https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/issue/feed
วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
2025-12-31T20:47:49+07:00
Open Journal Systems
<p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)<br /></strong> วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ (Journal of Social Science Panyapat) ISSN : 3027-6748 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่<strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</strong> ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ <strong>1) สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 2) สาขาพัฒนาสังคม 3) สาขาศึกษาศาสตร์ 4) สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ</strong> และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประกาศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวารสาร</strong><br /> 1) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม) ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน) ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน) และ ฉบับที่ 4 (ตุลาคม – ธันวาคม)<br /> 2) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ ISSN : 2773-9805 (Online) และได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น ISSN : 3027-6748 (Online) โดยจะดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม 2567 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br /> - ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน <br /> - ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br /> - ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) มีขั้นตอนการพิจารรณา ดังนี้<strong><br /></strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1h16I3OrCBS4_-g4hQxRZtzZs87fel49l/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/16Ap1TK9aXhyx9FnYU4f9iM3XMiB0o2f6/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/19nzVzFAhIhle9z_lZ8GH1reH9kYy4RAu/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index">https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2">https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2</a></p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288752
การศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในจังหวัดนครนายก
2025-10-16T13:56:27+07:00
อัญชลี ศรีกลชาญ
anchaleesu@g.swu.ac.th
พิมพ์ตะวัน จันทัน
anchaleesu@g.swu.ac.th
ปวินญาพัฒน์ วรพันธ์
anchaleesu@g.swu.ac.th
อชิระ อุตมาน
anchaleesu@g.swu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมและศึกษาความคิดเห็นต่อกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในจังหวัดนครนายก กลุ่มเป้าหมายคือสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ 4 ชมรม จำนวน 407 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง 40 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก 40 คน สำหรับการทดลองใช้กิจกรรม และ 80 คน สำหรับการประเมินผล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ 3 แผน และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง 2 ชุด ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC ≥ 0.67) การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพชีวิตและสำรวจความต้องการ 2) วิเคราะห์และออกแบบกิจกรรม 3) ทดลองใช้และปรับปรุง 4) จัดกิจกรรม และ 5) ศึกษาความคิดเห็นของผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดเล็ก และกลุ่มผู้เกษียณ ซึ่งเผชิญอุปสรรค 4 ประการ ได้แก่ ข้อจำกัดการเดินทาง ความเบื่อหน่ายจากการอยู่บ้าน ข้อจำกัดด้านสุขภาพ และการขาดข้อมูล ผู้สูงอายุมีความต้องการกิจกรรม 3 ประเภท คือ ดนตรีและการร้องเพลง การรำวงและการเต้นรำพื้นบ้าน และเกมนันทนาการ จากความต้องการดังกล่าว ผู้วิจัยจึงพัฒนากิจกรรม 3 กิจกรรม ได้แก่ “การ์ดมหาสนุก พลิกการ์ด พลิกเกมส์” “เสียงเพลงแห่งวันวาน เรื่องราวแห่งความทรงจำ” และ “รำวงสร้างสุข สุขภาพสร้างได้” โดยแต่ละกิจกรรมใช้เวลา 60 นาที และครอบคลุมสุขภาวะทั้ง 4 มิติ ผลการศึกษาความคิดเห็นพบว่า กิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะได้ทุกมิติ โดยผู้เข้าร่วมรายงานผลเชิงบวกด้านสุขภาวะทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และทางปัญญา พร้อมให้ข้อเสนอแนะ เช่น ควรทำตัวอักษรบนการ์ดให้ใหญ่ขึ้น ควรใช้ไมโครโฟนเพื่อการได้ยินที่ชัดเจน และควรปรับท่ารำให้เหมาะกับสภาพร่างกายแต่ละบุคคล การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนากิจกรรมตามความต้องการและข้อจำกัดของผู้สูงอายุสามารถส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมและมีศักยภาพในการดำเนินการอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/289295
การวิเคราะห์ทางการเงินในการลงทุนทำฟาร์มจิ้งหรีดอัจฉริยะ
2025-11-27T16:03:33+07:00
วีรภัทร เธียรศรียุกต์
veerapat.tie@ku.th
จักรกฤษณ์ พจนศิลป์
fecocrp@ku.ac.th
ศานิต เก้าเอี้ยน
fecosnk@ku.ac.th
สรวัฒน์ วิศาลาภรณ์
