วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD <h3 data-start="188" data-end="218">วารสาร มจร การพัฒนาสังคม<br /><strong data-start="219" data-end="236">ISSN (Print):</strong> 2539-5718 | <strong data-start="249" data-end="267">ISSN (Online):</strong> 2651-1215</h3> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร<br /></strong>เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ หรือบทความปริทัศน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัย โดยเน้นสาขาวิชาการพัฒนาสังคม สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p data-start="94" data-end="126"><strong data-start="94" data-end="126">ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1. บทความวิจัย (Research Article) <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นบทความที่นำเสนอผลการค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การพัฒนาสังคม สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชน เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง<br /></span> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นบทความที่เน้นการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ รวมถึงการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจหรือมุมมองใหม่ทางวิชาการ<br /></span> 3. บทความปริทัศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นบทความที่มีลักษณะการวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลเพื่อสนับสนุนประเด็นทางวิชาการ ทั้งในด้านที่เห็นด้วยหรือมีความเห็นแตกต่าง โดยใช้มุมมองและหลักวิชาเป็นฐานในการวิเคราะห์</span> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร <br /></strong>วารสาร มจร การพัฒนาสังคม มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br /> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน <br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม <br /> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ <br /></strong> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ส่วนบทความจากผู้นิพนธ์ภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</p> th-TH wason072@gmail.com (ดร.วสันต์ ลิ่มรัตนภัทรกุล) phumiyot.168@gmail.com (พระภูชิสสะ ปญฺญาปโชโต) Thu, 30 Apr 2026 12:46:52 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การสังเคราะห์พุทธธรรมกับความเป็นพลเมือง: เส้นทางสู่การพัฒนา ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292163 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ความสัมพันธ์และแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยมุ่งเน้นการสร้างรากฐานทางจิตวิญญาณควบคู่ไปกับโครงสร้างทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย 4 ประการ ได้แก่ อำนาจอธิปไตยของปวงชน เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ มีความสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับหลักพุทธธรรม โดยเสรีภาพ ต้องกำกับด้วยปัญญาและความรับผิดชอบ (ธรรมาธิปไตย) ความเสมอภาคยืนอยู่บนกฎแห่งกรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผู้เขียนได้นำเสนอหลักธรรมสำคัญ 2 ประการเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ได้แก่ (1) สาราณียธรรม 6 ซึ่งเน้นการสร้างความสามัคคี การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการเคารพกฎกติกาที่เสมอภาค เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม และ (2) อปริหานิยธรรม 7 ซึ่งเป็นหลักธรรมเพื่อความไม่เสื่อมแห่งหมู่คณะ เน้นการมีส่วนร่วมผ่านการประชุม การยึดมั่นในหลักนิติธรรม ไม่บัญญัติหรือล้มล้างกฎตามอำเภอใจ และการเคารพสิทธิมนุษยชน การสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการพุทธธรรมเข้ากับวิถีประชาธิปไตยจะช่วยหล่อหลอมให้เกิดพลเมืองคุณภาพที่มีเหตุผล มีจิตสาธารณะ และปราศจากอคติ ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะยกระดับประชาธิปไตยจากเพียงรูปแบบภายนอก ให้กลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทางการเมืองที่สมบูรณ์และนำมาซึ่งสันติสุขอย่างแท้จริง</p> ปรมต วรรณบวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292163 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนของวิทยาลัยชุมชน: กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290196 <p>การบริหารจัดการในยุคดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความยั่งยืนให้กับสถาบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดและแนวทางการบริหารจัดการวิทยาลัยชุมชนในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างนวัตกรรมการศึกษาที่ยั่งยืนของชุมชน โดยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการสังเคราะห์พบว่า การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องตั้งอยู่บนกรอบแนวคิด Innovative Learning Organization for Sustainability ซึ่งบูรณาการสามมิติหลัก ได้แก่ 1) การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ในฐานะแรงขับเคลื่อนองค์กร 2) นวัตกรรมทางการศึกษา ในฐานะกลไกกลางของการเปลี่ยนแปลง และ 3) การศึกษาบนฐานชุมชนเพื่อความยั่งยืน ในเชิงผลลัพธ์และเป้าหมายปลายทาง</p> <p>การขับเคลื่อนทั้งสามมิติมีความเชื่อมโยงกับแนวทางการบริหารทั้ง 6 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัล 2) การพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ 3) การบูรณาการเทคโนโลยีอย่างมีระบบ 4) การบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ 5) การส่งเสริมความร่วมมือและเครือข่ายนวัตกรรมทางการศึกษา และ 6) การบริหารเชิงยั่งยืนและคุณธรรมดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดมุ่งสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน” (Sustainable Learning Ecosystem) ที่เกื้อหนุนกันในเชิงระบบและกระบวนการ ร่วมกัน ผลการสังเคราะห์พบว่า วิทยาลัยชุมชนควรกำหนดนโยบายการบริหารยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน ส่งเสริมภาวะผู้นำและสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากร พัฒนาโมเดลการเรียนรู้เชิงบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีกับฐานชุมชน และดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผลสู่การกำหนดนโยบายการศึกษาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ที่สอดคล้องและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDG 4 และ SDG 17)</p> กิตติยา ฤทธิภักดี, สุชฎา พรหมแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290196 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 จริยธรรมสากลของคนไร้ศาสนา: หลักการและวิถีต่อสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290316 <p>บทความนี้ศึกษาจริยธรรมของกลุ่มคนไร้ศาสนาในฐานะพลเมืองโลก โดยมุ่งวิเคราะห์ว่าศีลธรรมสามารถดำรงอยู่และกำกับการอยู่ร่วมกันในสังคมสมัยใหม่ได้โดยไม่อาศัยกรอบความเชื่อทางศาสนาอย่างไร การศึกษาพบว่า คนไร้ศาสนาพัฒนาหลักจริยธรรมบนฐานเหตุผล ความเมตตา สิทธิมนุษยชน และคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับหลักจริยธรรมสากลที่มุ่งสร้างความเสมอภาค ความรับผิดชอบ และการเคารพผู้อื่น บทความเสนอว่า จริยธรรมของคนไร้ศาสนาไม่ใช่การปฏิเสธศีลธรรม หากเป็นการแสวงหาพื้นฐานคุณค่าที่เป็นกลางทางศาสนาและเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางความเชื่อ ในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม การส่งเสริมพื้นที่สนทนาระหว่างผู้มีศาสนาและผู้ไร้ศาสนาจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ และการพัฒนาสังคมบนฐานจริยธรรมสากลร่วมกัน</p> พระมหาธนัช คมฺภีรญาโณ (สังฆมนญาณ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290316 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 พุทธปัญญาเพื่อการพัฒนาตนเองและการรู้เท่าทัน AI https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292752 <p>บทความนี้วิเคราะห์การบูรณาการพุทธปัญญา โดยเฉพาะหลักโยนิโสมนสิการกับบริบทการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสังคมดิจิทัล เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดในการพัฒนาตนและสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา แก่นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการยกระดับกระบวนการคิดของมนุษย์ให้สามารถกำกับการใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณ โดยโยนิโสมนสิการ 10 วิธี ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เหตุปัจจัย ช่วยให้เกิดการรู้เท่าทันทั้งข้อมูลและอคติของตนเอง ข้อค้นพบสำคัญคือ (1) การพัฒนาตนอย่างมีประสิทธิผลต้องเริ่มจากการเป็นนายของความคิด ซึ่งช่วยลดการครอบงำจากอารมณ์และอัลกอริทึม (2) กลไก Cognitive Pause เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การรับสารเปลี่ยนจากการตอบสนองทันทีไปสู่การพิจารณาเชิงลึก (3) การรู้เท่าทัน AI