วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)<br /></strong> วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ (Journal of Social Science Panyapat) ISSN : 3027-6748 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่<strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</strong> ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ <strong>1) สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 2) สาขาพัฒนาสังคม 3) สาขาศึกษาศาสตร์ 4) สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ</strong> และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประกาศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวารสาร</strong><br /> 1) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม) ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน) ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน) และ ฉบับที่ 4 (ตุลาคม – ธันวาคม)<br /> 2) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ ISSN : 2773-9805 (Online) และได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น ISSN : 3027-6748 (Online) โดยจะดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม 2567 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br /> - ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน <br /> - ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br /> - ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) มีขั้นตอนการพิจารรณา ดังนี้<strong><br /></strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1h16I3OrCBS4_-g4hQxRZtzZs87fel49l/edit?usp=drive_link&amp;ouid=101054565910719523625&amp;rtpof=true&amp;sd=true">คลิก</a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/16Ap1TK9aXhyx9FnYU4f9iM3XMiB0o2f6/edit?usp=drive_link&amp;ouid=101054565910719523625&amp;rtpof=true&amp;sd=true">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/19nzVzFAhIhle9z_lZ8GH1reH9kYy4RAu/edit?usp=drive_link&amp;ouid=101054565910719523625&amp;rtpof=true&amp;sd=true">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index">https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2">https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2</a></p> ปัญญาพัฒน์ (Panyapat) th-TH วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ 3027-6748 หนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และวิกฤตการเงิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291606 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง หนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และโอกาสการเกิดวิกฤตการเงินในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกำลังพัฒนา วิกฤตการเงินสามารถแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ วิกฤตค่าเงิน วิกฤตหนี้สิน และวิกฤตธนาคาร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบจำลองโลจิต ข้อมูลที่ศึกษาเป็นลักษณะ Panel Data โดยศึกษากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกำลังพัฒนาจำนวน 36 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980-2018 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกำลังพัฒนามีสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งหนี้ภาครัฐและหนี้ภาคเอกชน นอกจากนี้ หลายประเทศที่เคยเผชิญกับวิกฤตการเงินในเอเชียช่วงปี ค.ศ. 1997 -1998 พยายามสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศ เพื่อเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องช่วยปกป้องค่าเงินและลดความรุนแรงอันเกิดจากการโจมตีค่าเงิน การศึกษายังพบว่า หนี้ภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้โอกาสการเกิดวิกฤตค่าเงินที่สูงขึ้น ในขณะที่การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสามารถเป็นเกราะป้องกันการเกิดวิกฤตค่าเงินและวิกฤตหนี้สินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ภาครัฐควรรักษาระดับหนี้สินและเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดวิกฤตการเงินในอนาคต</p> ธนา สมพรเสริม ศักดิ์สิทธิ์ บุศยพลากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 1 16 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนกับการส่งผ่านเงินเฟ้อระหว่างประเทศ: หลักฐานเชิงประจักษ์จากฮ่องกงและไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/290852 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาวระหว่างอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐและฮ่องกง 2) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาวระหว่างอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐและไทย และ 3) ตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของการส่งผ่านเงินเฟ้อระหว่างสหรัฐกับฮ่องกง และสหรัฐกับไทย การวิจัยใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยใช้ดัชนีราคาผู้บริโภค อัตราแลกเปลี่ยน ปริมาณเงิน และเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นตัวแปรในการวิเคราะห์ เครื่องมือทางสถิติประกอบด้วย Johansen Cointegration Test แบบจำลอง Vector Error Correction Model (VECM) และ Granger Causality Test ผลการศึกษาพบว่า 1) อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐและฮ่องกงมีความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพร่วมกันในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ที่จำกัดความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน 2) อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐและไทยมีความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพร่วมกันเช่นกัน แม้ประเทศไทยจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ แต่ยังปรากฏความเชื่อมโยงด้านราคากับสหรัฐในระยะยาว และ 3) ผลการทดสอบ Granger Causality ชี้ว่าการส่งผ่านเงินเฟ้อจากสหรัฐสู่ฮ่องกงมีรูปแบบที่แตกต่างจากไทย โดยพบความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลผ่านตัวแปรด้านปริมาณเงินและเงินสำรองระหว่างประเทศ ขณะที่ประเทศไทยปรากฏความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลผ่านตัวแปรอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน โดยภาพรวม ผลการศึกษายืนยันว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนมีบทบาทสำคัญต่อระดับและช่องทางของการส่งผ่านเงินเฟ้อระหว่างประเทศ โดยประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่มีแนวโน้มรับแรงกระแทกจากเงินเฟ้อโลกมากกว่าประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น</p> ธีรศักดิ์ ทรัพย์วโรบล นนทร์ วรพาณิชช์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 17 30 ความเป็นไปได้เชิงกฎหมายและเชิงสถาบันในการจัดตั้งสำนักงานลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกเป็นองค์กรมหาชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292221 <p>การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยมีความก้าวหน้าขึ้นจากการมีกฎหมายแม่บทด้านน้ำและการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำในหลายพื้นที่ ทว่ากลไกปฏิบัติการระดับลุ่มน้ำที่ต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชิงข้อมูล แผนงาน ความร่วมมือ และเครื่องมือกำกับดูแล เช่น การอนุญาตใช้น้ำ การเรียกเก็บค่าใช้น้ำ และการติดตามประเมินผล ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านฐานะทางกฎหมาย อำนาจหน้าที่ และความคล่องตัวทางการบริหาร บทความนี้จึงเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ (1) ปัญหาและอุปสรรคเชิงกฎหมายและเชิงสถาบัน และ (2) ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสำนักงานลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกให้เป็นองค์กรมหาชน รวมถึงเสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายที่จำเป็นต่อการทำให้การจัดตั้งดังกล่าวให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยมีการใช้ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยเอกสาร โดยใช้ลักษณะการวิจัยเชิงนิติศาสตร์ผสานการวิเคราะห์นโยบายและสถาบัน โดยทบทวนกฎหมายหลัก กฎหมายที่เกี่ยวเนื่อง และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำและกิจการที่ทับซ้อน ได้แก่ กฎหมายด้านน้ำ การพัฒนาเขตพิเศษ การผังเมือง การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กฎหมายป่าไม้และที่ดิน และกฎหมายท้องถิ่น ผลการศึกษาชี้ว่า อุปสรรคหลักล้วนปรากฏในเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การกระจายอำนาจหน้าที่ในหลายหน่วยงานที่ไม่สอดประสาน ข้อจำกัดการมอบอำนาจและความผูกพันของแผนระดับลุ่มน้ำกับแผนและงบประมาณของหน่วยงาน การไม่เชื่อมโยงระหว่าง “แผนลุ่มน้ำ–แผนพัฒนาเขต–ผังเมือง” และการไม่มีนิติบุคคลระดับลุ่มน้ำที่จัดการงบประมาณ บุคลากร จัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูล และเครื่องมือกำกับ เช่น การอนุญาตและค่าใช้น้ำ ได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้จากการประเมินความเป็นไปได้พบ 2 แนวทางกฎหมายสำคัญ คือ (1) การปรับแก้กฎหมายหลักด้านน้ำเพื่อรองรับการจัดตั้งสำนักงานลุ่มน้ำเป็นองค์กรมหาชน พร้อมปรับบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างส่วนภูมิภาค และ (2) การใช้แนวทางเชิง “จัดโครงสร้างชั่วคราว” ผ่านกฎหมายลำดับรองควบคู่กับการเตรียมเครื่องมือจัดตั้งองค์กรมหาชน สำหรับคุณค่าเชิงองค์ความรู้ใหม่นั้น บทความนี้เสนอตรรกะการออกแบบสถาบันที่เติมเต็มช่องว่างของการที่มีกฎหมายหลายฉบับแต่มักจะขาดสถาบันเชื่อมโยง โดยแสดงให้เห็นว่าสำนักงานลุ่มน้ำสามารถเป็น “สถาบันเชื่อมโยง” ได้อย่างไร นอกจากนั้น บทความนี้ยังเสนอ “ตารางสรุปปัญหา–อุปสรรค–ข้อเสนอแก้กฎหมาย” และหลักการเชิงปฏิบัติ 4 ประการ (ฐานะนิติบุคคลเป็นลำดับแรก การเชื่อมโยงแผนกับงบประมาณ การบูรณาการข้ามภาคส่วนโดยการออกแบบเชิงกฎหมาย และความยืดหยุ่นที่มาพร้อมความรับผิดรับชอบ) เพื่อเป็นฐานการออกแบบสถาบันระดับลุ่มน้ำที่มีทั้งความคล่องตัวและความรับผิดตามหลักกฎหมายมหาชนต่อไป</p> สุริยา ปัญญจิตร จิตราภรณ์ สมยานนทนากุล จุฬาลักษณ์ โภคาสุข ปัญญจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 31 46 ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้ 7 ขั้น บูรณาการร่วมกับการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่องโรคทางพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/290922 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้ 7 ขั้น โดยบูรณาการร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคทางพันธุกรรม 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้ 7 ขั้นบูรณาการร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบก่อนการทดลอง (Pre – Experimental Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลจากการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบสืบเสาะแสวงหาความรู้ 7 ขั้นบูรณาการร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคทางพันธุกรรม สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนพึงพอใจในรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้ 7 ขั้นบูรณาการร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ในระดับมากที่สุด</p> สันติ บุญกองชาติ อัมพร วัจนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 47 56 ปัจจัยที่ส่งผลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/290783 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยโดยรวม 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยจำแนกตามประเภทธุรกิจจำนวน 10 ประเภท โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบอนุกรมเวลารายไตรมาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ถึง 2567 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ วิธีกำลังสองน้อยสุด (Ordinary Least Square) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ส่งผลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาพรวม อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในระดับประเภทธุรกิจ พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลในทิศทางบวกต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธุรกิจการผลิต ธุรกิจกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการเกษตร การป่าไม้ และการประมง ธุรกิจการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ธุรกิจการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ และธุรกิจการก่อสร้าง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราการว่างงาน และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ สำหรับปัจจัยที่ส่งผลในทิศทางลบต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธุรกิจการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ธุรกิจการผลิต การบริการ และกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่า เมื่อภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจควรคำนึงถึงความเสี่ยงที่แตกต่างกันของธุรกิจแต่ละประเภท และสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนในช่วงเศรษฐกิจผันผวน สำหรับธนาคารพาณิชย์ควรกำหนดนโยบายสินเชื่อและบริหารความเสี่ยง พร้อมติดตามปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ในส่วนของผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้</p> กิตติภพ วิบูลย์วิภา อรรถสุดา เลิศกุลวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 57 76 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง Our food สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291251 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Our Food สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง Our Food และ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Our Food กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ณ โรงเรียนบ้านบ่อคู่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Our Food สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง Our Food สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ โดยข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Our Food ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏผลประสิทธิภาพที่ระดับ 81.43/81.00 (E1/E2) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง Our Food สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความ พึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Our Food ในระดับมากที่สุด</p> คณิตา อุทโธ อรนุช ลิมตศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 77 88 การพัฒนาทักษะการเขียนและอ่านคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านคลอง 24 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291027 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทักษะการอ่านเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยของนักเรียนชั้น ป. 1 โรงเรียนบ้านคลอง 24 โดยใช้แบบฝึกทักษะ (2) สร้างแบบฝึกทักษะภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้น ป. 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ (3) เปรียบเทียบทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยขั้นพื้นฐานก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทยโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้โดยการลงมือทำ จัดรูปแบบการเรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การเรียนรู้การตั้งคำถาม 2) การเรียนรู้การแสวงหาความรู้ 3) การเรียนรู้การสร้างความรู้ 4) การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร และ 5) การเรียนรู้โดยการตอบแทนสังคมและเผยแพร่ความรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านคลอง 24 จำนวน 21 คนโดยใช้วิธีสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย แบบฝึกทักษะภาษาไทย และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า (1) นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยสูงขึ้น มีคะแนนโดยรวมเฉลี่ยถึงร้อยละ 92.54 (2) แบบฝึกทักษะภาษาไทยของนักเรียน มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 82.03/87.86 (3) ทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> กรกช นิ่มอนงค์ เบญจรัตน์ ราชฉวาง มงคล จิตรโสภิณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 89 98 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล ไปปฏิบัติ: กรณีกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมการแพทย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/290523 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กระบวนการการนำนโยบายโรงพยาบาล กทม. 50 เขต 50 โรงพยาบาลและปริมณฑล ไปปฏิบัติ ในกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมการแพทย์ พ.ศ. 2567 และ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ในการนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน โดยกำหนดเกณฑ์การคัดเลือก ดังนี้ (1) ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการที่มีประสบการณ์บริหารหรือรับผิดชอบการจัดทำแผนปฏิบัติการตามนโยบาย (2) นักวิเคราะห์นโยบายและแผนหรือนักวิชาการที่มีประสบการณ์ด้านยุทธศาสตร์หรือนโยบายไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีบทบาทในการจัดทำหรือขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ (3) บุคลากรที่มีประสบการณ์ทำงานในกรมการแพทย์มากกว่า 5 ปี และมีส่วนร่วมในการติดตามหรือขับเคลื่อนนโยบาย และ (4) ยินยอมเข้าร่วมการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นบุคลากรกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมการแพทย์ ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ มีลักษณะเป็นระบบและต่อเนื่อง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนได้แก่ การกำหนดนโยบายระดับชาติ การวางแผนและจัดทำแผนปฏิบัติการ การติดตามประเมินผล การสื่อสารและเผยแพร่นโยบาย และ การบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ มี 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความชัดเจนของนโยบาย การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ สมรรถภาพของหน่วยงาน กลไกการบริหารราชการ ธรรมาภิบาล และการสนับสนุนของสาธารณะ ผลการศึกษายังสะท้อนบทบาทสำคัญของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมการแพทย์ ในฐานะตัวกลางเชิงยุทธศาสตร์ ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายจากส่วนกลางไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ ความเชี่ยวชาญ และดุลยพินิจร่วมกัน ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ภาครัฐควรออกแบบนโยบายพร้อมแนวทางปฏิบัติในระดับพื้นที่ตั้งแต่ระยะต้น พัฒนาแผนการสื่อสารอย่างเป็นระบบ เสริมการทำงานแบบเครือข่าย และลงทุนในระบบฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกันเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์</p> วัลรวี คงเสถียรภาพ ศรีรัฐ โกวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 99 112 แนวทางการพัฒนาศักยภาพการเรียนภาษาจีนด้วยตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนในจังหวัดปทุมธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291497 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัญหาในการเรียนภาษาจีนด้วยตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนในจังหวัดปทุมธานี 2) เสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพการเรียนภาษาจีนด้วยตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหาในการเรียนภาษาจีนด้วยตนเอง ทักษะที่มีปัญหามากที่สุดคือ ทักษะการพูด รองลงมาคือทักษะการฟัง ทักษะการเขียน และทักษะการอ่าน ตามลำดับ โดยปัญหาหลักที่พบ คือขาดการสังเกตแบบต่อเนื่องและแบบอย่างที่เหมาะสม การวางแผนและควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเองยังไม่สม่ำเสมอ และขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาจีนโดยเฉพาะการพูดและเขียน สำหรับข้อเสนอแนะหลัก คือ การจัดกิจกรรมฝึกพูด/ฟังเป็นกลุ่มและแบบการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคล การสร้างแบบฝึกเขียนรายสัปดาห์และให้ฟีดแบ็ก และการใช้สื่อออนไลน์และคลับภาษาจีนเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจพร้อมแนะนำการวางแผนและติดตามผลการเรียนด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ 2) การพัฒนาศักยภาพการเรียนภาษาจีนด้วยตนเอง คือ (1) การพัฒนาการเรียนรู้โดยการสังเกต นักศึกษาควรได้รับแบบอย่างที่เหมาะสมและต่อเนื่องจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความรู้ที่ได้จากการสังเกตกับการใช้ทักษะภาษาจีนในสถานการณ์จริง (2) การพัฒนาการกำกับตนเอง นักศึกษาควรได้รับการสอนให้วางแผนการเรียนรู้รายสัปดาห์และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และ (3) การรับรู้ความสามารถของตนเอง เริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ ที่สามารถทำสำเร็จได้ เพื่อสร้างความมั่นใจ พร้อมกับการบูรณาการทักษะทั้งสี่ด้านอย่างเป็นระบบ ช่วยให้นักศึกษาสามารถพัฒนาความสามารถทางภาษาจีนอย่างยั่งยืนและนำไปใช้ได้จริงในการสื่อสาร ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมและนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาจีนด้วยตนเองในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยเฉพาะในบริบทที่ผู้เรียนขาดโอกาสใช้ภาษาในสถานการณ์จริง</p> ภรณิษฐ์ อุบลนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 113 126 ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมบริการ และการใช้ข้อมูลลูกค้าต่อความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292127 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมบริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (2) ศึกษาประสบการณ์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้า (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมบริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และการใช้ข้อมูลลูกค้า ต่อประสบการณ์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้า และ (4) นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมบริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคที่ใช้บริการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ จำนวน 409 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรง และความเชื่อมั่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า (1) เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมบริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเทคโนโลยีดิจิทัลในร้านค้าปลีกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (2) ประสบการณ์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้าอยู่ในระดับมาก โดยประสบการณ์ลูกค้ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (3) เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมบริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และการใช้ข้อมูลลูกค้า มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับประสบการณ์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (4) การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมบริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ร่วมกับการใช้ข้อมูลลูกค้า สามารถยกระดับประสบการณ์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้า และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจการค้าปลีกสมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงช่องทางออฟไลน์ และออนไลน์ (Omnichannel) และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อการนำเสนอบริการแบบเฉพาะบุคคล อันจะนำไปสู่ความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว</p> เนตร์ศิริ เรืองอริยภักดิ์ ปรารถนา เอี่ยมศิริ จิราพร ประกอบบัว จิราวรรณ ยศโชติ จิตราภรณ์ เจริญมิน วาสนา บุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 127 140 ประสิทธิภาพการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตำบลห้วยผึ้ง อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/288944 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ประสิทธิภาพการบริหารงานตามหลักธรรมมาภิบาลของเทศบาลตำบลห้วยผึ้ง อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ 2) ข้อเสนอแนะของประสิทธิภาพการบริหารงานตามหลักธรรมมาภิบาลของเทศบาลตำบลห้วยผึ้ง อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย บุคลากรในเทศบาลตำบลห้วยผึ้ง จำนวน 99 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสอบถามปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพการบริหารงานตามหลักธรรมมาภิบาล โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความโปร่งใส และด้านหลักความคุ้มค่า ตามลำดับ 2) ผลการศึกษาข้อเสนอแนะของประสิทธิภาพการบริหารงานตามหลักธรรมมาภิบาล พบว่า (1) ควรพัฒนาระบบ “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์” ให้สามารถเปิดเผยข้อมูลสำคัญทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอและทันที (2) ควรเปลี่ยนรูปแบบการรับฟังความคิดเห็นเป็นการ “ร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมตัดสินใจ” ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (3) ควรนำหลัก “ระบบคุณธรรม” มาใช้อย่างเข้มงวดในการบริหารบุคลากรท้องถิ่น (4) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นควรต้องตระหนักและยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบัญญัติท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม (Rule of Law) (5) ควรพัฒนาระบบ “รับเรื่องราวร้องทุกข์แบบ One Stop Service” ที่มีกระบวนการติดตามผลชัดเจน</p> พิพิธธนวดี สมคะเณย์ อุบลรัตน์ ต้นพุฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 141 150 คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรส่วนกลางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292479 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรส่วนกลางของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรส่วนกลางของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบรรยากาศองค์การกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรส่วนกลางของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรส่วนกลางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 309 คน โดยการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิและกำหนดสัดส่วน (Stratified Random Sampling with Proportional Allocation) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ค่าความถี่ 2) ค่าร้อยละ 3) ค่าเฉลี่ย 4) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5) ค่า t-test 6) ค่า F-test 7) Least Significant Difference test (LSD) 8) การทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรส่วนกลางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีคุณภาพชีวิตในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งบุคลากรส่วนกลางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส ตำแหน่ง และระยะเวลาในการทำงาน ต่างกัน มีคุณภาพชีวิตในการทำงานไม่แตกต่างกัน และบุคลากรส่วนกลางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และหน่วยงานที่ปฏิบัติงานต่างกัน มีคุณภาพชีวิตในการทำงานที่แตกต่างกัน และปัจจัยด้านบรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรส่วนกลางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในเชิงบวก ในระดับสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ .851</p> หนึ่งฤทัย ยอดศรี จุฑาทิพ คล้ายทับทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 151 168 ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับเกมการศึกษาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292386 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับเกมการศึกษา (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น เครื่องมือในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) เกมการศึกษา 3) แบบทดสอบ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับเกมการศึกษา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับเกมการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> นันทนิช อินเกตุ ภาสุดา ภาคาผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 169 178 การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291176 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาและเปรียบเทียบการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา 4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 260 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 90 คน และครู 170 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำแนกเป็น 2 ฉบับ คือ (1) แบบสอบถามการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .60-1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ .60-.91 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .96 (2) แบบสอบถามการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .60-1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ .29-.88 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก เปรียบเทียบตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 2) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก เปรียบเทียบตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4) การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา มี 3 ตัวแปร ได้แก่ ด้านการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (X<sub>4</sub>) ด้านจริยธรรมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (X<sub>2</sub>) และด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (X<sub>1</sub>) ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 96</p> พลอยไพลิน นาโพธิ์ตอง จารุวรรณ เขียวน้ำชุม สุมาลี ศรีพุทธรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 179 196 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับประถมศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292601 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับประถมศึกษา 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model คู่มือการใช้รูปแบบการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแบบวัดความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระ (t – test for dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นเริ่มต้นเรียนรู้ (S : Starting) ขั้นที่ 2 ขั้นเชื่อมโยงค้นหาความรู้ใหม่ (S : Searching) ขั้นที่ 3 ขั้นร่วมกันลงมือปฏิบัติ (A : Activity) ขั้นที่ 4 ขั้นสรุปและประเมินผล (A : Assessment) และ ขั้นที่ 5 ขั้นการประยุกต์ (A : Applying) (4) การวัดและประเมินผล และ (5) ปัจจัยที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ โดยรูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model ที่พัฒนาขึ้นนี้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.60/82.