วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD
<h3 data-start="188" data-end="218">วารสาร มจร การพัฒนาสังคม<br /><strong data-start="219" data-end="236">ISSN (Print):</strong> 2539-5718 | <strong data-start="249" data-end="267">ISSN (Online):</strong> 2651-1215</h3> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร<br /></strong>เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ หรือบทความปริทัศน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัย โดยเน้นสาขาวิชาการพัฒนาสังคม สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p data-start="94" data-end="126"><strong data-start="94" data-end="126">ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1. บทความวิจัย (Research Article) <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นบทความที่นำเสนอผลการค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การพัฒนาสังคม สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชน เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง<br /></span> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นบทความที่เน้นการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ รวมถึงการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจหรือมุมมองใหม่ทางวิชาการ<br /></span> 3. บทความปริทัศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นบทความที่มีลักษณะการวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลเพื่อสนับสนุนประเด็นทางวิชาการ ทั้งในด้านที่เห็นด้วยหรือมีความเห็นแตกต่าง โดยใช้มุมมองและหลักวิชาเป็นฐานในการวิเคราะห์</span> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร <br /></strong>วารสาร มจร การพัฒนาสังคม มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br /> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน <br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม <br /> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ <br /></strong> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ส่วนบทความจากผู้นิพนธ์ภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</p>
หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการพัฒนาสังคม ภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
th-TH
วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
2539-5718
-
ผลการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวรูปแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมเจตคติในการเลือกคบเพื่อนของเยาวชนชายที่กระทำผิด ภายใต้กระบวนการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294054
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบเจตคติในการเลือกคบเพื่อนของเยาวชนชายที่กระทำผิดภายใต้กระบวนการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรีก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวรูปแบบออนไลน์ 2) เปรียบเทียบเจตคติในการเลือกคบเพื่อนของเยาวชนชายที่กระทำผิดภายใต้กระบวนการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรีที่ใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวรูปแบบออนไลน์ กับเยาวชนชายที่กระทำผิดที่ใช้การบำบัดฟื้นฟูแบบปกติ บทความวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นเยาวชนชายที่กระทำผิดที่อยู่ภายใต้กระบวนการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี จำนวน 40 คน ได้มาโดยเรียงคะแนนเจตคติในการเลือกคบเพื่อนจากน้อยไปหามากแล้วจับคู่เยาวชนชายที่มีคะแนนเจตคติในการเลือกคบเพื่อนใกล้เคียงกัน จำนวน 20 คู่ สุ่มอย่างง่ายเพื่อเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น 1) แบบวัดเจตคติในการเลือกคบเพื่อน มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .93 2) ชุดกิจกรรมแนะแนวรูปแบบออนไลน์เพื่อส่งเสริมเจตคติในการเลือกคบเพื่อน และ 3) การบำบัดฟื้นฟูแบบปกติ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยค่ามัธยฐานค่าเบี่ยงเบนควอไทล์ การทดสอบวิลคอกซัน และการทดสอบแมนน์วิทนีย์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวรูปแบบออนไลน์ เยาวชนชายกลุ่มทดลองมีคะแนนเจตคติในการเลือกคบเพื่อนสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ภายหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวรูปแบบออนไลน์ เยาวชนชายกลุ่มทดลองมีคะแนนเจตคติในการเลือกคบเพื่อนสูงกว่าเยาวชนชายกลุ่มควบคุมที่ใช้การบำบัดฟื้นฟูแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
วรลักษณ์ บุญฤทธิ์
จุรีรัตน์ นิลจันทึก
นิธิพัฒน์ เมฆขจร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
1
14
-
แนวทางการจัดสวัสดิการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/295216
