https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/issue/feed
วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
2026-06-27T20:26:42+07:00
Open Journal Systems
<p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)<br /></strong> วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ (Journal of Social Science Panyapat) ISSN : 3027-6748 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่<strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</strong> ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ <strong>1) สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 2) สาขาพัฒนาสังคม 3) สาขาศึกษาศาสตร์ 4) สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ</strong> และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประกาศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวารสาร</strong><br /> 1) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม) ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน) ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน) และ ฉบับที่ 4 (ตุลาคม – ธันวาคม)<br /> 2) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ ISSN : 2773-9805 (Online) และได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น ISSN : 3027-6748 (Online) โดยจะดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม 2567 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br /> - ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน <br /> - ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br /> - ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) มีขั้นตอนการพิจารรณา ดังนี้<strong><br /></strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1h16I3OrCBS4_-g4hQxRZtzZs87fel49l/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/16Ap1TK9aXhyx9FnYU4f9iM3XMiB0o2f6/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/19nzVzFAhIhle9z_lZ8GH1reH9kYy4RAu/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index">https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2">https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2</a></p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/293990
ศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยในการส่งออกไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาราเบีย
2026-05-01T15:00:00+07:00
รพีพัฒน์ บุญทอง
rapeepatmarch@gmail.com
นนทร์ วรพาณิชช์
feconov@ku.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหลักของประเทศไทยในการส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาราเบีย โดยเน้นการพิจารณาความแตกต่างของผลลัพธ์เชิงรายสินค้าในแต่ละตลาดปลายทาง สินค้าที่ศึกษา ได้แก่ ข้าว ผลไม้ ไก่ ยางพารา และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง การวิเคราะห์ศักยภาพการส่งออกใช้แบบจำลองแรงโน้มถ่วง ประมาณค่าด้วยวิธี Poisson Pseudo Maximum Likelihood จากข้อมูลทุติยภูมิแบบพาแนลของประเทศไทยและประเทศคู่ค้าที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 36 ประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2545 – 2566 จากนั้นนำผลการประมาณค่าไปคำนวณดัชนีการส่งออกที่หายไป (Index of Missing Exports: IME) ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันประเมินจากดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏแบบปรับมาตรฐาน (Normalized Revealed Comparative Advantage: NRCA) ผลการศึกษาพบว่า สินค้าเกษตรที่ศึกษาของไทยมีรูปแบบศักยภาพการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันแตกต่างกันในแต่ละสินค้า โดยสินค้ายางพาราเป็นสินค้าที่มีศักยภาพการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบในทั้ง 2 ตลาด ขณะที่ไก่มีศักยภาพในการขยายการส่งออก แต่ยังขาดความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบ ในทางตรงกันข้าม ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมีความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบ แต่มีข้อจำกัดด้านศักยภาพการขยายการส่งออก สำหรับข้าวและผลไม้ พบว่า มีการใช้ศักยภาพการส่งออกอยู่ในระดับสูงแล้วในทั้งสองตลาด อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าทั้ง 2 ประเภทปรากฏเฉพาะในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผลลัพธ์สะท้อนว่าศักยภาพการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการกำหนดนโยบายส่งเสริมการส่งออกควรออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของสินค้าและตลาดปลายทาง มากกว่าการใช้แนวทางเดียวกันกับทุกสินค้า</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/293177
การบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูโรงเรียนสาธิต
2026-04-10T18:25:43+07:00
มนพันธ์ ชาญศิลป์
manaphansiam@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูในโรงเรียนสาธิต 2) ปัญหาและอุปสรรคของการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูในโรงเรียนสาธิต และ 3) ปัจจัยความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูในโรงเรียนสาธิต งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล 10 คนจากโรงเรียนสาธิต 5 แห่ง ประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน 5 คน และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับสภาพการบริหารโรงเรียนเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูในโรงเรียนสาธิต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูในโรงเรียนสาธิต เป็นการบริหารโดยการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายด้านการพัฒนาความเป็นนวัตกรที่เปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง การพัฒนาสมรรถนะครูด้วยวิธีการที่หลากหลาย การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นพร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ครูในการพัฒนานวัตกรรม