ต้องอาศัยทั้งการสังเกตเชิงประจักษ์และการคิดเชิงวิพากษ์ควบคู่กัน และ (4) มิติทางจริยธรรม โดยเฉพาะหลัก Know Why เป็นเงื่อนไขชี้ขาดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น พุทธปัญญาทำหน้าที่เป็นกรอบกำกับการใช้เทคโนโลยีมากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือเสริมความรู้ ทำให้มนุษย์สามารถรักษาสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับความมั่นคงทางจิตใจ นำไปสู่การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน</p> ถนัด ไชยพันธ์, พระมหาวีระ สันติบูรณ์, พระมหาวีรวิชญ์ สัตตารัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292752 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 กลไกทางกฎหมายกับการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน : ความมั่นคงทางน้ำสู่ความมั่นคงของสังคมไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/291933 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลไกทางกฎหมายในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด “ความมั่นคงทางน้ำ” โดยเชื่อมโยงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่ความมั่นคงของสังคมไทย วิเคราะห์กฎหมาย นโยบาย และแนวคิดความมั่นคงทางน้ำของ UN–Water เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) รวมถึงการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) พบว่าความมั่นคงทางน้ำเป็นรากฐานความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน</p> <p>บทความวิชาการนี้ ชี้ให้เห็นข้อจำกัดกลไกทางกฎหมาย เช่น ความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการบูรณาการเชิงนโยบาย จึงเสนอให้พัฒนากลไกทางกฎหมายที่ยึดหลักความมั่นคงทางน้ำ เป็นศูนย์กลางของการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสอดคล้องกันระหว่างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติกับความมั่นคงของสังคมไทย</p> พันธุ์ทิพย์ นวานุช, สุธาสินี พิริยะกิจโกมล, ปทิตตา ชัยมูลชื่น, ณัฐวุฒิ ทิวัง, อนุวัตร เอี่ยมแพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/291933 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 วิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม การพื้นฟูสภาพจิตใจผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อมและยกระดับ การออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนด้วยนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292653 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพจิตใจและสร้างพลังบวกให้ผู้ประกอบการและสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (2) พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบเชิงพื้นที่ และส่งเสริมการตลาดสมัยใหม่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดย (1) สำรวจข้อมูลสภาพจิตใจและปัญหาผลกระทบหลังจากการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 (2) สะท้อนคิดด้วยเทคนิค AIC และวิเคราะห์ปัญหาด้วยเทคนิค SWOT (3) ส่งเสริมฟื้นฟูสภาพจิตใจสร้างพลังบวก “อึด ฮึด สู้” ออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงพื้นที่และส่งเสริมการตลาด ผลการวิจัยพบว่า (1) สาเหตุที่กระทบต่อสภาพจิตใจและก่อเกิดปัญหา คือ ขาดรายได้ ขายสินค้าไม่ได้ สมาชิกแยกกลุ่ม แบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว เครียดสะสม ลูกค้ายกเลิกสินค้า ซึ่งเกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ (2) การสะท้อนคิด พบว่า ขั้นสร้างความรู้ ได้แก่ ทุนสนับสนุน รวบรวมสมาชิก เร่งสร้างเครือข่าย และเพิ่มช่องทางการตลาด ขั้นสร้างแนวทางพัฒนา ได้แก่ ฟื้นฟูจิตใจ สร้างความเข้มแข็งเครือข่าย กำหนดกลุ่มลูกค้าใชัดเจน ปรับเปลี่ยนขนาดผลิตภัณฑ์ ขั้นสร้างแนวทางปฏิบัติ ได้แก่ มอบหมายความรับผิดชอบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เน้นความสามัคคีพร้อมเพรียง การวิเคราะห์ด้วยเทคนิค SWOT พบว่า จุดแข็ง: มีความมุ่งมั่น มีความสามัคคี มีวิสัยทัศน์ที่ดี ภาคีเครือข่ายเข้มแข็ง จุดอ่อน: จำนวนสมาชิกไม่คงที่ ขาดงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ ขาดที่ปรึกษาด้านโภชนาการ โอกาส: สร้างความสัมพันธ์กับเครือข่าย การตลาดออนไลน์ ผลิตภัณฑ์วัยรุ่น บริการแบบเดริเวอรี่ อุปสรรค: ความหวาดระแวง ความวิตกกังวล การขาดงบประมาณ คุณภาพสินค้า (3) ส่งเสริมฟื้นฟูสภาพจิตใจเพื่อสร้างพลังบวก “พลังสู้” ระบายความรู้สึกให้ผ่อนคลายอารมณ์ “พลังฮึด” ให้กำลังใจและความหวังเมื่อยามที่ท้อแท้ “พลังสู้” หาทางออกใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา การออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงพื้นที่ ได้แก่ การนำเอาเอกลักษณ์ในพื้นที่มาผลิตเป็นน้ำปลาหวานออเจ้าและหมี่กรอบโบราณอยุธยา การส่งเสริมการตลาดที่หลากหลาย ได้แก่ เปิดร้านขายสินค้าตามงานเทศกาล ไลน์สดผ่านสื่อโซเซียล ส่งสินค้าแบบแบบเดลิเวอรี่ และเพิ่มจำนวนร้านค้าเพื่อวางจำหน่ายสินค้า</p> พระคมสัน เจริญวงค์, พระครูสังฆวิริยกิจ, เอนก ใยอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292653 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การยอมรับและการตั้งใจใช้เทคโนโลยีของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292672 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ของการยอมรับเทคโนโลยีที่มีต่อการตั้งใจใช้เทคโนโลยีและ 2) เสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ จำนวน 288 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การยอมรับเทคโนโลยีและการตั้งใจใช้เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.69 แสดงว่ามีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ส่วนองค์ประกอบของการยอมรับเทคโนโลยี ด้านคุณภาพข้อมูล ความสะดวกสบาย ด้านการรับรู้ประโยชน์ ด้านคุณภาพระบบ ความรอบรู้ด้านคอมพิวเตอร์และความกังวลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการตั้งใจใช้เทคโนโลยี ค่า r เท่ากับ 0.67, 0.66, 0.65, 0.59, 0.56 และ 0.26 ตามลำดับ นอกจากนี้ การวิเคราะห์อิทธิพลพบว่าคุณภาพข้อมูล การรับรู้ความสะดวกสบาย การรับรู้ประโยชน์และคุณภาพระบบ ร่วมกันพยากรณ์ความตั้งใจใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ความกังวลและความรอบรู้ด้านคอมพิวเตอร์ไม่มีอิทธิพลต่อการตั้งใจใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ 2) การเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พบว่าผู้บริหารเทศบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพข้อมูล คุณภาพระบบ การรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความสะดวกสบาย โดยเฉพาะการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ตระหนักในการใช้เทคโนโลยีพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และปรับปรุงระบบให้มีความเสถียรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งาน</p> ศุภชัย ผ่องราษี, รุจิกร แก้วเนตร, ชนัฐพงษ์ อารีรมย์, จามณี ภูแจมกระจาง, มนตรี พรรณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292672 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่เศรษฐกิจคุณธรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของชุมชนบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290870 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพระบบเศรษฐกิจชุมชนของชุมชนบางสระเก้า 2) ศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดระบบเศรษฐกิจชุมชนสู่เศรษฐกิจคุณธรรมของชุมชนบางสระเก้า และ 3) นำเสนอรูปแบบการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่เศรษฐกิจคุณธรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนบางสระเก้า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 25 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มทำวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนบางสระเก้าเป็นชุมชนขนาดเล็ก มีความเข้มแข็ง เน้นการอยู่ร่วมกันแบบเครือญาติและความสามัคคี มีการพัฒนาตลาดริมทางจากอดีตจนปัจจุบันกลายมาเป็น “ตลาดสี่มุมเมรุ” ที่ช่วยสร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการถ่ายทอดเศรษฐกิจชุมชนสู่ระบบเศรษฐกิจคุณธรรมของชุมชนบางสระเก้า มีปราชญ์ชาวบ้านเป็นหลักปฏิบัติที่ดีและเข้มแข็ง ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสู่เศรษฐกิจคุณธรรมอย่างยั่งยืน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาชุมชน คือ เวทีชุมชน บัญชีครัวเรือน และแผนชุมชน และ 3) รูปแบบเศรษฐกิจชุมชนสู่เศรษฐกิจคุณธรรมของชุมชนบางสระเก้าสามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติดังนี้ (1) องค์กรการเงินและสวัดิการ (2) เศรษฐกิจชุมชน (3) เกษตรและสิ่งแวดล้อม และ (4) สังคมและวัฒนธรรมที่สื่อสารในชุมชน</p> สุพิชญาณ์ แก้วโพนทอง, พระครูปลัดเมธีวัฒน์, พระครูสุทธิวรญาณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290870 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการอนุรักษ์ผ้าทอไทยวน อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี: แนวทางสู่ความยั่งยืนในบริบทสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292715 