Sorawat.w@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงจิ้งหรีดโดยระบบอัจฉริยะจำนวน 3 ขนาด คือ 30, 60, 90 ตู้ และเปรียบเทียบกับระบบทั่วไปใน 4 ประเด็น คือ 1) วิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทน 2) วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงิน 3) วิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการลงทุนเลี้ยงจิ้งหรีดโดยระบบอัจฉริยะใน 4 สถานการณ์ คือ ปริมาณผลผลิตลดลงเป็น 30 กก./ตู้เลี้ยง เพิ่มขึ้นเป็น 40 กก./ตู้เลี้ยง ราคาอาหารจิ้งหรีดเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ราคารับซื้อผลผลิตลดลงร้อยละ 10 และ 4) การทดสอบค่าความแปรเปลี่ยนของโครงการลงทุนโดยการศึกษาของงานวิจัยฉบับนี้ในกรณีของฟาร์มจิ้งหรีดที่เลี้ยงโดยระบบอัจฉริยะจะทำการศึกษาจาก บริษัท สามสิบสอง อินโนเวท จำกัด และในส่วนของฟาร์มจิ้งหรีดที่เลี้ยงโดยระบบทั่วไปจะทำการศึกษาจากฟาร์มจิ้งหรีดฮีโร่โดยทั้งสองฟาร์มตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลโดยทำการเลือกกรณีศึกษาด้วยวิธีเจาะจงซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ตัวชี้วัดทางการเงินประกอบด้วย 1) ระยะเวลาคืนทุน (Payback period) 2) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net present value) 3) อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal rate of return) 4) อัตราผลตอบแทนต่อต้นทุน (Benefit and cost ratio) ภายใต้อัตราคิดลดร้อยละ 6.125 ต่อปี ซึ่งกำหนดจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้านิติบุคคลชั้นดี (Minimum Loan Rate) ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส) ในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2568 ผลการศึกษาพบว่า 1) ต้นทุน/กก. ของระบบอัจฉริยะเท่ากับ 128.03 บาท (30 ตู้เลี้ยง) และระบบทั่วไปเท่ากับ 108.44 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของกำไร/กก. ของระบบอัจฉริยะเท่ากับ 44.97 บาท (30 ตู้เลี้ยง) และระบบทั่วไปเท่ากับ 0.56 บาท 2) การวิเคราะห์ทางการเงินพบว่าการเลี้ยงจิ้งหรีดโดยระบบอัจฉริยะมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 2.55 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 2,782,104.29 บาท อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 37.32 และอัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนเท่ากับ 1.35 ในกรณีของระบบทั่วไปมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 4.09 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 149,297.41 บาท อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 20.59 และอัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนเท่ากับ 1.04 3) การวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity analysis) พบว่า ทุกโครงการยังคงมีความคุ้มค่าทางการเงิน 4) การวิเคราะห์ความแปรเปลี่ยน (Switching value test) ในด้านต้นทุน คือ ค่าที่เป็นตัวชี้วัดว่าต้นทุนของโครงการสามารถเพิ่มขึ้นได้สูงสุดร้อยละเท่าใดโครงการจึงไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินพบว่ามีค่าเท่ากับร้อยละ 44.19 และด้านรายได้ คือ ค่าที่เป็นตัวชี้วัดว่ารายได้ของโครงการสามารถลดลงได้สูงสุดร้อยละเท่าใดโครงการจึงไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินพบว่ามีค่าเท่ากับร้อยละ 26.16</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/287522
อิทธิพลของภาระหนี้สินที่ส่งผลขนาดของการจัดการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SET100
2025-08-30T10:27:41+07:00
จีราภรณ์ พงศ์พันธุ์พัฒนะ
jeerapong9888@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของภาระหนี้สิน (Leverage: LEV) ต่อขนาดการจัดการกำไร (Magnitude of Earnings Management: MEM) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SET100 ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2566 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานประจำปี งบการเงิน และฐานข้อมูล SET SMART กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยข้อมูลแบบอนุกรมเวลาของข้อมูลภาคตัดขวาง (Panel Data) จำนวน 340 ปีบริษัท (Firm-Year Observations) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ภาระหนี้สินมีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการจัดการกำไร สะท้อนว่าบริษัทที่มีภาระหนี้สินสูงมีแนวโน้มใช้การจัดการกำไรเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการเงินที่ดีขึ้น ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับทฤษฎีตัวแทนและทฤษฎีสัญญา ที่ชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากภาระหนี้สินมีผลต่อพฤติกรรมการจัดการกำไร ผลลัพธ์งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน เจ้าหนี้ และผู้กำกับดูแล เพื่อประเมินความเสี่ยงและส่งเสริมความโปร่งใสของรายงานทางการเงิน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/287571
การพัฒนาความสามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาวิชาเอกสังคมศึกษา โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับแอปพลิเคชันออนไลน์
2025-09-11T19:40:53+07:00
อลงกรณ์ อัศวโสวรรณ
alongkorn.au@gmail.com
กานต์รวี บุษยานนท์
alongkorn.au@gmail.com
กิตติศักดิ์ ลักษณา
alongkorn.au@gmail.com
ภาสุดา ภาคาผล
alongkorn.au@gmail.com
ยาซา มะหะมาน
alongkorn.au@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับแอปพลิเคชันออนไลน์ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับแอปพลิเคชันออนไลน์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาเอกสังคมศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับแอปพลิเคชันออนไลน์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาวิชาเอกสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดความสามารถในการแลกเปลี่ยนความรู้ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1) นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับแอปพลิเคชันออนไลน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับแอปพลิเคชันออนไลน์มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับแอปพลิเคชันออนไลน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288649