การสร้างบรรยากาศในโรงเรียนและวัฒนธรรมองค์การที่ส่งเสริมให้ครูพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ การใช้ระบบประเมินผลงานทางวิชาการและการประกันคุณภาพเพื่อติดตามและประเมินผลการพัฒนาความเป็นนวัตกรของครู และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียน 2) ปัญหาและอุปสรรคของการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูในโรงเรียนสาธิต มี 3 ประการ ได้แก่ ครูมีภาระงานมากจนไม่สามารถบริหารจัดการเวลาให้กับการพัฒนาตนเอง การขาดพื้นที่และเวลาสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครู และการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของครูในโรงเรียน และ 3) ปัจจัยความสำเร็จของการบริหารเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรของครูในโรงเรียนสาธิตมี 4 ประการ ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร วิสัยทัศน์และเป้าหมายด้านนวัตกรรมที่ชัดเจน การสนับสนุนให้ครูพัฒนาตนเองตามความต้องการ และบรรยากาศและวัฒนธรรมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างนวัตกรรม</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/293972
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ สำหรับเส้นทางบินในประเทศ
2026-04-06T14:54:26+07:00
ณกมล มณีนุษย์
nakamol.ma@ku.th
ธนารักษ์ เหล่าสุทธิ
fecotrl@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ สำหรับเส้นทางบินในประเทศ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำสำหรับเส้นทางบินในประเทศ จำนวน 398 ราย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกสายการบิน ได้แก่ โปรโมชันโหลดสัมภาระ ช่องทางการจำหน่ายตั๋ว ระดับการศึกษา รูปแบบราคาตั๋ว และค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนตั๋ว ส่วนปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกสายการบิน ได้แก่ ช่องทางการชำระเงิน การเลือกเส้นทางบินตามภูมิภาค อาชีพ อายุ บริการโหลดสัมภาระ บริการอาหารและเครื่องดื่ม โอกาสในการเดินทาง รายได้ กระบวนการให้บริการ ลักษณะทางกายภาพ โปรโมชันราคาตั๋ว และบุคลากร</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294119
Factors Affecting Purchase Intention of Used Car Customers via Facebook in Bangkok
2026-04-17T16:58:06+07:00
Thanapong Koonkanaviwat
jandrozuri@gmail.com
Pornlapas Suwannarat
pornlapas.su@ku.th
<p>This study investigates the factors influencing Bangkok residents’ intentions to purchase used cars through Facebook, with particular emphasis on the roles of perceived quality, perceived price, and perceived value. Given the uncertainty and information asymmetry commonly associated with used-car purchases, this research examines how these perceptions shape consumer purchase intention in the context of social media marketplaces. Quantitative data were collected from 400 respondents in Bangkok and analyzed using SPSS through multiple regression and correlation analyses. The findings reveal that perceived quality has a strong positive effect on perceived value (β = 0.863, Adjusted R² = 0.744, p < 0.001), while perceived price also significantly influences perceived value (β = 0.809, Adjusted R² = 0.654, p < 0.001). In addition, perceived price positively affects perceived quality (β = 0.667, Adjusted R² = 0.444, p < 0.001). Perceived value was found to be the strongest predictor of purchase intention (β = 0.942, Adjusted R² = 0.887, p < 0.001). Furthermore, mediation analysis based on Baron and Kenny’s (1986) approach confirmed that perceived value partially mediates the relationships between perceived quality and purchase intention, as well as between perceived price and purchase intention. The results suggest that consumers evaluate used cars not only based on price and vehicle condition, but also through trust signals, presentation quality, and overall value perceptions conveyed via Facebook advertising. These findings contribute to a deeper understanding of consumer behavior in online used-car markets and provide practical implications for businesses seeking to enhance customer trust and purchase intention in developing digital economies such as Thailand.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292520
ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการธุรการ สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด
2026-02-26T16:18:23+07:00
ลัดดาวัลย์ คนไว
laddawan010740@gmail.com
จุฑาทิพ คล้ายทับทิม
Laddawan.khonw@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการธุรการ สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด (2) ศึกษาเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการธุรการ สำนักงานเลขาธิการ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านลักษณะงานกับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการธุรการ สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับข้าราชการธุรการ สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 203 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ข้าราชการธุรการ สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุดมีระดับความผูกพันต่อองค์การอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความผูกพันต่อองค์การไม่แตกต่างกัน ส่วนอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และระยะเวลาการปฏิบัติงาน ต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ปัจจัยด้านลักษณะงาน มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการธุรการ สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด โดยรวมอยู่ในระดับสูง ในทิศทางตามกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด ควรส่งเสริมหรือออกแบบปัจจัยด้านลักษณะงานให้มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มระดับความผูกพันต่อองค์การ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการพัฒนาองค์การต่อไป</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/293995
