มจร การพัฒนาสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD <h3 data-start="188" data-end="218">วารสาร มจร การพัฒนาสังคม</h3> <p data-start="219" data-end="277"><strong data-start="219" data-end="236">ISSN (Print):</strong> 2539-5718 | <strong data-start="249" data-end="267">ISSN (Online):</strong> 2651-1215</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> <p>เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ หรือบทความปริทัศน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัย โดยเน้นสาขาวิชาการพัฒนาสังคม สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p data-start="94" data-end="126"><strong data-start="94" data-end="126">ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <ol data-start="128" data-end="802"> <li data-start="128" data-end="364"> <p data-start="131" data-end="364"><strong data-start="131" data-end="165">บทความวิจัย (Research Article)</strong><br data-start="165" data-end="168" />เป็นบทความที่นำเสนอผลการค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การพัฒนาสังคม สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชน เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> </li> <li data-start="366" data-end="557"> <p data-start="369" data-end="557"><strong data-start="369" data-end="405">บทความวิชาการ (Academic Article)</strong><br data-start="405" data-end="408" />เป็นบทความที่เน้นการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ รวมถึงการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจหรือมุมมองใหม่ทางวิชาการ</p> </li> <li data-start="559" data-end="802"> <p data-start="562" data-end="802"><strong data-start="562" data-end="631">บทความปริทัศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</strong><br data-start="631" data-end="634" />เป็นบทความที่มีลักษณะการวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลเพื่อสนับสนุนประเด็นทางวิชาการ ทั้งในด้านที่เห็นด้วยหรือมีความเห็นแตกต่าง โดยใช้มุมมองและหลักวิชาเป็นฐานในการวิเคราะห์</p> </li> </ol> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> วารสาร มจร การพัฒนาสังคม มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </p> <p><strong>การตีพิมพ์บทความ</strong></p> <p><strong> วารสาร มจร การพัฒนาสังคม </strong>มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความดังนี้<strong> </strong></p> <p><strong> 1. บทความวิชาการ จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน) ต่อหนึ่งบทความ</strong></p> <p><strong> 2. บทความวิจัย จำนวน 4,500 บาท (สี่พันพันห้าร้อยบาทถ้วน) ต่อหนึ่งบทความ </strong></p> <p> โดยผู้เขียนบทความจะตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามข้อแนะนำสำหรับผู้แต่ง ในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตาม ข้อตกลงของวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์และไม่คืนเงินในกรณีใดๆทั้งสิ้น</p> <div class="journal-description"> <h3 data-start="142" data-end="184">กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</h3> <p data-start="186" data-end="400">วารสารมีการประเมินคุณภาพบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิก่อนการตีพิมพ์ โดยบทความที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ภายใต้ระบบ <strong data-start="345" data-end="400">การพิจารณาแบบปกปิดสองทาง (Double-blind peer review)</strong></p> <ul data-start="402" data-end="792"> <li data-start="402" data-end="528"> <p data-start="404" data-end="528">บทความจาก <strong data-start="414" data-end="432">ผู้นิพนธ์ภายใน</strong> หน่วยงานหรือสถาบันของวารสาร จะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิจาก <strong data-start="499" data-end="509">ภายนอก</strong> หน่วยงานหรือสถาบัน</p> </li> <li data-start="529" data-end="792"> <p data-start="531" data-end="792">บทความจาก <strong data-start="541" data-end="560">ผู้นิพนธ์ภายนอก</strong> หน่วยงานหรือสถาบันของวารสาร จะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในสาขานั้น ๆ ซึ่งอาจมาจาก <strong data-start="683" data-end="702">ภายในหรือภายนอก</strong> หน่วยงานหรือสถาบันของวารสาร ทั้งนี้ผู้ประเมินจะต้อง <strong data-start="755" data-end="779">ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย</strong> กับผู้นิพนธ์</p> </li> </ul> <p data-start="794" data-end="956"><strong data-start="794" data-end="807">หมายเหตุ:</strong><br data-start="807" data-end="810" />ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว <strong data-start="895" data-end="956">ไม่ถือเป็นทัศนะหรือความเห็นของกองบรรณาธิการและคณะผู้จัดทำ</strong></p> <p data-start="958" data-end="1113">กองบรรณาธิการ <strong data-start="972" data-end="988">ขอสงวนสิทธิ์</strong> ในการคัดเลือกบทความเพื่อลงตีพิมพ์ และจะแจ้งผลการพิจารณาให้เจ้าของบทความทราบหลังจากผู้ทรงคุณวุฒิได้ประเมินบทความเรียบร้อยแล้ว</p> </div> th-TH wason072@gmail.com (ดร.วสันต์ ลิ่มรัตนภัทรกุล) phumiyot.168@gmail.com (พระภูชิสสะ ปญฺญาปโชโต) Sat, 27 Dec 2025 17:36:53 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รูปแบบแพลตฟอร์มพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์เพื่อสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287580 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทแพลตฟอร์มผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์เพื่อสังคม 2) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์เพื่อสังคม และ 3) เพื่อการเสริมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์เพื่อสังคม การศึกษาวิจัยดำเนินในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้เกณฑ์ กลุ่มผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มธุรกิจภาคเอกชน และกลุ่มผู้ประกอบการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทแพลตฟอร์มธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน แพลตฟอร์มธุรกิจออนไลน์ (E-commerce) มีการเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่มีแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Shopee และ Lazada เข้ามาครองตลาด ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากปรับตัวด้านเทคโนโลยีไม่ทัน และหน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีได้อย่างเพียงพอ 2) การพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจออนไลน์เพื่อสังคม การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการไทยควรใช้หลักการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการสร้างกำไร การเพิ่มเอกลักษณ์ไทยด้านการแบ่งปันจะช่วยเสริมจุดเด่นของแพลตฟอร์มให้กลายเป็นศูนย์รวมสินค้าชุมชน สินค้าภูมิปัญญา และสินค้า OTOP ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตเป็นแพลตฟอร์มหลักของประเทศได้ 3) การเสริมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่สถาบันการศึกษาเพื่อวางรากฐาน และพัฒนาศักยภาพของบุคคลให้สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาภาคประชาชนให้ดำเนินธุรกิจออนไลน์โดยใช้เอกลักษณ์ไทยจะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาสังคมโดยรวม</p> ชัยยพล พสุรัตน์บรรจง, สุขเกษม ขุนทอง, สุรศักดิ์ บุญเทียน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287580 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นจริยธรรมในสถานศึกษาของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี เขต ๒ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288978 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นกระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นจริยธรรมในสถานศึกษาของครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี เขต 2, เพื่อพัฒนากระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรฯ, เพื่อทดลองใช้กระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กร และเพื่อประเมินกระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นจริยธรรมในสถานศึกษา ของครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี เขต 2 เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนา (R&amp;D) ผสมผสานวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดำเนินการในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยประชากรคือครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา ใช้กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) จำนวน 15 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกและประชุมกลุ่มย่อย และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามความต้องการจำเป็นจากครูจำนวน 120 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นจริยธรรมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับสูง โดยมีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนด้านภาวะผู้นำทางจริยธรรมของผู้บริหารและการมีส่วนร่วมในการกำหนดค่านิยม 2) ผลการพัฒนากระบวนการได้รูปแบบ “ETHIC Model” ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ ซึ่งผ่านการรับรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้พบว่า ผู้บริหารและครูมีพฤติกรรมสอดคล้องกับค่านิยมร่วม เกิดความกระตือรือร้นและบรรยากาศการทำงานเชิงบวกอย่างเด่นชัด 4) ผลการประเมินพบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจและเห็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้นำเสนอ “ETHIC Model” ในฐานะนวัตกรรมกระบวนการที่ยืดหยุ่นและเน้นการมีส่วนร่วม ซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดทางวิชาการว่า การสร้างวัฒนธรรมจริยธรรมที่ยั่งยืนต้องอาศัยภาวะผู้นำที่เข้มแข็งควบคู่ไปกับการสร้างค่านิยมร่วมที่ปฏิบัติได้จริงในบริบทของสถานศึกษา</p> พระครูโสภณภัทรเวทย์, พระครูวิวัฒน์ธรรมานุกูล, พีรวัฒน์ ชัยสุข, พิภู ผ่องสุวรรณ, พระครูภาวนาวรบัณฑิต (วริทธิ์ธร จันทร์ชื่น), พระครูสุจิตรัตนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288978 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการสอนเชิงสร้างสรรค์พระสอนศีลธรรม ของคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/286858 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาของพระสอนศีลธรรมคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร 2) เพื่อพัฒนาทักษะการสอนเชิงสร้างสรรค์พระสอนศีลธรรมคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการสอนเชิงสร้างสรรค์พระสอนศีลธรรมคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 50 รูป เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง และกิจกรรมพัฒนาทักษะการสอนเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกับแบบสำรวจระดับความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. พระสอนศีลธรรม มีองค์ความรู้ด้านพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาพร้อมที่จะถ่ายทอดให้เด็กนักเรียนในโรงเรียน แต่ต้องพัฒนาทักษะการสอนเชิงสร้างสรรค์เพิ่มอีก จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะการนำเข้าสู่บทเรียน 2) ทักษะการอธิบาย 3) ทักษะการใช้อุปกรณ์การสอน และ 4) ทักษะการสรุปบทเรียน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภาพรวมพบว่าพระสอนศีลธรมมีทักษะการพัฒนาอยู่ในระดับที่สูงขึ้น หลังจากเข้ารับการฝึกอบรมกิจกรรมพัฒนาทักษะการสอนเชิงสร้างสรรค์ ตามโครงการพัฒนาพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน</span></p> <p>3. แนวทางการพัฒนาทักษะการสอนเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบการฝึกทักษะ 4 ด้านให้ประสบความสำเร็จต้องบูรณาการกับหลักธรรมอิทธิบาท 4 อันประกอบไปด้วย 1) ฉันทะ 2) วิริยะ 3) จิตตะ และ 4) วิมังสา ทางพระพุทธศาสนา อันจะนำไปสู่การสอนเชิงสร้างสรรค์พระสอนศีลธรรมของคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร</p> พระครูพิทูรนคราภิรักษ์, สุขเกษม ขุนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/286858 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาศักยภาพพลังเยาวชนต้นแบบสร้างสันติสุขในพื้นที่พหุศาสนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288203 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษารูปแบบการใช้ชีวิตของเยาวชนร่วมกับเพื่อนต่างศาสนาในพื้นที่พหุศาสนาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (2) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของเยาวชนในการสร้างสันติสุขในพื้นที่พหุศาสนา และ (3) เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนต้นแบบในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามกลุ่มเยาวชนจำนวน 100 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 16 คน รวมถึงการสังเกตและการดำเนินกิจกรรมพัฒนาศักยภาพเยาวชนต้นแบบจำนวน 60 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการใช้ชีวิตของเยาวชนร่วมกับเพื่อนต่างศาสนาในพื้นที่พหุศาสนาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การปฏิบัติตนตามหลักศาสนา (x̄ = 4.28, S.D. = 0.80) การพัฒนาตนเองด้านการสร้างสันติสุข (x̄ = 4.27, S.D. = 0.75) ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติสุข (x̄ = 4.18, S.D. = 0.80) การสื่อสารอย่างสันติ (x̄ = 4.12, S.D. = 0.82) และการมีส่วนร่วมกับเพื่อนต่างศาสนา (x̄ = 4.12, S.D. = 0.90) เยาวชนส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม สามารถยอมรับความแตกต่าง ปรับตัว และมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน (2) ศักยภาพของเยาวชนในการสร้างสันติสุขประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพด้านความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติสุข ศักยภาพด้านการสื่อสารอย่างสันติ ศักยภาพด้านการมีส่วนร่วมกับเพื่อนต่างศาสนา ศักยภาพด้านการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสันติสุข และศักยภาพด้านการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา และ (3) ผลการพัฒนาศักยภาพเยาวชนต้นแบบพบว่า เยาวชนมีพฤติกรรมด้านการสื่อสารเชิงสันติอยู่ในระดับดีถึงยอดเยี่ยม และมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในระดับมาก สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนในพื้นที่พหุศาสนามีศักยภาพที่จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสันติสุข และเป็นฐานรากของสังคมพหุวัฒนธรรมที่สงบสุขและยั่งยืน</p> สุชาติ ใหมอ่อน, ไชยยุทธ์ อินบัว, ชนิศร์ ชูเลื่อน, ภมรรัตน์ ชุมภูประวิโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288203 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะของแม่วัยรุ่นในระหว่างตั้งครรภ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287649 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสุขภาวะของแม่วัยรุ่นที่มาฝากครรภ์กับหน่วยบริการสาธารณสุข 