การประกอบสร้างทุนชุมชนสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
2025-10-16T13:56:16+07:00
อรรถพล วงศ์ชัย
atthapon.w@psru.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพของระบบนิเวศทุนชุมชนตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย 2) เพื่อประกอบสร้างทุนชุมชนสู่การจัดการท่องเที่ยวชุมชนตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ภูมิปัญญา ผู้ประกอบการ ตัวแทนกลุ่มชุมชนและชมรมท้องถิ่น จำนวน 21 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เอกสารประกอบ และการสนทนากลุ่ม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ตำบลบ้านตึกมีทุนมนุษย์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอผ้า สมุนไพร และอาหารพื้นถิ่น ทุนทางสังคมที่เข้มแข็งจากเครือญาติและเครือข่ายการทำงานร่วมกัน ทุนวัฒนธรรมที่โดดเด่น เช่น ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮงและตำนานเจ้าหมื่นด้ง รวมทั้งทุนทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งภูเขา น้ำตก และพื้นที่เกษตรกรรม ทุนสถาบันจากองค์การบริหารส่วนตำบลและกลุ่มวิสาหกิจ และทุนการเงินจากกิจกรรมท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าหมักโคลนและโฮมสเตย์ 2) การประกอบสร้างทุนชุมชนถูกบูรณาการเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงความรู้จากการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณจากศรัทธาในเจ้าหมื่นด้งและวิถีชุมชน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศจากทรัพยากรป่าเขาและลำห้วย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากสมุนไพรและอาหารพื้นบ้าน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากการทำนาและกาแฟห้วยตม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการใช้ทุนชุมชนเป็นฐานสามารถสร้างการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ยั่งยืน เกื้อกูลเศรษฐกิจท้องถิ่น และส่งเสริมการสืบสานมรดกวัฒนธรรมควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288705
สิทธิสานุศิษย์ : ประวัติศาสตร์และความทรงจำช่วงสงครามเย็นในฐานะทุนวัฒนธรรมเชิงเคลื่อนไหวของชุมชนภูเขียว–ถ้ำผาน้ำทิพย์จังหวัดร้อยเอ็ด
2025-10-16T13:56:08+07:00
ปริญ ภัทรปัญญากูร
parin1012522@gmail.com
นรินทรา มิ่งโอโล
m.narintra@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาพลวัตทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ภูเขียว–ถ้ำผาน้ำทิพย์ จังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของนโยบายรัฐ บริบทสังคม–การเมือง และการแปลงความทรงจำของชุมชน ให้กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และแหล่งเรียนรู้ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ร่วมกับแนวมานุษยวิทยาความทรงจำ โดยศึกษาจากเอกสารทางราชการ เช่น บันทึกการตรวจราชการมณฑลอุดรของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เอกสารนโยบายรัฐในยุคสงครามเย็น และประกาศราชกิจจานุเบกษาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลจากเอกสารท้องถิ่น คำบอกเล่าของสานุศิษย์หลวงปู่ศรี มหาวีโร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำชุมชน ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่ภูเขียว–ถ้ำผาน้ำทิพย์ได้ผ่านการแปลงความหมายหลายชั้นจากป่าดงพงไพร ในความทรงจำก่อนสงครามเย็น สู่พื้นที่สีแดง ภายใต้นโยบายความมั่นคงของรัฐในทศวรรษ 2500 และเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า หลังการสิ้นสุดสงครามเย็น ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ชุมชนต้องสร้างและคัดเลือกความทรงจำใหม่ เพื่อยืนยันสิทธิในการดำรงอยู่และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ โดยหยิบยกเรื่องราวการบุกเบิก การปลูกป่า และคำสอนของหลวงปู่ศรี มหาวีโร มาสร้างความชอบธรรมเชิงศีลธรรมและวัฒนธรรม ในช่วงหลังโควิด-19 ความทรงจำดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นทุนเชิงสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ นิทรรศการ และโครงการมัคคุเทศก์น้อย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและต่อรองความสัมพันธ์กับรัฐอย่างสันติ กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นว่าความทรงจำ มิได้เป็นเพียงภาพสะท้อนของอดีต หากแต่เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่สามารถเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนเข้าด้วยกันอย่างมีชีวิตชีวา</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/289529
ความเป็นไปได้ในการปลูกมังคุดในอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-11-27T16:03:12+07:00
ณัฐกมล พลแก้ว
nutkamon.pon@ku.th
กุณฑลรัตน์ ทวีวงศ์
kuntonrat.d@ku.ac.th
กุลภา กุลดิลก
kulapa.k@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปด้านการผลิตและตลาดของมังคุด (2) เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินในการปลูกมังคุด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกของเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดทั้งหมด 34 ราย โดยใช้การวิเคราะห์โครงการ ในการศึกษาสภาพทั่วไปการผลิต และการตลาด นอกจากนี้ใช้เครื่องมือการวิเคราะห์การลงทุนทางการเงินในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน โดยผลการศึกษาพบว่า 1) ในด้านการผลิตในอำเภอชะอวดเป็นเขตเงาฝนทำให้มังคุดออกนอกฤดูได้ ยังมีการปลูกพืชแซมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมจากมังคุด และพื้นที่ชะอวดที่มีการรวมกลุ่มกันเป็นชะอวดโมเดลซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานในการผลิตแก่เกษตรกรโดยมีตลาดรองรับ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจทั้งใน และนอกพื้นที่ 2) ในด้านการตลาดในอำเภอชะอวดมี 3 ช่องทาง คือ การขายตามจุดรับซื้อผ่านพ่อค้าในพื้นที่ การเหมาสวนมังคุดผ่านผู้รับซื้อที่มาทำสัญญาที่สวน และการประมูลมังคุดผ่านกลุ่มเกษตรกร 3) ในการวิเคราะห์ทางการเงินซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี คือ (1) มังคุดออกในและนอกฤดูในสัดส่วน 70:30 และ (2) มังคุดออกนอกฤดูน้อยและไปกระจุกในฤดูมีสัดส่วน 90:10 ซึ่งในกรณีที่มังคุดออกในสัดส่วน 70:30 ทั้ง 3 ช่องทางการขายมีความเป็นไปได้ทั้งหมด แต่การขายผ่านกลุ่มเกษตรกรมีความคุ้มค่าทางการเงินมากที่สุด และในกรณีที่มังคุดออกในสัดส่วน 90:10 นั้น มีเพียงการขายมังคุดผ่านกลุ่มที่มีความเป็นไปได้ และมีความคุ้มค่าทางการเงิน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/290094
การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2025-12-04T17:33:24+07:00
ชุติกาญจน์ คำปล้อง
kamplongchutikarn@gmail.com
กุลิสรา จิตรชญาวณิช
kamplongchutikarn@gmail.com
ศิริกาญจน์ ศรีวิศาล
kamplongchutikarn@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ (2) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จำนวน 39 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษรายบุคคลหลังเรียนสูงขึ้น 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3Pร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288425
การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพชุดฝึกปฏิบัติงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในอาชีวศึกษา
2025-11-22T10:38:29+07:00
ปรีดา เสมา
prataeb@rmutl.ac.th
ประเทียบ พรมสีนอง
prataeb@rmutl.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดฝึกปฏิบัติงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (2) ประเมินประสิทธิภาพของการเรียนรู้จากการใช้ชุดฝึกปฏิบัติงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตามเกณฑ์ 80/80 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผู้วิจัยได้นำชุดฝึกที่พัฒนาขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ประเมินระดับคุณภาพ และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นนำไปใช้กับกลุ่มทดลองเพื่อทดสอบความสมบูรณ์ของชุดฝึกและแบบประเมินผลภาคปฏิบัติ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่อง ก่อนนำไปใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างยนต์ จำนวน 21 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาพรวมคุณภาพของชุดฝึกปฏิบัติงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน อยู่ในระดับดี 2) ประสิทธิภาพของชุดฝึกปฏิบัติงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า วัดจากผลการประเมินตามสภาพจริงระหว่างเรียน มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 87.88 และคะแนนหลังการเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 82.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80 3) ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอยู่ในระดับมาก</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288668
เงื่อนไขความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาจังหวัดราชบุรีในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2025-11-07T17:50:15+07:00
สุกัญญา งิ้วทอง
sukanya.beam@gmail.com
ทิพพวัณณ์ สุขใจรุ่งวัฒนา
sukanya.beam@gmail.com
นพพร จันทรนำชู
sukanya.beam@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการและเงื่อนไขความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาในจังหวัดราชบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะดังกล่าว การวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการที่ได้รับมอบหมาย หัวหน้าฝ่ายวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครู และผู้ปกครอง จำนวน 20 คน ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แนวทางการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษามีความเป็นระบบและครอบคลุมด้านต่าง ๆ ได้แก่ การออกแบบหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการสอนการประเมินผล บทบาทของครู และการมีส่วนร่วมของนักเรียน โดยกระบวนการนี้บูรณาการทั้งกิจกรรมเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ การใช้สื่อดิจิทัลและสื่อท้องถิ่น การสนับสนุนจากครูและการสะท้อนคิดของนักเรียนส่งผลให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกจากนี้ เงื่อนไขความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยสองด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ สภาพจิตวิทยา และสื่อและเทคโนโลยีสนับสนุน และเครือข่ายการเรียนรู้ ประกอบด้วย เครือข่ายภายในโรงเรียน เครือข่ายภายนอกโรงเรียน และเครือข่ายระหว่างนักเรียน แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เสนอเน้นการบูรณาการทักษะการคิดเชิงคำนวณในทุกสาระการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและเชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริง การใช้สื่อและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม การพัฒนาครูและชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของผู้ปกครองและชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้และผู้สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/289606
ผลการสังเคราะห์กระบวนการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น ระดับการศึกษาปฐมวัยตามแนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับนักศึกษาครู
2025-12-04T17:57:22+07:00
สุกานดา ภูจีระ
krubitoeisukanda@gmail.com
สิริธิดา ชินแสงทิพย์
zsyingying@gmail.com
วรนุช นิลเขต
voranuch.ni@ksu.ac.th