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดสวัสดิการบริษัทเอกชน 2) ศึกษานโยบายและทิศทางการจัดสวัสดิการ 3) ศึกษาความต้องการของพนักงานต่อการจัดสวัสดิการ และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบสวัสดิการให้เหมาะสม การศึกษานี้ได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 14 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร แผนกบุคคลทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลสวัสดิการจากผู้บริหาร และพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง และกำหนดจำนวนผู้ให้ข้อมูลตามหลักข้อมูลอิ่มตัว ซึ่งยุติการเก็บข้อมูลเมื่อไม่พบประเด็นใหม่เพิ่มเติม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการจัดหมวดหมู่ข้อมูล ตีความ ประเด็นสำคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดสวัสดิการบริษัทเอกชนมีการจัดสวัสดิการที่สอดคล้องตามกฎหมายแรงงาน โดยครอบคลุมสิทธิขั้นพื้นฐานที่พนักงานพึงได้รับการเข้าร่วมระบบประกันสังคม วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันหยุดนักขัตฤกษ์ และการลาตามกฎหมาย ส่วนสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายที่บริษัทจัดให้มีค่าเดินทาง ประกันอุบัติหตุกลุ่ม ตรวจสุขภาพประจำปี โบนัส 2) นโยบายและทิศทางการจัดสวัสดิการของบริษัท ผู้บริหารมีแนวโน้มในการปรับมุมมองต่อการจัดสวัสดิการจากเดิมที่มองว่าเป็นต้นทุนไปสู่การมองว่าเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยตระหนักว่าสวัสดิการมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างแรงจูงใจ ความพึงพอใจ และความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขันของบริษัท 3) ความต้องการของพนักงานต่อการจัดสวัสดิการ พนักงานไม่ได้มองสวัสดิการเพียงในเชิงสิทธิพื้นฐาน โดยมีความคาดหวังให้สวัสดิการมีความยืดหยุ่น หลากหลาย และสอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล 4) แนวทางการพัฒนาระบบสวัสดิการของบริษัท ระบบสวัสดิการของบริษัทมีลักษณะเป็นรูปแบบเดียวสำหรับทุกคน แม้บริษัทจะมีพื้นฐานที่ดี แต่ควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม และพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สวัสดิการสามารถตอบความต้องการของพนักงานและเป้าหมายของบริษัท</p>
เคียงเดือน ฉิมชาติ
ชัยรัตน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
15–28
15–28
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ในโรงงานอุตสาหกรรม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294740
<p>บทความวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อปั๊มน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 400 ราย ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Cochran (1977) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ผ่านระบบ Google Forms และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองโลจิต (Logit Model)<br />ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อปั๊มน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม มีประสบการณ์ทำงาน 11–20 ปี ปฏิบัติงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีจำนวนพนักงาน 50–199 สำหรับข้อมูลด้านการใช้งาน พบว่า โรงงานที่มีการใช้ปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์แล้วมีสัดส่วนร้อยละ 55.50 ส่วนใหญ่นำไปใช้ในระบบน้ำหล่อเย็น โดยมีชั่วโมงการเดินเครื่องอยู่ที่ 8–16 ชั่วโมงต่อวัน การตัดสินใจเลือกซื้อส่วนใหญ่มาจากการพิจารณาร่วมกันของหลายฝ่าย ในขณะที่ระยะเวลาคืนทุนที่คาดหวังมากที่สุดอยู่ที่ 1–2 ปี และโรงงานส่วนใหญ่มีนโยบายด้านพลังงาน สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจเลือกซื้อปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ไม่ได้พิจารณาเฉพาะด้านเทคนิคเท่านั้น แต่คำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และแนวทางการจัดการพลังงานขององค์กรร่วมด้วย ผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองโลจิตพบว่า ปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ ได้แก่ การมีนโยบายด้านพลังงาน ทุนจดทะเบียน ขนาดโรงงาน กระบวนการตัดสินใจซื้อ ผลประกอบการ ชั่วโมงการเดินเครื่อง รวมถึงปัจจัยส่วนประสมการตลาดด้านบุคลากร ด้านราคา และการรับรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ผลการวิจัยที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด การพัฒนาการนำเสนอสินค้า และการส่งเสริมการใช้ปั๊มน้ำแบบอินเวอร์เตอร์ให้สอดคล้องกับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม</p>
ณัฎฐา สุขสุภาพ
พัฒน์ พัฒนรังสรรค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
29–41
29–41
-
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านเกมจำลองห่วงโซ่อุปทาน (Beer Game) เพื่อเสริมสร้างทักษะการจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานในรายวิชา 1503230
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294330