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์หลังเรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ 2S3A Model สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ชิดชนก ตะโกพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 197 210 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291211 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน และ 3) ตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ใช้เกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป และระยะที่ 2 การตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียนและครู จำนวน 348 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60-1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.52-0.93 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน มีจำนวน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ กระบวนการบริหารวิชาการ และประสิทธิผลของโรงเรียน 2) รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ จำนวน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านผู้บริหาร ด้านครูและบุคลากร ด้านสภาพทั่วไปและสภาพแวดล้อม และด้านผู้ปกครองและชุมชน (2) ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ จำนวน 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียน การวัดผลและประเมินผลการศึกษา การนิเทศการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ (3) กระบวนการบริหารวิชาการ จำนวน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผน การดำเนินงานตามแผน การตรวจสอบและประเมินผล และการปรับปรุงแก้ไข (4) ประสิทธิผลของโรงเรียน มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียน การพัฒนาเจตคติเชิงบวกของผู้เรียน และการแก้ปัญหาในโรงเรียน และ 3) รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> กุสุมา โชติวังโส อภิสิทธิ์ สมศรีสุข ทรัพย์หิรัญ จันทรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 211 224 An Empirical Study on Cross-Cultural Teaching Management in Guangxi Universities Against the Backdrop of China-ASEAN Cooperation https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291640 <p>Against the backdrop of deepening China–ASEAN educational cooperation, cross-cultural teaching management has become an important issue in the internationalization of higher education in border regions. Drawing on Cultural Integration and Synergy Theory, this study adopts a mixed-methods approach to explore the key influencing factors and operational mechanisms of cross-cultural teaching management in Guangxi universities. Data were collected from 238 teachers across three types of universities in Guangxi using stratified cluster sampling. The results indicate that the effectiveness of cross-cultural teaching management is influenced by six core dimensions, among which local context adaptation shows the strongest effect. The synergy mechanism plays a significant mediating role between the core variables and management effectiveness, while inclusive leadership positively moderates the relationship between local context adaptation and the synergy mechanism. In addition, significant perceptual differences exist among teacher groups with different backgrounds. Based on these findings, this study proposes optimization strategies such as localized teaching resource development and differentiated teacher training. The study provides empirical evidence for improving cross-cultural teaching management in Guangxi universities and offers insights for the internationalization of higher education in multi-ethnic border regions under the China–ASEAN cooperation framework.</p> Qin Hailun Supalucsana Lomlai Wei Yanyan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 225 242 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกมที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายกับการดำเนินชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292819 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายกับการดำเนินชีวิตของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกม 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กําลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านปรางค์มะค่า จํานวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ (2) บอร์ดเกม เรื่อง กฎหมายกับการดำเนินชีวิต (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจของต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> อรประภา ขอสุข ภาสุดา ภาคาผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 243 252 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก สาระเศรษฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292968 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก สาระเศรษฐศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนกลุ่มทดลองที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนกลุ่มทดลองที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่ได้รับการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก สาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 80 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ (3) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเภทปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ (4) แบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 20 ข้อ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82.05/90.06 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ผู้เรียนกลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าผู้เรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผู้เรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าผู้เรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่ได้รับการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก สาระเศรษฐศาสตร์ อยู่ในระดับมาก</p> ธีรรัตน์ โคตรพันธ์ วัฒนา รัตนพรหม ธัญญา กาศรุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 253 262 An Investigation of Barriers and Strategies in English-Speaking Skills for Buddhist Monks during Chatting Activities with Foreigners https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291558 <p>This study investigated (1) English-speaking barriers experienced by Thai Buddhist monks when communicating with foreigners during Monk Chat activities about Buddhism and (2) strategies used to overcome these barriers. Participants were 30 Buddhist monks from Mahachulalongkornrajavidyalaya University (MCU), Chiang Mai Campus, Thailand, purposively selected based on active participation in the Monk Chat Program. Data were collected using two 5-point Likert-scale questionnaires (barriers and strategies) and semi-structured interviews with 10 volunteer monks. A convergent mixed-methods design was employed, integrating descriptive statistics (means, standard deviations, and percentages) with thematic analysis. Results showed that intercultural communication barriers occurred at a moderate level. The most salient barriers were understanding slang/idioms and language proficiency. Monks reported difficulties with fluency, comprehending diverse accents, translating Buddhist terminology, and responding spontaneously. External constraints included limited opportunities for practice and challenges related to foreigners’ speech patterns. Regarding coping strategies, monks reported frequent overall strategy use. Social skills were used most often, particularly active listening and showing cultural respect, followed by personal skills, non-verbal strategies, and verbal strategies such as approximation, paraphrasing, and clarification requests. Peer support and technology use also emerged as supplementary strategies. Overall, the findings indicate that monks manage linguistic limitations through interpersonal sensitivity and strategic resourcefulness in authentic intercultural exchanges.