วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC <p><strong>วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม </strong>เป็นวารสารวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และคณะครู โดยเน้นสาขาวิชาในด้านพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ พัฒนาสังคม พัฒนาชุมชน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารการศึกษา การศึกษาการสอนเชิงประยุกต์ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐมิติและการเงิน บริหารธุรกิจ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือ การพยาบาล</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน เปิดรับเฉพาะบทความภาษาไทยเท่านั้น โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร</p> <p>ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>วารสารมีกำหนดออกเผยแพร่ ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)</strong></p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> โรงเรียนพระปริยัติธรรมสามัญวัดสระเรียง en-US วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2730-1362 เครื่องประดับสมาธิ: สัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยและหนทางสู่ความสงบ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/289939 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาทของเครื่องประดับในฐานะสื่อกลางที่ช่วยกระตุ้นสติผ่านการสัมผัสและการจดจ่อ พร้อมทั้งเสนอแนวคิดการออกแบบเครื่องประดับสมาธิที่ส่งเสริมความมั่นคงทางใจ ผ่านการรู้สึกตัวในปัจจุบันขณะและการพัฒนาตนเองในชีวิตประจำวัน การศึกษานำกรอบแนวคิดจากจิตวิทยา ทฤษฎีความผูกพัน ทฤษฎีวัตถุสัมพันธ์ พุทธจิตวิทยา และแนวคิดการออกแบบเพื่อความหมายส่วนบุคคล (Personal Meaning Design) มาวิเคราะห์ร่วมกับการทดลองออกแบบและการใช้ “ภาวนาหัตถกรรม” ผ่านการร้อยลูกปัดและการมัดปมซ้ำ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกำหนดองค์ประกอบและความหมายของเครื่องประดับตั้งแต่กระบวนการสร้างสรรค์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เครื่องประดับสมาธิที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมออกแบบสามารถ<br />ทำหน้าที่เป็น “วัตถุทางจิต” ที่ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัย ลดภาวะใจลอย และกระตุ้นการรับรู้ในมิติของกาย เวทนา จิต และธรรม ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ได้อย่างมีนัยสำคัญเชิงประสบการณ์ โดยเฉพาะเทคนิคการมัดปมซ้ำคั่นระหว่างลูกปัด ซึ่งต้องอาศัยสมาธิและการกลับมารู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหวของมือและลมหายใจ ลูกปัดที่ทำจากวัสดุธรรมชาติหรือของส่วนตัวที่มีความหมายเฉพาะบุคคลยังส่งเสริมการระลึกถึงความสัมพันธ์ ความเปลี่ยนแปลง และความไม่เที่ยง สอดคล้องกับหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นชีวิตอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามหลักอิทัปปัจจยตา และอริยสัจ 4 เครื่องประดับจึงมิได้เป็นเพียงวัตถุประดับตกแต่ง หากทำหน้าที่เป็นเครื่องมือภาวนาและการเยียวยาทางจิตวิญญาณ ที่ผู้ใช้ร่วมสร้างความหมายผ่านประสบการณ์เชิงกาย - ใจ อย่างลึกซึ้ง เสนอกรอบคิดใหม่สำหรับนักออกแบบและผู้ปฏิบัติธรรมในการผสานมิติทางจิตวิญญาณเข้ากับกระบวนการออกแบบและการใช้เครื่องประดับในชีวิตประจำวัน</p> ทัศน์ฐรสชง ศรีกุลกรณ์ สุภาวี ศิรินคราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-27 2026-01-27 10 1 59 71 ศิลปะจัดวางและการพัฒนารูปแบบศิลปะใหม่: เทคโนโลยีและการตีความของเวลาและพื้นที่ในศิลปะสมัยใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/289924 <p>บทความวิชาการนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของศิลปะจัดวาง (Installation Art) รูปแบบงานสามมิติ จัดวางวัตถุเข้ากับพื้นที่เฉพาะเจาะจง (Site-specific) ในหอศิลป์หรือสาธารณะ และบทบาทของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยและบริบทเอเชีย โดยวิเคราะห์จากกรณีศึกษาผลงานสำคัญของศิลปินไทยและเอเชีย ในช่วงตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 ถึงยุคดิจิทัลร่วมสมัย เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทของเทคโนโลยีต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ แนวคิด และการรับรู้ของผู้ชม และการตั้งคำถามว่า “เทคโนโลยีร่วมสมัยมีผลต่อแนวทางการสร้างสรรค์และการรับรู้ศิลปะจัดวางอย่างไรในบริบทไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งสะท้อนความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ สื่อ และบริบททางสังคมวัฒนธรรมในยุคดิจิทัล การศึกษานี้มุ่งเน้นทำความเข้าใจแนวทางการสร้างสรรค์จากศิลปะดั้งเดิมสู่ศิลปะที่ใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย เช่น การใช้เทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) หรือศิลปะไร้วัตถุ เพื่อสร้างประสบการณ์มีส่วนร่วมระหว่างศิลปินและผู้ชมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น บทบาทของเทคโนโลยีได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนรากฐาน (Paradigm Shift) ของศิลปะจัดวาง จากพื้นที่ทางกายภาพไปสู่พื้นที่โต้ตอบเชิงดิจิทัล ซึ่งในบริบทของไทยและเอเชีย เทคโนโลยีไม่เพียงเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ แต่ยังเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคม ศาสนา การเมือง และ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อสะท้อนประสบการณ์ร่วมทางประวัติศาสตร์ หรือวิพากษ์โครงสร้างอำนาจผ่านสื่อศิลปะ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีมิได้เปลี่ยนเพียงรูปแบบการนำเสนอผลงานศิลปะ แต่ยังส่งผลต่อการตีความและความสัมพันธ์ของเวลาและพื้นที่ ซึ่งสอดรับกับแนวคิดพุทธศาสนาเรื่องการพิจารณาจิต รวมถึงการเปิดรูปแบบปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยศิลปะจัดวางเชิงเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศิลปะร่วมสมัยและสะท้อนสังคมยุคดิจิทัล</p> ดลชนก วรางค์มาตา สุภาวี ศิรินคราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 319 335 อาหารชนชาติจีนในภาคใต้: การสื่อสารอัตลักษณ์ผ่านการเล่าเรื่อง สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290767 <p>ชาวไทยและชาวจีนได้มีการติดต่อและมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์หรือยุคหินแล้ว โดยตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา มีชาวจีนเดินทางอพยพเข้าสู่ประเทศไทย รวมถึงในภาคใต้ เนื่องจากปัญหาภายในประเทศจีนเริ่มเกิดขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายหลังการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ในขณะที่ประเทศไทยหรือสยามมีความมั่นคงทางการเมืองเพิ่มขึ้นมากและมีความต้องการแรงงานจำนวนมาก ชาวจีนที่อพยพมายังไทยในยุคสมัยแรกส่วนมากเป็นชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ฮกเกี้ยนและไหหลำ เพราะเป็นพื้นติดทะเล สามารถใช้การเดินทางด้วยเรือเดินสมุทร ชาวจีนได้นำอาหารชนชาติจีนเข้ามาด้วย อัตลักษณ์ของอาหารชนชาติจีนได้สะท้อนชาติพันธุ์ วัตถุดิบ เครื่องปรุง รูปลักษณ์อาหารของแต่ละชนชาติจีน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่สามารถอธิบายที่มาและความหมายของอาหารเหล่านั้นได้อย่างครบถ้วนและน่าสนใจ และการขาดบรรจุภัณฑ์และเรื่องเล่าที่สามารถเพิ่มคุณค่าและมูลค่า อาหารชนชาติจีนมีอัตลักษณ์ ประกอบด้วย มีประวัติความเป็นมา<br />ที่ยาวนานและน่าสนใจ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การใช้วัตถุดิบที่สดใหม่มีคุณค่า อาหารมีความหลากหลาย มีความประณีต มีรูปลักษณ์เฉพาะ ถือเป็นอัตลักษณ์เฉพาะที่สามารถนำไปสู่การสร้างเรื่องเล่าแก่ผู้บริโภคได้ การเล่าเรื่องอาหารชนชาติจีนสามารถเล่าเรื่องได้หลายรูปแบบผ่านกลยุทธ์สาร ได้แก่ การเล่าเรื่องผ่านสื่อออนไลน์ การเล่าเรื่อง<br />ผ่านบรรจุภัณฑ์ และการเล่าเรื่องผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร อย่างไรก็ตาม การสื่อสารอัตลักษณ์อาหารชนชาติจีนจะต้องคำนึงถึงทั้งในเชิงอนุรักษ์และความร่วมสมัย โดยการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์อาหารหรือเมนูให้เข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่ร่วมด้วย</p> กรกฎ จำเนียร เมธาวี จำเนียร ทองพูล มุขรักษ์ ตมิสา ทิพยะ ชนัยชนม์ ดำศรี ปฐมพงษ์ ฉับพลัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 336 350 แนวทางการพัฒนาอาชีพเสริมทางการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของชุมชนตำบลสิบเอ็ดศอก อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290030 <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">วิจัยนี้เพื่อ 1) ปัญหาตามการศึกษาส่วนบุคคลและวิเคราะห์สภาพและการอ้างอิงในเส้นทางอาชีพ 2) การศึกษาความรู้และส่วนประกอบหลักเศรษฐกิจพอเพียงและ 3) การศึกษาและแนะนำความรู้เกี่ยวกับอาชีพเสริมทางการเกษตรหลักเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนตำบลสิบเอ็ดศอก อำเภอบ้านโพธิ์ในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นการวิจัยแบบรายงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงปริมาณจากแบบสำรวจวิทยา</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">มีโครงสร้างสอบสวนความเที่ยงตรงและการเมืองในระดับที่ยอมรับได้ในระดับ 293 องค์กรวิเคราะห์ค่าสำรวจของท้องถิ่น และส่วนอื่นๆมาตรฐาน ปริมาณเชิงคุณภาพจากการสำรวจเชิงลึกจำนวนมาก 20 คนวิจัยพบตัวอย่างความถี่ของร่างกาย (52.22) อายุเฉลี่ย 50 ปีและสามารถทราบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ( 30.03) จำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 5 คน อาชีพหลักคือเลี้ยงกุ้งโดยพบปัญหาต้นทุนสูง (35.84) วัตถุดิบที่ไม่แน่นอน (28.67) การบริโภคอาหารประกอบอาชีพเสริม (ความคิดเห็น 72.01) ในความคิดเห็นของเกษตรกร (58.77) กลุ่มตัวอย่างเทคโนโลยีหลักเพทธิการพอเพียงมาก (75.43) ส่วนประกอบของกระบวนการบำบัด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.29) ความสามารถด้านความความ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 1.98) และการมีภูมิคุ้มกันใน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 1.91) ในส่วนของเงื่อนไขคุณธรรมมีการดำเนินการสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.72) มุมมองการพัฒนาอาชีพเสริมที่ชุมชนที่ต้องการ ได้แก่ การได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและดำเนินการเครือข่ายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในการแปรรูปการตลาดและเกษตรอินทรีย์ผลการวิจัยข้อเสนอแนะการพัฒนาการพัฒนาอาชีพเสริมด้วยการดูแลสุขภาพ 4 ทบทวนคือความรู้ ศาสตราจารย์ และทุนพยาบาลกับหลักปริทัศน์เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p> ทสพล รวมฉิมพลี อรวรรณ คำดี ภควรรณ คงจันตรี นฤพนธ์ น้อยประสาร ภรณิภา โพธิ์ศิริ อมรรัตน์ ม้ายอง เมตตา เร่งขวนขวาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-21 2026-01-21 10 1 1 17 ข่าวลวงสุขภาพและวัฒนธรรมการสื่อสารไทย: การวิเคราะห์เชิงประจักษ์จากฐานข้อมูลโคแฟค https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290423 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงประจักษ์เกี่ยวกับลักษณะ รูปแบบการนำเสนอ เนื้อหา กลไกทางวัฒนธรรม และพลวัตของข่าวลวงสุขภาพในสังคมไทยจากฐานข้อมูลโคแฟค (ประเทศไทย) รวมถึงสังเคราะห์โมเดลวัฒนธรรมการสื่อสารข่าวลวงสุขภาพของคนไทย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลและกำหนดนโยบายการสื่อสารสุขภาพ ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยวิเคราะห์ข้อมูลข่าวลวงสุขภาพ จำนวน 1,726 รายการ ที่เผยแพร่ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณควบคู่กับการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ข่าวลวงสุขภาพส่วนใหญ่ (ร้อยละ 97) อยู่ในรูปแบบข้อความสั้นที่ออกแบบให้แชร์ได้รวดเร็วและเร้าอารมณ์ โดยมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางทางข้อมูล <br />3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ (ข่าวโรคเรื้อรังและสมุนไพร) ผู้ป่วยโรคร้ายแรง (ข่าวทางเลือกแห่งความหวัง) และ กลุ่มคนรักสุขภาพและความงาม (ข่าวโภชนาการและการลดน้ำหนัก) 2) เนื้อหาข่าวลวงขับเคลื่อนด้วยกลไกทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานความเชื่อพื้นบ้าน วาทกรรมวิทยาศาสตร์เทียม การสื่อสารเชิงสัมพันธ์ และการใช้อารมณ์ความกลัวและความหวังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 3) แนวโน้มของข่าวลวงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวิกฤตการณ์ทางสังคม โดยเพิ่มสูงสุดในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ในฐานะกลไกจัดการความตื่นตระหนกทางสังคม <br />ก่อนลดลงในช่วงหลังวิกฤตแต่ยังคงดำรงอยู่ในประเด็นด้านโภชนาการและความงาม และ 4) งานวิจัยได้สังเคราะห์โมเดลวัฒนธรรมการสื่อสารข่าวลวงสุขภาพของคนไทย ซึ่งอธิบายการปะทะสังสรรค์ระหว่างพลวัตเชิงเวลากับมิติทางวัฒนธรรมการสื่อสาร โมเดลดังกล่าวสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการออกแบบกลยุทธ์และนโยบายการสื่อสารสุขภาพเชิงป้องกัน รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยในระดับเชิงระบบได้</p> นิษฐา หรุ่นเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-21 2026-01-21 10 1 18 31 การศึกษาผลกระทบโครงการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยต่อความยั่งยืน วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290132 <p>งานวิจัยนี้เกิดจากปัญหาผลิตภัณฑ์กระจูดรูปแบบซ้ำเดิมและตลาดอิ่มตัว ส่งผลให้รายได้ชุมชนลดลงและขาดความยั่งยืน วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อประเมินผลกระทบของโครงการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัย ที่มีต่อสินทรัพย์ในการดำรงชีพของวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูด2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสังคมและเศรษฐกิจที่กำหนดความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนภายหลังการแทรกแซง และ 3) เพื่อสังเคราะห์บทเรียนจากกรณีศึกษา และเสนอแนวทางในการส่งเสริมความยั่งยืนสำหรับโครงการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยในอนาคต ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมผสาน เชิงปริมาณใช้แบบบันทึกและแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างเจาะจง 100 คน (สมาชิกวิสาหกิจ ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา) วิเคราะห์ด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน PNI <sub>Modified</sub> และขนาดอิทธิพลเชิงคุณภาพใช้สัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม (แกนนำ ผู้เชี่ยวชาญ คณะทำงาน) วิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า แม้เผชิญปัญหาตลาดอิ่มตัว แต่การใช้โครงงานเป็นฐานส่งผลบวกสูงสุดต่อ “ทุนมนุษย์” อย่างมีนัยสำคัญมีผู้เข้าร่วม 100 คน (ร้อยละ 125 ของเป้าหมาย) และนวัตกรรม 3 รูปแบบ สะท้อนขนาดอิทธิพลระดับใหญ่ <br />และพบ “ภาวะพัฒนาทุนไม่สมดุล” อุปสรรค คือ ขาดแคลน “ทุนทางสังคม” ที่เป็นปัญหาโครงสร้างขัดขวางความร่วมมือและการลงทุนเชิงพาณิชย์ ส่งผลต่อ “ทุนทางการเงิน” ทำให้ชุมชนรวมกลุ่มแก้ปัญหาต้นทุนและอำนาจต่อรองไม่ได้ สรุปได้ว่า แม้พัฒนาทักษะและนวัตกรรมสำเร็จ แต่ไม่พอสร้างความยั่งยืนหากขาดทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ บทเรียน คือ มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี” สู่ “ผู้อำนวยความสะดวกทางสังคม” เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือ เพราะนวัตกรรมอย่างเดียวไม่ประกันความยั่งยืน ข้อเสนอแนะ คือ <br />รัฐควรปรับตัวชี้วัดจากเน้นปริมาณสู่ความเข้มแข็งกลุ่ม และมหาวิทยาลัยควรสร้างกระบวนการเรียนรู้เสริมทุนทางสังคมเป็นภูมิคุ้มกันก่อนใส่ปัจจัยการผลิต</p> ฉัตรชัย แก้วดี วัสสา รวยรวย สุนทร ปลื้มสง ชัชวาลย์ รัตนพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-21 2026-01-21 10 1 32 44 การศึกษาและพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมคุณภาพในสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพโดยใช้เทคนิควิจัยผสมผสานวิธีการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290955 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมคุณภาพในสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของ โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ แบ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา เพื่อระบุวัฒนธรรมคุณภาพ องค์ประกอบและปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรในโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสายวิชาการและบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 373 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมคุณภาพในสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตัวแปรแฝงที่มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อวัฒนธรรมคุณภาพ ได้แก่ การมีส่วนร่วมผูกพันและค่านิยมที่ฝังรากลึก โดยการมีส่วนร่วมผูกพันทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สำคัญระหว่างผู้นำที่มุ่งเน้นคุณภาพกับวัฒนธรรมคุณภาพ และ 2) โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์และให้ข้อค้นพบว่า ผู้นำที่มุ่งเน้นคุณภาพเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมผูกพัน โดยมีค่านิยมและความเชื่อที่ฝังรากลึกเป็นรากฐานและเป็นผลลัพธ์ที่ถูกเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางในการวางนโยบาย ส่งเสริม และพัฒนาวัฒนธรรมคุณภาพในสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพให้ยั่งยืนต่อไป</p> ปาริชาต คุณาธรรมรักษ์ ธีระภาพ เพชรมาลัยกุล กิตติคุณ รุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 45 58 การกลับคืนสังคมผู้สูงอายุสู่แรงงานไทย: ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจในสังคมสูงวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290144 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กลไกตลาดแรงงานผู้สูงอายุภายใต้อิทธิพลของปัจจัยประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และนโยบาย และ 2) สังเคราะห์ผลลัพธ์ภายใต้กรอบ “งาน - ทักษะ - ต้นทุน - นโยบาย” เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม โดยวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กรณีศึกษาจังหวัดลำปาง ด้วยวิธีการเก็บแบบสอบถาม 150 สถานประกอบการ ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ และสถิติเชิงอนุมานไคสแควร์ (ระดับนัยสำคัญที่ 0.05) จากผู้สูงอายุ 500 ราย พบว่า อุปสงค์แรงงานมีเกณฑ์การจ้างงานจากสมรรถนะทางจิตสังคม โดยนายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพใจ (ค่าเฉลี่ย = 8.47) และสุขภาพสังคม (ค่าเฉลี่ย = 8.37) มากกว่าข้อจำกัดทางร่างกาย นอกจากนี้ นายจ้างมีแนวโน้มเลือกจ้างผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้สูงถึงร้อยละ 82.4 เพื่อลดภาวะพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงานแม่บ้านและงานบริการส่งผลให้นายจ้างมีความต้องการแรงงานเพศหญิงและแรงงานระดับการศึกษาประถมศึกษา (ร้อยละ 18) มากที่สุดเพื่อควบคุมต้นทุน ส่วนอุปทานแรงงานนั้นปัจจัยด้านอายุและเพศ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อความต้องการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ( λ<sup>2</sup> = 3.446 และ 0.164 ตามลำดับ) ในทางตรงกันข้าม ทุนมนุษย์และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจกลับเป็นตัวแปรสำคัญ โดยพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับสูงในปัจจัยด้านระดับการศึกษา (λ<sup>2</sup> = 31.962) และแหล่งที่มาของรายได้ (λ<sup>2</sup> = 40.487) ดังนั้น กลไกตลาดแรงงานผู้สูงอายุถูกขับเคลื่อนโดยการควบคุมต้นทุนของนายจ้าง และการให้คุณค่าต่อทักษะทางอารมณ์และสังคม และความพร้อมของผู้สูงอายุถูกกำหนดด้วยทุนมนุษย์และปัจจัยทางเศรษฐกิจทำให้การกำหนดยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายการคืนสู่ตลาดแรงงานของผู้สูงอายุควรปรับจาก “การขยายอายุเกษียณ”เป็น “การออกแบบตลาดแรงงานใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะด้านจิตใจและสังคมของผู้สูงอายุเป็นหลัก</p> อรณิชา เมี่ยงบัว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-27 2026-01-27 10 1 72 84 เครื่องรางไทยในชีวิตดิจิทัลร่วมสมัย: จากวัตถุศักดิ์สิทธิ์สู่อุปกรณ์เพิ่มศักยภาพมนุษย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290407 <p>บทความนี้เสนอกรอบคิดอธิบายพลวัต “เครื่องรางไทย” ในสังคมร่วมสมัยเมื่อวัตถุศักดิ์สิทธิ์ถูกตีความใหม่ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและขยับบทบาทสู่ “อุปกรณ์เพิ่มศักยภาพมนุษย์” วัตถุประสงค์เชิงทฤษฎี คือ อธิบายกลไกการย้ายสถานะจากวัตถุศรัทธาสู่ “องค์ประกอบเชิงสังคมและเทคนิค” ภายใต้กรอบหลังมนุษยนิยมและความสัมพันธ์มนุษย์กับเทคโนโลยีที่มองการรับรู้ อารมณ์ และตัวตนเป็นผลผลิตเครือข่ายระหว่างร่างกาย วัตถุ อินเทอร์เฟซ และข้อมูล ส่วนวัตถุประสงค์เชิงประยุกต์ คือ สังเคราะห์กรอบการออกแบบและจริยธรรมผ่านแกน “วัตถุเสริมพลัง อัตลักษณ์ และพลังงานละเอียด” เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาเครื่องรางเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบสังเคราะห์เอกสารร่วมกับวิเคราะห์กรณีศึกษา ผู้วิจัยคัดกรองเอกสารตามความเกี่ยวข้องและความน่าเชื่อถือ จากนั้นเข้ารหัส จัดธีม และใช้การตรวจสอบสามเส้าจัดการข้อมูลที่ขัดแย้ง การเลือกกรณีศึกษาใช้แบบเจาะจงภายใต้หลักความหลากหลายสูงสุด เน้นกรณีที่ใช้งานจริงและเป็นตัวแทนเชิงแนวคิด ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีสุขภาพสวมใส่ แอปพลิเคชันสมาธิและสุขภาวะจิต และงานออกแบบร่วมสมัยที่แปลงภาษาเครื่องรางสู่สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีเอ็นเอฟซี (NFC) ผลการวิจัยชี้ว่าแกนหลักเครื่องรางร่วมสมัยทำหน้าที่เป็น “วัตถุเสริมพลัง” ผ่านพิธีกรรมจุลภาคที่ทำซ้ำได้ เช่น การสั่น เสียง หรือการแตะเรียกเนื้อหา รองลงมา คือ บทบาทต่อรองอัตลักษณ์ระหว่างวัฒนธรรม ร่างกาย และข้อมูลดิจิทัล รวมถึงการแปล “พลังงานละเอียด” เป็นประสบการณ์ผู้ใช้ผ่านอินเทอร์เฟซ ทั้งนี้ การใช้สัญญาณชีวภาพ (EEG) ถูกวางเป็นตัวชี้วัดเชิงพร็อกซีของสภาวะจิต มิใช่การวัดพลังงานโดยตรง บทความย้ำข้อจำกัดการอธิบายศรัทธาด้วยภาษาเทคโนโลยี และเสนอโมเดล “ระบบนิเวศเครื่องรางเทคโนโลยี” เพื่อเปิดมุมมองใหม่แก่ทั้งวงวิชาการและวิชาชีพออกแบบ พร้อมชี้โจทย์วิจัยต่อยอดด้านการศึกษาภาคสนามและการประเมินผลกระทบระยะยาว</p> จันทรา จันทร์พิทักษ์ชัย สุภาวี ศิรินคราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-27 2026-01-27 10 1 85 96 คู่มือการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับครูปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290394 <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">วิจัยนี้เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการที่จำเป็นของนิเทศภายใน 2) หัวข้อการศึกษาวิจัย</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ที่มีแนวปฏิบัติที่ดี และ 3) สร้างมุมมองข่าวการนิเทศภายใน การวิจัยการดำเนินการ 3 ประกอบด้วยส่วนต่างๆ 1 ศึกษาข้อเรียกร้องของนิเทศภายในในกลุ่มตัวอย่างตัวอย่าง 219 คนในผู้อำนวยการวิจัยอาจารย์วิชาการและครูปฐมวัยเครื่องยนต์วิจัยวิจัยข้อมูลด้วยศูนย์กลางและมาตรฐานการเรียกร้องความสำคัญ (PNI </span></span><sub><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">modified</span></span></sub><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> ) 2 การศึกษาวิจัยสภานิเทศส่วนกลางภายใน วิทยากรคุณวุฒิอาวุโส 8 คน ผู้บริหารรองผู้อำนวยการและหัวหน้าปฐมวัย คุณสมบัติในการพิจารณาแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ด้วยสรุปแบบอุปนัยและส่วนประกอบ 3 สร้างช่องคู่มือการนิเทศภายในองค์กรคุณวุฒิประเภท 9 บุคลากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการศึกษานิเทศและหัวหน้าทีมวิจัยใน วาระและแบบบันทึกการประชุมแบบตรวจสอบความถูกต้องและวิเคราะห์ของคู่มือ</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">การวิจารณ์ภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสรุปการประชุมแบบสำรวจและวิเคราะห์ฉันทามติการวิจัยค้นคว้า 1) ข้อเรียกร้องสูงสุดคือข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นก่อนการนิเทศ (PNI </span></span><sub><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ที่ปรับเปลี่ยน</span></span></sub><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> = 0.67) ส่วนการควบคุม</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">การนิเทศที่มีค่าต่ำสุด (PNI </span></span><sub><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">modified</span></span></sub><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> = 0.46) 2) ระบบการนิเทศภายในโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดีในส่วน 6 ส่วนต่างๆ ของการจัดเตรียมความรู้เกี่ยวกับระบบนิเทศและเสริมขวัญและกำลังใจ ดัชนีและสี</span></span><br /><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">สะท้อนผลการตรวจติดตามโดยเน้นการนิเทศเชิงโต้ตอบกัลยาณมิตร รายงานประจำปี</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">เรียนรู้อย่างต่อเนื่องและ 3) ตรวจสอบมี 4 ส่วนแรกนำร่องการพิจารณาคดีความสำเร็จและภาคส่วนรายงานการตรวจสอบเบื้องต้นผ่านฉันทาของผู้ทรงคุณวุฒิ</span></span></p> สมรัตชัย ปุริมาโน ธารณ์ ทองงอก สุบัน พรเวียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-27 2026-01-27 10 1 97 111 รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงิน ของเยาวชนมุสลิมในจังหวัดปัตตานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290066 <p>ความฉลาดรู้ทางการเงินเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทยที่มีบริบทสังคมและศาสนาอิสลามเป็นแกนกลางของการดำเนินชีวิต การบูรณาการหลักศาสนาอิสลามและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีในเยาวชน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและทดลองรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานที่บูรณาการหลักศาสนาอิสลามในการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงินของเยาวชนมุสลิม และ 2) เพื่อประเมิน<br />ผลการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินในกลุ่มเยาวชนมุสลิม ผ่านการใช้กิจกรรมการเรียนรู้เฉพาะทาง การวิจัยใช้การวิเคราะห์ออกแบบและพัฒนากิจกรรม ทดลอง และประเมินผลกับเยาวชนมุสลิม จำนวนกลุ่มทดลองที่มีระดับความฉลาดรู้ทางการเงินต่ำ 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินความฉลาดรู้ทางการเงิน แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานที่พัฒนาขึ้นและบูรณาการหลักศาสนาอิสลาม จำนวน 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเส้นทางเงินในชุมชน บันทึกฉันวันละบาท เงินยืมกับหนี้บุญ รู้สิทธิก่อนเสียเงิน แชร์ลูกโซ่สินเชื่อเถื่อน และกิจกรรมจากห้องเรียนสู่ตลาดนัดสายบุรี ส่งผลให้คะแนนความรู้ทางการเงินของเยาวชนเพิ่มขึ้น 2) เยาวชนมุสลิมมีความตระหนักรู้เรื่องการวางแผนการเงินและการออมตามหลักศาสนามากขึ้น ครอบครัวและผู้นำศาสนาให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้</p> ธีรวีร์ พึ่งตำบล อับดุลเลาะ เจ๊ะหลง ซัมซู สาอุ หมะหมูด หะยีหมัด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-27 2026-01-27 10 1 112 124 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ชายทะเลฝั่งอ่าวไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290322 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ชายทะเลฝั่งอ่าวไทย ครอบคลุมจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของกิจการและผู้บริหารโรงแรม จำนวน 362 ราย ได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของยามาเน่ และสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s Alpha มากกว่า 0.70 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการสนับสนุนจากภาครัฐ นวัตกรรม และการบริหารความเสี่ยงมีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรม โดยปัจจัยการสนับสนุนจากภาครัฐมีอิทธิพลมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 0.349, Sig. = 0.000) รองลงมา คือ นวัตกรรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 0.249, Sig. = 0.000) และการบริหารความเสี่ยง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 0.230, Sig. = 0.000) ขณะที่การตลาดดิจิทัลไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ โมเดลการวิจัยมีค่าความสอดคล้องรวม R เท่ากับ 0.789 และค่า R² เท่ากับ 0.623 แสดงว่าตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลการดำเนินงานได้ร้อยละ 62.3 ผลการศึกษาชี้ว่าการสนับสนุนจากภาครัฐ นวัตกรรม และการบริหารความเสี่ยงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับผลการดำเนินงานและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย รวมถึงการกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย การพัฒนาเชิงพื้นที่ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมต่อไป</p> นุษณา ณ พายัพ ชาญวุฒิ ทองแกมแก้ว ณัชญ์ศมน จิรังวรพจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 125 136 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 7E ร่วมกับการจัดการเรียนรู้การแสดงบทบาทสมมติ เรื่องข้อตกลงการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศปี 2020 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/291007 <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">วิจัยเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ ปี 2020 เพื่อให้สืบเสาะหาความรู้ 7E ร่วมกับการแสดงสมมติ 2) เปรียบเทียบความสะดวกในการใช้ธารสืบเสาะหาความรู้ 7E ร่วมกับการแสดงศึกษาในสมมติและ 3) ตรวจสอบการวิจัยตามระเบียบวิจัยเชิงสถิติตัวอย่างนักศึกษาชั้นปีที่ 2 การจัดการธุรกิจสาขาวิชาเลือกธุรกิจระดับสูงและวิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลักสูตรสุราษฎร์ธานีเครื่องมือที่ใช้คือ 1) แผนธุรกิจนักเรียนการสืบเสาะหาความรู้ 7E ร่วมกับการแสดงต่างๆ สมมติ 2) แบบทดสอบและ 3) พิจารณาดูและจัดการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในขณะที่ควบคุมปริมาณข้อมูลมาตรฐานและการทดสอบในตัวอย่างการวิจัยการวิจัย 