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านเกมจำลองห่วงโซ่อุปทานต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้และความเข้าใจเชิงระบบเกี่ยวกับโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน 2) ศึกษาผลต่อการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การตัดสินใจบนฐานข้อมูล และการคิดเชิงระบบของผู้เรียน และ 3) ประเมินระดับความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของผู้เรียนต่อกิจกรรมดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองร่วมกับการวิจัยในชั้นเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตหลักสูตรการจัดการบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสมัยใหม่ วิชาเอกการจัดการโลจิสติกส์ ชั้นปีที่ 1 กลุ่มเทียบโอน ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 1503230 การจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน จำนวน 65 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบทดสอบก่อน–หลังเรียน รูบริกประเมินการทำงานเป็นทีมและกระบวนการเรียนรู้ ตารางบันทึกผลการเล่นเกม แบบประเมินสะท้อนคิด และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้นวัตกรรมเกมจำลองห่วงโซ่อุปทานช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทั้งในภาพรวมและรายมิติ โดยเฉพาะด้านความเข้าใจตัวแปรระบบ ความหน่วงเวลา สินค้าระหว่างทาง และปรากฏการณ์แส้ม้า 2) ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการทำงานเป็นทีม การแบ่งบทบาท ความรับผิดชอบ การสื่อสาร การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และการอธิบายสาเหตุเชิงระบบในระดับสูง สะท้อนว่าเกมจำลองช่วยเสริมสร้างการคิดเชิงระบบและการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของข้อมูลและเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมเกมจำลองห่วงโซ่อุปทานโดยรวมอยู่ในระดับสูง เห็นว่าเกมช่วยให้เข้าใจระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานได้ชัดเจนขึ้น และให้คุณค่าอย่างมากต่อช่วงการถอดบทเรียนและการใช้ข้อมูลจากแดชบอร์ดในการวิเคราะห์ผล</p>
ดนวัต สีพุธสุข
นภาพร เทพรักษา
กฤตเมธ นพภาษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
42
57
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเต็มใจจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายหลังสถานการณ์ โควิด-19: กรณีศึกษาเทศบาลเมืองสวรรคโลก อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294618
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเต็มใจจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้เสียภาษีภายหลังสถานการณ์โควิด-19 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการประชาสัมพันธ์ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รายได้ บุคลากร การเมือง และความไว้วางใจต่อผู้บริหารท้องถิ่น กับความเต็มใจจ่ายภาษี 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายภาษี และ 4. เสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงบริหารในการพัฒนาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตเทศบาลเมืองสวรรคโลก จำนวน 265 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามประเภทผู้เสียภาษี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br />ผลการวิจัยพบว่า ผู้เสียภาษีมีระดับความเต็มใจในการจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านการประชาสัมพันธ์ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รายได้ บุคลากร การเมือง และความไว้วางใจต่อผู้บริหารท้องถิ่น มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเต็มใจในการจ่ายภาษีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยที่มีอิทธิพล ได้แก่ ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ด้านความไว้วางใจต่อผู้บริหารท้องถิ่น ด้านรายได้ และด้านบุคลากร ส่วนด้านการเมืองไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางพัฒนาควรมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจง่าย การพัฒนาบุคลากร ระบบฐานข้อมูลภาษี และความโปร่งใสในการบริหารงานท้องถิ่น</p>
เอกชุมชน ทรัพย์พร้อม
ศิวาภรณ์ ไชยเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
58
73
-
การพัฒนาแนวทางความยั่งยืนของวิสาหกิจเพื่อสังคม: กรณีศึกษาบริษัทเด็กพิเศษ เอวาร์ติส
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/295262
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคม กรณีศึกษาบริษัทเด็กพิเศษ เอวาร์ติส ในด้านการบริหารจัดการ ทรัพยากรและการผลิต การตลาดและเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของสังคมและชุมชน 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานซึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กร 3) ศึกษาผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Triple Bottom Line และ 4) เสนอแนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในระดับเชิงกลยุทธ์ เชิงนโยบาย และเชิงเครือข่ายความร่วมมือ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกรณีศึกษาเชิงคุณภาพ โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคม เอวาร์ติส ครอบคลุม 4 ด้านหลัก โดยมีจุดเด่นคือการใช้ทุนมนุษย์จากกลุ่มเด็กพิเศษและผู้ปกครองมาร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการ Storytelling และโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้รับบริจาคสู่การพึ่งพาตนเอง 2) องค์กรเผชิญอุปสรรคสำคัญ คือ ข้อจำกัดด้านเงินทุนจากยอดขายที่ต่ำ ศักยภาพและข้อจำกัดด้านเวลาของบุคลากรกลุ่มเด็กพิเศษ และกระบวนการขอรับสนับสนุนจากภาครัฐที่ล่าช้า รวมถึงอคติทางสังคมต่อคุณภาพสินค้าของผู้ด้อยโอกาส 