วารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ( Journal of Management and Development Ubon Ratchathani Rajabhat University) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU <p><strong>ประวัติการดำเนินงาน</strong><br /> วารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เริ่มดำเนินการเผยแพร่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2557 มีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่องปีละ 2 ฉบับ <br /> ปี พ.ศ. 2560 วารสารฯ ได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre) <br /> ปี พ.ศ. 2563 - 2567 วารสารฯ ได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 2 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre) จากการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 4 (พ.ศ. 2563 - 2567)<br /> ปัจจุบัน วารสารฯ ได้รับการรับรองคุณภาพตามกรอบมาตรฐานของศูนย์อ้างอิงวารสารไทย กลุ่มที่ 1 (TCI: Thai Journal Citation Index Centre) จากการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 (พ.ศ. 2568 - 2572)</p> th-TH <p>บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร เป็นงานเขียนของนักวิจัยหรือนักวิชาการแต่ละท่านโดยเฉพาะ มิใช่ความเห็นและความรับผิดชอบใดๆ ของกองบรรณาธิการวารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี<br />บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฯ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องทำการอ้างอิงมายังวารสาร</p> EditorJMD.UBRU@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์.ดร.อำไพ ยงกุลวณิช) jmd2018.ubru@gmail.com (วาสนา สิทธิผล) Tue, 30 Jun 2026 22:31:09 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์เพื่อการบริหารในสถาบันอุดมศึกษา: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297138 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ 2) เปรียบเทียบระดับการจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ และ 4) เสนอแนวทางการจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากบุคลากรสายวิชาการและสายอำนวยการ การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับการจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์อยู่ในระดับมาก ระบบการจัดการตัวชี้วัดมีการดำเนินงานที่ดี แต่มีข้อจำกัดด้านการจัดเก็บ การตรวจสอบ และการบูรณาการข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความถูกต้องและความพร้อมใช้ของข้อมูล 2) การเปรียบเทียบระหว่างบุคลากรสายวิชาการและสายอำนวยการ มีความคิดเห็นต่อสภาพปัจจุบัน ปัญหา การบริหารจัดการ และความคาดหวังต่อการจัดการข้อมูลตัวชี้วัด ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยบุคลากรทั้งสองกลุ่มมีการรับรู้ต่อการจัดการตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ ส่งผลต่อระดับการจัดการตัวชี้วัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความคาดหวังต่อระบบข้อมูลมีอิทธิพลสูงที่สุด และ 4) แนวทางการจัดการตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสม ได้แก่ ระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนกลาง ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล การเข้าถึงและความสะดวกในการใช้งาน ความรู้ ความเข้าใจ การสื่อสาร จำนวนและความเหมาะสมของตัวชี้วัด การวิเคราะห์ แสดงผล และการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลตัวชี้วัดแบบศูนย์กลางเพื่อลดความซ้ำซ้อนและความพร้อมใช้ของข้อมูลในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การกำหนดโครงสร้างกำกับดูแลและกระบวนการบริหารจัดการตัวชี้วัด ควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิเคราะห์และการใช้ข้อมูล</p> สุภาภรณ์ ช่อแก้ว, นัยนา ทองเสน, อัมรินทร์ โอษฐฤทธิ์, ภิฆเนศ เย็นใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297138 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์บนคลาวด์ที่ส่งผลต่อคุณภาพการตัดสินใจ; ภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์กรด้านดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297185 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์บนคลาวด์ที่ส่งผลต่อคุณภาพการตัดสินใจซึ่งประกอบด้วย ด้านการประมวลผลข้อมูลที่มีระบบและเป็นปัจจุบัน ด้านการตรวจสอบที่โปร่งใสครบถ้วน ด้านการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ด้านการนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนเชื่อถือได้ และศึกษาภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์บนคลาวด์กับคุณภาพการตัดสินใจ รวมถึงศึกษาวัฒนธรรมองค์กรด้านดิจิทัลที่ส่งผลต่อการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์บนคลาวด์กับคุณภาพการตัดสินใจ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารฝ่ายบัญชีของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 128 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การประยุกต์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์บนคลาวด์ ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย ด้านการประมวลผลข้อมูลที่มีระบบและเป็นปัจจุบัน ด้านการตรวจสอบที่โปร่งใสครบถ้วน ด้านการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างรวดเร็วและทันท่วงที และด้านการนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนเชื่อถือได้ที่ส่งผลต่อคุณภาพการตัดสินใจมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 สำหรับตัวแปรแทรกภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์กรด้านดิจิทัล ไม่มีผลต่อคุณภาพการตัดสินใจ ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงทำการทดสอบตัวแปรในภาพรวมของโมเดลพบว่ามีผลต่อคุณภาพการตัดสินใจนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ผลจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารในการวางแผน และตัดสินใจนำระบบคลาวด์เข้ามาใช้ในองค์กร และเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์บนคลาวด์ของนักบัญชี รวมถึงเป็นแนวทางสำหรับการศึกษาของนักบัญชีเกี่ยวกับภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์กรด้านดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีออนไลน์บนคลาวด์กับคุณภาพการตัดสินใจ</p> สิริรัตน์ ภู่ห้อย, วรรณวิมล นาคทัด, สุวิทย์ ไวยทิพย์, ก้องเกียรติ สหายรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297185 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากลไกสร้างมูลค่าเพิ่มจากพืชสมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่น: กรณีศึกษาชุมชนรอบวัดดอยท่าเสา จังหวัดอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297190 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความหลากหลายของพืชสมุนไพรท้องถิ่น 2) ศึกษาภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากพืช สมุนไพร และ 3) พัฒนากลไกการสร้างมูลค่าเพิ่มบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) ดำเนินการในชุมชนรอบวัดดอยท่าเสา จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างคือแกนนำชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 50 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พบพืชสมุนไพร 80 ชนิด โดยร้อยละ 87.5 เป็นพืชท้องถิ่น และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง 15 ชนิด 2) ภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ อาหาร ยา และพิธีกรรม โดยร้อยละ 60 ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ และร้อยละ 96 ของผู้ให้ข้อมูล มีประสบการณ์ตรง แต่ภูมิปัญญาพิธีกรรมมีความเสี่ยงสูญหายสูง 3) กลไกความร่วมมือ “บวร” (บ้าน – วัด – โรงเรียน / ราชการ) ที่มีวัดเป็นศูนย์กลาง สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรต้นแบบได้ 5 ชนิด โดย 4 ชนิดผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย (เช่น pH 5.57) และชุมชนรับรู้โอกาสทางเศรษฐกิจในระดับมาก (ร้อยละ 93)</p> <p> การวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของการจัดการห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยการเล่าเรื่อง (Storytelling Branding) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด BCG Model ในมิติของเศรษฐกิจชีวภาพ องค์ความรู้หลักคือ “แบบจำลองระบบนิเวศภูมิปัญญาสมุนไพรชุมชน” (Ecosystem Model of Community's Herbal Wisdom) ซึ่งบูรณาการทุนทรัพยากร ทุนภูมิปัญญา และเครือข่ายความร่วมมือ สามารถนำไปใช้พัฒนา “ศูนย์เรียนรู้สมุนไพรพื้นถิ่น” เพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนและสืบสานภูมิปัญญาไทยในวิถีชีวิตใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ตรงกมล สนามเขต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297190 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมระบบบัญชีด้วยแอปพลิเคชันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางงอก บ้านโคกสว่าง ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297192 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบัญชีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางงอก 2) เพื่อสร้างนวัตกรรมระบบบัญชีแบบมีส่วนร่วมด้วยแอปพลิเคชันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางงอก บ้านโคกสว่าง 3) เพื่อถ่ายทอดต้นแบบผลการวิจัยที่เหมาะสมสู่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางงอก บ้านโคกสว่าง แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 30 คน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการยืนยันข้อมูลเชิงปริมาณ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์ การประชุมกลุ่มย่อย และแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มมีข้อจำกัดด้านการจัดทำบัญชี ได้แก่ ไม่มีระบบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ขาดแบบฟอร์มมาตรฐานไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ จากนั้นได้พัฒนาระบบบัญชีผ่านแอปพลิเคชันโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเน้นความเข้าใจง่าย ใช้งานสะดวก มีระบบแจ้งเตือน และสามารถใช้งานบนโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลาผลการประเมินพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับมากในทุกด้าน ได้แก่ ความรู้สึกถึงประโยชน์ในการใช้งาน ความง่ายในการใช้งาน ความตรงกับความต้องการ ความสามารถในการทำงานตามหน้าที่ และความปลอดภัยของข้อมูล</p> <p> โดยข้อเสนอแนะจากผลวิจัย ได้แก่ การสนับสนุนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้สมาชิก และการขยายผลนวัตกรรมสู่กลุ่มอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน</p> จินตนา จันทนนท์, นิรมล เนื่องสิทธะ, ชนินทร์ วะสีนนท์, นันทกาญจน์ เกิดมาลัย, ศุภมิตร บุญทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297192 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงการทุจริตในรายงานทางการเงิน ด้วยทฤษฎีหกเหลี่ยมการทุจริต กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297196 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงการทุจริตในรายงานทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีสัมภาษณ์เชิงลึก แบบจำเพาะเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 8 คน ประกอบด้วยนักวิชาการ คณะกรรมการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งมีประสบการณ์ตรงกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นอ้างอิงองค์ประกอบจากทฤษฎีหกเหลี่ยมการทุจริต ประกอบกับการสังเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และนำมาออกแบบและพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงที่สะท้อนความเสี่ยงในมิติต่าง ๆ ตามบริบทเฉพาะขององค์กร</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า แบบประเมินความเสี่ยง“พอแคค”ที่พัฒนาขึ้นมา ครอบคลุม 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แรงกดดัน โอกาสในการทุจริต การให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง ความสามารถในการกระทำผิด ความเย่อหยิ่ง และการสมรู้ร่วมคิด ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้จากแบบประเมินความเสี่ยง“พอแคค”นี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านวิชาการ ได้แก่ การใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร และด้านวิชาชีพ เช่น การกำหนดนโยบายกำกับดูแลกิจการ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพของผู้ตรวจสอบบัญชีและองค์กรในการป้องกันและตรวจจับการทุจริตทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางออกแบบแผนการตรวจสอบให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงขององค์กร อันนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการตรวจสอบ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้สามารถนำไปทดสอบในกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะ และควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรฝึกอบรมด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริตโดยหน่วยงานรัฐหรือองค์กรวิชาชีพ</p> ชุติมา อวยผล, พรรณทิพย์ อย่างกลั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297196 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเสาวรสเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มบนอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่นของเกษตรกร ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297198 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกเสาวรสตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ 2) ศึกษากระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากเสาวรสบนอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่นของเกษตรกรตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ และ 3) สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากเสาวรสบนอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่นของเกษตรกรตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงกับเกษตรกรผู้ปลูกเสาวรสตำบลลำนางรอง จำนวน 35 คน ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสนทนากลุ่มการสัมภาษณ์เชิงลึก การระดมสมอง และการวิเคราะห์เป็นการวิเคราะห์เหตุการณ์แบบไม่อิงทฤษฎีและวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกเสาวรส ผลเสาวรสเกิดปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช ต้นทุนการผลิตสูง ขาดความรู้ด้านการจัดการแปลงปลูก ระบบตลาดยังไม่มั่นคง ขาดช่องทางการตลาดที่แน่นอนและหลากหลายช่องทาง ผลผลิตล้นตลาดในฤดูผลผลิตสูง และขาดแหล่งรับซื้อที่แน่นอน 2) กระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากเสาวรส ได้แก่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์เสาวรสลอยแก้ว และ 3) การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากเสาวรส เกษตรกรมีความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็น “เสาวรสลอยแก้ว” และต้องการบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ตำบลลำนางรอง ได้แก่ ลายช้างคชสารที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลจากการวิจัยนี้จะช่วยให้เกษตรกรเกิดองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเสาวรสเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มบนอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการสร้างอาชีพอันก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน</p> ผกามาศ บุตรสาลี, คธาวุฒิ จันบัวลา, ทิพย์สุดา ทาสีดำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297198 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297199 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ยุคที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน บทบาทของพื้นที่สร้างสรรค์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะศูนย์รวมทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิต การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบหลักของการพัฒนาเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ที่สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2) วิเคราะห์บริบท ปัจจัยเกื้อหนุน และอุปสรรคที่มีผลต่อการดำเนินงานเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ในจังหวัดศรีสะเกษ และ 3) พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์&nbsp; ในระดับชุมชน ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผสานการทบทวนวรรณกรรมกับการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 20 คน และการสนทนากลุ่มกับภาคีเครือข่ายในจังหวัดจำนวน 10 คน พร้อมตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการสังเคราะห์เชิงระบบ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบหลักของการขับเคลื่อนเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ พื้นที่&nbsp; และบริบทสร้างสรรค์ เครือข่ายความร่วมมือหลากหลายภาคส่วน กลไกการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม กระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และการเสริมสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ 2) จังหวัดศรีสะเกษมีศักยภาพสูงด้านทุนวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีปัจจัยเกื้อหนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน แต่อุปสรรค คือ การขาดกลไกกลาง งบประมาณและบุคลากรจำกัด และการประสานงานที่ไม่ต่อเนื่อง 3) ได้พัฒนา “SISAKET Creative Network Model” ซึ่งประกอบด้วย การทำแผนที่ยุทธศาสตร์พื้นที่ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง กลไกการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม กระบวนการพัฒนาที่เน้นการปฏิบัติจริง และการเสริมสร้างองค์ความรู้และพลังอำนาจผ่านเทคโนโลยี โดยได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมในระดับมาก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อเสนอแนะ ควรนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้ในจังหวัดศรีสะเกษอย่างเป็นระบบ และขยายผลสู่พื้นที่อื่นที่มีบริบทคล้ายคลึง <br>เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน</p> พรหมลิขิต อุรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297199 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน BCG บนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ MSMEs กรณีศึกษา: จังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297211 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) โดยใช้จังหวัดหนองคายเป็นกรณีศึกษา เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสิ้นจำนวน 19 ราย ประกอบด้วย ภาครัฐ จำนวน 3 ราย ภาคเอกชน จำนวน 12 ราย และภาคประชาสังคม จำนวน 4 ราย โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยการประยุกต์ใช้ Soft Systems Methodology (SSM) และการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการ MSMEs ในจังหวัดหนองคายมีศักยภาพสูงด้านการเกษตร เช่น ข้าว กล้วย สับปะรด มะเขือเทศ อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง แต่ผู้ประกอบการยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงเทคโนโลยีแปรรูป การขาดแรงงานทักษะสูง การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงแหล่งทุน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรขั้นต้นสู่เกษตรอุตสาหกรรม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อเสนอเชิงนโยบายชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการ 1) ส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีในระดับพื้นที่ 2) สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม และ 3) จัดตั้งศูนย์แปรรูปชีวมวลและอาหารขนาดย่อมระดับอำเภอ เพื่อสร้างระบบนิเวศ BCG ที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล รวมถึง 4) เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG รวมถึงคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับภูมิภาคเพื่อแปลงยุทธศาสตร์สู่แผนปฏิบัติการรายจังหวัด พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และระบบข้อมูลบูรณาการ ตลอดจนตราพระราชบัญญัติเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเพื่อใช้เป็นกลไกกฎหมายกลางในการบริหารจัดการพื้นที่และการลงทุนร่วมรัฐ-เอกชน (PPP)</p> พรพจน์ ศรีดัน, ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ, ชลิดา พนังวิเชียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297211 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การยอมรับและความท้าทายในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297214 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 2) วิเคราะห์ความท้าทายที่เป็นอุปสรรคในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ และ 3) เสนอแนะแนวทางการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณกับกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการและบุคลากรในธุรกิจ SMEs จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 ราย โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบสะดวก เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ไม่น้อยกว่า .80 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของกลุ่มตัวแปรทุกด้านสูงกว่า .70 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ระดับการยอมรับเทคโนโลยี AI ของ SMEs จังหวัดเชียงใหม่โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยการรับรู้ถึงประโยชน์ของ AI มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่เงื่อนไขสนับสนุนภายในองค์กรมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือความกังวลว่าจะเสียเปรียบในการแข่งขันหากไม่สามารถนำ AI มาใช้ได้ทันเวลา ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามประเภทธุรกิจพบว่าธุรกิจค้าปลีกและบริการมีระดับการยอมรับ AI สูงกว่าธุรกิจเกษตรกรรมและการผลิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าปัจจัยด้านการยอมรับ AI ทั้งห้าด้าน ได้แก่ การรับรู้ถึงประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความตั้งใจในการใช้งาน เงื่อนไขสนับสนุน