จำลองลักษณ์ เสียงสนั่น
jamlonglak.si@ksu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการสังเคราะห์กรอบแนวคิดของกระบวนการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นระดับการศึกษาปฐมวัยตามแนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับนักศึกษาครู โดยแบ่งวิธีการวิจัยออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสาร งานวิจัย แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นระดับการศึกษาปฐมวัย แนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน และทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง 2) ออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ 3) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการสังเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และ 4) ตรวจสอบคุณภาพของกระบวนการจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยวิธีการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาที่ได้ คือ กระบวนการนี้มีองค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของกระบวนการฯ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นระดับการศึกษาปฐมวัย 2) หลักการของกระบวนการฯ 3) ขั้นตอนของกระบวนการฯ ประกอบไปด้วยขั้นตอน 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การใคร่ครวญ เตรียมตัวตนและสมาชิก ระยะที่ 2 การพัฒนาบทเรียนสู่การเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ระยะที่ 3 การแลกเปลี่ยนเพื่อการเติบโต และ 4) การประเมินผลเพื่อประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นระดับการศึกษาปฐมวัยสำหรับนักศึกษาครูทั้ง 7 ด้าน ผลการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ผ่านเกณฑ์ทุกข้อ ส่วนความเหมาะสม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M= 4.40, S.D. = 0.49) และความเป็นไปได้ของกระบวนการ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M= 4.28, S.D. = 0.45) ส่วนความสอดคล้องของกระบวนการฯ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/290369
การพัฒนาและการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ มิติทางวัฒนธรรมเมืองมรดกโลก เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร
2025-12-08T15:34:29+07:00
ธรรศพงศ์ วงษ์สวัสดิ์
profthut@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะและองค์ประกอบของซอฟต์พาวเวอร์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในมิติทางวัฒนธรรมของเมืองมรดกโลก (2) ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาและการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม (3) อิทธิพลของซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ และ (4) แนวทางการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์มิติทางวัฒนธรรมในบริบทเมืองมรดกโลก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร จำนวน 461 คน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและทำการสุ่มอย่างง่ายภายในกลุ่ม พร้อมเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 11 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสหสัมพันธ์ การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ลักษณะและองค์ประกอบของซอฟต์พาวเวอร์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในบริบทเมืองมรดกโลกอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงศักยภาพของมรดกวัฒนธรรมในการสร้างพลังดึงดูดทางสังคมและเศรษฐกิจ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กับการพัฒนาและการใช้ซอฟต์พาวเวอร์อยู่ในระดับสูงมาก และ 3) อิทธิพลของซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สามารถพยากรณ์การพัฒนาและการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ได้ร้อยละ 79.80 และร้อยละ 93.30 ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้งหมดมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพชี้ว่า แนวทางพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างอัตลักษณ์วัฒนธรรม การใช้ทุนมรดกทางสังคมของชุมชน การส่งเสริมความมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของ ตลอดจนการอนุรักษ์โบราณสถานอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สื่อสารคุณค่ามรดกและพัฒนาประสบการณ์ท่องเที่ยว นอกจากนี้ ควรมีการวางแผนบูรณาการระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติการอนุรักษ์ การท่องเที่ยว และการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมในอนาคต</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/289531
ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์และการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อความภักดีในการใช้งานแอปพลิเคชัน Agoda ของผู้บริโภค ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2025-11-27T16:02:10+07:00
กาญจนวรรณ์ นพคุณ
sanuwat52@gmail.com
กามีละห์ กูนิง
sanuwat52@gmail.com
อนุวัต สงสม
sanuwat52@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ (6Ps) ที่ส่งผลต่อความภักดีในการใช้แอปพลิเคชัน Agoda และ (2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความภักดีในการใช้แอปพลิเคชัน Agoda กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย เป็นลูกค้าหรือผู้ใช้บริการของแอปพลิเคชัน Agoda ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 400 ราย ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีข้อคำถามแบบเลือกคำตอบและมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการให้บริการส่วนบุคคล ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีในการใช้งานแอปพลิเคชัน Agoda ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และปัจจัยด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว และการส่งเสริมการตลาด ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีในการใช้งานแอปพลิเคชัน Agoda ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 ขณะเดียวกันปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วย การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน และการรับรู้ประโยชน์ ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีในการใช้แอปพลิเคชัน Agoda ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288807