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเสาะ</span></span><br /><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">หาความรู้แบบ 7E ร่วมกันแสดงบทบาทสมมติก่อนเรียนมีความสำคัญทางทางที่ระดับ .05 2) ความมหัศจรรย์ในการเรียนรู้หลังเรียนได้ในการเรียนรู้ที่มีความสูงมาตรฐาน</span></span><br /><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ที่กำหนด และ 3) การหาความรู้ของนักศึกษาในการเรียนโดยไม่จำเป็นต้องสืบค้นเสาะหาความรู้ 7E ร่วมกับการแสดงสมมติมามากที่สุดโดยผู้เรียนระบบสูงในด้านด้านรวมถึงเนื้อหาที่สมบูรณ์และรูปแบบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.72) และเรียนรู้เกี่ยวกับความวิจารณ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.74) สื่อการสอนยังไม่ได้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75) สืบเนื่องมาจากระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75) และสืบสวนไปวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจในระดับได้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75) ตามลำดับ</span></span></p> นงค์รัตน์ แสนสมพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 137 152 คุณลักษณะของงานกับผลลัพธ์ของพนักงาน: การวิเคราะห์เส้นทางของงานที่มีความหมาย ความผูกพันในงาน และผลการปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะสูงของจังหวัดชลบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290382 <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลของคุณลักษณะของงานที่มีต่อการรับรู้งานที่มีความหมาย ความผูกพันในงาน และผลการปฏิบัติงานของพนักงานในอุตสาหกรรมฟิล์มพลาสติก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะสูงในประเทศไทยโดยวิเคราะห์คุณลักษณะของงานในแต่ละมิติ ประกอบด้วย ความหลากหลายของทักษะ ความเป็นเอกลักษณ์ของงาน ความสำคัญของงาน ความเป็นอิสระในการทำงาน และการได้รับข้อมูลป้อนกลับ ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เส้นทาง จากพนักงานบริษัทผลิตฟิล์มพลาสติกแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 321 คน จากประชากร 930 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มตัวแบบความน่าจะเป็นแบบแบ่งชั้น ผลการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่า ความเป็นอิสระในการทำงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.613, p &lt; 0.001) และความสำคัญของงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.599, p &lt; 0.001) มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่องานที่มีความหมาย ในขณะที่การได้รับข้อมูลป้อนกลับ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.185, p &lt; 0.001) ส่งผลต่อทั้งความผูกพันในงานและผลการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม พบว่า ความสำคัญของงานมีผลเชิงลบต่อผลการปฏิบัติงาน (p = 0.029) และไม่ส่งผลต่อความผูกพันในงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.012, p = 0.829) ซึ่งสะท้อนความซับซ้อน<br />ของบทบาทในบริบทการทำงานจริง งานวิจัยนี้มีข้อเสนอเชิงทฤษฎีในการสนับสนุนแนวคิดการออกแบบงานแบบพหุมิติ และให้ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ชัดเจนต่อผู้บริหารในการปรับปรุงคุณภาพงานในอุตสาหกรรมฟิล์มพลาสติกและภาคการผลิตอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงเพื่อส่งเสริมแรงจูงใจภายในและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในภาคอุตสาหกรรม<br />ที่ใช้ทักษะสูงอย่างยั่งยืน</p> สศิธร อาจมังกร จุฑามาศ ทวีไพบูลย์วงษ์ สิทธิกานต์ เบ็ญจสุพัฒนนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 153 165 การพัฒนาพื้นที่ชายแดนด้วยโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม: การวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จของสำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/291183 <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">การวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยที่ความหลากหลายของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนในแผนการทำงานของเส้นทางคมนาคมและอธิบายเชิงลึกถึงความสำคัญที่เฉพาะเจาะจงของการวิจัยแบบวิธีการวิจัยแบบอธิบายขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณก่อนแล้วจึงต่อด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่มองเห็นในพื้นที่ท้องถิ่นชายแดน 3 จังหวัดรวมถึงราชบุรีเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ซึ่งอยู่ในปริมาณ 400 คนจากระดับพื้นฐาน Taro Yamane ที่สำคัญคือ ผู้บังคับบัญชาที่วางแผนสำหรับเส้นทางคมนาคมของหน่วยบริหารการทหารพัฒนาในระดับ 8 คนที่ใช้ระบบคือส่วนและแบบสำรวจเชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยฟังก์ชั่นการสอบสวนเชิงลึก AP คูณ</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 และวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบอุปนัยผลการวิจัยวิจัยที่บริเวณ</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">การพัฒนาพื้นที่ชายแดนมี 3 ปัจจัยหลักตรวจสอบปัจจัยด้านผู้นำเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรวจสอบ</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ผู้นำสูงสุด (Sig. = 0.000) เทคโนโลยีชั้นกรองงานกรองทรัพยากร ตัดสินใจเลือกพื้นที่ดำเนินการ เพื่อเป็นแนวทางและการทำงานทุกมิติให้ความเชื่อหลักที่สำคัญด้านเครือข่าย (Sig. = 0.000) ให้ความสำคัญเนื่องจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคประชาชนช่วยให้ทราบเป็นการ</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ลดความซ้ำซ้อนกันโดยใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาชุมชนและปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Sig. = 0.026) พิจารณาความสำคัญเส้นทางคมนาคมสมาคมและให้ความร่วมมือในการลดความซ้ำซ้อนในระดับสูงและเชื่อมโยงการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายเชิงบูรณาการควรเสริมสร้างเครือข่ายเครือข่ายความร่วมมือและองค์กรเพื่อการพัฒนาพื้นที่เครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p> จุฑานันท์ หุ่นดี พงษ์เสฐียร เหลืองอลงกต อนุรัตน์ อนันทนาธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 166 180 ความคุ้มค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเกาะสมุย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290578 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างความคุ้มค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว (Destination Brand Value) ของเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่ จำนวน 300 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มตัวอย่างตามสะดวก (Convenience Sampling) ด้วยแบบสอบถาม ใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) คือ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับแรก (First-Order Confirmatory Factor Analysis) ในการทดสอบความสอดคล้องของความคุ้มค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเกาะสมุยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการทดสอบโมเดล พบว่า ข้อกำหนดต่าง ๆ ได้ผ่านเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาความสอดคล้องของโมเดล โดยพิจารณาจากดัชนีความสอดคล้องของโมเดล ได้แก่ ได้แก่ χ²/df = 4.77, GFI = 0.98, AGFI = 0.91, RMSEA = 0.080, และ CFI = 1.00 