และปัจจัยภายนอก มีอิทธิพลเชิงลบต่อความท้าทายและอุปสรรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของอุปสรรคได้ร้อยละ 66.1</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับการยอมรับและความพร้อมด้านทรัพยากรขององค์กรเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคในการนำ AI มาใช้ใน SMEs โดยเฉพาะบทบาทของปัจจัยภายนอกและเงื่อนไขสนับสนุนภายในองค์กร ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายในการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และการกำหนดแนวทางกำกับดูแลการใช้ AI ที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนให้ SMEs สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ไพรพันธ์ ธนเลิศโศภิต, พีรยา สมศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297214 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมและแนวทางการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคเอกชนในการจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297216 <p><strong> </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจ ปัญหาและอุปสรรคของภาคเอกชนในการส่งเสริมการเข้าร่วมโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 3) เพื่อศึกษากรณีตัวอย่างภาคเอกชนที่ส่งเสริมการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ และ 4) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลางและใหญ่ จาก 18 จังหวัด เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสัมภาษณ์ออนไลน์ เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยการวิเคราะห์เอกสาร ลงพื้นที่สัมภาษณ์ การประชุมและการสนทนากลุ่ม รวมถึงกรณีศึกษาที่มีแนวการปฏิบัติที่ดี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา การจัดหมวดหมู่และเปรียบเทียบข้อมูลเพื่อสังเคราะห์และถอดบทเรียน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมี 3 รูปแบบ คือ ความร่วมมือทางการผลิต ความร่วมมือทางการเงิน การฝึกอบรมและการจ้างงาน 2) แรงจูงใจและอุปสรรคของภาคเอกชนแตกต่างกันตามขนาดธุรกิจ เอกชนขนาดใหญ่ มีแรงจูงใจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนลดภาษี ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแรงงานคุณภาพ 3) กรณีตัวอย่างในประเทศไทย ได้แก่ CP All พัฒนาแรงงานผ่านโมเดลเรียนรู้ควบคู่การทำงาน ส่วนสิงคโปร์ เน้นทักษะในอนาคตและ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 4) การถอดบทเรียนสรุปได้ว่าการพัฒนาโมเดล Learn to Earn ร่วมกับภาคเอกชนสามารถยกระดับทักษะและส่งเสริมการจ้างงานให้กับเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> ข้อเสนอเชิงนโยบายควรมีการจัดตั้งแพลตฟอร์มกลางเพื่อจับคู่ระหว่างแรงงานเยาวชนกับสถานประกอบการ การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบเงินอุดหนุนและสินเชื่อ รวมถึงการปรับปรุงข้อกฎหมายด้านแรงงานและภาษีเพื่อลดข้อจำกัดของภาคเอกชน ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว</p> <p> </p> กนกวรรณ อู่ทองทรัพย์, บุญฑวรรณ วิงวอน, ภควดี ทองชมภูนุช, จีรพัฒน์ พรประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297216 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายสินค้าออนไลน์ของผู้ประกอบการ ที่ขึ้นทะเบียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนนทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297218 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การออกแบบเนื้อหาสาร 2) การใช้สื่อ 3) ปัจจัยความสำเร็จ และ 4) แนวทางการออกแบบเนื้อหาสาร การใช้สื่อ และการเผยแพร่สาร เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายสินค้าออนไลน์ของผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนนทบุรี ดำเนินการวิจัยแบบผสมวิธีคู่ขนาน โดยวิจัยเชิงคุณภาพคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง 35 คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้าง ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 364 คน ด้วยการสุ่มแบบโควตาตามสัดส่วน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบเนื้อหาสารควรมุ่งเน้นผู้รับสารตามกลุ่มเป้าหมาย เนื้อหาชัดเจน เข้าใจง่าย ครอบคลุมพื้นฐาน ขั้นตอน สิทธิประโยชน์ และกฎหมาย 2) การใช้สื่อควรผสมผสานสื่อดั้งเดิม เช่น แผ่นพับ คู่มือ ป้าย และเสียงตามสาย กับสื่อใหม่ เช่น อินโฟกราฟิก คลิปวิดีโอ ภาพประกอบ และ QR Code โดยผลเชิงปริมาณยืนยันว่าสื่อผสมมีประสิทธิภาพสูงสุด 3) ปัจจัยความสำเร็จประกอบด้วยปัจจัยภายใน ได้แก่ ความพร้อม บุคลากร งบประมาณ ปัจจัยภายนอก เช่น ความแตกต่างด้านความรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยี และปัจจัยเชิงกลยุทธ์ เช่น การสร้างความร่วมมือ การอบรม และการประเมินผล และ 4) แนวทางการเผยแพร่สารควรวิเคราะห์ผู้รับสาร กำหนดสาระสำคัญ ผลิตเนื้อหาเข้าใจง่าย ใช้สื่อผสม และประเมินผลต่อเนื่อง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้พัฒนาแบบจำลองการสื่อสาร 7K’s เป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับเผยแพร่ความรู้ด้านภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นระบบ สามารถประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบาย พัฒนาเครื่องมือและสื่อ ตลอดจนเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นฐานสำหรับออกแบบการสื่อสารที่ยั่งยืนในพื้นที่อื่นต่อไป</p> กนกวรรณ เมธาวณิชย์กุล, หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล, วิทยาธร ท่อแก้ว, พรปภัสสร ปริญชาญกล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297218 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297221 <p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) ศึกษาทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ 3) ศึกษาอิทธิพลของอัตราส่วนทางการเงินที่มีต่อราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แนวคิดการวิเคราะห์ด้วยอัตราส่วนทางการเงินที่มีความสัมพันธ์กับราคาหลักทรัพย์หุ้นยั่งยืนเป็นกรอบการวิจัย โดยรวบรวมข้อมูลจำนวน 191 บริษัท เป็นระยะเวลา 4 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2566 การเก็บข้อมูลจากรายงานประจำปีที่สมบูรณ์จำนวน 764 ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตราส่วนทางการเงินมีความสัมพันธ์กับราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืน 2) อัตราส่วนทางการเงินมีความสัมพันธ์ทั้งในเชิงบวกและในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืนและ 3) อัตราส่วนทางการเงินที่มีอิทธิพลต่อราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีเพียง 6 อัตราส่วนประกอบด้วย อัตราส่วนที่ส่งผลเชิงบวกจำนวน 4 อัตราส่วน คือ อัตราส่วนฉับพลัน อัตราหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น อัตราความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ย และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น สำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่มีอิทธิพลในทิศทางตรงข้ามกับราคาหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นยั่งยืนมีจำนวน2 อัตราส่วนคือ อัตราส่วนเดินสะพัด และระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย</p> <p> จากผลการศึกษาจะช่วยให้นักลงทุน ผู้บริหาร และบริษัทจดทะเบียนสามารถใช้ตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญเพื่อวางกลยุทธ์การลงทุน