การพัฒนาระบบหลักเกณฑ์การประเมินและวัดมาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรมทักษะเทคโนโลยีนวัตกรรมสำหรับแรงงานกลุ่มเยาวชน
2025-10-16T13:56:23+07:00
ปรีดาพร อารักษ์สมบูรณ์
pavinee_tun@hotmail.com
ชุติมา นุตยะสกุล
pavinee_tun@hotmail.com
ปราริชาติ รื่นพงษ์พันธ์
pavinee_tun@hotmail.com
วรภัทร เมฆขจร
pavinee_tun@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาข้อมูลความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาทักษะเทคโนโลยี (2) สร้างและพัฒนาระบบหลักเกณฑ์การประเมินและวัดมาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรมทักษะเทคโนโลยีนวัตกรรมสำหรับแรงงานกลุ่มเยาวชน และ (3) ทดลองใช้และถ่ายทอดระบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยการประเมินและวัดมาตรฐานหลักสูตรอบรม 2 โครงการย่อย 2 มิติ คือ มิติการประเมินมาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรม และมิติการประเมินมาตรฐานผู้รับการฝึกอบรม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผ่านแบบสอบถาม ได้แก่ แรงงานกลุ่มเยาวชนจำนวน 400 คน และผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 200 คน และทําการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน และเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ได้แก่ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราและตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ จำนวน 24 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มแรงงานเยาวชนมีความต้องการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมในระดับมากที่สุด และมีความจำเป็นต้องพัฒนาแรงงานกลุ่มเยาวชนให้ทันกับระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัล 2) ระบบหลักเกณฑ์การประเมินและวัดมาตรฐานหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการวัด โดยมีค่า I-CVI ระหว่าง 0.80 - 1.00 โครงการย่อย 1 มิติด้านหลักสูตรฝึกอบรม 5 มาตรฐาน 7 ตัวบ่งชี้ 23 เกณฑ์ มิติผู้รับการฝึกอบรม 2 มาตรฐาน 3 ตัวบ่งชี้ 9 เกณฑ์ โครงการย่อย 3 มิติ ด้านหลักสูตรฝึกอบรม 5 มาตรฐาน 8 ตัวบ่งชี้ 25 เกณฑ์ และมิติด้านผู้เข้ารับการอบรม 2 มาตรฐาน 3 ตัวบ่งชี้ 9 เกณฑ์ 3) การทดลองใช้ระบบหลักเกณฑ์ดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้จริงในการประกันคุณภาพหลักสูตรอบรมและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อค้นพบเชิงนโยบายสำหรับการประเมินและการวัดมาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรมทักษะเทคโนโลยีนวัตกรรมควรเชื่อมโยงในแต่ละมาตรฐานวิชาชีพ โดยกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/289957
การศึกษาองค์ประกอบการนิเทศแบบชี้แนะสำหรับผู้นิเทศในโรงเรียน
2025-12-10T11:37:57+07:00
ทวีวัชร์ นาโสก
thaweewatnasok@gmail.com
เอกลักษณ์ เพียสา
thaweewatnasok@gmail.com
บุญมี ก่อบุญ
thaweewatnasok@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบการนิเทศแบบชี้แนะสำหรับผู้นิเทศในโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่องการพัฒนาโปนแกรมการนิเทศแบบชี้แนะ สำหรับผู้นิเทศในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบการนิเทศแบบชี้แนะ สำหรับผู้นิเทศในโรงเรียนจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 แหล่ง เครื่องมือได้แก่แบบสังเคราะห์เอกสาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาความถี่และร้อยละ ขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบการนิเทศแบบชี้แนะ สำหรับผู้นิเทศในโรงเรียน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการนิเทศแบบชี้แนะ สำหรับผู้นิเทศในโรงเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การเตรียมการก่อนการนิเทศ มี 5 พฤติกรรมบ่งชี้ (2) การดำเนินการนิเทศ มี 4 พฤติกรรมบ่งชี้ (3) การประเมินและติดตามผลการนิเทศ มี 2 พฤติกรรมบ่งชี้ 2) ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบการนิเทศแบบชี้แนะสำหรับผู้นิเทศในโรงเรียน พบว่า ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกองค์ประกอบ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การประเมินและติดตามผลการนิเทศ การเตรียมการก่อนการนิเทศ และการดำเนินการนิเทศ ตามลำดับ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/289642
ปัจจัยที่มีผลต่อสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ ในปี 2562-2566
2025-12-19T14:51:27+07:00
ปิยารักษ์ เจริญศรี
piyarak.cha@gmail.com
ณคุณ ธรณีนิติญาณ
