วารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ( Journal of Management and Development Ubon Ratchathani Rajabhat University) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU <p><strong>ประวัติการดำเนินงาน</strong><br /> วารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เริ่มดำเนินการเผยแพร่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2557 มีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่องปีละ 2 ฉบับ <br /> ปี พ.ศ. 2560 วารสารฯ ได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre) <br /> ปี พ.ศ. 2563 - 2567 วารสารฯ ได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre) จากการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 4 (พ.ศ. 2563 - 2567)<br /> ปัจจุบัน วารสารฯ ได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 1 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre) จากการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 (พ.ศ. 2568 - 2572)</p> th-TH <p>บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร เป็นงานเขียนของนักวิจัยหรือนักวิชาการแต่ละท่านโดยเฉพาะ มิใช่ความเห็นและความรับผิดชอบใดๆ ของกองบรรณาธิการวารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี<br />บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฯ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องทำการอ้างอิงมายังวารสาร</p> EditorJMD.UBRU@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์.ดร.อำไพ ยงกุลวณิช) jmd2018.ubru@gmail.com (วาสนา สิทธิผล) Mon, 29 Dec 2025 12:01:14 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลยุทธ์การตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชาบูหมาล่า ของผู้บริโภคในจังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290983 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำคัญกลยุทธ์การตลาดบริการร้านชาบูหมาล่าในจังหวัดอุบลราชธานี 2) เปรียบเทียบความแตกต่างกลยุทธ์การตลาดบริการ จำแนกตามปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และ 3) ศึกษากลยุทธ์การตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชาบูหมาล่าของผู้บริโภคในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านชาบูหมาล่าในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 400 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบกำหนดให้ทุก ๆ 3 คน เก็บข้อมูล 1 ตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง กรกฎาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2567 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t - test F - test และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาพรวมกลยุทธ์การตลาดบริการมีความสำคัญอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) เปรียบเทียบความแตกต่างจำแนกตามเพศ และสถานภาพการสมรส ภาพรวมกลยุทธ์การตลาดบริการไม่แตกต่างกัน ขณะที่อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีภาพรวมกลยุทธ์การตลาดบริการแตกต่างกัน 3) กลยุทธ์การตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชาบูหมาล่าของผู้บริโภคในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านผลิตภัณฑ์ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .735 สามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจได้ ร้อยละ 53.50 ซึ่งผลวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์สำหรับธุรกิจร้านชาบูหมาล่าในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์การตลาด เช่น การกำหนดโปรโมชันเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค รวมถึงนักวิชาการ นักวิจัย สถาบัน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถนำข้อมูลไปจัดทำแผนงาน หรือโครงการ หรือจัดทำเป็นตัวแบบในการส่งเสริมการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านชาบูหมาล่าของผู้บริโภคได้</p> อุไรพร ศรีคำคง, นรีนุช ยุวดีนิเวศ, จตุรงค์ ศรีวงษ์วรรณะ, พิมุกต์ สมชอบ, วิกานดา เกษตรเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290983 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพ ของการตลาดดิจิทัลในภาคธุรกิจ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290986 <p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประยุกต์ใช้งานเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการตลาดดิจิทัล 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากแพลตฟอร์มดิจิทัล และ 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการตลาดดิจิทัลโดยใช้ตัวชี้วัดทางการตลาด โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ <br>การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบโฆษณาออนไลน์ จำนวน 57,000 เรคคอร์ด 29 แอททริบิวต์ โดยใช้ตัวชี้วัดในการวิเคราะห์ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ตัวชี้วัดด้านการตลาดดิจิทัล (อัตราการมีส่วนร่วม, อัตราการคลิก และผลตอบแทนจากการลงทุน) และ 2) ตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพของโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก (Accuracy, Precision, Recall, F1-Score และ RMSE)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การใช้โมเดล BERT ในการวิเคราะห์ข้อความ ความคิดเห็น และอารมณ์ของลูกค้าจากโพสต์ มีค่าความถูกต้องสูงสุด ร้อยละ 92.50 และเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วม ได้ถึงร้อยละ 25.00 แสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปรับปรุงการตลาด โดยข้อความที่มีเนื้อหาบวกมีผลต่อยอดขายมากกว่าข้อความทั่วไป ผลการเปรียบเทียบโมเดล พบว่า โมเดล BERT มีความถูกต้องสูงสุด ร้อยละ 92.50 ส่วนการประเมินประสิทธิภาพของการตลาดดิจิทัล พบว่า ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดใน<br>ทุกตัวชี้วัดได้ถึงร้อยละ 27.80 อัตราการคลิกร้อยละ 12.60 และผลตอบแทนจากการลงทุนร้อยละ 18.20 ตามลำดับ การวิจัยยังชี้ให้<br>เห็นว่าการวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้า โดยเฉพาะความคิดเห็นบวก มีผลกระทบต่อยอดขายและแสดงถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึกในการเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า และผลการวิจัยนี้สามารถนำไปปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> รสสุคนธ์ สุวรรณกูฏ, อัจฉราภรณ์ นาชัยทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290986 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดการความรู้ในการยกระดับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าของช่องทางการตลาดและระบบโลจิสติกส์สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290988 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาพรวมการจัดการกลุ่มเกษตรกรในการพัฒนาการจัดการความรู้ในการยกระดับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนของจังหวัดฉะเชิงเทรา 2) ช่องทางการตลาดและระบบโลจิสติกส์สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของ<br>จังหวัดฉะเชิงเทรา และ 3) รูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ในการยกระดับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าของช่องทางการตลาดและระบบโลจิสติกส์สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของจังหวัดฉะเชิงเทรา การวิจัยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมทั้ง<br>เชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลักได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเและวิสาหกิจชุมชน รวม 30 ราย ใช้วิธีการเลือกสุ่มตัวแบบเจาะจงและเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างรวม 50 ราย ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาพรวมการจัดการกลุ่มเกษตรกร มีการแลกเปลี่ยนการทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชนนำมาแปรรูปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน 2) ด้านช่องทางการตลาด มีแนวทางพัฒนาคือ (1) เปิดร้านจำหน่ายผ่านวิสาหกิจ <br>(2) การจำหน่ายผ่านร้านค้า (3) การขายผ่านสื่อออนไลน์ (4) การไปออกบูธแสดงสินค้า ส่วนด้านระบบโลจิสติกส์ มีด้านต้นน้ำควรช่วยการปลูกพืชสมุนไพรหมุนเวียนให้เพิ่มขึ้น กลางน้ำเน้นการวางแผนการผลิตให้ตรงกับคำสั่งซื้อ และปลายน้ำเน้นการขนส่ง และ <br>3) ด้านรูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ในการยกระดับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าของช่องทางการตลาดและระบบโลจิสติกส์สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เน้นการเรียนรู้ทุกกระบวนการแบบมีส่วนร่วม ช่องทางการตลาดหาช่องทางเพิ่มจากเดิม ระบบโลจิสติกส์เน้นการขนส่งเอกชนเป็นหลัก</p> พิพรรธน์ พิเชฐศิรประภา, ธนเดช กังสวัสดิ์, นพรัต นนท์ธนรัต, กัญชญานิศ ศรีนุกูล, สุวิมล ขวัญศิริวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290988 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการสื่อสารทางการตลาดในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อยกระดับรายได้ผู้สูงอายุ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290994 <p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อสภาพการสื่อสารทางการตลาดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับรายได้ผู้สูงอายุตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ในด้านต่าง ๆ ระหว่างผู้สูงอายุตำบลศรีสุนทรกับลูกค้าที่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของผู้สูงอายุตำบลศรีสุนทร และ 2) เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการสื่อสารทางการตลาดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับรายได้ผู้สูงอายุตำบล ศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน จำนวน 797 คน ได้แก่ ข้อมูล<br>เชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามกับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในตำบลศรีสุนทร จำนวน 384 คน และลูกค้าที่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของผู้สูงอายุตำบล<br>ศรีสุนทร จำนวน 384 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จำนวน 14 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 15 คน จากกลุ่มตัวแทนผู้นำชุมชน ผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์โดยจำแนกข้อมูลและเปรียบเทียบข้อมูล</p> <p>ผลการศึกษากลุ่มผู้สูงอายุและลูกค้ามีความคิดเห็นแตกต่างกันในทุกด้านของการสื่อสารทางการตลาด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยเฉพาะด้านการขายส่วนบุคคล การตลาดทางตรงและฐานข้อมูล และการจัดกิจกรรมพิเศษและสร้างประสบการณ์ การพัฒนาแนวทางการสื่อสารทางการตลาดควรส่งเสริมการโฆษณา การจัดแพ็กเกจโปรโมชัน และใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากเทศบาล ชมรมผู้สูงอายุ หน่วยงานรัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ากว้างขึ้น ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในบริบทของผู้สูงอายุที่ต้องการสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p> กมลวรรณ กิตติอุดมรัตน์, เฉลิมพร วรพันธกิจ, เอกพล วงศ์เสรี, พรรณวดี กิตติอุดมรัตน์, วนิดา หาญเจริญ, ฮาริส อันนันหนับ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290994 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล ของผลิตภัณฑ์น้ำมันไพล วิสาหกิจชุมชนเกษตรสมุนไพรท้องถิ่น ต.นาเยีย อ.นาเยีย จ.อุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290995 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์น้ำมันไพล 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล ของผลิตภัณฑ์น้ำมันไพล และ 3) สำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์น้ำมันไพล <br>ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรสมุนไพรท้องถิ่น ต.นาเยีย อ.นาเยีย จ.อุบลราชธานี เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประชากร ประกอบด้วย ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์น้ำมันไพล สมาชิกในวิสาหกิจชุมชนเกษตรสมุนไพรท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และการตลาดดิจิทัล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภค สถิติที่ใช้ ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า 1) จากข้อมูลพื้นฐานผลิตภัณฑ์ แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันไพลไม่มีเอกสารหรือคู่มือในการผลิต<br>วัสดุอุปกรณ์ยังเป็นแบบไม่ได้มาตรฐาน และลักษณะของผลิตภัณฑ์ยังไม่ตรงตามความต้องการของตลาด 2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล ของผลิตภัณฑ์น้ำมันไพล จำเป็นต้องมีการพัฒนาสูตรของน้ำมันไพลใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นที่จดจำ และต้องมีการดำเนินการทำการตลาดดิจิทัลเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น และ <br>3) ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ พบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจในระดับมากต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ เนื่องมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และการออกแบบตราสินค้าและคัดเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม มีจุดเด่นที่แสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของวิสาหกิจชุมชน จึงทำให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจ</p> วิกานดา เกษตรเอี่ยม, จตุรงค์ ศรีวงษ์วรรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290995 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทผ้าไหมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจกรณีอำเภอเมืองบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290996 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทผ้าไหม 2) ศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทผ้าไหมโดยใช้เพศและรายได้ และ 3) ศึกษาวิธีการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทผ้าไหมในอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้ซื้อผ้าไหมจำนวน 370 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ t - test และการวิเคราะห์ความแปรปรวน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผ้าไหมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านการตลาดและส่งเสริมการตลาด<br>มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการสร้างอัตลักษณ์และแบรนด์ ด้านแรงงานและเงินทุน ด้านการออกแบบและนวัตกรรม และด้านคุณภาพวัตถุดิบ ตามลำดับ นอกจากนี้ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างเพศชายและหญิงในทุกปัจจัย โดยเฉพาะด้านการออกแบบและนวัตกรรม และการสร้างอัตลักษณ์และแบรนด์และพบว่าลักษณะทางประชากรคือ เพศและรายได้ มีผลต่อความคิดเห็นที่แตกต่างกันในบางปัจจัยอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านแรงงานและเงินทุนไม่มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่าง มีนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทผ้าไหมควรให้ความสำคัญกับการวางแผนและดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาด และการส่งเสริมการตลาดอย่างเป็นระบบ การพัฒนาอัตลักษณ์แบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนอย่างแท้จริง และการเสริมสร้างศักยภาพของทุนมนุษย์ในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> ปรีชา ปาโนรัมย์, กุลกันยา ศรีสุข, ชลิตา เจริญเนตร, จิรเดช ประเสริฐศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290996 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การยอมรับค่าธรรมเนียมชดเชยคาร์บอนที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้โดยสารชาวไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290997 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทัศนคติของผู้โดยสารชาวไทยด้านการใส่ใจสิ่งแวดล้อม 2) การยอมรับของผู้โดยสาร<br>ชาวไทยที่มีต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมการชดเชยคาร์บอน 3) อิทธิพลของทัศนคติของผู้โดยสารชาวไทยด้านการใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมการชดเชยคาร์บอน และ 4) อิทธิพลของการยอมรับการจ่ายค่าธรรมเนียมการชดเชยคาร์บอนที่ส่งผลต่อ<br>ความจงรักภักดีของผู้โดยสารที่มีต่อสายการบิน กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้ คือ ผู้โดยสารชาวไทยที่เคยเดินทางด้วยเที่ยวบินระหว่างประเทศ จำนวน 424 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามที่สร้างจากทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติของผู้โดยสารชาวไทยที่มีต่อการใส่ใจสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32 การยอมรับการจ่ายค่าธรรมเนียมการชดเชยคาร์บอน อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.83 ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของทัศนคติของผู้โดยสาร<br>ชาวไทยด้านการใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมการชดเชยคาร์บอน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เบตาเท่ากับ .459 และผล<br>การวิเคราะห์อิทธิพลของการยอมรับค่าธรรมเนียมการชดเชยคาร์บอนที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อสายการบิน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์<br>เบตาเท่ากับ .697&nbsp; โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01&nbsp; ผลการวิจัยนี้ไปใช้วางแนวทางการส่งเสริมการจ่ายค่าธรรมเนียมการชดเชยคาร์บอน รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดของสายการบินหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้&nbsp;&nbsp;</p> รพีพร ตันจ้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290997 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การลดการสูญเสียเศษซากวัตถุดิบผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน สับปะรดภูแล ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290998 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปริมาณเศษซากวัตถุดิบ ศึกษานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ลดการสูญเสียเพิ่มมูลค่า วิเคราะห์รายได้ส่วนเพิ่มจากการนำนวัตกรรมการผลิตไปใช้ในการจัดการของเสีย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ให้ข้อมูลคือ ประธาน รองประธาน คณะกรรมการ และสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสับปะรดภูแล ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเนื้อหาและการตรวจสอบสามเส้า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ปริมาณเศษซากที่เหลือจากการผลิตสับปะรดผลมีปริมาณสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักผลสับปะรด ถือเป็นต้นทุนที่สูญเสียในกระบวนการผลิต และพบว่าเศษซากวัตถุดิบดังกล่าวสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ด้วยการผลิตสบู่สครับเพื่อช่วยลดปริมาณของเสียและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทำให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น 6,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เพิ่มความสามารถการใช้จ่ายภายในครัวเรือนของสมาชิก การบูรณาการแนวคิดการผลิตแบบลีนและแนวคิดลดขยะเป็นศูนย์แสดงให้เห็นว่ากระบวนการผลิตสบู่สครับสามารถจัดการของเสียเป็นทรัพยากรเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้สามารถนำไปต่อยอดในระดับชุมชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแนวทางการใช้ประโยชน์จากการจัดการของเสียทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p> สุภมล ดวงตา, นิรุตติ์ ชัยโชค, สรัญญา เทือกธรรมมา, ณัชพล หลั่งนาค, บุญฑวรรณ วิงวอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/290998 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วยเทคนิคเหมืองข้อมูลแบบไฮบริด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291099 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ โดยใช้การผสมผสานของเทคนิคเหมืองข้อมูล และ 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคนิคเหมืองข้อมูลแบบไฮบริด กับเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล แบบดั้งเดิม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีการสกัดและดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ (Web Scraping) และทำการเชื่อมต่อโปรแกรมประยุกต์ (API) เพื่อดึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดีย คือ ซ้อปปี้ (Shopee) ลาซาดา (Lazada) และแอมะซอน (Amazon) ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า เช่น รีวิวสินค้า ความคิดเห็นของลูกค้า และการบริการ การประเมินผลลัพธ์ของโมเดลใช้ตัวชี้วัดมาตรฐาน คือ ความถูกต้องความแม่นยำ ความระลึก และความถ่วงดุล ความเร็วในการประมวลผลข้อมูล และความสามารถในการรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ ตามลำดับ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า เทคนิคเหมืองข้อมูลแบบไฮบริดแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยโมเดลการแบ่งกลุ่ม (Clustering) ร่วมกับการจำแนกประเภท (Classification) มีค่าความถูกต้องสูงสุดร้อยละ 92.50 และความเร็วในการประมวลผล พบว่า การแบ่งกลุ่มร่วมกับการจำแนกประเภทมีความเร็วสูงสุด 1.80 วินาที และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคนิคเหมืองข้อมูลแบบไฮบริดกับเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า โมเดลที่ใช้เทคนิคเหมืองข้อมูลแบบไฮบริดมีความถูกต้องและประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้เทคนิคเดี่ยว โดยเฉพาะ เค-มีนส์ (K-Means) ร่วมกับต้นไม้สุ่ม (Random Forest) ที่ให้ความถูกต้องร้อยละ 92.50 ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโมเดลการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยธุรกิจในการตัดสินใจ และวางกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถนำไปปรับใช้ในระบบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และโซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของลูกค้า</p> อัจฉราภรณ์ นาชัยทอง, วุฒิชัย อินทร์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291099 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์องค์ประกอบการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของพนักงาน ในภาคอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291100 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักการที่สำคัญในการบริหารประเทศ ทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนนำหลักการมาปรับใช้ให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี มุ่งให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความโปร่งใส ความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ในการบริหารองค์กร วัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล และ <br>2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานขององค์กรในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่าง มีจำนวน 500 ตัวอย่าง วิธีการสุ่มตัวอย่างเป็นการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล มีค่าไอเกน 3.640 – 5.661 จัดองค์ประกอบได้ <br>5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านหลักความโปร่งใสและความรับผิดชอบ 2) ด้านหลักคุณธรรม 3) ด้านหลักการมีส่วนร่วม 4) ด้านหลักความคุ้มค่า และ 5) ด้านหลักนิติธรรม ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล ผ่านตามเกณฑ์การประเมินมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าระดับความน่าจะเป็นของไคสแควร์ .051 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ 1.299 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง .976 และค่าดัชนีรากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของการประมาณค่าความคลาดเคลื่อน .024</p> ณัฐพล พุ่มศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291100 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองของโมเดลการวัดองค์กรสมรรถนะสูง บริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291104 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความกลมกลืนโมเดลการวัดขององค์กรสมรรถนะสูงของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศจดทะเบียนในประเทศไทยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรทางการวิจัยที่ใช้เป็นผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศที่จดทะเบียนการค้าในประเทศไทย ประเภทที่ 1 ที่มีใบอนุญาตเดินอากาศ มีเครื่องบินเป็นของตนเองจาก 100 บริษัท รวม 400 ราย ประเภทที่ 2 ไม่มีเครื่องบินของตนเอง แต่เป็นตัวแทนจองระวางจากประเภทที่ 1 จาก 149 บริษัท จำนวน 596 ราย รวมทั้งสิ้น 996 ราย ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ตามสัดส่วน 20:1 พารามิเตอร์&nbsp; เครื่องมือที่เป็นแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า องค์กรสมรรถนะสูงของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศมี 4 องค์ประกอบ คือ ด้านการจัดการเชิง<br>กลยุทธ์ ด้านการบริหารจัดการคนเก่ง ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และด้านการเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้ โดยโมเดลวัดมี<br>ความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาจากค่าไค-สแควร์สัมพันธ์ (CMIN/df) เท่ากับ1.939 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ .972 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ .929 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ .905 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของเศษเหลือในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized: RMR) = .021 ค่ารากกำลังสองของความคาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ .048 ซึ่งผลการวิจัยของโมเดลการวัดขององค์กรสมรรถนะสูงของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศองค์กรต่าง ๆ สามารถนำปัจจัยแต่ละด้าน ไปใช้ในการวางแผนและกำหนด กลยุทธ์เพื่อการแข่งขันรวมทั้งยกระดับเป็นองค์สมรรถนะสูงด้านการขนส่งสินค้าอันตรายทางการอากาศ</p> ไพรสน คำอ่อน, สรพล บูรณกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291104 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความต้องการพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมผู้สูงอายุ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291105 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการพื้นฐานของผู้สูงอายุและผลกระทบที่มีต่อการมีส่วนร่วมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุกับคุณภาพชีวิตและบริการดูแลผู้สูงอายุโดยเน้นการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของปัจจัยด้านความต้องการพื้นฐานของผู้สูงอายุ กับการมีส่วนร่วมทางสังคมและการพัฒนาตนเอง และคุณภาพชีวิต ผ่านการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุจำนวน 400 คน และใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง เพื่อประเมินความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวแปร</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการด้านการมีส่วนร่วมทางสังคมและการพัฒนาตนเอง และด้านความต้องการด้านการได้รับการยอมรับทางสังคมและคุณค่าในตนเอง มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมและการสร้างคุณูปการทางสังคม ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสังคมหรือชุมชนมีความเชื่อมโยงกับการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น การมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และคุณภาพชีวิตและบริการดูแลผู้สูงอายุ ในส่วนของความต้องการด้านความเป็นอิสระและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความต้องการด้านการได้รับการยอมรับทางสังคมและคุณค่าในตนเอง ความต้องการด้านสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยและความปลอดภัย มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตในระดับที่มีนัยสำคัญ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิต ในขณะที่ความต้องการด้านการมีส่วนร่วมทางสังคมและการพัฒนาตนเองกลับแสดงผลเชิงลบต่อคุณภาพชีวิต แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของความมั่นคงทางการเงินและความสามารถในการพึ่งพาตนเองในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และการมีส่วนร่วมและการสร้างคุณูปการทางสังคม มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงการได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าจากสังคมมีส่วนช่วยส่งเสริมภาวะความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ <br>เสนอให้ผู้กำหนดนโยบายพัฒนาแนวทางที่ยืดหยุ่นเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ และบูรณาการด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน <br>เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุในฐานะทรัพยากรที่มีคุณค่าในสังคม</p> สายพิณ ปั้นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291105 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพการให้บริการที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291106 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการของผู้ให้บริการสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 <br>2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยคุณภาพการให้บริการที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือประชาชนที่มาติดต่อใช้บริการสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสำหรับสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน<br>ใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับคุณภาพการให้บริการ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและรายด้านมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านการเข้าถึงจิตใจของผู้รับบริการ 2) ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและรายด้านมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือด้านการให้บริการที่มีความก้าวหน้า 3) ปัจจัยคุณภาพการให้บริการของผู้ใช้บริการ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ ด้านความน่าเชื่อถือในการให้บริการ ด้านการตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ ด้านการเข้าถึงจิตใจของผู้รับบริการมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นควรให้ความสำคัญคุณภาพการให้บริการในด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ ด้านความน่าเชื่อถือในการให้บริการ <br>ด้านการตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ ด้านการเข้าถึงจิตใจของผู้รับบริการ</p> วรีนาถ กองชิด, พิสมัย เหล่าไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291106 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพของงบการเงินกับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291107 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพของงบการเงิน 2) ระดับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และ3) ผลกระทบของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพของงบการเงินที่มีผลต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 330 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพของงบการเงิน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ3) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพของงบการเงิน ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ด้านความเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรม ด้านความสามารถเปรียบเทียบได้ ด้านความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ ด้านความทันเวลา และด้านความสามารถเข้าใจได้ มีผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .966 และตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบายการผันแปรของตัวแปรตามได้ร้อยละ 93.3 จึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการ SMEs ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพของงบการเงินและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p> กาญจนา มงคลนิพัทธ์, วิวรณ์ วงศ์อรุณ, นิตยา มณีนาค, กาญจนา ประกอบแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291107 Thu, 08 Jan 2026 00:00:00 +0700 โครงสร้างเงินทุนที่มีผลต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์และมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291108 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของอัตราส่วนหนี้สินระยะยาวต่อสินทรัพย์รวม อัตราส่วนหนี้สินระยะสั้นต่อสินทรัพย์รวมและอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์รวมที่มีผลต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์กับมูลค่ากิจการ ตั้งแต่ปี 2563 - 2565 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100 เป็นบริษัทที่มีดัชนีราคาหุ้นที่มีมูลค่าราคาตามตลาดสูงสุด 100 อันดับแรกและการซื้อขายที่มีสภาพคล่องอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้จะมีการพิจารณาเลือกทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งสิ้น 243 รายปีรายบริษัท (Firm-year) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยการวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis)&nbsp;ซึ่งใช้หลักการประมาณค่าด้วยความเป็นไปได้สูงสุด (Maximum Likelihood: ML) ในการประมาณค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า อัตราส่วนหนี้สินระยะยาวต่อสินทรัพย์รวมมีอิทธิเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์และมูลค่ากิจการ อัตราส่วนหนี้สินระยะสั้นต่อสินทรัพย์รวมมีอิทธิเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์และมูลค่ากิจการ อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์รวมมีอิทธิเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์และมูลค่ากิจการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างเงินทุนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหารจัดการด้านการเงินซึ่งบริษัทควรจัดหาเงินทุนจากแหล่งเงินทุนภายนอกเพราะสามารถใช้ประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยลดภาระทางภาษีส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่สูงขึ้นและบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมสามารถวางแผนการดำเนินงานตามเป้าหมายและตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปิยะรัตน์ โพธิ์ย้อย, ชุรีพร เมืองจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291108 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 จากชุมชนตราสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์และแบบจำลอง SECI สู่องค์ความรู้ตราสินค้าของผู้บริโภค https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291109 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลขององค์ประกอบความสัมพันธ์ของชุมชนตราสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อองค์ความรู้ตราสินค้าของผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกในชุมชนตราสินค้าดังกล่าวทั้งในภาพรวมและในมิติด้านการตระหนักรู้และมิติภาพลักษณ์ในตราสินค้า และ 2) ศึกษาอิทธิพลของกิจกรรมการสร้างองค์ความรู้ตราสินค้าตามแบบจำลอง SECI ที่มีต่อองค์ความรู้ ตราสินค้าของผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกในชุมชนตราสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์ทั้งในภาพรวมและในมิติด้านการตระหนักรู้และมิติภาพลักษณ์ในตราสินค้า โดยเก็บตัวอย่าง 398 ชุด จากสมาชิกหรือผู้ใช้งานในชุมชนตราสินค้าบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และติ๊กต็อก จากหลากหลายอุตสาหกรรม สถิติที่ใช้ในส่วนของสถิติเชิงพรรณนามีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานขณะที่ในส่วนของสถิติเชิงอนุมานจะใช้เทคนิคการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบความสัมพันธ์ในชุมชนตราสินค้าออนไลน์ระหว่างลูกค้าและสินค้ามีอิทธิพลต่อองค์ความรู้<br>ตราสินค้าในภาพรวมมากที่สุด (B = .225) รองลงมาเป็นองค์ประกอบความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและตราสินค้า (B = .220) <br>และองค์ประกอบความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและลูกค้าอื่น ๆ (B = .191) นอกจากนี้พบว่าแบบจำลอง SECI ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ภายในองค์กร ด้านการปรับเปลี่ยนสู่ภายในมีอิทธิพลต่อองค์ความรู้ตราสินค้าฯในภาพรวมมากที่สุด (B = .382) รองลงมาเป็นการผสมผสาน (B = .150) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (B = .118) ผลจากงานวิจัยนี้นักการตลาดออนไลน์ที่ต้องการสร้างองค์ความรู้ ตราสินค้าในผู้บริโภค ทั้งในภาพรวมและในมิติด้านการตระหนักรู้และภาพลักษณ์ในตราสินค้า ตลอดจนข้อคิดเห็นสำหรับงานวิจัยในอนาคต</p> ธงชัย ศรีวรรธนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291109 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ตัวแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291111 