3) ในมิติด้านความยั่งยืน พบว่า เอวาร์ติสสร้างสมดุลผ่าน Triple Bottom Line ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้น Zero Waste และวัตถุดิบท้องถิ่น ด้านสังคมที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและทักษะอาชีพเด็กพิเศษ และด้านเศรษฐกิจที่เน้นการนำกำไรมาลงทุนซ้ำ 4) แนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในด้านกลยุทธ์เชิงรุกเน้นการสร้างพันธมิตรเครือข่ายเพื่อรับจ้างผลิต และการทำข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าพรีเมียมถาวร ควบคู่กับการใช้ระบบ CRM และเทคโนโลยี AI ในการสื่อสารตลาด เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมจากการซื้อด้วยความสงสารสู่การยอมรับในคุณค่าของผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน</p>
เบญจรงค์ คงดี
ชนัฐนันท์ ม่วงวิเชียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
74
89
-
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนให้คนพิการได้เข้าถึง สิทธิประโยชน์บริการพื้นฐานของรัฐตามกฎหมาย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/293508
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและข้อจำกัดของคนพิการในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์บริการของรัฐตามกฎหมาย 2) ศึกษากระบวนการความร่วมมือของชุมชนในการขับเคลื่อนให้คนพิการเข้าถึงสิทธิ และ 3) ศึกษาการสร้างเครือข่ายระหว่างคนพิการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของคนพิการ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญและการวิจัยเอกสาร การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กิจกรรมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่และการสนทนากลุ่ม โดยมีพื้นที่ศึกษา ได้แก่ เทศบาลตำบลเมืองศรีไค เทศบาลตำบลธาตุ เทศบาลตำบลคำขวาง และองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี การเก็บข้อมูลดำเนินการโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 23 คน ได้แก่ คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ แกนนำคนพิการ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น หน่วยงานด้านสังคม และหน่วยงานฟื้นฟูคนพิการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) คนพิการส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงหลายประการทั้งด้านการศึกษา ด้านอาชีพ และด้านสุขภาพ 2) กระบวนการความร่วมมือของชุมชนมีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ คนพิการ ผู้ดูแล ประชาชน ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยบริการสาธารณสุข ซึ่งร่วมกันส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของคนพิการ และ 3) การสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของคนพิการมี 2 รูปแบบ คือ เครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานในพื้นที่ และเครือข่ายองค์กรคนพิการในรูปแบบ “ชมรมพัฒนาร่วมใจ 4 ตำบล เพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือและส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของคนพิการตามกฎหมาย</p>
ภิรมย์พร ไชยยนต์
กิตติยา พรหมจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
90–105
90–105
-
หลักการบัญชีนิติวิทยาศาสตร์ที่ส่งผลต่อระบบสารสนเทศทางการบัญชี ของธุรกิจขนาดกลาง ในจังหวัดปทุมธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/295281
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) หลักการบัญชีนิติวิทยาศาสตร์ของธุรกิจขนาดกลางในจังหวัดปทุมธานี 2) การใช้ระบบสารสนเทศทางการบัญชี และ 3) อิทธิพลของหลักการบัญชีนิติวิทยาศาสตร์ที่มีต่อระบบสารสนเทศทางการบัญชี การวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง จำนวน 396 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักการบัญชีนิติวิทยาศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการรายงานเชิงนิติวิทยาศาสตร์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) ระบบสารสนเทศทางการบัญชีโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความปลอดภัยของระบบและความถูกต้องของข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 3) หลักการบัญชีนิติวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การวิเคราะห์หลักฐานทางการบัญชี การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการรายงานเชิงนิติวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อระบบสารสนเทศทางการบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะการรายงานเชิงนิติวิทยาศาสตร์มีอิทธิพลสูงสุด องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้คือการพัฒนา “โมเดลความสัมพันธ์เชิงระบบของบัญชีนิติวิทยาศาสตร์กับระบบสารสนเทศทางการบัญชี” ซึ่งประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และการรายงานเชิงนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันในการยกระดับคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางบัญชี อันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการองค์กรในยุคดิจิทัล</p>
ธราดล เกิดกำไร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