2) เพื่อพัฒนาการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะของแม่วัยรุ่นในระหว่างตั้งครรภ์โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะของแม่วัยรุ่น โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสานวิธีแบบคู่ขนาน การวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปฏิบัติการ โดยศึกษาข้อมูลงานวิจัยเชิงเอกสารการวิจัยภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก จากแม่ตั้งครรภ์วัยรุ่น ครอบครัวของแม่วัยรุ่น สูติ - นรีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม) ในเขตพื้นที่ โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร จังหวัดชัยนาท การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สุขภาวะของแม่วัยรุ่นมีความซับซ้อนใน 4 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกายที่พบการขาดความรู้และพฤติกรรมดูแลตนเองไม่เหมาะสม ด้านอารมณ์ซึ่งมีความเครียดและวิตกกังวลสูงโดยเฉพาะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ด้านสังคมที่แม่วัยรุ่นเผชิญกับการตีตราและจำกัดบทบาททางสังคม และด้านจิตใจที่การมีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณช่วยส่งเสริมการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่พัฒนาขึ้นควรออกแบบอย่างเป็นระบบโดยคำนึงถึงบริบทชุมชนและระดับความรู้ของแม่วัยรุ่น มีเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและใช้สื่อหลากหลาย กิจกรรมเน้นการปฏิบัติร่วมกับครอบครัว พร้อมกระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและการติดตามผลอย่างต่อเนื่องด้วยระบบพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข</span></p> <p>3. แนวทางส่งเสริมสุขภาวะที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วยการให้ความรู้พ่อแม่วัยรุ่นผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ การเปลี่ยนทัศนคติสังคมผ่านสื่อสาธารณะ การสนับสนุนทรัพยากรควบคู่กับเงื่อนไขการมีส่วนร่วม และการเปิดเวทีให้แม่วัยรุ่นและครอบครัวมีเสียงในระดับนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและการสนับสนุนในทุกมิติของสุขภาวะ</p> อุมา ประเสริฐศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287649 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288979 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นนทบุรี การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร ครู ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง จำนวน 275 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง 25 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.51, S.D. = 0.80) โดยด้านการดำเนินงานและจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านการติดตามและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหารและความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับผู้ปกครอง ส่วนอุปสรรคคือช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นระบบและข้อจำกัดด้านเวลา</p> <p>ผลการพัฒนารูปแบบปรากฏเป็น “บวร+นนท์ โมเดล” ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างสัมพันธ์ การร่วมปฏิบัติ การแบ่งปันภูมิปัญญา และการสร้างความเป็นเจ้าของร่วม ควบคู่กับกระบวนการดำเนินงานแบบ P-D-C-A-R ผลการทดลองใช้ในโรงเรียนวัดกู้ (นันทาภิวัฒน์วิทยา) พบว่าระดับการมีส่วนร่วมหลังการใช้รูปแบบ (x̄ = 4.65, S.D. = 0.55) สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ เช่น ช่องทางสื่อสาร LINE Official Account โครงการ “ปราชญ์ชุมชนสอนศิลป์” และอาสาสมัครชุมชนสนับสนุนการพัฒนาภูมิทัศน์โรงเรียนเพิ่มขึ้น</p> <p>ผลการประเมินรูปแบบพบว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับสูงมาก องค์ประกอบมีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในทุกด้าน และก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียนอย่างยั่งยืน</p> พระครูวิมลสุวรรณกร, พระมหาศุชัยกรณ์ อาลากุล, ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา, พิภู ผ่องสุวรรณ, พระเจษฎา บุญมาทัศ, พระครูสุจิตรัตนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288979 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การดำเนินงานพัฒนาชุมชน กรณีศึกษา เทศบาลตำบลดงสมบูรณ์ อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287330 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินงานพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบล<br />ดงสมบูรณ์ อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ และ 2) เพื่อศึกษากระบวนการและองค์ประกอบชุมชนเข้มแข็งของเทศบาลตำบลดงสมบูรณ์ อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนเทศบาลตำบลดงสมบูรณ์ 3 คน ตัวแทนพัฒนาชุมชน 3 คน ผู้นำชุมชน 3 คน และชาวบ้านในชุมชน 3 คน ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและกระบวนการที่ทำให้เทศบาลตำบลดงสมบูรณ์ เกิดความ เข้มแข็ง เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดโอกาสให้เสนอแนวทางพัฒนาชุมชน มีผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ที่โปร่งใส โครงสร้างการบริหารงานที่เปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณ มีทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมีการอนุรักษณ์ประเพณีท้องถิ่น มีระบบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนที่ดี สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ มีสุขภาพดี และยั่งยืนสำหรับสมาชิกในชุมชนได้ ซึ่งนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 2) การพัฒนาชุมชนของแทศบาลตำบลดงสมบูรณ์ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนทุกคน กระบวนการชุมชนจึงเป็นเสมือนแผนที่นำทาง ที่ช่วยให้ชุมชนก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง ซึ่งกระบวนการพัฒนาชุมชนที่ก่อให้เกิดชุมชนแข็งแรงและมีประสิทธิภาพ</p> ชานนท์ อภิวัฒนกุล, เอกพจน์ คงกระเรียน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287330 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบำบัดและฟื้นฟูผู้ต้องขังกระทำผิด ด้านพฤตินิสัย เพื่อลดการกลับไปกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง เรือนจำจังหวัดพังงา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288223 <p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของสารนิพนธ์เรื่องแนวทางการบำบัดและฟื้นฟูผู้ต้องขังกระทำผิด ด้านพฤตินิสัยเพื่อลดการกลับไปกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง เรือนจำจังหวัดพังงา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการบำบัดและฟื้นฟูผู้ต้องขังกระทำผิดด้านพฤตินิสัยเพื่อลดการกลับไปกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดพังงา เพื่อศึกษาปัจจัยที่ผู้ผ่านกระบวนการบำบัดและฟื้นฟูของเรือนจำจังหวัดพังงายังหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก และ เพื่อหาแนวทางที่จะทำให้กระบวนการบำบัดและฟื้นฟูผู้กระทำผิดไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 17 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจงใช้กระบวนการตรวจสอบสามเส้าวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความทำการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการบำบัดและฟื้นฟูผู้ต้องขังกระทำผิดด้านพฤตินิสัยเพื่อลดการกลับไปกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังเกิดจากการขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและการบำบัดพฤติกรรมอย่างเพียงพอ ทำให้กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูไม่สามารถเข้าถึงผู้ต้องขังได้ทั่วถึงรวมถึงงบประมาณและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของสังคมที่ยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษกลับคืนสู่ชุมชนอย่างเต็มที่ทำให้ผู้ต้องขังกลับไปกระทำผิดซ้ำปัจจัยที่ผู้ผ่านกระบวนการบำบัดยังหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำเกิดจากการขาดโอกาสด้านอาชีพและการยอมรับจากสังคมหลังพ้นโทษผู้พ้นโทษรู้สึกโดดเดี่ยวและเลือกกลับไปกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้แนวทางในกระบวนการบำบัดและฟื้นฟูผู้กระทำผิดไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ คือ การพัฒนาหลักสูตรบำบัดที่ครอบคลุมด้านจิตใจ พฤติกรรม การศึกษา และการฝึกอาชีพ ควบคู่กับการติดตามดูแลต่อเนื่องหลังพ้นโทษ</p> กิตติ์ธเนศ ฐานพงศ์วุฒิกุล, สุดาภรณ์ กิจกุลนำชัย, อนันต์ มณีรัตน์ , ชานนท์ คันธฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288223 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานปกครองท้องถิ่นด้วยการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ่อ จังหวัดสมุทรสาคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287963 <p>บทความวิจัยเรื่องการบริหารงานปกครองท้องถิ่นด้วยการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานปกครองท้องถิ่นด้วยการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ่อ และ เพื่อเสนอแนะแนวทางพัฒนาการบริหารงานปกครองท้องถิ่นโดยนำรูปแบบการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ่อ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 73 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรส่วนใหญ่มีระดับคะแนนโดยรวมเกี่ยวกับการบริหารงานปกครองท้องถิ่นด้วยการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ่อ จังหวัดสมุทรสาคร ในทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.44) เมื่อจำแนกตามรายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมและสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการดำเนินการกิจการสาธารณะ มากที่สุด คือ <br />(μ = 3.75) รองลงมาคือ ด้านการลดกำแพงภาครัฐ (μ = 3.53) และ ด้านการจัดการภาครัฐแบบเครือข่าย (μ = 3.39) และสุดท้ายคือ ด้านการระดมทรัพยากรและการร่วมลงทุน (μ = 3.07) ตามลำดับ และ แนวทางพัฒนาการบริหารงานปกครองท้องถิ่น โดยนำรูปแบบการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ่อ พบว่า จะต้องมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนการใช้เทคโนโลยีช่วยลดขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและการบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส เพื่อให้แผนพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง</p> ชนัญญา ชบาผล, สุดาภรณ์ กิจกุลนำชัย, ประเสริฐ สุขศาสตร์กวิน, รัชตา มิตรสมหวัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287963 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดการขยะองค์รวมเชิงสร้างสรรค์ของชุมชน ผ่านกิจกรรมธนาคารขยะวิถีพุทธ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/289501 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการขยะแบบองค์รวมของชุมชนผ่านกิจกรรมธนาคารขยะวิธีพุทธในสังคมไทย พัฒนากระบวนการและนำเสนอรูปแบบการการจัดการขยะแบบองค์รวมเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนผ่านกิจกรรมธนาคารขยะวิธีพุทธ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การถอดบทเรียนชุมชนต้นแบบ สัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่มย่อย สังเกตการณ์ การมีส่วนร่วมโดยตรง และการขับเคลื่อนกิจกรรมธนาคารขยะวิถีพุทธร่วมกับชุมชน กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาการวาดแผนที่ความคิด เทคนิค AIC และเทคนิค SWOT</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1) การจัดการขยะแบบองค์รวมของชุมชนผ่านกิจกรรมธนาคารขยะวิธีพุทธในสังคมไทย จัดการด้วยหลักพลังบวร ทำงานด้วยความสามัคคี พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันภายในชุมชน สร้างจิตสำนึกแก่เยาวชน ประยุกต์หลักธรรมในพระไตรปิฎกเพื่อแก้ไขปัญหาขยะ เช่น การบังสุกุล</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2) </span><span style="font-size: 0.875rem;">การพัฒนากระบวนการการจัดการขยะแบบองค์รวมเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนผ่านกิจกรรมธนาคารขยะวิถีพุทธ มี 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นตอนการสร้างความรู้ วางแผนกำหนดเป้าหมาย ทำการรณรงค์และถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับขยะด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายเสียงของชุมชน สอดแทรกข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์การจัดเก็บขยะและอันตรายจากขยะในการเทศนาของพระสงฆ์ (2) ขั้นตอนการสร้างแนวทางพัฒนา ได้แก่ การลดกิจกรรมงานสังสรรค์และงานรื่นเริงเพื่อลดปริมาณขยะ (3) ขั้นตอนการสร้างแนวทางปฏิบัติ แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ใช้วัดเป็นศูนย์กลางจัดการขยะชุมชน จัดกิจกรรมทอดผ้าป่าขยะ ขยะแลกไข่</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3) รูปแบบการจัดการขยะแบบองค์รวมเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนผ่านกิจกรรมธนาคารขยะวิถีพุทธ ได้แก่ การกระตุ้นสร้างการรับรู้คัดแยกขยะให้ถูกวิธี การลดขยะต้นทาง การทำบุญขยะ การฝังกลบ การทำปุ๋ยหมัก การนำกลับมาใช้ใหม่ และการเผาทำลาย</span></p> พระคมสัน ฐิตเมธโส (เจริญวงค์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/289501 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุต่อการตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 เขต 5 จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287334 <p>งานวิจัย มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดอุดรธานี และ 2) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดอุดรธานี เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน ซึ่งประกอบด้วยนักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ ผู้นำชุมชน พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระดับชาติส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดความเดือดร้อนด้านปากท้องหรือไม่พอใจต่อรัฐบาล ผู้สมัครที่สามารถนำเสนอทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน สื่อสารได้อย่างจริงจัง และแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ที่ประชาชนเผชิญอยู่ จะได้รับความสนใจและมีโอกาสได้รับคะแนนเสียงมากขึ้น ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมในตัวผู้นำหรือพรรคการเมือง ก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้สมัครในพื้นที่ทั้งในทางบวกและลบ 2) พฤติกรรมการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดอุดรธานี สะท้อนความซับซ้อนของปัจจัยหลายมิติที่ผสมผสานกัน ทั้งด้านบุคลิกภาพผู้สมัคร ความสัมพันธ์ทางสังคม ปัจจัยเศรษฐกิจ การสื่อสาร และบริบทสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละกลุ่มมีความต้องการและแรงจูงใจที่แตกต่างกัน ทำให้การเลือกตั้งในพื้นที่นี้เป็นการตัดสินใจที่มีมิติหลากหลายและต้องการการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน</p> กรวีร์ สาราคำ, สุริยะใส กตะศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287334 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมต่อพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และภาวะสุขภาพของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงบ้านในวง ตำบลในวงเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288436 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ความเจ็บป่วย และระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงก่อนและหลังการได้รับศาสตร์การแพทย์วิถีธรรม โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีในระดับไม่ปลอดภัย ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและสุขภาพ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีผสานวิธี เป็นการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง ผสมกับการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอธิบาย กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ 50 คน และเชิงคุณภาพ 9 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจงจาก 3 หมู่บ้าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบระดับสารเคมีในเลือดก่อนและหลังการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) <span style="font-size: 0.875rem;">ก่อนการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรม เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 78.0 และหลังการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมอยู่ในระดับดีร้อยละ 64.0 โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 56.7 เป็น 62.