และการสื่อสารกับผู้ลงทุนในหุ้นยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> เพียรใจ โพธิ์ถาวร, พรทิพย์ ตันติวิเศษศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297221 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพการบริการอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออปติก ประเภท FTTx ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการ: กรณีศึกษาลูกค้าในเขตจังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297229 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออปติก ประเภท FTTx ของลูกค้าในเขตจังหวัดนครราชสีมา ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล จำนวน 400 คน จากผู้ใช้บริการจังหวัดนครราชสีมา สุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก สถิติที่ใช้ ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว t-test F-test (One-Way ANOVA) การวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) ด้วยวิธี Stepwise</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้บริการเป็นเพศหญิง อายุ 41-50 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท อาชีพรับราชการ/พนักงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ สถานภาพโสด โดยปัจจัยคุณภาพการให้บริการ ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ ด้านการสร้างความมั่นใจ ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านการตอบสนอง และด้านการดูแลเอาใจใส่ มีต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออปติก ประเภท FTTx อยู่ในระดับมาก โดยเพศและอาชีพมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออปติก ประเภท FTTx แตกต่างกัน และปัจจัยคุณภาพการบริการด้านการตอบสนองและด้านการดูแลเอาใจใส่ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออปติก ประเภท FTTx โดยปัจจัยดังกล่าวร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจใช้งาน ร้อยละ 73.20 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยธุรกิจสามารถนำไปพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของเจ้าหน้าที่ พนักงาน สัญญาณ รวมทั้งศูนย์บริการ เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน</p> อัจฉราพรรณ ตั้งจาตุรโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297229 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 บุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีผ่านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี ของเทศบาลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297231 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของบทลงโทษทางภาษี บรรทัดฐานทางสังคม ความไว้วางใจในหน่วยงานการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดเก็บภาษี และการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่มีต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี 2) ศึกษาอิทธิพลของบทลงโทษทางภาษี บรรทัดฐานทางสังคม ความไว้วางใจในหน่วยงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดเก็บภาษีที่มีต่อการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และ 3) ศึกษาบุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีผ่านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของเทศบาลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เสียภาษีประเภทภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเทศบาลนครของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 510 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบ การตรวจสอบความตรงเชิงจำแนก การวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและทางอ้อมด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านภายใต้แบบจำลองเชิงเส้นทั่วไป</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) บทลงโทษทางภาษี บรรทัดฐานทางสังคม ความไว้วางใจในหน่วยงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดเก็บภาษี และการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี 2) บทลงโทษทางภาษี บรรทัดฐานทางสังคม ความไว้วางใจในหน่วยงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดเก็บภาษีมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี 3) บทลงโทษทางภาษี บรรทัดฐานทางสังคม ความไว้วางใจในหน่วยงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดเก็บภาษี มีอิทธิพลทางอ้อมต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีผ่านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 53</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีจึงเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงบทลงโทษทางภาษี บรรทัดฐานทางสังคม ความไว้วางใจในหน่วยงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดเก็บภาษีเข้ากับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของเทศบาลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน</p> อรกัญญา อบทอง, อัยรดา พรเจริญ, อโณทัย หาระสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297231 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุของความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ของกลุ่มผู้บริโภค Gen Z https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297233 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยเชิงสาเหตุของความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ที่มีอายุตั้งแต่ 18 - 28 ปี ในประเทศไทยที่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านแพลตฟอร์มตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 414 ตัวอย่าง ซึ่งเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้แบบสอบถามเชิงโครงสร้างในรูปแบบออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพของข้อมูลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อทัศนคติต่อแพลตฟอร์ม (β = .707) คุณภาพของการบริการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อทัศนคติต่อแพลตฟอร์ม (β = .235) และคุณภาพของระบบมีอิทธิพลเชิงบวกต่อทัศนคติต่อแพลตฟอร์ม (β = .24) และทัศนคติต่อแพลตฟอร์มมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม (β = .884) รวมทั้งโมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมาก ค่าไคสแควร์ต่อองศาอิสระ = 1.025 (GFI = .974, CFI = 1.000, RMSEA = .023, และ SRMR = .007) ดังนั้น ปัจจัยเชิงสาเหตุของความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ได้แก่ คุณภาพของข้อมูล คุณภาพของการบริการ และคุณภาพของระบบ ส่งผลต่อทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแพลตฟอร์ม รวมทั้งทัศนคติที่ดีต่อแพลตฟอร์มจะส่งผลให้เกิดความตั้งใจในการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผู้ประกอบการหรือภาครัฐจึงควรพัฒนาแพลตฟอร์มที่มีคุณภาพของระบบสูง ใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มที่ Gen Z นิยมใช้งาน ใช้การเล่าเรื่องสินค้า และให้ลูกค้าให้รีวิว เพื่อสร้างให้เกิดความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ผลิตภัณฑ์ชุมชน</p> ชลธิดา แสวานี, บุษกร ปังประเสริฐ, ธนัย ศรีอิสาณ, อุกฤษฎ์ พรรณะ, นัทธวัฒน์ ธนสัจจวัฒน์, สาวิตรี ฟุ้งเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297233 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี ผ่านการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297236 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นต่อการรับรู้เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม ทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อิทธิพลของการตลาด และการเห็นโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย 2) ระดับความคิดเห็นต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่านการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผ่านการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี อายุ 18 - 70 ปี จำนวน 429 คน โดยสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น .97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม ทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อิทธิพลของ ของการตลาด การเห็นโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่านการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมาก การรับรู้เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม ทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเห็นโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียส่งผลต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 48.2</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยชี้ว่า การรับรู้เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม ทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์ และการเห็นโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนที่อธิบายบทบาทของการรับรู้และทัศนคติในการกำหนดความตั้งใจเชิงพฤติกรรม อิทธิพลของการตลาด ไม่ส่งผลต่อการสื่อสารข้อมูลสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมาผ่านสื่อดิจิทัลมีประสิทธิภาพและสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p> เสาวนีย์ ศรีจันทร์นิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297236 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง: บทบาทการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ ความพึงพอใจ และการมีส่วนร่วมของลูกค้า https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297238 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ 1) เพื่อศึกษาผลของการรับรู้ความง่ายในการใช้งานและการรับรู้ประโยชน์ที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง 2) เพื่อศึกษาผลของความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง และ 3) เพื่อตรวจสอบบทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของลูกค้าระหว่างการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ และความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ประกอบด้วยผู้ตอบแบบสอบถาม 532 คนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีประสบการณ์ในการซื้อสินค้าจากการรับชมไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านแพลตฟอร์ม TikTok กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ถูกเลือกโดยการใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากนั้นที่เหลือจะถูกรวบรวมผ่านการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวคิดการยอมรับเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วยการรับรู้ความง่ายในการใช้งานและการรับรู้ประโยชน์มีอิทธิพลทางตรงอย่างไม่มีนัยสำคัญต่อความตั้งใจซื้อออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง 2) ความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของลูกค้ามีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง 3) การรับรู้ประโยชน์ไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง แต่มีอิทธิพลทางอ้อมโดยผ่านความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของลูกค้า 4) การรับรู้ความง่ายในการใช้งานไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง แต่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการมีส่วนร่วมของลูกค้า และ 5) การรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การค้นพบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดการยอมรับเทคโนโลยีไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TikTok ไลฟ์สตรีมมิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีตัวแปรส่งผ่านที่ทำหน้าที่ในการส่งผ่านอิทธิพล โดยเฉพาะตัวแปรความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมของลูกค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่านการไลฟ์สตรีมมิ่งควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจจนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในอนาคต</p> ธนัญญา ยินเจริญ, อัคญาณ อารยะญาณ, สุธีรา เดชนครินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297238 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297239 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสกลนคร และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสังกัดกองคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสกลนคร จำนวน 400 คน โดยคำนวณเพื่อหาขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Taro Yamane และใช้วิธีเลือกตัวอย่างแบบแบ่งชั้น การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานคลังโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดของแต่ละกลุ่มปัจจัย ได้แก่ ด้านบุคลากรของส่วนประสมทางการบริการ ด้านโครงสร้างองค์กรของประสิทธิภาพการบริหารภายในองค์กร ด้านความสำเร็จในการทำงานของแรงจูงใจในการทำงาน และด้านเวลาของประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการบริการสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 63.10 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลอย่าง มีนัยสำคัญ ได้แก่ รูปแบบการให้บริการ ค่าธรรมเนียม/บริการ ช่องทางการให้บริการ การประชาสัมพันธ์ บุคลากร และกระบวนการให้บริการ ขณะที่ปัจจัยประสิทธิภาพการบริหารภายในองค์กรสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 49.40 และทุกองค์ประกอบมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 40.60 โดยด้านความสำเร็จใน<br />การทำงานและความก้าวหน้าในอาชีพมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ด้านการได้รับการยอมรับนับถือไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> ผลการวิจัยสะท้อนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการให้บริการ การบริหารภายในองค์กร และการเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานควบคู่กัน เพื่อยกระดับคุณภาพ ปริมาณ เวลา และความคุ้มค่าในการปฏิบัติงานคลังอย่างยั่งยืน</p> สุภาภรณ์ มุงคุณ, นิรมล เนื่องสิทธะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297239 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการตรวจสอบภายในสมัยใหม่ที่ส่งผลต่อคุณภาพการตรวจสอบภายใน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297241 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการตรวจสอบภายในสมัยใหม่ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพการตรวจสอบภายใน และ 3) เพื่อทดสอบผลกระทบของการตรวจสอบภายในสมัยใหม่ที่ส่งผลต่อคุณภาพการตรวจสอบภายในของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 265 บริษัท โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ และสถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และ<br>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตรวจสอบภายในสมัยใหม่อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพการตรวจสอบภายใน อยู่ในระดับมากทุกด้าน และ 3) การตรวจสอบภายในสมัยใหม่ ด้านการตรวจสอบแบบบูรณาการ (CI) และด้านการตรวจสอบในเชิงรุก (PM) มีผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพการตรวจสอบภายใน (IAQ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;องค์ความรู้จากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การตรวจสอบภายในสมัยใหม่ที่มีคุณภาพสูงต้องอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยี ระบบสัญญาณเตือนภัย แนวคิดการตรวจสอบตามความเสี่ยง การตรวจสอบเชิงรุก และการสนับสนุนจากกลไกการกำกับดูแล ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานโยบาย การบริหารจัดการ และการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบภายในของบริษัทจดทะเบียนในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> พรชัย วีระนันทาเวทย์, สุรีย์ โบษกรนัฎ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297241 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของศักยภาพการจัดการและคุณภาพการบริการที่มีต่อความยั่งยืนของท่าอากาศยาน ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297242 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การพัฒนาท่าอากาศยานพาณิชย์มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาศักยภาพการจัดการ คุณภาพการบริการ และความยั่งยืนท่าอากาศยานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยมุ่งทดสอบความสัมพันธ์และผลกระทบของ 1) ศักยภาพการจัดการต่อคุณภาพการบริการ 2) คุณภาพการบริการต่อความยั่งยืนท่าอากาศยาน และ 3) ศักยภาพการจัดการต่อความยั่งยืนท่าอากาศยาน การวิจัยเชิงปริมาณนี้เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้บริการ 400 คน ณ ท่าอากาศยานพาณิชย์ 3 แห่ง ที่มีผู้โดยสารมากที่สุดในภูมิภาค โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสุ่มตัวอย่างแบบชั้น (Stratified Sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยเชิงเส้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพการจัดการของท่าอากาศยานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพการบริการ ขณะที่คุณภาพการบริการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความยั่งยืน อีกทั้งศักยภาพการจัดการยังส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพการบริการและความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ยังสะท้อนผลกระทบเชิงลบในบางด้าน ได้แก่ การเข้าถึงท่าอากาศยาน และบุคลากร และการเพิ่มด้านบุคลากรสัมพันธ์เชิงลบต่อคุณภาพการบริการ ทั้งนี้อาจเกิดจากต้นทุนการลงทุนสูง ปัญหาการจัดการที่ไม่สมดุล การแออัดของผู้ใช้บริการ หรือการเพิ่มบุคลากรโดยขาดการพัฒนาทักษะที่เหมาะสม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาท่าอากาศยานไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มศักยภาพด้านใดด้านหนึ่ง แต่ควรดำเนินการอย่างบูรณาการและสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างคุณภาพการบริการและความยั่งยืนของท่าอากาศยานในระยะยาว</p> สิรวิชญ์ เรย์เนอร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297242 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลการรับรู้คุณภาพของการรีวิวธุรกิจโรงแรมทางออนไลน์ต่อพฤติกรรมการบอกต่อ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์: บทบาทตัวแปรส่งผ่านของความน่าเชื่อถือของข้อมูล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297243 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการรับรู้คุณภาพของรีวิวออนไลน์ต่อพฤติกรรมการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และตรวจสอบบทบาทของความน่าเชื่อถือของข้อมูลในฐานะตัวแปรส่งผ่านในบริบทธุรกิจโรงแรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือผู้เข้าพักชาวไทยจำนวน 400 คน ที่มีประสบการณ์อ่านรีวิวออนไลน์และจองเข้าพักโรงแรมระดับ 3-5 ดาวในประเทศไทย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้คุณภาพของรีวิวออนไลน์มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (β = .341, p = .006) และมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล (β = .703, p &lt; .001) ขณะเดียวกันความน่าเชื่อถือของข้อมูลยังส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างการรับรู้คุณภาพของรีวิวออนไลน์และพฤติกรรมการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์</p> <p> ผลการวิจัยช่วยขยายองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทดิจิทัล โดยบูรณาการทฤษฎีสิ่งเร้า-กระบวนการภายใน-การตอบสนอง และแบบจำลองการยอมรับข้อมูลข่าวสาร ในบริบทอุตสาหกรรมโรงแรมในเชิงปฏิบัติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าธุรกิจโรงแรมควรให้ความสำคัญกับการจัดการรีวิวออนไลน์ การส่งเสริมเนื้อหารีวิวที่มีคุณภาพ และการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อกระตุ้นการบอกต่อเชิงบวกและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน</p> สุธินี ธีรานุตร์, สุปรียา ม่วงรอด, พาริส หงษ์สกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297243 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการจัดการห่วงโซ่คุณค่าและกลยุทธ์การตลาดเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านทัศนคติของผู้บริโภค https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297286 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อการจัดการห่วงโซ่คุณค่าเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนกลยุทธ์การตลาดเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียน ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน 2) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองสมการที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเชิงกลยุทธ์ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุที่มีต่อความตั้งใจซื้อผ่านทัศนคติในฐานะตัวแปรส่งผ่าน การวิจัยใช้วิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริโภค 500 คน ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และแบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อปัจจัยทุกด้านในระดับมากที่สุด โดยความตั้งใจซื้อมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา การจัดการห่วงโซ่คุณค่า และทัศนคติ 2) แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี โดยดัชนีวัดความสอดคล้องทุกตัวผ่านเกณฑ์พิจารณาที่กำหนด และ 3) การวิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุ กลยุทธ์การตลาดเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนมีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้บริโภคในระดับสูงที่สุด รองลงมาคือการจัดการห่วงโซ่คุณค่า ขณะที่ทัศนคติมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ และทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลแบบสมบูรณ์ นอกจากนี้แบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของทัศนคติและพยากรณ์ความตั้งใจซื้อได้ในระดับดี