</p> Vixay Chittaphone Rutthaphak Huttayavilaiphan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 263 282 Enhancing Second-Year Vocational Students’ Collaborative Skills through Team-Based Learning Combined with Gamification https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292416 <p>This study aimed to: 1) compare the collaborative skills of second-year vocational students before and after learning management using the traditional teaching method; 2) compare the collaborative skills of second-year vocational students before and after learning management using team-based learning collaboration combined with gamification; and 3) compare the collaborative skills of second-year vocational students between learning management using team-based learning collaboration combined with gamification and the traditional teaching method. The sample consisted of 80 second-year vocational students from 2 classrooms at a college in China, selected through cluster random sampling. The instruments for data collection included lesson plans for the traditional teaching method, lesson plans for team-based learning collaboration combined with gamification, and an assessment of collaborative skills. The data were analyzed using mean, standard deviation, independent-samples t-test, and dependent-samples t-test, along with descriptive statistics and content analysis. The results of the study indicated that: 1) the collaborative skills of second-year vocational students after learning management using the traditional teaching method were significantly higher than those before learning at the statistical significance level of .05; 2) the collaborative skills of second-year vocational students after learning management using team-based learning collaboration combined with gamification were significantly higher than those before learning at the statistical significance level of .05; and 3) the collaborative skills of second-year vocational students after learning management using team-based learning collaboration combined with gamification were significantly higher than those after learning management using the traditional teaching method at the statistical significance level of .05.</p> Xiaodan Tang Rossarin Jermtatsong Pranom Punsawai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 283 296 การพัฒนาทักษะการรำแม่บทใหญ่ของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอร์ร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291644 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้การรำแม่บทใหญ่ ของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอร์ร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน ทั้งก่อนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการรำแม่บทใหญ่ ของนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอร์ร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันทั้งก่อนและหลังเรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน (2) แบบทดสอบแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และ (3) แบบประเมินทักษะปฏิบัติ (Rubric Score) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าเฉลี่ย (Mean) และสถิติ (t-test dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้แม่บทใหญ่ของนักศึกษา ก่อนและหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอร์ร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน พบว่า นักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอร์ร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้เรื่องการรำแม่บทใหญ่ หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะปฏิบัติการรำแม่บทใหญ่ของนักศึกษา โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอร์ร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน พบว่า นักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคจิ๊กซอร์ร่วมกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน มีคะแนนทักษะการรำแม่บทใหญ่ หลังทดลองสูงกว่าทดลองเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เกสิณี พอเณร อุทาน บุญเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 297 306 การประเมินบทบาททางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291434 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบทบาททางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยผ่านบัญชีเมตริกซ์สังคมของประเทศไทย พ.ศ. 2564 ที่ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน เพื่อสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจ พ.ศ. 2567 และ 2) ประเมินและเปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยกับ 8 ประเทศในทวีปเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม โดยเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์เชิงปริมาณ คือ บัญชีเมตริกซ์สังคม และเชิงคุณภาพ คือ เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญแบบการให้ค่าคะแนน เพื่อประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันในองค์ประกอบต่าง ๆ ผลการศึกษา พบว่า 1) อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยในสาขาการก่อสร้างอาคารและระบบสื่อสาร มีค่าตัวคูณทวีด้านผลผลิต ด้านมูลค่าเพิ่ม และด้านรายได้ เท่ากับ 3.83 1.39 และ 1.27 ตามลำดับ และสาขาบริการไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ และการสื่อสาร เท่ากับ 3.84 1.52 และ 1.36 ตามลำดับ โดยในสาขาบริการไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ และการสื่อสารมีค่า ตัวคูณทวีในทุกประเภทที่สูงกว่าสาขาการก่อสร้างเล็กน้อย เนื่องจากโดยภาพรวมสาขาดังกล่าวมีระดับความเชื่อมโยงกับสาขาการผลิตอื่น ๆ ที่สูงกว่า โดยเฉพาะระดับความเชื่อมโยงไปข้างหน้า และสาขาการก่อสร้างค่อนข้างพึ่งพิงปัจจัยขั้นกลางที่นำเข้าจากต่างประเทศในระดับสูง และ 2) อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยโดยภาพรวมนับเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เนื่องจากมีองค์ประกอบจำนวน 6 จากทั้งหมด 7 องค์ประกอบเป็นจุดแข็ง ได้แก่ ด้านการใช้งานด้าน ICTs ด้านการถูกแบ่งแยก โดยดิจิทัล ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้านอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และด้านทักษะด้านดิจิทัล ขณะที่องค์ประกอบด้านการเข้าถึงบริการนับเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสมัครใช้งานโทรศัพท์พื้นฐาน และด้านแบนด์วิดท์ระหว่างประเทศ</p> มานะ ลักษมีอรุโณทัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 307 328 การยกระดับรายได้ครัวเรือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อยด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนฐานราก : กรณีศึกษา ตำบลหนองแฝก อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292687 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานรากด้วยการเพิ่มรายได้สุทธิของครัวเรือนผู้เพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อย พื้นที่ตำบลหนองแฝก อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยผสมผสาน (Mixed Research Method) ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินระดับความรู้ความเข้าใจในแนวทางการสร้างรายได้ด้วยอาชีพการเพาะเห็ดโคนน้อยของครัวเรือนเป้าหมายจำนวน 75 