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่และความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณรูปแบบการสำรวจที่มีแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพว่า มีความเที่ยงตรงและความเชื่อถือได้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น จากประชากรคือ&nbsp; ประชากรที่อยู่อาศัยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 3,827 คน ผู้วิจัยกำหนดขนาดของตัวอย่างตามการคำนวณของ Yamane&nbsp; ซึ่งกำหนดขนาดของตัวอย่างไม่น้อยกว่า 363 คน ณ ค่าความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างเพิ่มขึ้นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp; ตัวอย่างของการวิจัยนี้ จำนวน 370 คน สำหรับการวิเคราะห์เชิงอนุมาน ใช้การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์เส้นทาง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางสังคมมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชนมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp; และความโปร่งใสมีอิทธิพลทางตรงต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนผลจากการวิจัยนี้จักเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของท้องถิ่น รวมทั้งการวางรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p> เฉลิมชัย กิตติศักดิ์นาวิน, โกสินทร์ เตชะนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291111 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ตัวแบบสมการโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291112 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของตัวแบบสมการโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) วิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของปัจจัยที่ส่งผลต่อผลประกอบการของธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) นำเสนอแนวทางการจัดการเพื่อผลประกอบการของธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยนี้เป็นการวิจัย<br>เชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือบริษัทก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 564 ราย ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ตัวแบบสมการโครงสร้าง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ตัวแบบสมการโครงสร้างประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน คือ การจัดการธุรกิจ กลยุทธ์ธุรกิจ ความสามารถของธุรกิจ และผลประกอบการของธุรกิจ โดยตัวแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ผลการวิเคราะห์อิทธิพลพบว่า การจัดการธุรกิจมีอิทธิพลรวมต่อผลประกอบการของธุรกิจสูงที่สุด รองลงมาคือกลยุทธ์ธุรกิจ และความสามารถของธุรกิจ นอกจากนี้ยังพบอิทธิพลทางอ้อมที่สำคัญของการจัดการธุรกิจต่อผลประกอบการผ่านกลยุทธ์ธุรกิจและความสามารถของธุรกิจ ผลการวิจัยนำไปสู่แนวทางการจัดการที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์และบริการ การบริหารความเสี่ยงของโครงการ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี และการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการภายใน เพื่อเพิ่มผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัย ผลการวิจัยแนะนำให้ผู้ประกอบการควรพัฒนาศักยภาพบุคลากร สร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ลงทุนในเทคโนโลยีีใหม่ และปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการภายใน ขณะที่ภาครัฐควรสนับสนุนผ่านนโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง</p> เกียรติชัย วีระญาณนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291112 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสบการณ์และทัศนคติที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการในคลินิกและโรงพยาบาลเสริมความงาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291113 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และทัศนคติของการเข้ารับบริการคลินิกและโรงพยาบาลเสริมความงาม และศึกษาประสบการณ์และทัศนคติที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการคลินิกและโรงพยาบาลเสริมความงาม โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ที่เคยเข้าใช้บริการคลินิกและโรงพยาบาลเสริมความงาม จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกำหนดโควตา โดยกำหนดสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละพื้นที่ และสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคุณ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เคยเข้าใช้บริการคลินิกและโรงพยาบาลเสริมความงามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 76 อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 22-23 ปี และมีระดับรายได้ 20,001-30,000 บาท โดย ประสบการณ์ของผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่เข้าคลินิกเสริมความงาม และเข้าใช้บริการประมาณ 1 ครั้งต่อเดือนคิดเป็นร้อยละ 62.70 ส่วนประเภทบริการเสริมความงามที่ใช้บริการมากที่สุด คือ ทรีตเมนท์ผิว ที่ไม่ได้ใช้เลเซอร์ และฉีดโบท็อกซ์ ทั้งนี้ระดับทัศนคติเกี่ยวกับการบริการคลินิกและโรงพยาบาลเสริมความงามระดับมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนประสบการณ์และทัศนคติมีผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการคลินิกและโรงพยาบาลเสริมความงาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการวางแผนทางการตลาด การสร้างประสบการณ์และทัศนคติที่ดี เพื่อกลยุทธ์ของธุรกิจที่เหมาะสมในระยะยาว</p> สิทธิพัทธ์ เลิศศรีชัยนนท์, เพชรลดา พูลสวัสดิ์, สายพิณ ปั้นทอง, เพ็ญพัตรา ตันตวรนาท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291113 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ระหว่างรถใหม่กับรถมือสองของผู้บริโภค https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291114 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ระหว่างรถใหม่กับรถมือสองของผู้บริโภค โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถาม สุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จากสูตรของยามาเน่ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 จำนวน 402 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 31 – 40 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี สถานภาพสมรสหรืออยู่ร่วมกัน ประกอบอาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 50,001 – 75,000 บาท นิยมออมเงินในธนาคาร และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 10,001 – 25,000 บาท จากผลการวิเคราะห์แบบจำลองโลจิตพบว่า กลุ่มที่มีแนวโน้มเลือกซื้อรถยนต์มือสองมากกว่ารถใหม่ ได้แก่ เพศหญิง สถานภาพโสด หย่าร้าง หรือหม้าย มีรายได้มากกว่า 75,000 บาท เลือกออมเงินผ่านธนาคารหรือลงทุนระยะยาว มีแผนซื้อรถยนต์ขนาดใหญ่ในช่วงราคาต่ำกว่า 500,000 บาท โดยปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการขาย และลักษณะทางกายภาพ เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์มือสองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางจัดจำหน่าย ส่งเสริมการขาย และลักษณะทางกายภาพ มีผลต่อการตัดสินใจที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยนำไปวางแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งจะเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์การกำหนดนโยบายได้ รวมถึงหน่วยงานของรัฐสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายออกมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้</p> ธนวรรณ สมบูรณ์เลิศสิริ, พัฒน์ พัฒนรังสรรค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291114 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจรับนักศึกษาสหกิจศึกษาเข้าทำงาน ของสถานประกอบการทันทีหลังสำเร็จการศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291126 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจรับนักศึกษาสหกิจศึกษาเข้าทำงานทันทีหลังสำเร็จการศึกษาของสถานประกอบการตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ปี พ.