบถ้วนตามข้อกำหนดเท่านั้น หากบทความนั้นไม่ตรงตามข้อกำหนด กองบรรณาธิการฯ มีสิทธิ์ในการปฏิเสธลงตีพิมพ์ <ul> <li class="show">ในการขอหนังสือตอบรับการตีพิมพ์ กองบรรณาธิการฯจะออกให้ในกรณีที่บทความนั้นพร้อมที่จะลงตีพิมพ์โดยไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น</li> <li class="show">การพิจารณาบทความ (Peer review) ของวารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยีถือเป็นที่สิ้นสุด ผลงานวิชาการอาจไม่ได้ลงตีพิมพ์ในเล่มที่กำหนดไว้จนกว่าจะผ่านการพิจารณาบทความ (Peer Review) และพร้อมจะลงตีพิมพ์เผยแพร่แล้วเท่านั้น</li> <li class="show">งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของการวิจัยในมนุษย์และสัตว์จะต้องผ่านการประเมินโดยกรรมการจริยธรรมของต้นสังกัด</li> </ul> </li> <li class="show">บทความที่ส่งมาต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร JLIT</li> </ul> <p>&nbsp;</p> journal.fiet@kmutt.ac.th (รศ.ดร.ธเนศ ธนิตย์ธีรพันธ์) journal.fiet@kmutt.ac.th (น.ส.ศุภาพิชญ์ โชติโก) Wed, 31 Dec 2025 04:50:31 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อการพัฒนาทักษะการคิดออกแบบของนักศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/281912 <p>การคิดออกแบบเป็นแนวคิดที่เน้นความเข้าใจมนุษย์เป็นศูนย์กลางมาใช้พัฒนานวัตกรรม และถูกนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะการคิดออกแบบของนักศึกษา และ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมทักษะการคิดออกแบบของนักศึกษาโดยใช้การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาต้องการพัฒนาทักษะด้านการทำความเข้าใจมากที่สุดโดยมีสาเหตุจากการจัดเวลาเรียนไม่เหมาะสม การเน้นการบรรยายมากกว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความไม่มั่นใจของนักศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่าการขาดการตั้งคำถามเชิงต่อยอดมีสาเหตุจากบรรยากาศการเรียนที่เคร่งเครียด และการไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะการคิดออกแบบที่สอดคล้องกับบทบาทของผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอน จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ คณะผู้บริหารระดับหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน และนักศึกษา</p> ชิษณุพงศ์ ปัญญ์ชยธร, สุวิมล ว่องวาณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/281912 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมท่อกรองฝุ่น PM 2.5 แรงดันบวกเพื่อใช้ในครัวเรือน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/284314 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างท่อฟอกอากาศแรงดันบวก เพื่อใช้ตามครัวเรือนและหาประสิทธิภาพของท่อฟอกอากาศที่สร้างขึ้นโดยเปรียบเทียบกับเครื่องฟอกอากาศทั่วไป ในเรื่องความสามารถในการกรองฝุ่น PM 2.5, ปริมาณก๊าซออกซินเจน (O<sub>2</sub>) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) ภายในห้อง ท่อฟอกอากาศแรงดันบวกที่ออกแบบมีลักษณะเป็นท่อทรงกระบอกทำจากพลาสติก PVC ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร และยาว 1.1 เมตร โดยส่วนหัวต่อกับไส้กรองอากาศ HEPA ที่มีพัดลมขนาด 7.2 วัตต์ ติดตั้งอยู่ที่ฐานรองของไส้กรองใช้พลังงานไฟบ้าน 12 โวลต์ ส่วนท้ายต่อเข้าช่องเจาะทางหน้าต่างเพื่อนำอากาศที่กรองเข้าห้อง หลังจากการออกแบบและสร้าง ได้นำท่อฟอกอากาศแรงดันบวกทำการทดลองหาประสิทธิภาพของตัวอุปกรณ์ พบว่าท่อฟอกอากาศแรงดันบวกมีความสามรถในคงระดับปริมาณ O<sub>2</sub> ในห้องไม่ให้ลดลงและคงระดับปริมาณ CO<sub>2</sub> ไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการใช้เครื่องฟอกอากาศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001 และ p-value &lt; 0.001 ตามลำดับ) ส่วนเรื่องความสามารถในการกรองฝุ่น PM 2.5 การใช้ท่อฟอกอากาศแรงดันบวกหรือเครื่องฟอกอากาศไม่มีความแตกต่างกัน (p-value 0.572) การทดสอบแสดงให้เห็นว่าท่อฟอกอากาศแรงดันบวกเป็นอุปกรณ์ทำให้อากาศบริสุทธิ์และภายในห้องมีปริมาณ O<sub>2</sub> และ CO<sub>2</sub> ที่ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย ไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Hypoxia และ Hypercapnia ทั้งยังมีประสิทธิภาพการกรองฝุ่นไม่ต่างจากเครื่องฟอกอากาศ</p> ประเสริฐ สุเมธวานิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/284314 