Core Business Enablers (SE-AM) กับประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจไทย: หลักฐานจากข้อมูลพาแนล 2564–2567
2026-04-07T17:16:16+07:00
พิชญาภา พึ่งรัตน์
pichayapa.pung@ku.th
นนทร์ วรพาณิชช์
feconov@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาพรวมและแนวโน้มของระดับคะแนนการประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจไทยในส่วน Core Business Enablers (CBE) ตามเกณฑ์ SE-AM กับประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ระหว่างปี พ.ศ. 2564 – 2567 2) เพื่อศึกษาผลกระทบการยกระดับคะแนนผลการประเมิน Core Business Enablers (CBE) ตามเกณฑ์ SE-AM ของรัฐวิสาหกิจ ต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ ของรัฐวิสาหกิจไทยจำนวน 50 แห่ง ที่อยู่ภายใต้ระบบการประเมิน SE-AM โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาคะแนนรายปี ประกอบกับการใช้ตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพ ได้แก่ อัตราผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้น อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ผลิตภาพของแรงงาน ความพึงพอใจของลูกค้า ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อผลผลิต โดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา และ สมการการวิเคราะห์การถดถอยพาแนล ผลการศึกษาพบว่า คะแนน CBE มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาศึกษา สะท้อนถึงความพยายามของรัฐวิสาหกิจในการพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในองค์กร ขณะที่ตัวชี้วัดด้านผลการดำเนินงานมีลักษณะแตกต่างกัน และยังพบว่า คะแนน CBE มีความสัมพันธ์เชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติกับความพึงพอใจของลูกค้าในทิศทางเดียวกันกับสมมติฐานแค่เพียงตัวแปรเดียว นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อผลผลิต ยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ 0.10 ซึ่งมีทิศทางตรงกันข้ามกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ดังนั้น จึงควรมีการให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมด้านระบบการประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านธุรกิจในอนาคตต่อไป</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294249
Exploring Brand Equity’s Influence on Repurchase Intention between Local and Global Cosmetic Brands: The Case of PROYA and L’Oréal Paris in China
2026-05-16T17:24:34+07:00
Huong Thanh Luu
thanhhuongbb.65@gmail.com
Jul Thanasrivanitchai
jul.t@ku.th
<p>This article aims to examine the impact of four fundamental dimensions of brand equity—brand awareness, brand association, perceived quality, and brand loyalty—on repurchase intention. It also seeks to investigate the differences in these impacts between local and global cosmetic brands. Finally, it aims to identify the most influential brand equity dimension for each brand. Data were collected using an online survey of 390 Chinese consumers aged 18 to 59, representing Generations X, Y, and Z, all of whom had prior purchasing experience with both brands. A purposive sampling method was employed to ensure the relevance of the sample. SPSS was used to analyze the data, including reliability testing, correlation, and regression to test the relationships between variables. The findings show that brand loyalty is the strongest predictor of repurchase intention for L’Oréal Paris, highlighting the role of consumer attachment. Perceived quality is the primary driver of repurchase intention for PROYA, reflecting the importance of product performance. Additionally, the relative importance of brand equity dimensions, as conceptualized by Aaker (1991), differs between the global brand L’Oréal Paris and the local brand PROYA.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294987
อิทธิพลของคุณภาพการบริการต่อความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์วังพญาไท จำกัด
2026-05-23T15:57:10+07:00
ขัตติยาภรณ์ ผ่องเวหา
kuttiyaporn.p@ku.th
ประไพพิมพ์ สุธีวสินนนท์
prapaipim.su@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของคุณภาพการบริการด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์วังพญาไท จำกัด และมิติด้านคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อของสมาชิก โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดคุณภาพการบริการตามแบบจำลอง SERVQUAL กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์วังพญาไท จำกัด ผู้ใช้บริการสินเชื่อ จำนวน 310 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว ซึ่งตรวจสอบความเท่ากันของความแปรปรวนก่อนเลือกวิธีเปรียบเทียบรายคู่ที่เหมาะสม และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกให้ความสำคัญต่อคุณภาพการบริการสินเชื่อโดยรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับการเปรียบเทียบความแตกต่างด้านปัจจัยทางประชากรศาสตร์พบว่า สมาชิกที่มีอายุต่างกันและระยะเวลาการเป็นสมาชิกต่างกันมีความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า มิติคุณภาพการบริการด้านการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้รับบริการ (Assurance) การรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ (Empathy) และความเชื่อถือได้ของการให้บริการ (Reliability) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อของสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่มิติความเป็นรูปธรรมของการบริการ (Tangibles) และการตอบสนองต่อผู้รับบริการ (Responsiveness) ไม่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการสินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294917
แนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามหลักไตรสิกขา ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
2026-05-06T21:11:28+07:00
ไอยลดา สีเปี้ยว
iladawj@gmail.com
พระครูวุฒิชัยการโกศล
iladawj@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามหลักไตรสิกขา ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก (2) เพื่อร่างแนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก และ (3) เพื่อประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยดำเนินการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณก่อน จากนั้นจึงเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่ออธิบายและขยายผลให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า (1) ศึกษาระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามหลักไตรสิกขา ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก พบว่า ภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก (2) แนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก พบว่า มี 5 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะด้านความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ 2) ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ 3) ทักษะด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ 4) ทักษะด้านเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล 5) ทักษะด้านการสื่อสาร แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักไตรสิกขาอย่างชัดเจน (3) ผลการประเมินความถูกต้องความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยภาพรวม มีความถูกต้องความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292119
The Impact of Multicultural Educational Environments on Students' Foreign Language Communication Competence in Guangxi Private University
2026-02-21T15:50:02+07:00
Liao Han
475861195@qq.com
Qin Jian
475861195@qq.com
Ruan Jiaolong
475861195@qq.com
<p>This study focuses on the mechanisms through which multicultural education and the educational environment influence foreign language communication proficiency, with the aim of exploring management strategies to enhance the foreign language communication skills of students majoring in ASEAN languages at private universities in Guangxi. By integrating theories of multicultural education, educational environment, and foreign language communication skills, this study constructs an analytical framework that examines the interactions among these three elements. The study selected third- and fourth-year students majoring in ASEAN languages at four private universities in Guangxi as the research subjects, as this group possesses a certain level of foreign language communication competence and relevant theoretical knowledge. Given the large size of the target population, a multistage sampling method was employed to select the sample, resulting in 266 valid questionnaires. During the data analysis phase, Cronbach’s alpha and confirmatory factor analysis were first used to test the reliability and validity of the questionnaire; subsequently, descriptive statistics were used to present the demographic characteristics of the sample, and correlation analysis was employed to preliminarily explore the relationships among the core variables. Finally, a regression model was constructed with the dimensions of “multicultural education” and “educational environment” as independent variables and “foreign language communication ability” as the dependent variable to precisely assess the specific effects of each dimension. The results indicate that environmental factors at the campus culture level and educational content factors at the knowledge structure level have a significant impact on the improvement of foreign language communication skills. This study not only provides a theoretical analytical framework for future discussions on the factors influencing foreign language communication skills but also offers empirical support for optimizing educational management practices in private universities in Guangxi.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294501
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์และภาพลักษณ์องค์กรที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัล ของผู้บริโภคในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2026-04-10T15:10:00+07:00
วราภรณ์ ชาวสวน
anuwat@tsu.ac.th
ปิญาษา หีมหล๊ะ
anuwat@tsu.ac.th
อนุวัต สงสม
sanuwat52@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัลของผู้บริโภคในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และ (2) ภาพลักษณ์องค์กรที่มีผลต่อการซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัลของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคที่ซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัล จำนวน 385 ราย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งมีข้อคําถามแบบเลือกตอบ และมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วย ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านการให้บริการส่วนบุคคล ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยด้านการให้บริการส่วนบุคคลมีอิทธิพลมากที่สุด (β = 0.170) รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมการตลาด (β = 0.169) และด้านราคา (β = 0.142) ตามลำดับ ทั้งนี้แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 20.0 (R² = 0.200) ในขณะที่ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัล ในขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งประกอบด้วย คือ ด้านชื่อเสียงองค์กร ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และด้านสถานที่ ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยด้านสถานที่มีอิทธิพลมากที่สุด (β = 0.318) รองลงมา คือ ด้านชื่อเสียงองค์กร (β = 0.252) และด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (β = 0.135) ตามลำดับ ทั้งนี้แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 24.2 (R² = 0.242) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าธนาคารออมสินควรมุ่งพัฒนาการให้บริการเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่น่าเชื่อถือ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสลากออมสินพิเศษดิจิทัลของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294496