อีกทั้งผลเชิงคุณภาพสะท้อนว่าการจัดการทรัพยากรแบบหมุนเวียนและการสื่อสารเรื่องราวความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน</p> <p> องค์ความรู้ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการห่วงโซ่คุณค่าเป็นปัจจัยนำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งสัญญาณคุณภาพและความยั่งยืนสู่ผู้บริโภคโดยมีทัศนคติเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนความตั้งใจซื้อ จึงควรบูรณาการจัดการต้นน้ำร่วมกับการสื่อสารคุณค่าความยั่งยืนเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากลภายใต้กรอบเศรษฐกิจ BCG</p> พวงพรภัสสร์ วิริยะ, สุภาพร ลักษมีธนสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297286 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการมุ่งเน้นดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และนวัตกรรมดิจิทัลที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297287 <p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การมุ่งเน้นดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและนวัตกรรมดิจิทัลของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2) การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม3) นวัตกรรมดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ 4) การมุ่งเน้นดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 5) การมุ่งเน้นดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อ ผลการดำเนินงานผ่านนวัตกรรมดิจิทัลของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการ จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ด้วยการวิเคราะห์เส้นทาง ซึ่งใช้หลักการประมาณค่าด้วยความเป็นไปได้สูงสุด</p> <p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) การมุ่งเน้นดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและนวัตกรรมดิจิทัล 2) การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจ 3) นวัตกรรมดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจ 4) การมุ่งเน้นดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของธุรกิจ และ 5) การมุ่งเน้นดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานผ่านนวัตกรรมดิจิทัลของธุรกิจ</p> <p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs ในการปรับตัวสู่บริบทธุรกิจสมัยใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ช่วยกำหนดกลยุทธ์ดิจิทัลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสนับสนุนการพัฒนากระบวนการดำเนินงานให้มีความยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วช่วยในการตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่านำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน</p> วิภาดา ศรีวิเชียร, ภูมินทร์ โพธยานุกูล, ธัญญธร ศรีวิเชียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297287 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน: บทบาทตัวแปรสื่อกลาง ของสมรรถนะการจัดการนวัตกรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297290 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีต่อสมรรถนะการจัดการนวัตกรรมและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์รวมทั้งตรวจสอบบทบาทของสมรรถนะการจัดการนวัตกรรมในฐานะตัวแปรสื่อกลางที่เชื่อมโยงระหว่างแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยวิสาหกิจชุมชนจำนวน 270 แห่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างด้วยวิธีค่าอนุกรมกำลังสองบางส่วน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่าแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนมีอิทธิพลเชิงบวกต่อสมรรถนะการจัดการนวัตกรรม และมีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันสมรรถนะการจัดการนวัตกรรมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบอิทธิพลทางอ้อมของแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ผ่านสมรรถนะการจัดการนวัตกรรม สะท้อนบทบาทการสื่อกลางบางส่วน โดยแสดงให้เห็นว่าเมื่อวิสาหกิจชุมชนมีสมรรถนะด้านการจัดการนวัตกรรมที่เข้มแข็ง แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงนวัตกรรมได้เด่นชัดยิ่งขึ้น&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับการพัฒนาสมรรถนะการจัดการนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับวิสาหกิจชุมชน และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการกำหนดนโยบายการวางกลยุทธ์โดยเน้นการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมในระยะยาว</p> สุกัญญา ดวงอุปมา, ยุพาภรณ์ ชัยเสนา, เพ็ญสิริ ภูวรกิจ, โสภณ มูลหา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297290 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลคั่นกลางของความไว้วางใจและความพึงพอใจของลูกค้าในฐานะปัจจัยคั่นกลางที่เชื่อมโยงคุณภาพ การให้บริการสู่ความภักดีในการซื้อเครื่องมือผ่าตัดหัวใจและทรวงอกในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297304 <p class="1" style="text-align: justify;"><span lang="TH">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span>1) <span lang="TH">ศึกษาระดับของความไว้วางใจ ความพึงพอใจ คุณภาพการให้บริการ และความภักดีของลูกค้า </span>2) <span lang="TH">ตรวจสอบอิทธิพลของคุณภาพการให้บริการที่มีต่อความภักดี ทั้งอิทธิพลทางตรงและอิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวแปรคั่นกลาง ได้แก่ ความไว้วางใจของลูกค้าและความพึงพอใจของลูกค้า และ </span>3) <span lang="TH">ศึกษาข้อมูลเชิงลึกและแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าในตลาดเครื่องมือผ่าตัดหัวใจและทรวงอกของโรงพยาบาลในประเทศไทย การวิจัยใช้วิธีการแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ ศัลยแพทย์ทรวงอกและหัวใจ จำนวน </span>300 <span lang="TH">คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึก ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน </span>10 <span lang="TH">ท่าน จากโรงพยาบาลที่มีเคสผ่าตัดมากกว่า </span>400 <span lang="TH">รายต่อปี</span></p> <p class="1" style="text-align: justify;"><span lang="TH">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า </span>1) <span lang="TH">ความไว้วางใจ ความพึงพอใจ คุณภาพการให้บริการ และความภักดี อยู่ในระดับมากทุกด้าน </span>2) <span lang="TH">คุณภาพการให้บริการมีอิทธิพลทางตรงต่อความภักดี และ </span>3) <span lang="TH">ความไว้วางใจและความพึงพอใจของลูกค้าทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการให้บริการกับความภักดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์(ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ เท่ากับ</span> 1.23 <span lang="TH">ดัชนีความสอดคล้องเชิงเปรียบเทียบ เท่ากับ</span> .99 <span lang="TH">และค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยของการประมาณค่า เท่ากับ</span> .03)</p> <p class="1" style="text-align: justify;"><span lang="TH">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาเชิงคุณภาพสนับสนุนว่า การบริการที่เน้นความเอาใจใส่ ความเชี่ยวชาญ และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจในสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง นำไปสู่การซื้อซ้ำและการบอกต่อในระยะยาว</span></p> ธนัตถ์สิษฐ์ เกตุอินทร์, สุมาลี รามนัฏ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMDUBRU/article/view/297304 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700