106
118
-
การถอดบทเรียนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/295010
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและพัฒนาการของการก่อรูปขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 2) วิเคราะห์กระบวนการเคลื่อนไหว กลยุทธ์ และการจัดการทรัพยากรของขบวนการเคลื่อนไหวของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 3) ถอดบทเรียนและรูปแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง โดยเป็นผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหวและมีความหลากหลายด้านกลุ่มชาติพันธุ์ เพศ วัย และภูมิภาค รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐและภาคประชาสังคม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบสามเส้าด้านแหล่งข้อมูลและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การก่อรูปของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของขบวนชนเผ่าพื้นเมือง เป็นผลมาจากโครงสร้างของสังคมไทยที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงเกิดการรวมตัวของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง ยกระดับเชิงสถาบันเคลื่อนไหวเชิงนโยบาย จนสามารถผลักดันให้เกิดกฎหมายรับรองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองได้ ถือเป็นพัฒนาการของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่พัฒนาจากการเคลื่อนไหวระดับล่างไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรัฐ 2) กระบวนการเคลื่อนไหวของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีการวางยุทธศาสตร์ มีการบริหารจัดการองค์กร มีการจัดการทรัพยากร และมีการสร้างเครือข่ายทางสังคมอย่างเป็นระบบ จนสามารถพัฒนาเป็นการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่มีพลังในการต่อรองกับรัฐได้ 3) การเคลื่อนไหวของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ก่อให้เกิดบทเรียนในมิติของการเคลื่อนไหวทางสังคม การสร้างเครือข่าย การเจรจานโยบาย การพัฒนาภาวะผู้นำ และการจัดการทรัพยากร ซึ่งสามารถสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ และรูปแบบการเคลื่อนไหวทางสังคมของภาคประชาชนได้</p>
เกรียงไกร ชีช่วง
ชนัฐนันท์ ม่วงวิเชียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
119
135
-
การประยุกต์ใช้บัญชีต้นทุนเพื่อความยั่งยืนที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน ของธุรกิจ SMEs ในจังหวัดนนทบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/295269
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการประยุกต์ใช้บัญชีต้นทุนเพื่อความยั่งยืน (SCA) ของธุรกิจ SMEs 2) ศึกษาผลการดำเนินงานของ SMEs ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการประยุกต์ใช้บัญชีต้นทุนเพื่อความยั่งยืน (SCA) ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการหรือผู้จัดการ SMEs จำนวน 400 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br />ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้ SCA โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการใช้เทคนิค MFCA, LCC และ ABEC มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ และการระบุต้นทุนสิ่งแวดล้อม/สังคม ตามลำดับ สำหรับผลการดำเนินงานของ SMEs พบว่าอยู่ในระดับมากในทุกมิติ โดยด้านเศรษฐกิจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสังคม ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การประยุกต์ใช้ SCA มีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของ SMEs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะด้านการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุดองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า SCA เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับผลการดำเนินงานของ SMEs โดยเฉพาะผ่านการนำข้อมูลต้นทุนไปใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งสามารถส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้เกิดความสมดุลในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
นพัชกร ทองเรือนดี
กิตติวัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
อาธิตญา ฉวีวงษ์
สุพรรณนิกา ศรีพูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
136
148
-
ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนในกลุ่มประเทศอาเซียน–5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294826