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีไปในทางที่ปลอดภัยมากขึ้น 2) </span><span style="font-size: 0.875rem;">ก่อนการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรม เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 78.0 และหลังการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมอยู่ในระดับดีร้อยละ 64.0 โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 56.7 เป็น 62.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีไปในทางที่ปลอดภัยมากขึ้น 3) </span>ก่อนการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรม เกษตรกรส่วนใหญ่มีระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสอยู่ในระดับไม่ปลอดภัยร้อยละ 70.0 แต่หลังการใช้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมพบว่ามีระดับอยู่ในระดับเสี่ยงร้อยละ 64.0 และไม่พบกลุ่มที่อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย แสดงให้เห็นว่าศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมช่วยปรับสมดุลร่างกายและลดการสะสมของสารพิษในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วันมาฆะ ศรีเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288436 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ทุนทางวัฒนธรรมกับการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ชุมชนตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287971 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ชุมชนวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และเพื่อเสนอแนวทางการใช้ทุนทางวัฒนธรรมกับการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ชุมชนวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 13 คน ได้แก่ 1) ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลวังหว้า 2) ประธานกลุ่มบริหารผู้ใช้น้ำตำบลวังหว้า 3) กำนันตำบลวังหว้า 4) นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังหว้า 5) ประธานกลุ่มวิสาหชุมชนของตำบลวังหว้า 6) ประธานกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาตำบลวังหว้า 7) เจ้าอาวาสวัดภายในตำบลวังหว้า โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการบริหารจัดการน้ำของตำบลวังหว้านั้น ผ่านกระบวนการจัดตั้งกลุ่มบริหารผู้ใช้น้ำชลประทานตำบลวังหว้า ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของคนในชุมชนที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการน้ำในพื้นที่ชุมชนตำบลวังหว้า มารวมตัวกันในลักษณะของจิตอาสา โดยการบริหารจัดการน้ำเป็นการใช้ทุนวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำสวนผลไม้ โดยเฉพาะการทำสวนทุเรียน เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการรวมคนอาสาเพื่อการบริหารจัดการน้ำ มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างสม่ำเสมอในการจัดการสวนทุเรียนเพื่อผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่มีน้ำต้นทุนที่เพียงพอมาใช้ในสวนทุเรียน และการมีความเชื่อในการไหว้สวนเป็นประจำทุกปีจะทำให้เจ้าที่เจ้าทางประจำสวนได้มอบผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์กับสวนของตนเองและกลุ่มของตนเองต่อไป</p> รัตนา เพ็ชรสูงเนิน, ชัชวาลย์ มากสินธ์, พรทิวา อาชีวะ, ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287971 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบเกษตรปลอดภัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287519 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการเกษตรปลอดภัยของเกษตรกรในสังคมไทย 2) เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการเกษตรปลอดภัยของเกษตรกรในสังคมไทย 3) เพื่อเสนอรูปแบบเกษตรปลอดภัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมไทย ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพโดยศึกษาข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และเกษตรกรผู้มีประสบการณ์ด้านเกษตรปลอดภัย รวมทั้งการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยเน้นการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ครอบคลุม 3 ศูนย์เรียนรู้หลัก คือ ศพก. สวนเทพพนา–ไร่ภูลิตฟาร์ม ศูนย์เครือข่ายไม้ผล และศูนย์เรียนรู้สวนสวย 168 รวมทั้งเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมวิจัยเชิงปฏิบัติการ 30 คน การปฏิบัติการในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง เน้นการทดลองปลูกพืชผักและไม้ผลปลอดภัย เช่น อะโวคาโด อินทผาลัม และผักสลัดอินทรีย์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แนวคำถามสนทนากลุ่ม การบันทึกภาคสนามและแบบประเมินผล ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และสังเคราะห์เชื่อมโยงกับแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) เกษตรกรส่วนใหญ่มีการจัดการเกษตรปลอดภัยโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับมาตรฐาน GAP ครอบคลุมด้านการเตรียมดิน การจัดการน้ำ การใช้พันธุ์ที่เหมาะสม การบำรุงรักษาพืชโดยชีววิธี การเก็บเกี่ยวและการตลาด 2) การพัฒนาระบบการบริหารจัดการเน้นการลดสารเคมี เพิ่มการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางตลาดสีเขียวและออนไลน์ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน 3) รูปแบบเกษตรปลอดภัยที่เสนอมุ่งเน้นการจัดการทุน กระบวนการผลิต การรับรองมาตรฐาน การตอบแทนสังคม (CSR/CSV) การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้และการสร้างความยั่งยืนในระบบเกษตรปลอดภัยของไทย</p> บุษบา วุฒิพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287519 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การให้คุณค่าและความผาสุกจากการแบ่งปันของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288597 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการให้คุณค่าจากการแบ่งปันของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ความผาสุกจากการแบ่งปันของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และการนำเสนอรูปแบบการแบ่งปันของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่สร้างคุณค่าและความผาสุก โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักซึ่งเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 15 คนทั่วประเทศ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าของการแบ่งปันเกิดจากพฤติกรรมการเสียสละสิ่งที่เป็นทรัพย์สมบัติของตนเองทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรมผ่านจิตวิญญาณของการแบ่งบันที่บริสุทธิ์ แบบไม่หวังผลตอบแทนภายใต้แนวคิด “ให้แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใครให้ได้” เป็นคุณงามความดีที่ยังผลเกิดขึ้นกับผู้ให้ทันที เนื่องจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเชื่อชัดในเรื่องของวิบากกรรมดีกรรมชั่วที่ส่งผลต่อการกระทำ ผลจากการแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม อันเป็นการทำกรรมดีเป็นกุศล เป็นความดีงาม ที่ส่งผลให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้น เป็นความผาสุกด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) ความผาสุกทางกาย 2) ความผาสุกทางใจ 3) ความผาสุกทางสังคม 4) ความผาสุกทางจิตวิญญาณเกิดข้อค้นพบจากการวิจัยเรื่องการแบ่งปันในแบบฉบับเฉพาะของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่แตกต่างจากการให้ของคนในสังคม ซึ่งสามารถสรุปรูปแบบการแบ่งปันที่ยึดถือปฏิบัติเป็นแบบแผนของหมู่กลุ่มตามหลักธรรมบุญญาวุธ 7 หมายเลข ดังนี้ 1) อาหารมังสวิรัติ 2) กสิกรรมไร้สารพิษ 3) สื่อสารบุญนิยม 4) พาณิชย์บุญนิยม (ตลาดวิถีธรรม) 5) การศึกษาบุญนิยม (โรงเรียนของหนู สถาบันวิชชาราม) 6) สุขภาพบุญนิยม (ค่ายสุขภาพ) 7) การเมืองบุญนิยม (การเมืองโลกุตระ)</p> ณรงค์ ศรีเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288597 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมทางสังคมเพื่อแก้ไขข้อพิพาทอย่างยั่งยืนของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287534 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบกระบวนการและบทบาทหน้าที่การดำเนินการของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิจิตร 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิจิตร และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิจิตร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบและกระบวนการดำเนินงานของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน จังหวัดพิจิตร ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ต้องเกิดจากภาคประชาชนรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 5 คนขึ้นไป จัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน และต้องมีผู้ผ่านการฝึกอบรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักสูตรที่คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติรับรอง อย่างน้อย 1 คน เป็นคณะทำงาน มีหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ในการรับเรื่องการขอไกล่เกลี่ย กระบวนการไกล่เกลี่ และการให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชน เป็นสำคัญ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. มีการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน พบว่าการดำเนินการของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนช่วยลดภาระคดีและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาครัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาด้านทรัพยากรการบริหาร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ</span></p> <p align="justify">3. ได้มีการนำเสนอแนวทางดำเนินการในรูปของ WORAPOL Model เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาและการดำเนินงานในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างยั่งยืนของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน</p> วรพล เชาวนะ, สุขเกษม ขุนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287534 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารอาหารเสริมสำหรับพืชจากธรรมชาติ แก่เกษตรกรในตำบลตาเบา จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288927 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการลดต้นทุนการผลิตและการใช้สารอาหารเสริมสำหรับพืชจากธรรมชาติ 2) พัฒนากระบวนการผลิตสารอาหารเสริมไคโตซานที่เหมาะสมและประเมินคุณภาพทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้น 3) ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสารอาหารเสริมสำหรับพืชจากธรรมชาติแก่เกษตรกร และ 4) ประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมต่อการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ เกษตรกรพื้นที่ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 115 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบบันทึกและประเมินกระบวนการผลิต สื่อการถ่ายทอดความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 76.2 คุณภาพดินเสื่อมโทรมร้อยละ 68.7 และปัญหาสุขภาพจากสารเคมี ร้อยละ 62.2 กระบวนการผลิตที่พัฒนาขึ้นใช้วัตถุดิบหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ผงไคโตซานสำเร็จรูป น้ำสะอาด และน้ำส้มสายชู (5 เปอร์เซ็นต์) มีประสิทธิภาพดีกว่าวิธีดั้งเดิม โดยประหยัดต้นทุนได้ร้อยละ 50-55 ลดเวลาการผลิตเหลือเพียง 25-30 นาที และเพิ่มประสิทธิภาพการละลายเป็นร้อยละ 92 การถ่ายทอดความรู้ครอบคลุมทั้งคุณสมบัติของไคโตซาน กระบวนการผลิต การใช้งาน การออกแบบตราสินค้า และช่องทางตลาดออนไลน์ ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.70) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหาและด้านการให้บริการได้คะแนนสูงสุดเท่ากันที่ 4.75 ด้านการนำไปใช้ประโยชน์ 4.65 และ ด้านความรู้ความเข้าใจ 4.64 ตามลำดับ ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ ที่ทำให้เกษตรกรได้รับความรู้และมีความพึงพอใจต่อการให้บริการ และเกิดความเชื่อมั่นในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จริง ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพการพึ่งตนเองของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน</p> เที่ยงธรรม สิทธิจันทเสน, นิคม ลนขุนทด, สุรเชษฐ์ วรศรี, อัษฎา วรรณกายนต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288927 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 กระบวนการเสริมสร้างพลังชุมชนในการจัดการเชิงพื้นที่ตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/286831 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการชุมชน 2) เพื่อพัฒนากระบวนการเสริมสร้างพลังชุมชนในการจัดการเชิงพื้นที่ และ 3) เพื่อนำเสนอกระบวนการเสริมสร้างพลังชุมชนในการจัดการเชิงพื้นที่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน เลือกแบบเจาะจง ได้แก่ คณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลท่าบัว กลุ่มเกษตรกรและภาครัฐ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง ร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหา และนำเสนอข้อมูลแบบอรรถธิบายและพรรณนาความ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) <span style="font-size: 0.875rem;">กระบวนการจัดการชุมชน ตำบลท่าบัวมี “ศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติ” ได้อธิบายผ่านทฤษฎีบันได 9 ขั้น “สู่ความพอเพียง มั่งคั่ง และยั่งยืน” และชุมชนสามารถตอบโจทย์ “การจัดการตนเอง” ในรูปของวิถีผลิต “การทำนาและการทำสวนผลไม้” (ปลูกพุทรา ปลูกมะนาว ปลูกฝรั่ง และปลูกส้มโอ) บนฐานคิดการใช้สารเคมีปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐาน (จี เอ พี) </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2) </span><span style="font-size: 0.875rem;">กระบวนการเสริมสร้างพลังมีความสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน บนฐาน List Model ในประเด็น 1) การจัดการเรียนรู้เป็นต้นแบบด้านเกษตรกรรม 2) นำนวัตกรรมมีความสอดคล้องกับการทำเกษตรกรรม 3) เป็นแนวทางการต่อยอดด้านการเกษตรปลอดภัยในระดับพื้นที่ และ 4) ปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบตลาดด้านสุขภาพ</span></p> <p>3) มีกระบวนการเสริมสร้างพลังชุมชนในการจัดการเชิงพื้นที่ บนฐาน 3 ขุมพลัง คือ พลังความร่วมมือ พลังความสามัคคี และพลังจิตวิญญาณ ที่มีอยู่ในชุมชน ส่งผลต่อ การพัฒนา “คน” ด้านวัตถุ และด้านจิตใจ ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของ “ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางธรรมชาติ” เข้ามาบริหารจัดการตนเองตามสภาพและปัญหาที่เกิดขึ้นกับวิถีผลิตของเกษตรกรฯ</p> พระครูพิสุทธิปัญญาภิวัฒน์, สุขเกษม ขุนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/286831 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาศักยภาพและกลยุทธ์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านคลองตาเพิ่ม อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288088 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่บ้านคลองตาเพิ่ม อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อพัฒนาและจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) เพื่อสังเคราะห์และจัดทำกลยุทธ์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สมาชิกชุมชนบ้านคลองตาเพิ่มจำนวน 30 คน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม แบบสอบถามก่อน - หลัง และการประชุมระดมความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ และเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบค่าก่อน - หลังด้วย t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนบ้านคลองตาเพิ่มมีศักยภาพเชิงนิเวศในหลายมิติ ได้แก่ ทุนทรัพยากรธรรมชาติ (ป่าชายเลน คลอง และความหลากหลายทางชีวภาพ) ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม (วิถีชุมชน ประเพณี และความเข้มแข็งของเครือญาติ) รวมทั้งทุนมนุษย์ (ผู้นำชุมชน เยาวชน) ที่มีความพร้อมในการพัฒนา ภายหลังการจัดกิจกรรมพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนทั้งในกระบวนการออกแบบและดำเนินกิจกรรม</p> <p>นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วย SWOT และ TOWS Matrix นำไปสู่การสังเคราะห์กลยุทธ์และการออกแบบ “โมเดลกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านคลองตาเพิ่ม” ซึ่งครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร การสร้างสรรค์กิจกรรมท่องเที่ยว การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน กลยุทธ์เหล่านี้เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นศูนย์กลาง และสอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงนิเวศในระดับประเทศ</p> <p>ผลลัพธ์จากงานวิจัยครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนานโยบายและการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชนที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน และเป็นต้นแบบของการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนควบคู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของท้องถิ่น</p> สายชล ดอกไม้ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288088 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทและศักยภาพการพัฒนาสังคมของศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะวิถีพุทธในจังหวัดพิจิตร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/286856 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบทบาทการพัฒนาสังคมของศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะวิถีพุทธในจังหวัดพิจิตร (2) ศึกษากระบวนการพัฒนาศักยภาพของศูนย์ และ (3) เสริมสร้างเครือข่ายการพัฒนาสังคม ระเบียบวิธีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 รูป/คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง สนทนากลุ่ม และสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (บุคคล เวลา สถานที่) และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พื้นที่ศึกษา คือ วัดทับคล้อ (สวนโพธิ์สัตว์) อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นวัดต้นแบบด้านศูนย์พักพิงและการดูแลพระอาพาธ</p> <p>1) บทบาทการพัฒนาสังคมของศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะวิถีพุทธในจังหวัดพิจิตร มีการดำเนินนโยบายจากมหาเถรสมาคม และทำงานคู่ขนานกับหน่วยงานจากกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายของการทำงาน เป็นไปเพื่อการป้องกันสนับสนุน และส่งเสริมสุขภาพสงฆ์เป็นหลัก</p> <p>2) กระบวนการพัฒนาศักยภาพสังคมของศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะวิถีพุทธในจังหวัดพิจิตร เริ่มจาก แนวคิดการให้คำปรึกษา การพัฒนาหลักสูตรในการเพิ่มศักยภาพ “พระคิลานุปัฎฐาก” พัฒนาเครือข่ายองค์กรสุขภาวะวิถีพุทธ</p> <p>3) การเสริมสร้างเครือข่ายการพัฒนาสังคมของศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะวิถีพุทธในจังหวัดพิจิตร ได้รับความร่วมมือกับภาครัฐ และภาคประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่าน “หลักธรรมและเทคโนโลยี” และมีรูปแบบการทำงานเชิงรุก 4 ด้าน คือ สงเคราะห์ช่วยเหลือ สนับสนุนเกื้อกูล มีส่วนร่วมพัฒนา และบูรณาการเครือข่าย</p> <h1> </h1> วิรัติ วัชรสิทธิเมธี, สุขเกษม ขุนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/286856 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 เเนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเเบบมีส่วนร่วมของ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288090 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี 2) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี 3) เพื่อศึกษาแนวทางจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม ของวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 รูป/คน รวมทั้งการศึกษาข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าและวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารยังคงเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาและประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญ แต่ประสบปัญหาความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล ระบบการจัดการพื้นที่ไม่เพียงพอ และการกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนยังไม่ทั่วถึง 2) กระบวนการจัดการท่องเที่ยวมีการบูรณาการจากหลายภาคส่วน ทั้งวัด หน่วยงานราชการ และชุมชน โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์ศาสนสถานและการสืบสานประเพณี เช่น ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท และประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา แต่ยังขาดโครงสร้างการบริหารที่เป็นระบบและกลไกการมีส่วนร่วม 3) แนวทางการจัดการที่เหมาะสมควรเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ในทุกขั้นตอน ทั้งการวางแผน การจัดกิจกรรม และการจัดสรรผลประโยชน์ โดยบูรณาการหลักการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเข้ากับหลักธรรมสัปปายะ 7 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ผลการศึกษาสามารถเป็นแนวทางต้นแบบในการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมสำหรับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร และยังสามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่ศาสนสถานหรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอื่น ๆ ของประเทศได้</p> ปัณณธร อยู่สมบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288090 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 พลเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตยกับความเสมอภาคในสังคมไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290048 <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอความคิดเกี่ยวกับ พลเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ความเสมอภาคในสังคมไทย รวมถึงอธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับความสำคัญของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยและบทบาทของพลเมืองในการส่งเสริมความเสมอภาคในสังคม และปัญหาหลักที่มีผลต่อความเสมอภาคในสังคมไทย โดยเน้นความไม่เสมอภาคทางการเมือง ซึ่งมีสาเหตุจากการรวมตัวของชนชั้นนำซึ่งอยู่ในรูปแบบขององค์กรอิสระและอื่นๆ โดยแทรกซึมในทุกองคาพยพของระบบการเมืองไทย จนส่งผลให้ประชาชนลดความเชื่อถือในสามอำนาจหลักคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จนกระทั่งเครื่องมือสุดท้ายที่ลิดรอนความเสมอภาคอย่างสิ้นเชิงคือการรัฐประหาร การสร้างความเสมอภาคที่แท้จริงต้องเริ่มจาก การสร้างพลเมืองคุณภาพ (Active Citizen) ที่ตื่นตัวและรู้เท่าทันสิทธิหน้าที่ เพื่อคัดง้างกับอำนาจนิยมและการรัฐประหารที่สร้างความเหลื่อมล้ำผ่านระบบอภิสิทธิ์ชน ขณะเดียวกันชนชั้นนำต้องยุติการบิดเบือนกฎหมายเพื่อรักษาอำนาจและหันมาสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อมุ่งสู่ประชาธิปไตยที่มีความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน</p> สมภพ ศิริสว่าง, กรกาญจน์ ศิริสว่าง, ณรงค์ศักดิ์ เนียมสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/290048 Wed, 07 Jan 2026 00:00:00 +0700 MORAL CITY: การพัฒนาเมืองคุณธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287227 <p>บทความ MORAL CITY: การพัฒนาเมืองคุณธรรม เสนอกรอบคิดเชิงแนวคิด ปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาเมืองที่วางคนและคุณค่าเป็นศูนย์กลาง โดยเชื่อมโยงหลักการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเข้ากับการบริหารจัดการเมืองร่วมสมัย (เช่น เมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ เมืองยั่งยืน) ให้เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสาธารณะขับเคลื่อนไปพร้อมกับคุณธรรมสาธารณะ ความรับผิดชอบ และความเสมอภาค บทความชี้ว่าหัวใจของ Moral City ไม่ใช่การทำโครงการให้ประชาชนแต่คือการทำงานร่วมกับประชาชน ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ร่วมนิยามปัญหา ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ และร่วมรับผิดชอบจนเกิดพลังและความเป็นเจ้าของ ของเมืองโดยคนเมืองเอง และนำเสนอกรณี จังหวัดคุณธรรม ในฐานะโมเดลการพัฒนาคุณธรรมเชิงพื้นที่แบบใช้พื้นที่เป็นฐานที่ทำงานด้วย “สามพลัง” คือ เครือข่ายปฏิบัติ เครือข่ายนโยบาย และเครือข่ายวิชาการ ประกอบด้วยกระบวนการประเมินต้นทุนคุณธรรม การจัดสมัชชาคุณธรรม การสร้างแกนนำนักส่งเสริมคุณธรรมเชิงพื้นที่ และการจัดการความรู้เพื่อขยายผลสู่จังหวัดข้างเคียง กรอบดังกล่าวสะท้อนระบบนิเวศทางสังคมคุณธรรมที่ทำให้ความดีงอกงามเป็นวาระร่วมและแปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและโครงสร้างได้จริง</p> <p>อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ทัศนคติที่มองคุณธรรมเป็นเรื่องไกลตัว การกระจุกของการตัดสินใจในภาครัฐ แรงจูงใจทางสังคมที่ยังไม่ชัด และระบบข้อมูล/ตัวชี้วัดคุณธรรมที่ต้องพัฒนา บทความจึงเสนอทิศทางต่อยอด ได้แก่ 1) การออกแบบเครื่องมือวัดคุณธรรมเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงนโยบาย 2) การออกแบบและทดลองใช้ระบบแรงจูงใจเพื่อเสริมสร้างความมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของของชุมชน และ 3) การบูรณาการศาสนา วัฒนธรรมกับเทคโนโลยีเมืองเป็นขับเคลื่อน Moral City สู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน สรุปได้ว่า Moral City คือกรอบปฏิบัติการที่จับต้องได้ ใช้พื้นที่เป็นฐาน ใช้คนเป็นแรงขับ ใช้คุณธรรมเป็นเข็มทิศ และใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกสนับสนุน เพื่อยกระดับเมืองให้ ‘ฉลาด น่าอยู่ และยั่งยืน’ บนพื้นฐานของคุณธรรมและความเป็นมนุษย์</p> ยงจิรายุ อุปเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287227 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองแนววิพากษ์ และความสำคัญต่อการวิเคราะห์ระบบสังคมสมัยใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288043 <p>บทความวิชาการนี้ มีจุดประสงค์ในการนำเสนอความหมายของทฤษฎีวิพากษ์และเศรษฐศาสตร์การเมืองแนววิพากษ์ (Critical Political Economy: CPE) วิเคราะห์ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมืองแนววิพากษ์ (CPE) และเสนอความสำคัญของเศรษฐศาสตร์การเมืองแนววิพากษ์ (CPE) ที่มีต่อการมองระบบทุนนิยมโลก ซึ่งการวิเคราะห์ของบทความวิชาการนี้จะเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง 3 ความคิด คือ ทฤษฎีวิพากษ์ องค์ความรู้ 2 มิติ ที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างการวิพากษ์และการปฏิบัติการทางสังคม ไปจนถึงการนำเสนอยุทธศาสตร์การเมืองแห่งการปลดปล่อยไปสู่อิสรภาพ (Emancipatory Politics) โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร ชี้ให้เห็นความขัดแย้งหลายรูปแบบของทุนนิยมโลก และการต่อสู้ทางการเมือง เพื่อรื้อถอนระบบการควบคุม ครอบงำ ที่ดำรงอยู่หลายรูปแบบ และเสนอหนทางไปสู่สังคมใหม่ที่มีหลายหนทางให้เลือก</p> พรทิวา อาชีวะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288043 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหาการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287560 <p>บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสารเพื่อศึกษาปัญหาการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กฎหมาย ระเบียบ และรายงานจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์สาระสำคัญของปัญหา พบว่าปัญหาหลักของการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ การขาดความมีส่วนร่วมของประชาชน และข้อจำกัดด้านความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลการศึกษาเสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร เพิ่มศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และพัฒนากลไกการตรวจสอบ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการสาธารณะให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน</p> จุฑามาศ กิจกุลนำชัย, จักรวาล สุขไมตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/287560 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาครัฐในการจัดการขยะให้เป็นศูนย์อย่างยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288974 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและบทบาทของการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและภาครัฐในการขับเคลื่อนการจัดการขยะให้เป็นศูนย์อย่างยั่งยืน โดยใช้กรอบแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน เศรษฐกิจหมุนเวียน และการบริหารภาครัฐแนวใหม่เป็นฐานในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการขยะให้เป็นศูนย์จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมเชิงรุกของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างจิตสำนึก การจัดตั้งกลไกชุมชน ไปจนถึงการเรียนรู้ร่วมกันกับภาครัฐและภาคเอกชน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง รวมทั้งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ บทความเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการเรียนรู้ของชุมชน การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และการกำหนดนโยบายร่วมที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนสังคมปลอดขยะอย่างยั่งยืน</p> รพีพัฒน์ พรหมจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JMSD/article/view/288974 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700