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินหลักสูตรโครงการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแล ของมหาวิทยาลัย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2564) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง) โดยใช้ซิปป์ไอโมเดล (CIPPI Model) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/284796 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินหลักสูตรโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2564) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง) และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2564) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง) ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การประเมินหลักสูตรแบบซิปป์ไอโมเดล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนโครงการ วมว.-มข. 73 คน ผู้ปกครอง 73 คน ผู้บริหารและอาจารย์ 26 คน รวมทั้งสิ้น 172 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินหลักสูตรตามความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายในภาพรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายกลุ่มผู้ประเมินพบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อด้านผลกระทบในระดับมากที่สุด (M=4.56; S.D.=0.76) ส่วนผู้ปกครองมีความคิดเห็นต่อด้านบริบท (M=4.79; S.D.=0.04) และด้านผลกระทบในระดับมากที่สุด (M=4.79; S.D.=0.03) ผู้บริหารและอาจารย์มีความคิดเห็นต่อด้านปัจจัยนำเข้าในระดับมากที่สุด (M=4.71; S.D.=0.47) และ 2) แนวทางการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร ดังนี้ (1) ด้านบริบท ควรเรียงลำดับเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และกลุ่มรายวิชาเพิ่มเติม 2 (AP) ให้สอดคล้องกับเนื้อหาของสถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) (2) ด้านปัจจัยนำเข้า อาจารย์ควรปรับปริมาณงานที่มอบหมายให้เหมาะสมกับช่วงเวลาเรียน และ (3) ด้านกระบวนการ ควรเพิ่มกิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือรายวิชาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนต่างห้องมากขึ้น และการวัดประเมินผลการเรียนรู้ ควรให้น้ำหนักความสำคัญกับจุดประสงค์หน่วยการเรียนรู้ที่เรียนมากขึ้น</p> พรรณพัชนันท์ พิสิทธิ์, เกษราภรณ์ สรวลเส, เชรษฐรัฐ กองรัตน์, ประเทืองสุข มณีล้ำ, เบญจวรรณ ป้อมแสนศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/284796 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสบการณ์ที่มีผลต่อความพึงพอใจในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนนักศึกษาช่างอุตสาหกรรม วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/285457 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสบการณ์ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนนักศึกษาสาขาช่างอุตสาหกรรม วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 323 คน ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีประสบการณ์การเรียนออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงห้องเรียนและเนื้อหาวิชาออนไลน์ ด้านการวัดและประเมินผล ด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน และด้านภาระทางการเรียน ส่วนด้านประสิทธิภาพการเรียนการสอนอยู่ในระดับปานกลาง และมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับการวิเคราะห์ถดถอยพบว่า ประสบการณ์ด้านการวัดและประเมินผล ประสิทธิภาพของการสอน และภาระงาน มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความพึงพอใจ ขณะที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนมีอิทธิพลในทางลบ และการเข้าถึงเนื้อหาไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ</p> นัยนา ศรีภักดี, มงคล นามลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/285457 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 อัตราส่วนผสมระหว่างหมึกพิมพ์และสารเร่งแห้งสำหรับพิมพ์สติ๊กเกอร์พีวีซี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287071 <p>งานพิมพ์ออฟเซตลงบนสติ๊กเกอร์พีวีซี ขาวเงา <strong>(Glossy White PVC)</strong> มักพบปัญหาการแห้งตัวช้าเพราะสติ๊กเกอร์พีวีซี ไม่สามารถดูดซับหมึกพิมพ์ได้ การผสมสารเร่งแห้งลงในหมึกพิมพ์จะช่วยให้หมึกพิมพ์แห้งได้ดีขึ้น วัตถุประสงค์ของงานวิจัย เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการแห้งตัวกับคุณภาพงานพิมพ์ ระหว่างหมึกพิมพ์ทั่วไปที่ไม่ผสมสารเร่งแห้ง หมึกที่ผสมสารเร่งแห้ง 