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย และ 2) เสนอแนวทางเชิงนโยบายจากผลการวิเคราะห์หนี้ครัวเรือนในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบพาเนล รายปี ระหว่าง พ.ศ. 2540–2567 ครอบคลุมระยะเวลา 28 ปี จาก 5 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 140 หน่วยข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยด้วยข้อมูลแบบพาเนล โดยใช้แบบจำลองผลกระทบคงที่ เป็นแบบจำลองในการประมาณค่า<br />ผลการวิจัยพบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย สัดส่วนประชากรวัยแรงงาน และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับหนี้ครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุดต่อหนี้ครัวเรือน เมื่อเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1738 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายและวิกฤตต้มยำกุ้งมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับหนี้ครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับอัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน อัตราการออม และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ไม่มีความสัมพันธ์กับหนี้ครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นการติดตามภาวะเศรษฐกิจผ่านการเติบโตของรายได้ต่อหัวและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรวัยแรงงาน จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐและสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 ควรให้ความสำคัญในการกำกับดูแลระดับหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนต่อไป</p>
พรวรางค์ พรวรางค์
ศิริขวัญ เจริญวิริยะกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
149
161
-
การมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอย: กรณีศึกษาเทศบาลเมืองกาญจนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/293844
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และ 2) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการจัดการขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จำนวน 24,491 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยอ้างอิงตารางของ Krejcie and Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 380 คน และใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอย จำนวน 20 ข้อ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการแสดงความคิดเห็น ด้านการดำเนินงานและการให้ความร่วมมือ และด้านการติดตามและประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการแสดงความคิดเห็นมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 3.65, S.D. = 1.16) รองลงมา ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ (M = 3.62, S.D. = 1.18) ด้านการดำเนินงานและการให้ความร่วมมือ (M = 3.61, S.D. = 1.08) และด้านการติดตามและประเมินผล (M = 3.56, S.D. = 1.20) ตามลำดับ โดยการเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีในการจัดการขยะมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.25, S.D. = 0.95) ขณะที่การเข้าร่วมกิจกรรมในการจัดการขยะมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.35, S.D. = 1.10) และ 2) แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะมูลฝอยควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่องใน 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการ การแสดงความคิดเห็น การดำเนินงานและการให้ความร่วมมือ และการติดตามและประเมินผล พร้อมทั้งพัฒนาช่องทางการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่</p>
เกศินี มูลเกตุ
ณัชพล ศรีชัย
พรช วรรณภิวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
162
176
-
การพัฒนาเกณฑ์ส่งเสริมคุณภาพของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดราชบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/291898
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการส่งเสริมคุณภาพวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดราชบุรี 2) พัฒนาตัวแบบเกณฑ์ส่งเสริมคุณภาพวิสาหกิจชุมชน และ 3) นำเสนอตัวแบบและกระบวนการส่งเสริมคุณภาพวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดราชบุรี การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การศึกษาเชิงกรณีจากวิสาหกิจชุมชน 2 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 15 คน และการสนทนากลุ่มจำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แนวประเด็นการสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์ภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนเกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายในประกอบด้วย การเงินและการจัดการทุน การตลาด การผลิต การบริหารจัดการและการปฏิบัติการ ภาวะผู้นำ และการมีส่วนร่วมของสมาชิก ส่วนปัจจัยภายนอกประกอบด้วย ความสัมพันธ์และความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก สภาพการแข่งขัน และความต้องการของผู้บริโภค 2) จากข้อค้นพบสามารถสังเคราะห์เป็น LIST Model + CE (Community Enterprise) ซึ่งเป็นกรอบคิดเชิงพัฒนาการ ประกอบด้วย L – Local Resource-Based Production การผลิตจากฐานทุนท้องถิ่น I – Integrated Operation Planning การบริหารจัดการแบบบูรณาการ S – Sustainable Capital Management การบริหารทุนอย่างยั่งยืน และ T – Transformative Knowledge Sharing การเรียนรู้และถ่ายทอดนวัตกรรม โดยมี CE – Community Enterprise Focus เป็นเป้าหมายในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองของวิสาหกิจชุมชน และ 3) กระบวนการนำตัวแบบไปประยุกต์ใช้เป็นวงจรการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวินิจฉัยร่วมกัน การออกแบบการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กที่มีพลัง การดำเนินการและบันทึกเส้นทางการเรียนรู้ และการทบทวนบทเรียนเพื่อกำหนดแนวทางต่อยอด ทั้งนี้ LIST Model + CE สามารถใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ วางแผน และส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้เหมาะสมกับบริบท ศักยภาพ และทรัพยากรของแต่ละกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชน</p>