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา ภูมิปัญญา และกระบวนการผลิตผ้าทอไทยวน 2) วิเคราะห์รูปแบบและกระบวนการอนุรักษ์ของชุมชน และ 3) นำเสนอรูปแบบการอนุรักษ์ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมร่วมสมัยเพื่อความยั่งยืนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของท้องถิ่น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิจัยเอกสารและการศึกษาจากเรื่องเล่า ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการสนทนากลุ่มกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ข้อมูลถูกวิเคราะห์และนำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ด้านภูมิปัญญาและการสืบทอดองค์ความรู้ ผ้าทอไทยวนมีฐานสำคัญอยู่ที่ครอบครัวและกลุ่มสตรีทอผ้า ซึ่งถ่ายทอดทักษะ ลวดลาย และความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาและศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ ผ่านการบันทึกองค์ความรู้ด้วยสื่อดิจิทัล การจัดอบรม และการบูรณาการสู่หลักสูตรท้องถิ่น (2) ด้านรูปแบบและกระบวนการอนุรักษ์ พบว่าเป็นการบูรณาการระหว่างการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมกับการปรับตัวสู่สังคมร่วมสมัย โดยมีการพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน และ (3) ด้านความยั่งยืน พบว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การสร้างแบรนด์ และการใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางการจำหน่าย รวมถึงการยกระดับมาตรฐาน เช่น OTOP และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขัน ทั้งนี้ ความยั่งยืนของการอนุรักษ์จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และเทคโนโลยีดิจิทัล</p> รวยรินทร์ ชุณห์วิจิตรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292715 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวและความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ต่อพื้นที่น้ำท่วมในจังหวัดนนทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/291001 <p>จังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นพื้นที่ปริมณฑลที่มีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาน้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงขึ้นควบคู่ไปกับการลดลงของพื้นที่สีเขียวซึ่งมีความสำคัญต่อการดูดซับและชะลอน้ำ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ของพื้นที่สีเขียวในจังหวัดนนทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2545-2565 และคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปจนถึง พ.ศ. 2575 และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่สีเขียวกับพื้นที่น้ำท่วมในอดีต การศึกษาได้ใช้เทคนิคทางภูมิสารสนเทศในการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat ร่วมกับการสร้างแบบจำลอง Cellular Automata Markov Chain เพื่อคาดการณ์แนวโน้ม และใช้สถิติไคสแควร์ (Chi-Square) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปี พื้นที่สีเขียวได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 387.45 ตารางกิโลเมตร (60.89%) ใน พ.ศ. 2545 เหลือเพียง 300.22 ตารางกิโลเมตร (47.18%) ใน พ.ศ. 2565 และแบบจำลองคาดการณ์ว่าหากแนวโน้มยังคงเดิม พื้นที่สีเขียวจะเหลือเพียง 279.92 ตารางกิโลเมตร (43.99%) ใน พ.ศ. 2575 ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันว่าพื้นที่สีเขียวมีความสัมพันธ์กับการเป็นพื้นที่รองรับน้ำท่วมอย่างมีนัยสำคัญ (X<sup>²</sup> = 8.30, p &lt; 0.05) โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมฝั่งตะวันตกของจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสำคัญตามธรรมชาติ ข้อค้นพบนี้ได้ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ของกรมชลประทานและกรมโยธาธิการและผังเมืองในการกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตชะลอน้ำ (แก้มลิง) ดังนั้น การวางนโยบายอนุรักษ์และจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างเร่งด่วนจึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงด้านการจัดการอุทกภัยให้แก่จังหวัดนนทบุรีอย่างยั่งยืน</p> วรุฒ ทับแสง, สุธาทิพย์ ชวนะเวสสกุล, ชูเดช โลศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/291001 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการอนุรักษ์พุทธศิลป์ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เชิงพุทธบูรณาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/291698 