ศ. 2565 ในด้านความรู้ ทักษะ จริยธรรม <br>และลักษณะบุคคล 2) ความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (เกรดเฉลี่ย) ผลการปฏิบัติงานสหกิจศึกษา (คะแนนประเมิน) <br>และความสามารถในการนำเสนอผลงานวิจัย (คะแนนบทความ) กับการได้รับการจ้างงานของนักศึกษา 3) วิเคราะห์ระดับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อโอกาสในการได้รับการจ้างงาน และ 4) นำเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการเตรียมความพร้อมนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงผสมผสานด้วยแบบสอบถามออนไลน์และสัมภาษณ์เชิงลึก <strong><br></strong>เก็บข้อมูลจากสถานประกอบการจำนวน 33 แห่ง และผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้จัดการกึ่งหัวหน้างาน จำนวน 42 ราย <br>วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และ การถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านจริยธรรมโดยเฉพาะความซื่อสัตย์และจรรยาบรรณ มีค่าเฉลี่ยความสำคัญสูงสุด รองลงมาคือด้านลักษณะบุคคล โดยเน้นที่ทักษะการทำงานเป็นทีม แต่เมื่อวิเคราะห์สหสัมพันธ์พบว่าด้านความรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการได้รับการจ้างงานสูงสุด คะแนนการนำเสนอผลงานวิจัยมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการจ้างงาน (r = .215, p = .048) และมีระดับอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจจ้างงาน (Odds Ratio = 1.324) ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรโดยการเสริมสร้างทักษะด้านการนำเสนอและการคิดวิเคราะห์ รวมถึงโครงการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง เพื่อเพิ่มทักษะการทำงานเป็นทีม การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ในรายวิชา รวมถึงการเสริมสร้างจริยธรรมและคุณลักษณะที่เหมาะสมให้กับนักศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน</p> สุรทิน ธัญญะผลิน, วันวิสา ด่วนตระกูลศิลป์, สมชาย ปฐมศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291126 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมแบบนำสัตว์เลี้ยง เข้าพักได้ของนักท่องเที่ยว ในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291131 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ของโรงแรมแบบนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ของนักท่องเที่ยว 2) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการของโรงแรมแบบนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ของนักท่องเที่ยว และ 3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการโรงแรมในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวที่เข้าพักในโรงแรมที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพัก จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .959 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการสร้างคุณค่า รองลงมาการมอบประสบการณ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการเผยแพร่ ส่วนการตัดสินใจเลือกใช้บริการ พบว่ามีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านพฤติกรรมหลังการซื้อ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแสดงว่าแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจได้ร้อยละ 34.3 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ .05 ได้แก่ การมอบประสบการณ์ (B = .210) ช่องทางการจัดจำหน่าย (B = .188) และการสร้างคุณค่า (B = .178) ขณะที่การเผยแพร่ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงวิชาการในการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการตลาดบริการ และเชิงธุรกิจในการออกแบบกลยุทธ์โรงแรมสัตว์เลี้ยงที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ <br>โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดี เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง และนำเสนอคุณค่าที่คุ้มค่า เพื่อเสริมความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า</p> กิตตินันท์ ราชพิบูลย์, พิสมัย เหล่าไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291131 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4P’s ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจก่อสร้างของลูกค้า บริษัทเลือกสรร ไอเดีย สตูดิโอ จำกัด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291132 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4P’s ของบริษัทเลือกสรร ไอเดีย สตูดิโอ จำกัด2) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการของลูกค้าบริษัทเลือกสรร ไอเดีย สตูดิโอ จำกัด 3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4P’s ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจก่อสร้างของลูกค้าบริษัทเลือกสรร ไอเดีย สตูดิโอ จำกัด และ 4) วิเคราะห์ว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4P’s) ข้อใดมีอิทธิพลต่อแต่ละขั้นตอนของการตัดสินใจเลือกใช้บริการของลูกค้า ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทในช่วงปี 2566 - 2567 จำนวน 138 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางการตลาดกับการตัดสินใจของลูกค้า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้าให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และด้านราคา ตามลำดับ ขณะที่พฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมหลังการใช้บริการ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการให้บริการหลังการขาย และการสร้างความพึงพอใจในระยะยาว นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่า ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดและด้านราคามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด โดยเฉพาะการพัฒนาโปรโมชัน การสื่อสารการตลาด และการตั้งราคาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับธุรกิจก่อสร้างอื่นในการออกแบบกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้</p> ยศพนธ์ วัฒนวรประเสริฐ, พิสมัย เหล่าไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291132 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า ผ่านทางแอปพลิเคชันลาซาด้าของกลุ่มลูกค้าในจังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291133 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ 2) ศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชันลาซาด้า 3) ศึกษาเปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชันลาซาด้าของกลุ่มลูกค้าในจังหวัดอุบลราชธานี โดยจำแนกตามปัจจัยประชากรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มลูกค้าในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เคยสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันลาซาด้า จำนวน 384 