อภิชาติ อนันตชัยสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
177
191
-
การบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน: กรณีศึกษาศูนย์จัดการกองทุนชุมชน บ้านหนองบวบหอม ตำบลหนองบ่อ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/295183
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนของศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านหนองบวบหอม เพื่อให้ประชาชนสามารถปลดหนี้หรือชำระหนี้ได้โดยไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันตามแนวทางของกรมการพัฒนาชุมชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 14 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยคณะกรรมการศูนย์ 5 คน เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน 3 คน และตัวแทนครัวเรือนที่สามารถปลดหนี้ได้และยังไม่สามารถปลดหนี้ได้ กลุ่มละ 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากบทสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และเอกสารที่เกี่ยวข้อง<br />ผลการวิจัยพบว่า ศูนย์บริหารจัดการหนี้โดยบูรณาการหนี้จากหลายแหล่งให้เหลือสัญญาเดียวต่อครัวเรือนตามแนวทาง “1 ครัวเรือน 1 สัญญา” ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการชำระหนี้และทำให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละครัวเรือน คณะกรรมการมีบทบาทในการบริหารจัดการ ให้คำปรึกษา ติดตามการชำระหนี้ และสร้างวินัยทางการเงินผ่านการออม การจัดทำบัญชีครัวเรือน และมาตรการผ่อนปรนตามความเหมาะสม ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การจัดทำฐานข้อมูล และการติดตามประเมินผล ครัวเรือนที่สามารถปลดหนี้ได้มีการนำความรู้ทางการเงินไปใช้จริง วางแผนชำระเงินต้น ควบคุมรายจ่าย และเพิ่มรายได้จากอาชีพเสริม ส่วนครัวเรือนที่ยังไม่สามารถปลดหนี้ได้ยังเผชิญข้อจำกัดจากภาระครอบครัว รายได้ไม่แน่นอน และปัจจัยเศรษฐกิจภายนอก นอกจากนี้ ศูนย์ยังมีข้อจำกัดด้านการจัดเก็บข้อมูลและการใช้เทคโนโลยี ผลการวิจัยสะท้อนว่า การบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน การเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ และการติดตามช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง</p>
หทัยทิพย์ เนตรสว่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
192
206
-
พุทธนวัตกรรม: ความหมาย แนวคิด และการประยุกต์ใช้ในสังคมร่วมสมัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294403
<p>พุทธนวัตกรรม เป็นการนำคำสองคำมาผสมกันระหว่าง พุทธ ซึ่งหมายความถึงองค์ประกอบทั้งหมดของพระพุทธศาสนา และ นวัตกรรม ที่หมายถึงการกระทำหรือสิ่งที่ทำขึ้นใหม่แปลกจากเดิม พุทธนวัตกรรมจึงหมายความว่า การนำพระพุทธศาสนามาประยุกต์ให้เกิดสิ่งใหม่อย่างสร้างสรรค์<br />นักวิชาการด้านพุทธศาสนาได้ให้คำนิยามไว้หลากหลาย พระพรหมบัณฑิตอธิบายว่า นวัตกรรม คือการพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว มิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด เปรียบได้กับที่พระสาวกนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทสมัยใหม่ โดยไม่บิดเบือนหลักการเดิม พระเมธีวชิโรดม นิยามว่า พุทธนวัตกรรม คือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงสร้างสรรค์ตามแนวพุทธ ส่วนพระราชปริยัติกวีมองว่า คือการรวมองคาพยพของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ได้แก่ พุทธบุคคล พุทธธรรม พุทธสถาน และพุทธพิธีกรรม เข้าด้วยกันเพื่อก่อประโยชน์แก่สังคม<br />พุทธนวัตกรรมแบ่งได้ 4 ประเภทหลักตามกรอบสากล ได้แก่ ด้านผลผลิตและบริการ ด้านกระบวนการ ด้านการตลาด และด้านการจัดการ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์ ความใหม่ คุณค่า การเรียนรู้ และการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก่นสำคัญของพุทธนวัตกรรมคือ การรักษาหลักธรรมเดิมไว้อย่างบริสุทธิ์ ขณะที่ปรับรูปแบบการนำเสนอและการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งสอดคล้องกับพุทธวิธีการสอนของพระพุทธเจ้าที่ถือเป็นต้นแบบของนวัตกรรมการสื่อสารธรรมะที่ยั่งยืนตลอดกาล</p>
ธนกฤต โพธิ์ขี
บุญเลิศ โอฐสู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
207
216
-
พุทธจริยธรรม ESG และความสามารถในการฟื้นตัวเชิงกลยุทธ์: บทบาทของทุนทางสถาบันพุทธศาสนาในบริบทอาเซียน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294759