3 %, 5%, 15 % และหมึกพิมพ์สูตรแห้งเร็ว (quick dry) ที่มีการผลิตเชิงพาณิชย์ การทดลองโดยการออกแบบแผ่นพิมพ์ทดสอบ นำไปพิมพ์เปรียบเทียบด้วยเครื่องพิมพ์ออฟเซต 4 สี ทดสอบระยะการแห้งตัว ค่าความมันเงา (gloss) ความคมชัดของลายเส้นขนาดเล็ก (line) ตัวอักษรขนาดเล็ก (text) เม็ดสกรีนที่ 40% ความทนทานต่อการขัดถู (rub test) และการยึดเกาะด้วยเทปกาว (tape test) ผลการวิจัยพบว่า หมึกพิมพ์ออฟเซตที่ผสมสารเร่งแห้งในอัตราส่วน 3% สามารถแห้งตัวบนสติ๊กเกอร์พีวีซีได้เร็วกว่าหมึกพิมพ์ที่ไม่ได้ผสมสารเร่งแห้ง ร้อยละ 57.65 และให้คุณภาพของงานพิมพ์ใกล้เคียงกับหมึกพิมพ์ทั่วไปที่ไม่ผสมสารเร่งแห้ง การผสมสารเร่งแห้งจะส่งผลกระทบกับคุณภาพด้านการยึดเกาะวัสดุพิมพ์ของหมึกพิมพ์ การผสมสารเร่งแห้งในหมึกพิมพ์ทั่วไปเพื่อพิมพ์สติ๊กเกอร์พีวีซีสามารถทำได้แต่ไม่ควรผสมเกิน 3% เพราะจะส่งผลกระทบกับระยะเวลาในการแห้งตัวและคุณภาพงานพิมพ์</p> พงศ์ยุทธ์ จั่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287071 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลบนคลาวด์เพื่อการบริหารจัดการระบบน้ำประปา แบบมิเตอร์แยกในชุมชนซอยโรงปูน เขตห้วยขวาง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287125 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระบบการประมวลผลบนคลาวด์สำหรับการบริหารจัดการน้ำประปาแบบมิเตอร์แยกในชุมชนซอยโรงปูน เขตห้วยขวาง 2) พัฒนาระบบการประมวลผลบนคลาวด์เพื่อการบริหารจัดการน้ำประปาแบบมิเตอร์แยกในชุมชนซอยโรงปูน เขตห้วยขวาง และ 3) ประเมินประสิทธิภาพการใช้งานระบบการประมวลผลบนคลาวด์สำหรับการบริหารจัดการน้ำประปาแบบมิเตอร์แยกในชุมชนซอยโรงปูน เขตห้วยขวางที่พัฒนาขึ้น ข้อมูลเบื้องต้นถูกรวบรวมจากการใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนซอยโรงปูน จำนวน 5 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชุมชนมีการใช้น้ำประปาผ่านมิเตอร์หลักร่วมกันและติดตั้งมิเตอร์แยกเพื่อวัดปริณมาณการใช้น้ำรายครัวเรือน แต่ยังขาดระบบการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลที่มีประโยน์และประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้น้ำ จากนั้นจึงได้พัฒนาระบบการประมวลผลบนคลาวด์เพื่อเพื่อการบริหารจัดการน้ำประปาแบบมิเตอร์แยก โดยใช้ Google Sheet, Google Apps Script, AppSheet และ Line Official Account รวมถึงการออกแบบแชทบอทสำหรับการโต้ตอบอัตโนมัติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้อาศัยในชุมชนซอยโรงปูน จำนวน 73 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.865 ผลการวิจัยพบว่าระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) ระบบจัดการข้อมูลเจ้าหน้าที่ 2) ระบบจัดการข้อมูลผู้ใช้น้ำ 3) ระบบตรวจสอบการใช้น้ำ 4) ระบบฐานข้อมูลบนคลาวด์ 5) ระบบการแจ้งเตือนและสื่อสารผ่าน Line Official Account และ 6) ระบบชำระค่าน้ำ โดยประเด็นการประเมินประสิทธิภาพของระบบมี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ (𝑥̅=4.32, S.D.=0.64) ด้านการใช้งาน (𝑥̅=4.38, S.D.=0.61) ด้านฟังก์ชันการทำงาน (𝑥̅=4.31, S.D.=0.61) และด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (𝑥̅=4.30, S.D.=0.62) อยู่ในระดับมากทุกด้าน แสดงว่าระบบบริหารจัดการน้ำบนคลาวด์ที่พัฒนาขึ้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในชุมชนได้เป็นอย่างดี</p> สุปราณี เจริญสง่า, บุญธิชา ไพบูลย์, อารียา อาจหาญ, ธนภัทร รัตนกูล, ธนโชติ มณีสุขศรี, สุรเชษฐ์ จันทร์งาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287125 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์อินโฟกราฟิกข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2567 และ แนวปฏิบัติ Dos & Don’ts เพื่อสร้างการรับรู้สำหรับประชาคมชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287218 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์อินโฟกราฟิกข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2567 และแนวปฏิบัติ Dos &amp; Don’ts เพื่อสร้างการรับรู้สำหรับประชาคมชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) ประเมินคุณภาพของสื่อประชาสัมพันธ์อินโฟกราฟิกข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2567 และแนวปฏิบัติ Dos &amp; Don’ts 3) ประเมินการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสื่อประชาสัมพันธ์อินโฟกราฟิกข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2567 และแนวปฏิบัติ Dos &amp; Don’ts