piyarak.cha@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยใช้การวิเคราะห์สมการถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ด้วยวิธีขั้นตอน (Stepwise Method) ข้อมูลที่ใช้มาจากงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ แสดงในรายงานประจำปีของสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีสถานะดำเนินการอยู่ในปีบัญชี พ.ศ. 2562 - 2566 จำนวน 141 แห่ง โดยมีสินทรัพย์รวม (TA) เป็นตัวแปรควบคุม ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ คือ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CR) แสดงผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 1.305 และมีผลเชิงบวกต่อการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นได้อย่างทันท่วงที และอัตราส่วนเงินฝากต่อสินทรัพย์ (DOA) ที่มีผลต่อการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องในเชิงบวก มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 1.929 และมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นได้ว่า หากสหกรณ์มีการรับฝากเงินจากสมาชิกมาก สหกรณ์ย่อมมีสินทรัพย์สภาพคล่องมากในการบริหารจัดการ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการบริหารจัดการที่เน้นความมั่นคงมากกว่าการทำกำไรสูงสุดของสหกรณ์</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/289367
ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างคณะกรรมการ การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนและผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2557–2566
2025-12-18T10:27:35+07:00
ธิติยา ชูชื่นมานะกิจ
odreamtc@gmail.com
ศิรินุช อินละคร
thitiya.chuc@ku.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างคณะกรรมการ การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และผลการดำเนินงานทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากประเด็นด้านบรรษัทภิบาลและความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินในปัจจุบัน งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลแบบพาเนลของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงปี พ.ศ. 2557–2566 (ค.ศ. 2014–2023) โดยตัวแปรหลักประกอบด้วยขนาดของคณะกรรมการ สัดส่วนกรรมการอิสระ การที่ประธานกรรมการเป็นกรรมการอิสระ และการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในมิติด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้แบบจำลองถดถอยข้อมูลพาเนล โดยเลือกใช้วิธี fixed effects หรือ random effects ให้เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลตามหลักการทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างคณะกรรมการมีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทยเฉพาะบางตัวชี้วัด โดยขนาดของคณะกรรมการและบทบาทของประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระมีผลแตกต่างกันไปในแต่ละมิติของผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในแต่ละมิติพบว่ามีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานทางการเงินของธนาคารแตกต่างกัน โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมมีความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดผลการดำเนินงานทางการเงินเพียงบางมิติเท่านั้น ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งโครงสร้างคณะกรรมการและการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนมีความเกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทยในลักษณะที่ไม่เป็นทิศทางเดียวกันทุกตัวชี้วัด ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานการวิจัยบางส่วนตามกรอบแนวคิดที่กำหนดไว้</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/287435
แนวทางการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาการเงินของบริษัทประกันชีวิตในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-09-08T19:25:30+07:00
สิริวัน ยอดแก้ว
pallanit.ub@northbkk.ac.th
บุษกร วัฒนบุตร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ
siriwan.yodk@northbkk.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพทั่วไปของศักยภาพที่ปรึกษาการเงินบริษัทประกันชีวิตในเขตกรุงเทพมหานคร (2) กระบวนการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาการเงินบริษัทประกันชีวิตในเขตกรุงเทพมหานคร (3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาการเงินบริษัทประกันชีวิตในเขตกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง จำนวน 12 คน โดยมีเกณฑ์ในการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพทั่วไปของศักยภาพที่ปรึกษาทางการเงิน พบว่าส่วนใหญ่มีความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ประกันและการบริหารความเสี่ยง แต่ยังขาดทักษะการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์และเน้นขายประกันมากกว่าให้คำปรึกษา 2) กระบวนการพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาการเงิน พบว่า ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากร การอบรมพัฒนา การติดตามผล และการให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพที่ปรึกษาให้มีความรู้ ทักษะ และจริยธรรมในการให้บริการลูกค้าอย่างมืออาชีพและยั่งยืน 3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพที่เหมาะสม ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาความรู้ด้านการเงินและการลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการให้คำปรึกษาเชิงลึก (2) การเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อเพิ่มความไว้วางใจและความพึงพอใจของลูกค้า (3) การพัฒนาทัศนคติในการงาน ให้สามารถเติบโตเป็นที่ปรึกษาการเงินที่มีคุณภาพ ให้คำแนะนำกับลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกต่องานที่ทำ และ (4) การพัฒนาความสามารถให้ครบรอบด้าน เพื่อช่วยวางแผนการเงินแบบองค์รวมให้กับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาบุคลากรของบริษัทประกันชีวิต รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถของที่ปรึกษาทางการเงินให้สามารถแข่งขันและให้บริการที่มีคุณภาพสูงสุดแก่ลูกค้า</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/287432