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอกรอบแนวคิดที่บูรณาการทุนทางสถาบันพุทธศาสนา (Buddhist Institutional Capital: BIC) เข้ากับกรอบ ESG และความสามารถในการฟื้นตัวเชิงกลยุทธ์ (strategic resilience) ในบริบทอาเซียน โดยใช้ทฤษฎีสถาบัน (Institutional Theory) และแนวคิดตัวเลือกที่แท้จริง (real options) มาเป็นกรอบทฤษฎีหลัก บทความนี้เสนอว่าสถาบันพุทธศาสนาในฐานะสถาบันที่ไม่เป็นทางการ (informal institution) มีการดำเนินการผ่านสามช่องทาง ได้แก่ เชิงบรรทัดฐาน เชิงความรู้ และเชิงกฎระเบียบ ช่องทางเหล่านี้สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยลดความไม่แน่นอนของ ESG (ESG Uncertainty Index: ESGUI) และเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวสามมิติ ได้แก่ การดูดซับ การปรับตัว และการแปลงสภาพ บทความนี้พัฒนากรอบ DPSIR-ER ซึ่งขยายจากกรอบ DPSIR-E ด้วยการเพิ่มสัมประสิทธิ์ความสามารถในการฟื้นตัว (R) ในสมการ I = P × A × T × E × R และได้ชี้ให้เห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) และนโยบาย BCG Economy สามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบของสถาบันระดับชาติได้ครบทั้งสามช่องทาง และได้นำเอาแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขับเคลื่อน ESG ในระดับบรรษัท ระดับการกำกับดูแล และการนำมาปรับใช้ในภูมิภาคอาเซียน</p>
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว
อานนท์ เกศรีสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
217
230
-
การจัดการความรู้ของคณะสงฆ์ตามหลักโยนิโสมนสิการ เพื่อการพัฒนาองค์กรสงฆ์ในยุคดิจิทัล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/293437
<p>บทความวิชาการนำเสนอเพื่อศึกษาแนวคิดการจัดการความรู้ของคณะสงฆ์ตามหลัก โยนิโสมนสิการ และแนวทางการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาองค์กรสงฆ์ในยุคดิจิทัล โยนิโสมนสิการเป็นหลักธรรมที่มุ่งเน้นการคิดอย่างแยบคาย การพิจารณาอย่างมีเหตุผล และการวิเคราะห์ตามเหตุและปัจจัย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนากระบวนการจัดการความรู้ขององค์กรสงฆ์ ทั้งในด้านการสร้างความรู้ การจัดเก็บความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการบริหารจัดการองค์กร ผลการวิเคราะห์พบว่า การบูรณาการหลักโยนิโสมนสิการกับแนวคิดการจัดการความรู้ช่วยส่งเสริมให้คณะสงฆ์สามารถพัฒนาระบบการเรียนรู้ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ การเรียนรู้ร่วมกัน และการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพุทธ นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการจัดเก็บ ถ่ายทอด และเผยแพร่องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและการเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้เข้าถึงสังคมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น<br />ดังนั้น การจัดการความรู้ของคณะสงฆ์ตามหลักโยนิโสมนสิการจึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาองค์กรสงฆ์ให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังช่วยเสริมสร้างระบบการเรียนรู้ขององค์กรสงฆ์ให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของพระสงฆ์ และสนับสนุนบทบาทของคณะสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน</p>
พระครูธีรภัทรจารี
พระครูจริยธรรมรัต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
231
241
-
การบูรณาการแนวคิดการแก้ปัญหาแบบตะวันตกและเชิงพุทธ สำหรับผู้ดูแลเด็กออทิสติก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/294050
<p>บทความนี้เป็นบทความวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และบูรณาการแนวคิดการแก้ปัญหาแบบตะวันตกและแนวคิดเชิงพุทธ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้ดูแลเด็กออทิสติก โดยเนื้อหาครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) แนวคิดการแก้ปัญหาในบริบทตะวันตก ได้แก่ การบำบัดด้วยการแก้ปัญหา แนวคิดการแก้ปัญหาทางสังคมของ D’Zurilla และ Goldfried และการพัฒนาต่อยอดโดย Nezu และคณะ 2) แนวคิดการแก้ปัญหาในเชิงพุทธ ซึ่งมีฐานจากการพิจารณาทุกข์และเหตุปัจจัยตามหลักอริยสัจ 4 อริยมรรคมีองค์ 8 ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ พรหมวิหาร 4 และสติปัฏฐาน 4 และ 3) การนำเสนอกรอบแนวคิดบูรณาการระหว่าง PST สติ และปัญญาเชิงพุทธ เพื่ออธิบายกลไกการเปลี่ยนแปลงภายในของผู้ดูแลเด็กออทิสติก การดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัมเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนทั้งด้านพฤติกรรม อารมณ์ และการจัดการชีวิตประจำวัน ผู้ดูแลต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและต้องตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเครียดสะสม ความเหนื่อยล้า และความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต ผลการสังเคราะห์พบว่า แนวคิดตะวันตกมีจุดแข็งด้านโครงสร้างกระบวนการ การฝึกทักษะเชิงปฏิบัติ และการประเมินผลเชิงประจักษ์ ขณะที่แนวคิดเชิงพุทธมีจุดแข็งด้านการพัฒนาจิตใจ การลดความยึดมั่นถือมั่น การเข้าใจเหตุปัจจัย และการสร้างกรอบความหมายทางจริยธรรมที่ช่วยให้การแก้ปัญหามีความลึกซึ้งและยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น การบูรณาการแนวคิดทั้งสองจึงสามารถใช้เป็นฐานในการพัฒนาโปรแกรมสุขภาวะเชิงป้องกันสำหรับผู้ดูแลเด็กออทิสติกในบริบทสังคมไทย โดยมุ่งส่งเสริมทั้งทักษะการจัดการปัญหา การกำกับอารมณ์ และการลดทุกข์ซ้ำอย่างเป็นองค์รวม</p>
ปิยะวัฒน์ เข็มทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
11 2
242
257