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์พุทธศิลป์ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) วิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พุทธศิลป์ และ 3) เสนอรูปแบบการอนุรักษ์พุทธศิลป์เชิงพุทธบูรณาการ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การอนุรักษ์พุทธศิลป์ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมิได้เป็นเพียงกระบวนการดูแลรักษาทางกายภาพ หากแต่มีมิติทางคุณค่าเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชน หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา สามารถอธิบายกลไกภายในของกระบวนการอนุรักษ์ได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านแรงจูงใจ ความเพียรพยายาม ความใส่ใจเชิงลึก และการประเมินอย่างมีเหตุผลบทความเสนอ รูปแบบการอนุรักษ์พุทธศิลป์เชิงพุทธบูรณาการแบบองค์รวม 4 มิติ ซึ่งประกอบด้วย 1) มิติด้านกายภาพ 2) มิติด้านสังคมและชุมชน 3) มิติด้านจิตวิญญาณ และ 4) มิติด้านการบริหารจัดการ โดยมีหลักพุทธธรรมเป็นกรอบวิเคราะห์เชิงบรรทัดฐาน (Normative Framework) ที่เชื่อมโยงคุณค่าทางศาสนากับแนวทางการจัดการมรดกวัฒนธรรมร่วมสมัย องค์ความรู้ที่ได้ช่วยขยายกรอบการศึกษาด้านการอนุรักษ์มรดกทางพุทธศิลป์ให้มีมิติทางจริยธรรมและวัฒนธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น</p> นรุณ กุลผาย, ตวงเพชร สมศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/291698 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ซอฟต์พาวเวอร์ มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมการสร้างความเข้มแข็งโดย มีวัดเป็นฐาน กรณีศึกษา วัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287135 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพ บริบทเชิงพื้นที่ชุมชนโดยรอบวัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาซอฟต์พาวเวอร์มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมการสร้างความเข้มแข็งโดยมีวัดเป็นฐาน 3. เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมการสร้างความเข้มแข็งโดยมีวัดเป็นฐานโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการศึกษาวิเคราะห์ทั้งข้อมูลในพื้นที่และข้อมูลจากเอกสาร การถอดบทเรียน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในพื้นที่ทำการศึกษา โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมดจำนวน 40 รูป/คน ประกอบด้วย พระภิกษุสงฆ์วัดทองนพคุณ จำนวน 5 รูป ประชาชนในชุมชนวัดทองนพคุณ จำนวน 5 คน ไกด์นำเที่ยว จำนวน 5 คน และนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 25 คน ทำการวิเคราะข้อมูลด้วยเนื้อหา และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบวัตถุประสงค์ในการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนโดยรอบวัดทองนพคุณมีรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เป็นชุมชนไทยดั้งเดิมที่หลอมรวมระหว่างคนไทยและไทยเชื้อสายจีน โดยวัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ สะท้อน ซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกื้อกูลและประเพณีท้องถิ่นที่ยังดำรงอยู่ เช่น การใส่บาตร การสวดมนต์ และการอบรมจริยธรรมให้เยาวชน 2) มรดกทางวัฒนธรรมของวัด เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรมฝาผนัง สื่อสารคุณค่าทางศิลปะและศีลธรรมอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน พิธีกรรมท้องถิ่นและบทบาทของพระสงฆ์ยังเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ ที่ส่งผลต่อจิตใจและวิถีชีวิตของชุมชน 3) แนวทางที่เสนอ ได้แก่ การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พิพิธภัณฑ์วัด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อแปลงมรดกทางวัฒนธรรมของวัดให้เป็น ซอฟต์พาวเวอร์ ที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน</p> พระมหาอำนาจ สุทฺธิญาณเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287135 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและปลัดเทศบาลต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดพิษณุโลก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292880 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและปลัดเทศบาลต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมกับธรรมาภิบาลของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดพิษณุโลก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและปลัดเทศบาลในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 