และ 4) ประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสื่อประชาสัมพันธ์อินโฟกราฟิกข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2567 และแนวปฏิบัติ Dos &amp; Don’ts เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) สื่อประชาสัมพันธ์อินโฟกราฟิกข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2567 และแนวปฏิบัติ Dos &amp; Don’ts 2) แบบประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาและด้านสื่อ 3) แบบประเมินการรับรู้ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ สมาชิกกลุ่มไลน์ CU-ITA Agent โดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 40 คน ผลการวิจัย พบว่า ผลการประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดีมาก ( 𝑥̅ = 4.90, S.D.= 0.49) ผลการประเมินคุณภาพด้านสื่อโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี ( 𝑥̅ = 4.17, S.D. = 0.72) ผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅ = 4.26, S.D. = 0.81) และความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅ = 4.46, S.D. = 0.73) ดังนั้น การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์อินโฟกราฟิกข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2567 และแนวปฏิบัติ Dos &amp; Don’ts เพื่อสร้างการรับรู้สำหรับประชาคมชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีคุณภาพและนำไปใช้ในการสร้างการรับรู้ได้</p> เพียงเพ็ญ จิรชัย, อวิรุทธิ์ ฉัตรมาลาทอง, พิยดา ศรีวะรมย์, แสงตะวัน อนุตรอริยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287218 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งใจแนะนำหลักสูตรออนไลน์ต่อผู้อื่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287725 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนออนไลน์ต่อหลักสูตรออนไลน์ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งใจแนะนำหลักสูตรออนไลน์ต่อผู้อื่น โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากแบบประเมินหลักสูตร จำนวน 5,234 ชุด วิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุในการหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่เห็นว่าสื่อประกอบเนื้อหามีคุณภาพดี (91.94%) และแบบทดสอบสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (90.64%) และหลังจากเรียนจบเห็นว่าได้เรียนรู้มากจากหลักสูตรนี้ (89.09%) และสามารถนำความรู้จากหลักสูตรไปใช้ในงานหรือชีวิตประจำวันได้ (85.52%) มากกว่าสองในสามของผู้เรียนจะตั้งใจแนะนำหลักสูตรนี้ต่อผู้อื่น (71.86%) โดยพบว่าผู้เรียนที่รู้สึกสนุกกับหลักสูตรนี้ (AOR=7.40; 95%CI=6.26-8.73) จะมีโอกาสตั้งใจแนะนำหลักสูตรออนไลน์ต่อผู้อื่นมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้การที่ผู้เรียนเห็นว่าหลักสูตรมีเนื้อหาที่เข้าใจได้ง่าย มีสื่อประกอบเนื้อหาที่คุณภาพดี หลังจากเรียนแล้วได้เรียนรู้มาก ตอบเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเอง และสามารถนำความรู้ไปใช้ในงานหรือชีวิตประจำวันได้ มีโอกาสที่จะตั้งใจแนะนำหลักสูตรออนไลน์ต่อผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน ดังนั้นการผลิตหลักสูตรออนไลน์จึงควรคำนึงถึงการออกแบบเนื้อหาร่วมกับสื่อประกอบอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถถ่ายทอดเนื้อหาสู่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของผู้เรียน จึงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนตั้งใจแนะนำหลักสูตรออนไลน์ต่อผู้อื่น</p> ปริยากร สงวนกิตติพันธุ์, กิตติพิชญ์ พรหมโคตร, ชลโกมล ทับทัน, จอมพล ดอนนอก, กมลพร อรรคฮาต, หฤทัย ชัยโทนุย, เมธาวี วังคาม, รสวันต์ อารีมิตร, ภัทรวุฒิ วัฒนศัพท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287725 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การออกแบบภาพอนาคตหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ตอบสนองต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288089 <p>การกำหนดมาตรฐานมหาวิทยาลัยยุคใหม่ไปสู่เป้าหมายการสร้างนวัตกรรมสังคมสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศนั้น จำเป็นที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องทบทวนจุดยืนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ พร้อมขยายพื้นที่รองรับการออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างกว้างขวาง