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในวิชาสังคมศึกษา เรื่อง คนดีของชุมชน
2026-05-14T15:09:53+07:00
เวริกา โฮมสอน
werika2521@gmail.com
ภาสุดา ภาคาผล
werika2521@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คนดีของชุมชน ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ในวิชาสังคมศึกษา เรื่อง คนดีของชุมชน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 2 โรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ (1) เกมการศึกษา เรื่อง คนดีของชุมชน จำนวน 5 เกม (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ (4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คนดีของชุมชน หลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ในวิชาสังคมศึกษา เรื่อง คนดีของชุมชน มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/293902
การวิจัยและออกแบบเพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์ต้นแบบสำหรับสินค้าทางวัฒนธรรมเชิงศรัทธาจากข้าวมธุปายาส
2026-04-17T16:58:30+07:00
รักสิริ แก้วเทวี
Daycho_kha@nstru.ac.th
ศรีสุดา พัฒจันทร์
daycho_kha@nstru.ac.th
ณัฐลักษณ์ อิสสระ
daycho_kha@nstru.ac.th
พจณิชา ฤกษ์สมุทร
daycho_kha@nstru.ac.th
กรรณิการ์ บุญยัง
daycho_kha@nstru.ac.th
คัมภิราวดี นวกิจไพฑูรย์
daycho_kha@nstru.ac.th
กิตบดินท์ ทองดวง
daycho_kha@nstru.ac.th
กฤษณะ ช่องศรี
daycho_kha@nstru.ac.th
ธีระวัฒน์ เพชรดี
daycho_kha@nstru.ac.th
นันทิกานต์ ประสพสุข
daycho_kha@nstru.ac.th
วิวิศน์ สุทธิธรรมสถิต
daycho_kha@nstru.ac.th
ธีราวรรณ จันทร์แสงุ
Daycho_kha@nstru.ac.th
กัณภัค ตัณฑสิทธิ์
Daycho_kha@nstru.ac.th
เดโช แขน้ำแก้ว
daycho_kha@nstru.ac.th
<p>บทความวิจัยครั้งนี้ เพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์ต้นแบบสำหรับสินค้าทางวัฒนธรรมเชิงศรัทธาจากข้าวมธุปายาส เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม (qualitative descriptive research with participatory design) ในชุมชนวัดศรีสมบูรณ์ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้แบบสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญและกลุ่มเป้าหมายที่เลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ชมรมพระเครื่อง นักวิชาการ ผู้นำในชุมชน ผู้นำเยาวชนและผู้นำทางศาสนา รวมทั้งสิ้น 20 รูป/คน นำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล วิเคราะห์เชื่อมโยงประเด็นแล้วสังเคราะห์เรียบเรียงเพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์ต้นแบบสำหรับสินค้าทางวัฒนธรรม จำนวน 4 แบบ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบที่ 2 เป็นลักษณะเฉพาะของการออกแบบที่ได้ดำเนินการภายใต้หลัก “ความพอดี ความเคารพและความหมาย” ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงบริบทอย่างรอบด้าน โดยผสาน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การปกป้องทางกายภาพเพื่อความปลอดภัยและการใช้งานจริง การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์เพื่อถ่ายทอดคุณค่า การสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อยืนยันรากเหง้าและการยกระดับคุณค่าทางจิตใจเพื่อสร้างศรัทธา เมื่อองค์ประกอบด้านสี ลวดลาย รูปทรงและวัสดุถูกจัดวางอย่างมีเจตนา จึงก่อรูปเป็นภาษาทางการออกแบบที่ “สื่อวัฒนธรรมเชิงศรัทธา” เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบันและอนาคตของชุมชนอย่างลุ่มลึกและสง่างาม สร้างความรู้สึกร่วมและความภาคภูมิใจร่วมกัน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294823
แรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กร ของพนักงาน Generation Z ในธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่
2026-04-28T16:23:26+07:00
ธฤดี เหลือมั่น
n.tharudeel@gmail.com
พรพิมล กะชามาศ
pornpimon_kac@utcc.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของแรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานที่มีต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน Generation Z ในบริบทองค์กรรัฐวิสาหกิจไทย โดยอาศัยกรอบแนวคิดของทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg แนวคิดคุณภาพชีวิตในการทำงานของ Walton และแนวคิดความผูกพันต่อองค์กรของ Allen and Meyer เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงาน Generation Z จำนวน 205 คน ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความผูกพันต่อองค์กร โดยเฉพาะในด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน และด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและครอบครัว อีกทั้งยังพบว่า ด้านการกำกับดูแลและด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานมีอิทธิพลเชิงลบต่อความผูกพันต่อองค์กร ผลการศึกษาช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมองค์การในบริบทพนักงาน Generation Z ขององค์กรภาครัฐ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294997
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลการชำระค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด ของสถานประกอบการโรงแรมในจังหวัดนครพนม
2026-05-01T15:00:21+07:00
ปฏิพัทธ์ จำปาทิพย์
champathip2512@gmail.com
อภิกนิษฐา นาเลาห์
apikanittha@npu.ac.th
กชกร เดชะคำภู