องค์ประกอบเชิงยืนยันของความคุ้มค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย ตัวแปรแฝง (Latent Constructs) 1 ตัว ความคุ้มค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว มี 3 มิติ คือ 1) ด้านคุ้มค่าเงิน 2) ด้านคุ้มค่าเวลา และ 3) ด้านความคุ้มค่าความพยายาม รวมตัวแปรสังเกตได้ (Manifest Variables) 5 ตัว มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) อยู่ระหว่าง 0.54 - 0.66 โดยตัวบ่งชี้ที่มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ มากที่สุดคือ การมีเวลาที่มีความสุขเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย (TIM2) รองลงมาคือ ความคุ้มค่ากับการเตรียมตัว (EFF1) และความคุ้มค่าที่ได้รับสิ่งต่าง ๆ กับเวลาที่เสียไป (TIM1) น้ำหนักองค์ประกอบคือ 0.66, 0.65 และ 0.64 ตามลำดับ ผลจากการศึกษาครั้งนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการในการวัดความคุ้มค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว และเพื่อจะได้ทราบความพึงพอใจ และความภักดีของนักท่องเที่ยว เพื่อใช้กำหนดการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันต่อไป</p> กชพรรณ สายสะอาด ภัทรวรรณ แท่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 181 193 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดการสอนโดยเพื่อนร่วมกับ TED Talks เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษในที่สาธารณะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290654 <p>การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดการสอนโดยเพื่อนร่วมกับ TED Talks โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 1) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษในที่สาธารณะ โดยใช้แบบสอบถามนักเรียนและแบบสัมภาษณ์ครู 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร 3) เปรียบเทียบความสามารถในการพูดฯ ของนักเรียน ก่อนกับหลังฝึกอบรม โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 16 คน จากโรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม ภาคการศึกษา 1/2568 เป็นนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่สมัครใจเข้าร่วมการฝึกอบรม วัดความสามารถโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนการพูดฯ และ Orai Application และ 4) ประเมินผลหลักสูตร ผ่านการสอบถามความคิดเห็นนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลผ่านการแจกแจงความถี่ วิเคราะห์เนื้อหาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน ด้วยสถิติ T-test Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนขาดความสามารถในการพูดฯ นักเรียนต้องการฝึกฝนการพูดฯ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับตนเองมากที่สุด 2) หลักสูตรฝึกอบรม มี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ ความสำคัญ หลักการ จุดมุ่งหมาย คำอธิบาย โครงสร้าง กิจกรรมการฝึกอบรม สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล แนวทางการจัดกิจกรรมการฝึกอบรม ประกอบด้วย กิจกรรมการชี้แนะ การมีส่วนร่วม การเสริมแรง การสอนโดยเพื่อนร่วมชั้น การเชื่อมโยงวิดีโอ TED Talks เข้ากับการเรียนภาษา และการให้ข้อมูลย้อนกลับ คุณภาพหลักสูตรและเอกสารประกอบหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด ตามลำดับ 3) ผลการทดลองใช้หลักสูตร พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการพูดฯ หลังเรียนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเห็นว่ากิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียนสอดคล้องกับเนื้อหามากที่สุด</p> ปรีดาพร ทับทอง วิเชียร ธำรงโสตถิสกุล มนสิช สิทธิสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 194 207 การศึกษาเปรียบเทียบพระราชพิธีตรุษของไทยและตรุษสงกรานต์ของกัมพูชา: พระราชพิธีเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายของราชอาณาจักร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290701 <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">บทความวิจัยนี้เพื่อ 1) การศึกษาความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยและตรุษสงกรานต์ของการเดินทาง 2) การศึกษาแบบแผนประกอบพิธีการตรุษของไทยและตรุษสงกรานต์ของอินเดียและ 3) การศึกษาดูแบบประสิทธิภาพของคณะกรรมการประกอบพิธีบรมราชาภิเษกของไทยและตรุษสงกรานต์ของโน๊ตบุ๊ค ใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเอกสารตัวอย่างเป็นเอกสารแบบสำรวจประกอบพิธีราชาภิเษก 7 ส่วนที่สำคัญที่สุด 1) พิธีตรุษของไทยได้รับแบบอย่างพิธีการไสยศาสตร์ของพวกเราในสมัยต่างๆ สมัยอยุธยาพระเจ้าบรมโกศ เป็นพิธีการจัดเลี้ยงที่ส่วนประกอบ 4 ส่วนที่เรียกว่าสัมพัจฉรฉินท์และพิธีการตรุษสงกรานต์ของล่องเรือในพิธีศรีสุริโยพรรณเป็นงานตรวจสอบสิ่งที่สำคัญที่สุดในผีปีเก่าๆ 2) แบบแผนพระราชพิธีตรุษของสภาประเทศในช่วงวันแรม 11 - 15 เทศมณฑลลักษณะแผ่นดินทางจุดเทียนชัย พระสงฆ์สวดบทอาฏานาฏิยสูตรและเป็นที่ทราบกันในเรื่องของความรุ่งเช้า และ 3) คอนเสิร์ตในพิธีการตรุษของสำนักราชสำนัก จากสิ่งของเครื่องใช้และพิธีการต่างๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น การถือกระบองเพชรใบตาล สายมงคลต่าง ๆ ในการเข้าร่วมในพิธีและป้องกันสิ่งอัปมงคลจุดนั้นคือเส้นทางไม่มีขั้นตอนการยิงจุดสำคัญของสิ่งต่อไปนี้แล้วจึงเป็นสาเหตุของความใกล้เคียงกันของแบบประกอบการดำเนินการประกอบพระราชพิธีตรุษของสำนักสืบสวนสอบสวนระหว่างกันผ่านสถาบันกษัตริย์และการตรวจสอบด้านวัฒนธรรมสามารถใช้ข้อมูลนี้พิจารณาอันดีระหว่างไทยและสังเกตการณ์ผ่านมิติต่างๆ</span></span></p> ศุภชัย จังศิริวิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 208 223 การศึกษาความต้องการจำเป็นของนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี จากมุมมองผู้มีส่วนได้เสีย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290737 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความต้องการจำเป็นของนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี จากมุมมองผู้มีส่วนได้เสีย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .94 กลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้มีส่วนได้เสีย จำนวน 16 คน คัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ จากการถอดเทป การให้รหัส การตัดทอนและเสนอข้อมูล การประมวลและสรุปข้อเท็จจริง การพิสูจน์บทสรุป การสังเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาสรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ผลบนพื้นฐานเชิงแนวคิด ทฤษฎี กรอบแนวคิดการวิจัย นำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นของนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย จากมุมมองผู้มีส่วนได้เสีย ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้ องค์ความรู้ที่จำเป็นต้องศึกษาในเชิงลึก มี 2 ด้านคือ ความรู้ด้านความเป็นเลิศทางการกีฬา และความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยเน้นการสอนแบบฝึกปฏิบัติเพื่อเสริมประสบการณ์ 2) ด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะด้านสังคม เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม ความเป็นผู้นำ ทักษะการใช้เทคโนโลยี และทักษะในวิชาชีพ ได้แก่ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการสื่อสาร 3) ด้านจริยธรรม ควรเน้นย้ำเรื่องจรรยาบรรณในการทำวิจัย ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น การประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบศีลธรรม กฎและกติกาของสังคม และ 4) ด้านลักษณะบุคคล ควรมีบุคลิกน่าเชื่อถือ มีเหตุผล รูปร่างดีมีความสมาร์ท อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคาราวะ มนุษยสัมพันธ์ดี ใฝ่รู้เรียนตลอดเวลา และมีความคิดเป็นระบบ</p> ปวเรศร์ พันธยุทธ์ พัชรี ทองคำพานิช ฉัตร์ชัย แสงสุขีลักษณ์ ฉัตรตระกูล ปานอุทัย อธิวัฒน์ ดอกไม้ขาว อัมพร กรุดวงษ์ อรทัย แย้มโอษฐ์ พิชญ์พล บุญคงเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 224 238 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการความรู้แบบการเรียนรู้เชิงรุก คู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290743 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการความรู้แบบการเรียนเชิงรุกคู่ภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดดังกล่าว 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะที่เกี่ยวข้องระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุม และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนและครูผู้สอนที่มีต่อรูปแบบ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2/2567 จำนวน 60 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ได้แก่ <br />1) แผนการจัดการเรียนรู้ SECI-Active 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) แบบประเมินทักษะ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า E1/E2 t-test for Independent Samples และ ANCOVA ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบรูปแบบมี 5 ส่วน ได้แก่ แนวคิดการเรียนเชิงรุก การจัดการความรู้ (SECI) ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทฤษฎีการสร้างความรู้ และทฤษฎีระบบ 2) รูปแบบมีประสิทธิภาพ 84.50/83.25 สูงกว่าเกณฑ์ 3) ผล ANCOVA พบว่า กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (F = 98.84, p&lt;.001) มีขนาดอิทธิพลสูงมาก (d = 2.61) และมีคะแนนทักษะทั้งสามด้านสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68, S.D. = 0.46) ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมเน้นปฏิบัติจริงและภูมิปัญญาท้องถิ่นช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ องค์ความรู้ใหม่ช่วยพัฒนาทุนทางปัญญาและวัฒนธรรมจริยธรรมได้อย่างกลมกลืน</p> สุดารัตน์ ขวัญแก้ว ฉัตรชัย แก้วดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 239 252 การสื่อสารเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิถีวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนของ ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/291182 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสื่อสารเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิถีวัฒนธรรมของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด และ 2) ศึกษาความสามารถในการยกระดับการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวให้เป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระดับชาติบนฐานการสื่อสารเชิงนวัตกรรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 27 คน คือ ชาวบ้าน แกนนำชุมชน นักท่องเที่ยว และนักวิชาการด้านการสื่อสารและการท่องเที่ยว โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวิจัยพบว่า ประการแรก ควรเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารเดิมไปสู่ “นวัตกรรมสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว”โดยแบ่งเป็น 6 มิติ ได้แก่ 1) นวัตกรรมเชิงภาพรวม: ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเดิม 2) นวัตกรรมเชิงผลิตภัณฑ์:เน้นจุดเด่นความเป็นชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม 3) นวัตกรรมเชิงกระบวนการ: สร้างกระบวนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม 4) นวัตกรรมเชิงตำแหน่ง: สื่อสารเพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว 5) นวัตกรรมเชิงกระบวนทัศน์: สร้างค่านิยมว่าการเรียนรู้วิถีชีวิต 3 วัฒนธรรมเป็นประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ และ 6) นวัตกรรมเชิงสังคม: สื่อสารภาพลักษณ์ “บ้านน้ำเชี่ยวเป็นสังคมแห่งความสุข” ประการที่สอง ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวมีศักยภาพที่จะยกระดับการท่องเที่ยวสู่ระดับชาติได้อย่างยั่งยืน หากทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ร่วมกันบูรณาการกระบวนการสื่อสารเพื่อส่งเสริมวิถีวัฒนธรรมอันโดดเด่นของชุมชน นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนในการออกแบบเครื่องมือสื่อสารและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนใกล้เคียง เพื่อสร้างการบูรณาการและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวิถีวัฒนธรรมของบ้านน้ำเชี่ยวให้เกิดความยั่งยืนต่อไป</p> วิโรจน์ ศรีหิรัญ ประพจน์ ณ บางช้าง สุวิมล อาภาผล สิริพร มีนะนันทน์ บัญยง พูลทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 253 263 กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์บนฐานทุนทางพระพุทธศาสนา และทุนวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดนครปฐม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/291115 <p>การวิจัยนี้วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม 2) เพื่อยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจบนฐานทุนทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม และ 3) เพื่อพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงพื้นที่ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ทำการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 76 รูป/คน ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม และร่วมสังเกตกิจกรรม วิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอเชิงพรรณนาและเล่าเรื่องด้วยการลงรหัสยกคำพูดในประเด็นคำพูดที่สำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนวัดใหม่สุคนธาราม มีการสืบสานงานประเพณีวันอัฏฐมีบูชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การแทงหยวก การประดับขบวนแห่ ที่สะท้อนถึงความศรัทธา ความร่วมมือของคนในชุมชน และการเลือกใช้ทรัพยากรในชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์มาสร้างสรรค์ผลงานด้วยมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา สอดรับกับนโยบายพัฒนาท้องถิ่นและการท่องเที่ยวชุมชน 2) การยกระดับเศรษฐกิจชุมชนเกิดจากการสร้างสรรค์ต่อยอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าได้ เช่น ทำของที่ระลึก และ 3) การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ดเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญา งานหัตถกรรม แหล่งเรียนรู้ทางศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยววัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม ทั้งนี้ กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เกิดจากความร่วมมือ “พลังบวร” (บ้าน - วัด - รัฐ)ที่บูรณาการทุนทางศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และนวัตกรรม เพื่อสร้างเครือข่ายลักษณะคลัสเตอร์ ต่อยอดการผลิตและบริการเดิมสู่รูปแบบใหม่ เน้นการอนุรักษ์และสร้าง Soft Power ในการยกระดับเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> พระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร พระปลัดประพจน์ อยู่สำราญ สัญญา สดประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 264 278 การพัฒนาดนตรีร่วมสมัยสำหรับการแสดงลิเกป่า คณะสุนทรศิลป์ บ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290457 <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">บทความวิจัยเรื่องการพัฒนาดนตรีการแสดงดนตรีสดสำหรับการแสดงลิเกป่าโดยมีแนวคิดแนวคิดดนตรีต่อเนื่องคงสถานะความเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีลิเกป่าสำหรับการคาดการณ์ของสังคมวิจารณ์การวิจารณ์ดนตรีลิเกป่าที่ศูนย์แล้วนำไปใช้ในการค้นคว้าวิจัยสื่อในการวิจัยการแสดงลิเกป่าประสิทธิภาพการทำงาน วิจัยเชิงวิจัยเชิงคุณภาพ วงดนตรีที่มีอิทธิพลสูงสุดคณะลิเกป่า คณะศิลป์ บ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ชาวบ้านนักศึกษาเทคโนโลยีการวิจัยใช้แบบสำรวจและสังเกตแบบสำรวจเครื่องมือจากผู้เชี่ยวชาญผลการศึกษาด้านการพัฒนาเพลงผู้วิจัยเพลงแขกแดงเพลงตาลีกีติดตามเพลงตันหยงเชิงเส้นเรียบเรียงใน 3 องค์ประกอบคือแบบบรรณาการลงเดี่ยวแบบวงตรวจสอบแบบสำรวจอย่างต่อเนื่อง</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ใช้การสอบสวนจากเครื่องดนตรีตะวันตก เช่น กีตาร์และจังหวะ</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ที่ต่อเนื่องมากแต่คงโครงสร้างทางดนตรีเดิมไว้รักษาระบบและถอดโน้ตที่เรียบเรียบดนตรีประกอบ</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ผู้วิจัยได้ผลิตสื่อในรูปแบบหนังสือ โน้ต ไฟล์ และแผ่นซีดีเพลง สำหรับการให้บริการให้กับโรงเรียนชุมชนและยังคง</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ผลงานการวิจัยเพื่อให้การสะท้อนความคิดสังคมและวัฒนธรรมในยุคปัจจุบันเปิดพื้นที่สำหรับศูนย์กลางดนตรี</span></span><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ใหม่ๆ ที่ไม่จำกัดเพียงกรอบดนตรีแบบเดิมซึ่งผลการวิจัยจะไปต่อยอดในองค์ความรู้ใหม่ด้านดนตรีและส่งเสริมการพัฒนาวงการดนตรีลิเกป่า</span></span></p> ทยา เตชะเสน์ ชนิดา รอดหยู่ ปมนวัฒน์ สามสี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 279 292 การพัฒนารูปแบบเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/291197 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) พัฒนารูปแบบ และ 3) ตรวจสอบรูปแบบ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้บริหาร 3 คน การสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 9 คน และการสนทนากลุ่มผู้บริหารและครู 9 คน ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู 118 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ด้านที่สูงที่สุด คือ ด้านวัตถุประสงค์และเป้าหมายของเครือข่าย สภาพปัจจุบันของคุณภาพการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ด้านที่สูงที่สุด คือ ด้านคุณภาพผู้เรียน 2) รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ชื่อ หลักการและวัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยมีองค์ประกอบของเครือข่ายความร่วมมือ 5 ด้าน คือ สมาชิกเครือข่าย วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ระบบและกลไกการประสานงาน การจัดกิจกรรมร่วมกัน และบทบาทหน้าที่ของสมาชิก และ 3) ผลการตรวจสอบรูปแบบ พบว่า มีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ทุกรายการ จุดเด่นของรูปแบบ CV-POEI ที่พัฒนาขึ้น คือ การบูรณาการกลไกความร่วมมืออย่างเป็นระบบ ซึ่งเทศบาลและสถานศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายให้ยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> พิมพ์พิชชา เรืองพุทธ นพรัตน์ ชัยเรือง วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 293 304 แนวทางการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีทำขวัญข้าวสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม ตำบลควนชะลิก อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/291079 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท ประวัติความเป็นมาและองค์ความรู้ของประเพณีทำขวัญข้าว สภาพปัญหา ความต้องการและแนวทางการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีทำขวัญข้าวสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม ตำบลควนชะลิก อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงและแบบลูกโซ่ จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเชิงลึก แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกภาคสนาม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา นำเสนอผลเชิงพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ประเพณีทำขวัญข้าวในตำบลควนชะลิกได้สูญหายเป็นเวลานานและถูกรื้อฟื้นโดยศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชควนชะลิก แต่ยังประสบปัญหาสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณี ได้แก่ ปัญหาการสืบทอดและการสูญหายของมรดกภูมิปัญญา การลดคุณค่าความสำคัญของอาชีพเกษตรกรทำนา การสนับสนุนและจัดสรรงบประมาณที่จำกัด ขาดการจัดการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ รวมทั้งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึงและผลกระทบจากนโยบายภาครัฐ นอกจากนี้ ต้องการให้มีการอนุรักษ์ประเพณีทำขวัญข้าวสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม โดยเสนอแนะแนวทางผลักดันเชิงนโยบายให้เป็นวาระสืบสานประเพณีในแผนยุทธ์ศาสตร์อย่างต่อเนื่องทุกปี รวมทั้ง<br />มีคณะทำงานรับผิดชอบโดยตรงและผลักดันให้จดทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีทำขวัญข้าวควบคู่กับการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนตามแนวทางของรูปแบบโมเดล CROPS ประกอบด้วย 1) การอนุรักษ์วัฒนธรรมด้วยการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม 2) การฟื้นฟูและยืดหยุ่นเชิงสร้างสรรค์ 3) การต่อยอดและขยายผล 4) การสืบสานและภาคีความร่วมมือ และ 5) การพัฒนาแผนยุทธศาสตร์สู่ความยั่งยืน</p> เขมณัฏฐ์ อินทรสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 305 318 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ร่วมกับเทคนิค KWDL และการให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290254 <p>การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ร่วมกับเทคนิค KWDL และการให้ข้อมูลย้อนกลับ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแผนประกอบชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2) เพื่อประเมินประสิทธิผล ประกอบด้วย 2.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ก่อนและหลังเรียน และ 2.2) ประเมินทักษะกระบวนการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์กับเกณฑ์ 70% และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ประชากรกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ห้องเรียน นักเรียน 134 คน และกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 30 คน จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือการวิจัย 1) แผนประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการสร้างความรู้ร่วมกับเทคนิค KWDL และการให้ข้อมูลย้อนกลับ จำนวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น 3) แบบประเมินทักษะกระบวนการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติในการวิจัยใช้สถิติพื้นฐานและสถิติทดสอบที ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแผนประกอบชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.68/81.42 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> (80/80) ที่กำหนดไว้ 2) ประเมินประสิทธิผล 2.1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2.2) ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ3) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่า ภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 97 นักเรียนมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด</p> จันทิมา พร่องครบุรี อุไร ซิรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม 2026-01-31 2026-01-31 10 1 351 367