ครัวเรือนแบบก่อน-หลัง (Pre-Post testing) และแบบวัดและประเมินผลทักษะการใช้งานเทคโนโลยีชุดอุปกรณ์การควบคุมอุณหภูมิและระดับความชื้นที่เหมาะสม (Appropriate Technology) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) แสดงค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่า 1) ครัวเรือนเป้าหมายมีระดับความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือเพื่อสร้างอาชีพการเพาะเห็ดโคนน้อยด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีชุดอุปกรณ์เพิ่มขึ้น โดยค่าคะแนนการประเมินเปลี่ยนแปลงจากก่อนการอบรมที่ 3.6 คะแนน เพิ่มขึ้นเป็น 4.7 คะแนนเมื่อเสร็จสิ้นการอบรม และจากการเปรียบเทียบด้วยสถิติ Paired simple t-test พบว่า ครัวเรือนเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่งผลต่อการใช้งานชุดอุปกรณ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2) ครัวเรือนเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจในหลักการเพาะเลี้ยงและปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อย แต่ยังคงต้องการคำแนะนำ (Guideline) จากผู้เชี่ยวชาญในบางสถานการณ์ ในส่วนของทักษะการใช้งานและการปรับแต่ง ครัวเรือนเป้าหมายยังต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการปรับแต่งระบบ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผลผลิตกับประสิทธิภาพในการใช้งานระบบด้วยตนเองได้ ทักษะการบำรุงรักษาและการแก้ไขปัญหา ครัวเรือนเป้าหมายยังไม่สามารถแก้ไข ปรับปรุง รวมทั้งการบำรุงรักษาระบบเชิงลึกได้ด้วยตนเอง ยังคงต้องรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ 3) การเปลี่ยนแปลงรายได้สุทธิเฉลี่ยของครัวเรือนผู้เพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อยเป้าหมาย รายได้สูงสุดเท่ากับ 12,650 บาทต่อเดือน ต่ำสุดที่ 6,148 บาทต่อเดือน คิดเป็นรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเท่ากับ 6,870 บาทต่อเดือน</p> วุฒิพงษ์ ฉั่วตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 329 340 Developed Learning Management through Task-Based Learning Combined with Guided Writing to Enhance Career Planning Skills for Second-Year Vocational Students https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292445 <p>This research aimed to: 1) compare the career planning skills of second-year vocational students before and after learning through traditional teaching methods; 2) compare the career planning skills of students before and after learning through task-based learning combined with guided writing; and 3) compare the career planning skills of students between traditional teaching methods and task-based learning combined with guided writing. The study employed a quasi-experimental pretest–posttest control group design. The sample consisted of 80 second-year vocational students from the Faculty of Education at a Chinese college, selected using cluster random sampling and assigned to two groups. The instruments included: 1) a traditional learning management plan, 2) a learning management plan based on task-based learning combined with guided writing, and 3) a career planning skills assessment. The data were analyzed using means, standard deviations, and t-tests. The results indicated that: 1) the career planning skills of the students after learning through traditional teaching methods were significantly higher than before learning (p &lt; .05), with a large effect size (d = 2.88); 2) the career planning skills of the students after learning through task-based learning combined with guided writing were significantly higher than before learning (p &lt; .05), with a large effect size (d = 4.20); and 3) the career planning skills of the students after learning through task-based learning combined with guided writing were significantly higher than those of students who learned through traditional teaching methods (p &lt; .05), with a large effect size (d = 0.88).</p> Xin Ning Rossarin Jermtatsong Pornpirom Lhongsap ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 341 352 The Development of English Speaking Skills of Secondary School Students Through Think- Pair-Share Technique https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292370 <p>This study aimed to: (1) examine the effectiveness of the Think–Pair–Share (TPS) instructional technique in enhancing English speaking skills and (2) investigate students’ perceptions toward its implementation in the classroom. The participants were 38 lower secondary school students enrolled in an English course. A pre-experimental one-group pretest–posttest design was employed. The research instruments included an English speaking test assessing five components—fluency, vocabulary use, grammatical accuracy, pronunciation, and content relevance—TPS-based lesson plans, and a student perception questionnaire. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics (mean and standard deviation) and a paired-samples t-test. The findings revealed that students’ English speaking performance after the TPS intervention was significantly higher than before the intervention (t = 18.92, p &lt; .05). The results also indicated improvement across multiple dimensions of speaking ability, suggesting that the structured stages of TPS supported both linguistic development and communicative performance. In addition, students reported very high levels of positive perceptions toward the TPS technique, particularly in terms of classroom participation, confidence in speaking English, and attitudes toward learning. Overall, the findings suggest that TPS provides learners with structured opportunities for idea organization, peer interaction, and gradual participation, which contribute to a supportive learning environment for speaking practice. The study highlights the effectiveness of TPS as a pedagogical approach for enhancing English speaking skills and fostering positive learner perceptions in the EFL classroom. Pedagogical implications and recommendations for future research are also discussed.</p> Kunthida Roekurai Thitapa Sinturat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 353 370 แนวทางการประยุกต์ใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทาในการบริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัม ของโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292778 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทาในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ 2) ศึกษาการบริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัมของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ และ 3) สังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทาในการบริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัมของผู้บริหารโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลหลักซึ่งเป็นผู้บริหารจากโรงเรียนที่ได้รับการรับรองเป็น “โรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ” จำนวน 5 ท่าน จาก 5 โรงเรียน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสรุปการวิเคราะห์เอกสารและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การประยุกต์ใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทา ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการบริหารบนฐานของ “ความพอดีและสมดุล” โดยบูรณาการอริยมรรคมีองค์ 8 ใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ความสมดุลระหว่างเป้าหมายองค์กรกับสุขภาวะของบุคลากร การใช้นวัตกรรมภายใต้หลักสัมมาอาชีวะ ความสมดุลระหว่างความเป็นเลิศทางวิชาการกับการพัฒนาคุณธรรม และการใช้สัมมาทิฏฐิเป็นเข็มทิศในการเปลี่ยนแปลงองค์กร 2) ในด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัม พบว่าผู้บริหารเน้นการจัดการภายใต้สภาวะความไม่แน่นอน โดยมองโรงเรียนเป็นระบบนิเวศที่ทุกส่วนเชื่อมโยงกัน เน้นความคล่องตัวในการปรับตัว และการสร้างพลังร่วมผ่านภาคีเครือข่าย “บ้าน-วัด-โรงเรียน” (บวร) โดยมีสติและปัญญาเป็นตัวขับเคลื่อนคุณภาพมากกว่าปริมาณ 3) แนวทางการประยุกต์ใช้ที่สังเคราะห์ได้คือ “4 แนวทางการบริหารสถานศึกษายุคใหม่วิถีพุทธควอนตัม” ประกอบด้วย (1) มัชฌิมากลยุทธ์ (Middle Path Strategy) โดยการสร้างสมดุลเชิงกลยุทธ์ระหว่างผลลัพธ์ทางวิชาการและสวัสดิภาพของคนในองค์กร (2) สัมมาประสาน (Right Harmonization) โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยืดหยุ่นและการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม (3) นวัตกรรมแห่งสติ (Mindfulness Innovation) โดยการเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่โดยไม่ทำลายสัมพันธภาพและคุณธรรมอันดี และ (4) คุณภาพองค์รวม (Holistic Quality) โดยการวัดผลสำเร็จที่ครอบคลุมทั้งมิติจิตใจ วิชาการ และการรับใช้สังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในยุคดิจิทัล</p> บุญญ์กสิณ รัชโด วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง สุชาดา นันทะไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 371 386 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการสะท้อนคิด เพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาวิชาชีพครู สถาบันอุดมศึกษาเอกชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/292553 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการสะท้อนคิดเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาวิชาชีพครู สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 2) เพื่อศึกษาผลการประเมินจิตวิญญาณความเป็นครูก่อนและหลังใช้รูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการสะท้อนคิดของนักศึกษาวิชาชีพครู สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อรูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการสะท้อนคิดเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาวิชาชีพครู สถาบันอุดมศึกษาเอกชน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 54 คน ผู้เชี่ยวชาญประเมินรูปแบบการเรียนรู้ ได้แก่ อาจารย์ภายในและภายนอกสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 3 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ได้แก่ แบบประเมินจิตวิญญาณความเป็นครูในตนเองก่อนและหลังใช้รูปแบบการเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้และแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาชีพครูต่อรูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการสะท้อนคิด ทำการวิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการสะท้อนคิดเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาวิชาชีพครูที่มี 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วยขั้นการสร้างประสบการณ์ ขั้นสังเกตปฏิบัติตอบสนอง ขั้นสร้างมโนทัศน์เชิงนามธรรม และขั้นทดลองร่วมกับการสะท้อนคิด ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการประเมินจิตวิญญาณความเป็นครูก่อนและหลังใช้รูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการสะท้อนคิดของนักศึกษาวิชาชีพครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาชีครูต่อรูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับการสะท้อนคิดเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณความป็นครูในภาพรวมและด้านรูปแบบการเรียนรู้ คือ ด้านภาพรวม (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.53) อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านรูปแบบการเรียนรู้ (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.66) อยู่ในระดับมาก</p> ชลลดา ดีวัน ปิยนาถ ปิยสาธิต ฐิติชญา เอมอ่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 387 398 จากความเชี่ยวชาญสู่เป้าประสงค์: ความชอบธรรมเชิงสถาบัน ความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291484 <p>บทความเชิงแนวคิดนี้พัฒนากรอบการอธิบายภาวะผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าประสงค์มากกว่าความเชี่ยวชาญ เพื่อตอบโจทย์บริบทองค์กรร่วมสมัยซึ่งเผชิญความซับซ้อน ความไม่แน่นอน และสภาพที่ความรู้กระจายตัวอยู่ในทีมและเครือข่ายมากกว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้องค์กรจำนวนมากยังคงยึดความเป็นเลิศเชิงเทคนิคเป็นฐานของความชอบธรรมของผู้นำ บทความชี้ให้เห็นว่าการพึ่งพาความเชี่ยวชาญเป็นแหล่งอำนาจหลักเพียงประการเดียวมีข้อจำกัด เมื่อการตัดสินใจต้องเผชิญข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ เป้าหมายหลายมิติ และผลกระทบเชิงศีลธรรมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บทความเสนอให้ทำความเข้าใจเป้าประสงค์ในฐานะโครงสร้างเชิงความหมายที่ทำหน้าที่กำกับการตีความสถานการณ์ การจัดลำดับคุณค่า และการใช้ความรู้ให้สอดคล้องกับเหตุผลของการดำรงอยู่ขององค์กร บนฐานมุมมองเชิงสถาบัน ผู้เขียนแยกแหล่งอำนาจของผู้นำออกเป็นอำนาจเชิงเทคนิคและอำนาจเชิงความหมายหรือความชอบธรรม และอธิบายว่าเป้าประสงค์ทำหน้าที่เป็นฐานอธิบายของการใช้อำนาจอย่างไร กรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นชี้ว่าความสอดคล้องระหว่างเป้าประสงค์กับการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจริงเป็นกลไกสำคัญในการสะสมความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความไว้วางใจดังกล่าวเอื้อต่อความสามารถขององค์กรในการปรับตัว เสริมความยืดหยุ่นและสนับสนุนความยั่งยืนในระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่ความเชี่ยวชาญกลายเป็นทรัพยากรที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง ท้ายที่สุดบทความนำเสนอข้อเสนอเชิงแนวคิดสำหรับการทดสอบเชิงประจักษ์ในอนาคต และชี้นัยเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติต่อการออกแบบธรรมาภิบาล การคัดเลือกและพัฒนาผู้นำ และการบริหารความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูง</p> ไทศิต เครือโสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 399 414 พลวัตความเป็นอื่นและการสร้างความเข้าใจใหม่ต่ออัตลักษณ์อีสานในสื่อสังคมออนไลน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/291749 <p>บทความฉบับนี้มุ่งศึกษาพลวัตของการสร้างและการรับรู้ ความเป็นอื่น ที่สัมพันธ์กับอัตลักษณ์อีสาน ในสังคมไทยร่วมสมัย โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่วิเคราะห์หลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นอีสานที่ถูกนำเสนอ ถูกตีตรา และถูกท้าทายในพื้นที่ออนไลน์ เนื่องจากเฟซบุ๊กได้กลายเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถผลิต แบ่งปัน และต่อรองความหมายของอัตลักษณ์ได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้ใช้กรอบแนวคิดเรื่อง ความเป็นอื่น และ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมประกอบกับการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ พบว่า ความเป็นอีสานมักถูกสร้างภาพแทนในสองมิติหลัก คือ มิติของการตีตราเชิงลบ การเหมารวมด้านเศรษฐกิจหรือการใช้ภาษาถิ่น และมิติของการยืนยันเชิงบวก การนำเสนอวัฒนธรรมหมอลำ อาหารพื้นบ้าน และความภาคภูมิใจในรากเหง้า การปฏิสัมพันธ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงภูมิภาคแล้ว ยังคงเปิดพื้นที่ให้เกิดการสร้างความเข้าใจใหม่และการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย</p> ปรีชา บุตรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 415 428