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควตาและแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธี LSD&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มลูกค้าในจังหวัดอุบลราชธานี ให้ความสำคัญปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ ด้านผลิตภัณฑ์ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว อยู่ในระดับความสำคัญมากส่วนด้านการให้บริการส่วนบุคคล อยู่ในระดับความสำคัญปานกลาง ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ มีเพียง 3 ตัวแปร ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อ สำหรับปัจจัยประชากรศาสตร์ พบว่า ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ที่ต่างกันมีการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชันลาซาด้า แตกต่างกัน อายุที่แตกต่างกัน ส่งผลไม่ต่างกัน ซึ่งผู้บริโภคที่จะสั่งซื้อสินค้าทางลาซาด้าควรพิจารณาปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้าน การส่งเสริมการตลาดเป็นสำคัญก่อนที่จะเลือกสั่งซื้อสินค้า และผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความสนใจที่จะศึกษาหรือพัฒนาต่อยอดในอนาคต</p> กนกวรรณ ชำนาญเลื่อย, ปิยกนิฏฐ์ โชติวนิช, ฐิติพร อุ่นใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291133 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศักยภาพทางด้านบัญชีที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของนักบัญชี เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291134 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพทางด้านบัญชีที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของนักบัญชีเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ประชากรในการศึกษา คือ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีการเงินและบัญชี หัวหน้าบัญชี และพนักงานบัญชีการเงินของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 370 คน ได้แก่ พนักงานบัญชี หัวหน้าบัญชี ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ในขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล <br>คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพ ทักษะทางวิชาชีพ คุณค่าแห่งวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ และเจตคติ กับตัวแปรตามคือความสำเร็จในการปฏิบัติงานของนักบัญชี</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิเคราะห์พบว่าทักษะทางวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ และเจตคติ มีผลบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของนักบัญชี เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเจตคติที่ดีของนักบัญชีมีผลกระทบสูงสุด ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะ จรรยาบรรณ และเจตคติที่ดีในกลุ่มนักบัญชี เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงาน การวิจัยในอนาคตควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อความสำเร็จ และขยายขอบเขตการวิจัยไปยังพื้นที่และอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของผลการวิจัย</p> พัทธ์ธีรา จิรอุดมสาโรจน์, เพ็ญจันทร์ แสงอาวุธ, ชุมพล สายเชื้อ, พิสุทธิ์ ตั้งเด่นชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291134 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 อัตราส่วนทางการเงินที่ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291136 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตราส่วนทางการเงินที่ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) เปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรมและขนาดธุรกิจ รวบรวมข้อมูลราคาหลักทรัพย์ และอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนที่มีข้อมูลสมบูรณ์ จำนวน 336 บริษัท เป็นรายไตรมาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงปี พ.ศ. 2565 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าสูงสุดค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ และวิเคราะห์เปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงิน โดยใช้ One-way ANOVA</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตราส่วนราคาตลาดต่อราคาตามบัญชีส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทุกปี ขณะที่อัตราส่วนหมุนเวียน อัตราส่วนหมุนเวียนเร็ว อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบางปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) บริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกัน และบริษัทที่มีขนาดธุรกิจแตกต่างกัน มีค่าเฉลี่ยอัตราส่วนทางการเงินแตกต่างกันทุกปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้แสดงให้เห็นว่าจากอัตราส่วนทางการเงินทั้งหมด นักลงทุนสามารถใช้อัตราส่วนทางการเงินคาดการณ์ราคาหลักทรัพย์ และอาจพิจารณาการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในกลุ่มทรัพยากรที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความสามารถในการทํากําไรในระดับสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น</p> จริยา ทองแสง, ประนอม คำผา, หทัยรัตน์ ไชยสัตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291136 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 อัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมกับโอกาสทางการตลาด: พวงกุญแจ “เกี้ยวเสน่ห์ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม” ในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291137 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อความเป็นไปได้ทางการตลาดของพวงกุญแจที่สะท้อนอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษาเกี้ยวเสน่ห์ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อความเป็นไปได้ทางการตลาดของพวงกุญแจที่สะท้อนอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษา เกี้ยวเสน่ห์ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนทั่วไป จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญในการเก็บข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ .94 ตามค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนจำแนกทางเดียว (One - Way ANOVA)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีความคิดเห็นในภาพรวมว่าพวงกุญแจดังกล่าวมีความเป็นไปได้ทางการตลาดอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะในด้านความเหมาะสมของการใช้เป็นของที่ระลึก ความสอดคล้องกับบริบทของศาลเจ้า และความชัดเจนของภาพประกอบที่สื่อถึงเนื้อหาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ 2) การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา ภูมิลำเนา ช่องทางการรับรู้ข้อมูล และประสบการณ์การมาศาลเจ้า มีผลต่อระดับความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp; .01 โดยกลุ่มที่เป็นเพศชาย ช่วงอายุ 30 - 39 ปี ผู้ประกอบอาชีพค้าขายหรือธุรกิจส่วนตัว ผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัด ผู้ที่รับรู้ข้อมูลจากการออกบูธในช่วงเทศกาล และผู้ที่เคยมีประสบการณ์การมาศาลเจ้า มีระดับความคิดเห็นสูงกว่ากลุ่มอื่น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในท้องถิ่นทั้งต่อศาลเจ้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้</p> วิสุทธิณี ธานีรัตน์, ณรงค์ฤทธิ์ ปริสุทธิ์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/291137 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700