86 คน ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและปลัดเทศบาลต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.28) โดยเฉพาะด้านความซื่อสัตย์สุจริตและการเป็นแบบอย่างที่ดีมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนความคิดเห็นต่อ ธรรมาภิบาลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.21) โดยด้านความโปร่งใสและหลักนิติธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าด้านอื่น ๆ 2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับธรรมาภิบาลของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>r</em> = .78**) แสดงว่าผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมสูง จะสามารถส่งเสริมให้การบริหารงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณโม รักเลี้ยง, พชรดนัย วัชรธนพัฒน์ธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/292880 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 กรณีศึกษาเขตพื้นที่เทศบาลเมืองปทุมธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290095 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองปทุมธานีที่มีต่อพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 โดยมุ่ง ศึกษา (1) ระดับการรับรู้โดยรวมของประชาชน (2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และระยะเวลาที่อยู่อาศัย กับระดับการรับรู้ต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประชาชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองปทุมธานี จำนวน 23,131 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้จำนวน 394 คน และเพิ่มอีก 6 คน เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูล รวมเป็น 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับระดับการรับรู้มากที่สุด คือ อาชีพ รองลงมา คือ อายุและระยะเวลาที่อยู่อาศัยซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับเท่ากัน ส่วนระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับระดับการรับรู้ โดยภาพรวมประชาชนมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ในระดับมาก โดยด้านทัศนคติมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( x̄ = 4.00, S.D. = 0.82) รองลงมา คือ ด้านความรู้ (x̄ = 3.91, S.D. = 1.01) และด้านพฤติกรรม ( x̄ = 3.89, S.D. = 1.03) ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ปัจจัยด้านประชากรมีอิทธิพลต่อระดับการรับรู้น้อย แต่ความรู้และทัศนคติของประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม อันเป็นข้อมูลสำคัญที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย การเผยแพร่ และการส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อิทธิพล วงษ์เพ็ชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290095 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/293091 <p>การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปและลักษณะของผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ 2) วิเคราะห์กลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการชุมชนใช้ในปัจจุบัน และ 3) เสนอกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ชุมชนในตำบลพยอมมีความหลากหลายและสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ โดยมีจุดเด่นด้านคุณภาพ การใช้วัตถุดิบในพื้นที่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านภาพลักษณ์ บรรจุภัณฑ์ มาตรฐานสินค้า เทคโนโลยีการผลิต และการตลาดสมัยใหม่ ทำให้ยังไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้านกลยุทธ์การตลาด พบว่าผู้ประกอบการยังคงใช้การตลาดแบบดั้งเดิมเป็นหลัก เช่น การจำหน่ายในชุมชน การออกงานแสดงสินค้า และการบอกต่อ ขณะที่การตลาดออนไลน์เริ่มมีการนำมาใช้แต่ยังไม่แพร่หลาย ช่องว่างของงานวิจัยที่นำไปสู่การศึกษาครั้งนี้ คือ งานศึกษาที่ผ่านมายังขาดการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของตำบลพยอม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงอัตลักษณ์สินค้า มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ช่องทางตลาดดิจิทัล ตลาดภายนอกพื้นที่ และบทบาทของภาคีเครือข่าย งานวิจัยนี้จึงเสนอให้พัฒนากลยุทธ์การตลาดแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ชุมชน</p> ชาคริต แสงอรุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/293091 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700