การวิจัยนี้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการออกแบบภาพอนาคตหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ให้สอดคล้องตามกรอบการพัฒนามหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผ่านการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างรวม 510 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 14 คน พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และ SWOT Analysisผลการวิจัยพบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มมีความต้องการให้เปิดหลักสูตรในระดับสูง (มากกว่า 90%) ซึ่งจากผลสังเคราะห์ได้ข้อสรุปหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาสังคมศึกษาเชิงบูรณาการและนวัตกรรมสังคม สอดรับกับฐานคิดทางปรัชญาว่าด้วย “Social Innovation &amp; Integrative Knowledge” โดยมีจุดเด่นสำคัญ คือการเชื่อมร้อยหลักการ Outcome-Based Education (OBE) และ Active Learning ผสมผสานการเรียนรู้เชิงการวิจัย การเรียนรู้เชิงพื้นที่ และการเรียนรู้เชิงบูรณาการ สะท้อนเป้าหมายการสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถในการวิเคราะห์มุมมองหลากหลายทางสังคมศาสตร์ควบคู่กับการสร้างนวัตกรรมการศึกษาสังคมที่สามารถตอบโจทย์บริบทร่วมสมัย จากข้อค้นพบดังกล่าวมหาวิทยาลัยทักษิณ ควรสนับสนุนและพัฒนากลไกการจัดการเรียนรู้นวัตกรรมหลักสูตรใหม่นี้ ด้วยการสร้างเครือข่ายวิชาการครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้สู่การขยายลในระดับชาติ เตรียมพร้อมการเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศในอนาคต</p> ฐากร สิทธิโชค, อัศว์ศิริ ลาปีอี, อภิรดี จิโรภาส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288089 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับคนพิการทางการเห็น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288177 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพและประเมินผลลัพธ์ของคนพิการทางการเห็นในศูนย์ฝึกอาชีพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงานฟื้นฟูสมรรถภาพ 48 คน และคนพิการทางการเห็น 40 คน รวม 88 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม และวิเคราะห์ผลตามกรอบบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการ และสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่า ศูนย์ฝึกอาชีพจัดหลักสูตรด้านอาชีพและทักษะชีวิต เช่น การนวดแผนไทย การใช้อักษรเบรลล์ การใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน การฝึกทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว รวมถึงหัตถกรรมและเกษตรกรรม ควบคู่กับการให้คำปรึกษาเพื่อการปรับตัว ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการวางแผนชีวิต อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังมีข้อจำกัดจากการขาดความร่วมมือของครอบครัว การมีความพิการซ้อน และแรงจูงใจของผู้เรียนที่อยู่ในระดับต่ำ สำหรับผลการประเมินความบกพร่อง ความยากลำบาก หรือข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมหรือทำกิจกรรมในสังคมเปรียบเทียบก่อนและหลังการฟื้นฟูสมรรถภาพ พบว่าคนพิการทางการเห็นส่วนใหญ่มีข้อจำกัดไม่มีเลยหรือมีเพียงเล็กน้อยใน 7 กิจกรรมหลักของชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลสุขภาพตนเอง การทำงานบ้าน การใช้ชีวิตในชุมชน การเคลื่อนที่ การเตรียมอาหาร การใช้บริการขนส่ง และการศึกษา ขณะที่กิจกรรมนันทนาการ ยามว่าง และการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจมีข้อจำกัดตั้งแต่ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนลักษณะของการเห็นยังเป็นกิจกรรมที่มีข้อจำกัดในลักษณะรุนแรงที่สุด สรุปได้ว่ากระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มทักษะชีวิต โอกาสทางอาชีพ การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การมีส่วนร่วมในสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการทางการเห็น โดยควรดำเนินการอย่างยืดหยุ่น เหมาะสมกับรายบุคคล และได้รับความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p> ธรรม จตุนาม, พิมพา ขจรธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288177 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้ ChatGPT ของเจเนอเรชันแซด: กรณีศึกษา ของนักศึกษามหาวิทยาลัยนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288330 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ถึงประโยชน์ เจตนาใช้งาน และพฤติกรรมการใช้งาน ChatGPT