แนวทางการจัดการทุนมนุษย์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน กรณีศึกษา บริษัท บอลี่ไพพ์ จำกัด
2025-09-08T19:25:58+07:00
ณัชชา ธรรมภูวภัทร์
pallanit.ub@northbkk.ac.th
บุษกร วัฒนบุตร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
ตระกูล จิตวัฒนากร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพทั่วไปของปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน (2) แนวทางการจัดการทุนมนุษย์ด้านปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน บริษัท บอลี่ไพพ์ จำกัด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยบุคลากรระดับบริหาร บุคลากรระดับผู้จัดการ บุคลากรระดับหัวหน้าพนักงาน และบุคลากรระดับพนักงาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 18 คน โดยเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพทั่วไปของปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน พบว่า ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานประกอบด้วยลักษณะของงานที่ส่งผลต่อความพึงพอใจและความพยายามในการปฏิบัติงาน เช่น ความสำเร็จ การได้รับการยอมรับ ความรับผิดชอบ และโอกาสในการก้าวหน้า ซึ่งส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีและทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ทำให้พนักงานมีความตั้งใจ ทุ่มเท และกระตือรือร้นในการทำงาน รวมถึงมีความเสียสละในการพัฒนาตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสุขอนามัย เช่น สภาพแวดล้อมการทำงาน นโยบายบริษัท ค่าตอบแทน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความมั่นคงในการทำงาน ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจในการทำงานและลดความไม่พอใจ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลงานโดยรวม 2) แนวทางการจัดการทุนมนุษย์ด้านปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน ได้แก่ การตอบสนองความต้องการระดับต้น และการตอบสนองความต้องการระดับสูง ได้แก่ บริษัทควรพิจารณาค่าตอบแทนโดยรวม ต้องมีการวางแผน จัดกิจกรรมโครงการพัฒนาทักษะพนักงาน ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในบริษัท รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้กับพนักงานบริษัทเอกชนนำไปสู่ความสำเร็จ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/290150
นโยบายการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการดำเนินงานขององค์กร : กรณีศึกษาบริษัท นาว ทเวนตี้โฟร์ เซเว่น จำกัด
2025-12-08T15:33:32+07:00
พรรณนิศา ทับสุริย์
pannisa.t@ku.th
ศุภพัชร์พิมล สิมลี
pannisa.t@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจ และ (2) ศึกษานโยบายขององค์กรในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการแบ่งปันความรู้ การจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและพนักงานของบริษัท นาว ทเวนตี้โฟร์ เซเว่น จำกัด ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการศึกษาจากเอกสารภายในองค์กรและแหล่งข้อมูลภายนอก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ส่งผลทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อประสิทธิภาพขององค์กร โดยด้านบวกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การบริการลูกค้า และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ส่วนด้านลบ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของพนักงาน การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป และความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2) นโยบาย ICT ขององค์กรมีความชัดเจนใน 3 ด้าน ได้แก่ การแบ่งปันความรู้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและระบบคลาวด์ การจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ด้วยระบบป้องกันและตอบสนอง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องและการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ องค์กรยังคงเผชิญความท้าทายในการบูรณาการระบบ การป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ และค่าใช้จ่ายที่สูง ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สังเคราะห์เป็นโมเดลการบริหารจัดการนโยบาย ICT อย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยี นโยบายองค์กร และความยั่งยืนของการดำเนินงาน โดยโมเดลดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายสำหรับองค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในบริบทดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288828
ทัศนคติและข้อเสนอแนะของประชาชนผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์
2025-11-27T16:02:41+07:00
พิพิธธนวดี สมคะเณย์
somkhane25@gmail.com
จันทิมา พละเอ็น
somkhane25@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทัศนคติของประชาชนผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ และ 2) ข้อเสนอแนะของประชาชนผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสอบถามปลายเปิด กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยประชาชนที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 119 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับทัศนคติของประชาชนที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเข้าใจ ด้านความรู้สึก และด้านพฤติกรรม ตามลำดับ 2) ผลการศึกษาข้อเสนอแนะทัศนคติของประชาชนผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า (1) ควรเพิ่มเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค (2) ควรช่วยค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า (3) ควรตรวจสอบคัดกรองผู้มีรายได้น้อย และ (4) รัฐบาลควรจัดหางานให้ประชาชนที่ว่างงาน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์