apikanittha@npu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ระดับประสิทธิผลในการชำระค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดในสถานประกอบการโรงแรมจังหวัดนครพนม (2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการชำระค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดในสถานประกอบการโรงแรมจังหวัดนครพนม และ (3) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลในการชำระค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดในสถานประกอบการโรงแรมจังหวัดนครพนม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้ประกอบการโรงแรมในเขตพื้นที่จังหวัดนครพนม จำนวน 190 ราย สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และ การวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับประสิทธิผลในการชำระค่าธรรมเนียม พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน และ การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประสิทธิผลในการชำระค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดในสถานประกอบการโรงแรมจังหวัดนครพนมอยู่ในระดับมาก เป็นไปตามสมมติฐาน (2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผล พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลในการชำระค่าธรรมเนียม พบว่า มี 4 ปัจจัย ได้แก่ ด้านโครงสร้างภาษี ด้านประสิทธิภาพการให้บริการของเจ้าหน้าที่ในการรับชำระค่าธรรมเนียม ด้านความพร้อมด้านเทคโนโลยีในการรับชำระค่าธรรมเนียม ด้านผลกระทบของธุรกิจโรงแรมจากการชำระค่าธรรมเนียม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295078
การวิเคราะห์แนวโน้มการจัดสรรทุนวิจัยและสถานภาพการเบิกจ่ายทุนวิจัย ของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-05-01T10:21:48+07:00
ณัฐธกานต์ จันดาโชติ
nattakan.j@mbs.msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์แนวโน้มการจัดสรรทุนวิจัย (2) ศึกษาสถานภาพการเบิกจ่ายทุนวิจัย และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการทุนวิจัยของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในช่วงปีงบประมาณ 2561–2567 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารสรุปการให้ทุนวิจัยของคณะฯ เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และการเปรียบเทียบแนวโน้ม ผลการวิจัยพบว่า การจัดสรรทุนวิจัยมีความผันผวนทั้งในด้านจำนวนทุนวิจัยและงบประมาณในการสนับสนุน โดยในปีงบประมาณ 2563 มีจำนวนทุนวิจัยและจำนวนเงินสูงสุด ขณะที่ปีงบประมาณ 2566 ต่ำสุด นอกจากนี้ แนวโน้มในช่วงหลังสะท้อนการกระจายทุนเพิ่มขึ้น แต่ลดจำนวนเงินเฉลี่ยต่อโครงการลง ด้านสถานภาพการเบิกจ่าย พบว่าโดยรวมมีประสิทธิภาพในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการเบิกจ่ายจริงมากกว่าร้อยละ 80 ในทุกปี และปีงบประมาณ 2564 มีอัตราการเบิกจ่ายจริงสูงสุดที่ร้อยละ 100 และไม่ปรากฏปัญหาการติดค้างในทุกงวดการเบิกจ่าย แต่ก็ยังพบปัญหาเงินทุนคงเหลือ การคืนทุน และการติดค้างทุนวิจัยในบางปี ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของกระบวนการบริหารและการดำเนินโครงการ เมื่อพิจารณาจำแนกตามประเภททุน พบว่า ทุนวิจัยเพื่อพัฒนาบุคลากรสายวิชาการได้รับการจัดสรรมากที่สุดทั้งด้านจำนวนทุนวิจัยและจำนวนเงินต่อโครงการ ขณะที่ทุนสำหรับนิสิตบัณฑิตศึกษามีจำนวนโครงการสูง แต่มีวงเงินต่อโครงการต่ำ สะท้อนลักษณะการจัดสรรที่เน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเป็นหลัก ส่วนประเภททุนการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ของอาจารย์ ชี้ให้เห็นว่า ประสิทธิภาพการบริหารทุนวิจัยขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างการจัดสรรทุน กระบวนการบริหาร และศักยภาพของผู้รับทุน มากกว่าปริมาณทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ควรปรับปรุงระบบบริหารทุนให้มีความสมดุล เพิ่มความคล่องตัวของกระบวนการเบิกจ่าย และพัฒนาระบบติดตามโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณวิจัยอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295351
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของบุคลากรกับคุณภาพการให้บริการของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
2026-05-06T18:33:49+07:00
ชลธิชา พาทยกุล
chonticha.patt@ku.th
พรพรรณ เหมะพันธุ์
chonticha.patt@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของคุณภาพการให้บริการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของบุคลากรกับคุณภาพการให้บริการ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้รับบริการ จำนวน 223 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความเป็นรูปธรรมของบริการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการเข้าใจผู้รับบริการ การตอบสนอง และความน่าเชื่อถือ ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านเพศมีผลต่อคุณภาพการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 3.09, p < .05) และสมรรถนะของบุคลากรทั้งด้านส่วนบุคคลและตามบทบาทหน้าที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294916
แนวทางการใช้ทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
2026-05-06T21:11:07+07:00
ศุภโชค คิดเหมาะ
supachokkidmoh@gmail.com
บุญส่ง ทองเอียง
supachokkidmoh@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้ทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) างแนวทางการพัฒนาการใช้ทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) ประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาการใช้ทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1 จำนวน 292 คน ผู้ทรงคุณวุฒิร่างแนวทาง จำนวน 7 คน และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแนวทาง จำนวน 5 คน โดยวิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบประเมิน ความเหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการใช้ทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 พบว่า โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง 2) แนวทางการพัฒนาการใช้ทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ประกอบด้วย 6 ด้าน 54 แนวทาง โดยมีลักษณะเป็นแนวทางเชิงระบบที่บูรณาการหลักอิทธิบาท 4 เข้ากับทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นการกำหนดวิสัยทัศน์ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของบุคลากร การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหาร และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีความสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน 3) ผลการประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาการใช้ทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1 พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกข้อ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294098
บทบาทของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
2026-04-10T15:10:37+07:00
อนุตตมา อมรวิวัฒน์
Virakarn169@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2) เปรียบเทียบบทบาทของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง มีจำนวน 234 คน โดยใช้วิธีการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการศึกษาพบว่า 1) บทบาทของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาตามรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล และด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และ 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทของประชาชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีบทบาทไม่ต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีรายได้ และระยะเวลาการอาศัยอยู่ในชุมชนต่างกัน มีบทบาทต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294535
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
2026-05-06T21:00:24+07:00
อนันตศักดิ์ พลแก้วเกษ
anantasak00@hotmail.co.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” ในการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงพัฒนา (Research and Development: R&D) และมีลักษณะของการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ด้วย กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567/2 ที่ได้จากการเลือกกลุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านออ กเสียง “ร” จำนวน 1 ชุด และแผนการจัดการเรียนรู้ศิลปะการอ่านออกเสียง “ร” จำนวน 5 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย มีประสิทธิภาพของกระบวนการเท่ากับ 86.70 และมีประสิทธิภาพของผลลัพธ์เท่ากับ 96.25 (E1/E2 = 86.70/96.25) ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียง “ร” ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการอ่านออกเสียง “ร” หลังใช้สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง “ร” อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig. = .000 < .05) 3) ภาพรวมนักศึกษามีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294892
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1
2026-05-06T21:10:32+07:00
หทัยพร บุญขวัญ
6755701012@nstru.ac.th
ธณัฐชา รัตนพันธ์
6755701012@nstru.ac.th
นพรัตน์ ชัยเรือง
6755701012@nstru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาความสุขในการทำงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 จำนวน 287 คน ซึ่งกำหนดโดยเทียบตารางสำเร็จรูปของ Krejcie & Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหูคูณ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ความสุขในการทำงานของครู โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความสุขในการทำงานของครู โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายเท่ากับ .639 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู พบว่า ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ที่เปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็น ปรับแนวคิดและวิธีการบริหารให้มีความยืดหยุ่น กล้าทดลองแนวทางใหม่โดยไม่ยึดติดรูปแบบเดิม เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล พร้อมมอบหมายงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของบุคคล สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความไว้วางใจ เคารพ และเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292195
The Effects of the Jigsaw Method on Vocabulary Learning of English Program Students in a Thai Public School
2026-04-08T14:50:08+07:00
Andrew Thony Miralles
andrewthonymirallesaki@gmail.com
Thitapa Sinturat
thitapa_s@rmutt.ac.th
<p>This study aimed to 1) investigate the effects of the Jigsaw method on English vocabulary acquisition among Grade 9 English Program (EP) students in a public school and 2) examine the students' overall attitude in learning through the Jigsaw method. A quasi-experimental one-group pretest–posttest research design was employed. The participants consisted of 30 Grade 9 EP students selected through convenience sampling method. Research instruments included a 30-item vocabulary pretest and posttest aligned with the CEFR B1 level, and a six-item Likert-scale questionnaire designed to measure students’ attitudes toward learning through the Jigsaw method. Quantitative data were analyzed using a dependent samples t-test, while descriptive statistics were used to interpret students’ attitudinal responses. The findings revealed a statistically significant improvement in students’ vocabulary performance following the intervention (t(29) = 16.02, p < .001), with an average score gain of 6.67 points. Furthermore, the results of the attitude questionnaire indicated a high level of positive student perception toward the Jigsaw method, particularly in terms of active participation, collaborative learning, clarity of understanding, and enjoyment of the learning process. The findings indicated that the Jigsaw method is associated with the improved vocabulary scores and positive student attitudes among English Program students in the Thai public school.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/294425
การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 4 ของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม คณะสงฆ์จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-05-06T21:01:01+07:00
พระครูใบฎีกาชาญยุทธ จิรสุโภ (ภูมิพฤกษ์)
hattaya2949@gmail.com
พระศรีวัชรสารบัณฑิต
Chanyut.pho@mcu.ac.th
กชภัทร์ สงวนเครือ
Chanyut.pho@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม คณะสงฆ์จังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาวิธีการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 4 ของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม คณะสงฆ์จังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยนี้เป็นแบบผสมวิธี คือ งานวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 217 คน ในการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น และใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน ตอบแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน งานวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหาการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม คณะสงฆ์จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) วิธีการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 4 มีการ บูรณาการสื่อดิจิทัลอย่างมีสติ หลักสูตรที่ยืดหยุ่น และการสร้างครูต้นแบบที่เลิศทั้งวิชาการ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาให้เท่าทันโลกโดยยังคงอัตลักษณ์พุทธศาสนา 3) ผลการเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 4 ของครู ตามความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295267
ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง: การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือน
2026-05-06T19:12:35+07:00
กอบกาญจน์ ปั้นพงษ์
kobkan.pa@ku.th
พิมลสิริ วัฒนสมวงศ์
kobkan.pa@ku.th
ชลพินทุ์ ภาคภูมิ
kobkan.pa@ku.th
ทิพย์ทัยฎา รักธรรม
kobkan.pa@ku.th
สุพิชฌาย์ ทรัพย์คต
kobkan.pa@ku.th
พรรณลษา ชาญณรงค์
kobkan.pa@ku.th
ภีรวงศ์ มุมทอง
kobkan.pa@ku.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลของบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือนในบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล โดยอธิบายลักษณะของบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ในฐานะนวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและความยืดหยุ่นในการชำระเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมได้จำกัด รวมทั้งประยุกต์ใช้แนวคิดการบริโภคข้ามช่วงเวลา เส้นงบประมาณ และเส้นอรรถประโยชน์ เพื่ออธิบายว่าการซื้อก่อนจ่ายทีหลังช่วยผ่อนคลายข้อจำกัดด้านสภาพคล่องในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเพิ่มการบริโภคในช่วงเวลาปัจจุบันได้ โดยแลกกับภาระการชำระคืนและการลดความสามารถในการบริโภคในอนาคต ทั้งนี้ แม้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังจะช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงสภาพคล่องและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้จ่ายเกินตัว การสะสมภาระหนี้ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากภาระผ่อนชำระที่สูงเกินกว่ากระแสเงินสดหรือรายได้ในแต่ละช่วงเวลา และความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือน นอกจากนี้ บทความยังชี้ให้เห็นปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้บริโภค ผู้ให้บริการ และสถาบันการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการเลือกที่ไม่เป็นธรรมและความเสี่ยงทางศีลธรรม ดังนั้น การพัฒนาบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังจึงควรดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลที่เหมาะสม การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อให้บริการดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292818
องค์การทางการศึกษาจะบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างไรในยุคดิจิทัล
2026-03-22T22:23:25+07:00
เฉลิมพล ชูสวัสดิกุล
chalremphon@gmail.com
ธิดาวัลย์ อุ่นกอง
thidawan.unkong@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและองค์ความรู้ใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์สำหรับองค์การทางการศึกษายุคดิจิทัล การบริหารงานบุคคลแบบดั้งเดิมที่เน้นเพียงงานธุรการ และการมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการปรับตัวสู่ดิจิทัลคือการนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานมนุษย์นั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ภาระงานที่ซ้ำซ้อนและช่องว่างทางดิจิทัลได้ ผู้บริหารสถานศึกษาจึงจำเป็นต้องพลิกโฉมกระบวนทัศน์เพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานอัจฉริยะ จากการวิพากษ์และสังเคราะห์ข้อมูล นำไปสู่ข้อค้นพบที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ผ่านกลไกขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) ด้านกลยุทธ์และเป้าหมาย โดยปรับเปลี่ยนฝ่ายบุคคลสู่หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่ตัดสินใจบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) ด้านเทคโนโลยีและข้อมูล ผ่านการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์และฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อลดภาระงาน 3) ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเร่งยกระดับสมรรถนะดิจิทัลและทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ของครู และ 4) ด้านวัฒนธรรมและประสบการณ์ โดยสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและมีจริยธรรม การบูรณาการทั้ง 4 มิตินี้อย่างเป็นระบบ จะช่วยปลดล็อคศักยภาพของบุคลากร และยกระดับสถานศึกษาให้ก้าวสู่องค์การสมรรถนะสูงที่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างยั่งยืนในโลกอนาคต</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์