ของนักศึกษามหาวิทยาลัยนครพนมที่อยู่ในเจเนอเรชันแซด โดยใช้กรอบแนวคิดของทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาและระดับปริญญาตรี จำนวน 400 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์และใช้สถิติโมเดลสมการโครงสร้างในการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า บรรทัดฐานอัตวิสัยไม่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ถึงประโยชน์ ขณะที่ภาพลักษณ์ ความเกี่ยวข้องของงาน คุณภาพผลลัพธ์ ความสามารถในการแสดงผลลัพธ์ และการรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้ถึงประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ การรับรู้ถึงประโยชน์และการรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อเจตนาใช้งาน และเจตนาใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการใช้งานจริงอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยยืนยันความเหมาะสมของทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี ในการอธิบายพฤติกรรมผู้ใช้และมีประโยชน์ต่อการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีให้ใช้งานง่ายและสะท้อนคุณค่าที่ผู้ใช้รับรู้</p> ขจิต ณ กาฬสินธุ์, ภูมินทร์ ฮงมา, ระวิวร ฮงมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288330 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีในสำนักงานของนิสิต: การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288420 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มุ่งศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีในสำนักงานของนิสิตด้านงานเอกสารและงานนำเสนอ รวมถึงศึกษาความพึงพอใจและการสะท้อนคิดของนิสิต ประชากรคือ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 12 คน ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ โดยมอบหมายการสร้างผลงานจำนวน 4 ชิ้นงาน ประกอบด้วย งานเอกสาร 2 ชิ้น และงานนำเสนอ 2 ชิ้น เพื่อประเมินทักษะที่สนับสนุนด้วย AI เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินชิ้นงาน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบสะท้อนคิด สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นิสิตมีคะแนนเฉลี่ยทักษะด้านงานเอกสารและงานนำเสนออยู่ในระดับดีเยี่ยม (μ = 64.83, ร้อยละ 81.04) ผลการประเมินความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทักษะด้านงานเอกสารและงานนำเสนอ (μ = 4.92, σ = 0.29) ผลการสะท้อนคิดชี้ว่า นิสิตเห็นทั้งประโยชน์และข้อจำกัด ของการนำ AI มาใช้งาน รวมถึงตระหนักถึงความสำคัญของการตั้งคำสั่งที่ดีและการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม โดยสรุปงานวิจัยนี้ยืนยันว่า การบูรณาการ AI ในการเรียนการสอน ช่วยพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีในสำนักงานของนิสิต ด้านงานเอกสารและงานนำเสนอ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่กับความพึงพอใจในระดับสูงมากและการสะท้อนคิดเชิงบวก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนของนิสิตต่อไป</p> อินทิรา ตรีเดชี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/288420 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเรียนรู้แบบนำตนเองกับ Generative AI https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/283389 <p>บทความวิชาการนี้มีเป้าประสงค์ในการศึกษา ประโยชน์ ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ Generative AI ในการเรียนรู้แบบนำตนเอง เนื่องจาก Generative AI เป็นตัวช่วยที่สำคัญในด้านการศึกษา มีความสามารถในหลากหลายด้าน ทำให้สามารถสนับสนุนการเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้แบบนำตนเอง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นผู้กำหนดแนวทางในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีการประเมินผลการเรียนรู้ได้ตลอดการเรียนรู้ 1) สามารถสร้างแผนการเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละบุคคลตามความถนัดหรือความสนใจ สร้างแบบทดสอบที่มีความเหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล 2) สามารถช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน เช่น ทักษะด้านการเขียน สามารถแก้ไขจุดบกพร่องในการเขียนเชิงวิชาการ การตรวจคำที่มีการสะกดผิด ทักษะการสื่อสาร สามารถแปลภาษาได้หลายภาษา 3) การใช้งาน Generative AI มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในการใช้งาน ข้อดีคือความรวดเร็วในการค้นหาคำตอบของผู้เรียน ทำให้สามารถประหยัดเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในส่วนของข้อจำกัดยังมีปัญหาทางด้านความแม่นยำ จริยธรรมของข้อมูล และขาดความเข้าใจในบริบทที่ซับซ้อน ทำให้ยังต้องมีการระมัดระวังและตรวจสอบในการใช้งานข้อมูลที่ได้</p> อัญรัก ท้วมบริบูรณ์, บุญรัตน์ แผลงศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/283389 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการบริหารสถาบันการอาชีวศึกษา สู่ความเป็นเลิศตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/285570 <p>การบริหารสถาบันการอาชีวศึกษาในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเผชิญความท้าทายในการผลิตกำลังคนที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน บทความนี้นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี และกลยุทธ์การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขับเคลื่อนสถาบันอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ โดยยึดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาของประเทศไทย (TVQF) เป็นแนวทางหลัก บทบาทของ AI ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูล การวิเคราะห์และออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับ TVQF และทักษะแห่งอนาคต การสร้างเส้นทางการเรียนรู้ส่วนบุคคลที่มุ่งเน้นสมรรถนะ การใช้ AI เพื่อประเมินผลการเรียนรู้และรับรองสมรรถนะที่แม่นยำ รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาทักษะของครูผู้สอนให้เป็น “โค้ชสมรรถนะ” และการเสริมสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเน้นการกำหนดแผนแม่บท AI ระดับชาติ การพัฒนามาตรฐานข้อมูลและแพลตฟอร์มกลาง การเร่งรัดพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI และการส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน-การศึกษา ส่วนข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติมุ่งเน้นการจัดทำแผนแม่บท AI ของสถาบัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเลือกโครงการนำร่องที่สร้างผลกระทบสูง การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และการเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม การประยุกต์ใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์และรอบด้าน จะช่วยให้สถาบันอาชีวศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน</p> พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ, ภิญญา สุขวิพัฒน์, ปรางทิพย์ เสยกระโทก, ณัฐชยา สมมาศเดชสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/285570 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 Play–Act–Feel (PAF): กรอบแนวคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ในเด็กเจเนอเรชันอัลฟา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287715 <p>บทความนี้เป็นงานวิจัยเชิงแนวคิดแบบ Conceptual Design-Based Research (DBR) ที่มุ่งพัฒนา Play–Act–Feel (PAF) Model เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในเด็กเจเนอเรชันอัลฟา (อายุ 7–9 ปี) โดยสังเคราะห์จากกรอบแนวคิดหลัก เช่น Head–Heart–Hands Model, Social–Emotional Learning (SEL), Experiential Learning, และ Education for Sustainable Development (ESD) ซึ่งแม้มีคุณูปการต่อการพัฒนาเด็ก แต่ยังขาดการบูรณาการ “การเล่น” “การลงมือทำ” และ “การสะท้อนอารมณ์” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ</p> <p>จากการสังเคราะห์เชิงทฤษฎี บทความนี้เสนอ PAF Model เป็นกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ทั้งสามมิติ เพื่อหล่อหลอมค่านิยมและพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์และการปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น เกมการเรียนรู้ แอปพลิเคชัน และกิจกรรมสะท้อนคิดที่เน้นอารมณ์และคุณค่า กรอบแนวคิดนี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและการศึกษาของไทยที่ต้องการพัฒนา “การเรียนรู้อารมณ์” และ “จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม” ควบคู่กัน</p> <p>บทความนี้มีคุณูปการเชิงทฤษฎีในการขยายกรอบการเรียนรู้แบบเดิมให้ครอบคลุมมิติการเล่นและอารมณ์ และเชิงปฏิบัติในการเสนอแนวทางออกแบบกิจกรรมเพื่อการศึกษาอย่างยั่งยืนในบริบทไทย</p> ณัชชา ศิริขวัญชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JLIT/article/view/287715 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700