วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP
<p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)<br /></strong> วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ (Journal of Social Science Panyapat) ISSN : 3027-6748 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่<strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</strong> ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ <strong>1) สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 2) สาขาพัฒนาสังคม 3) สาขาศึกษาศาสตร์ 4) สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ</strong> และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประกาศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวารสาร</strong><br /> 1) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม) ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน) ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน) และ ฉบับที่ 4 (ตุลาคม – ธันวาคม)<br /> 2) แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ ISSN : 2773-9805 (Online) และได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น ISSN : 3027-6748 (Online) โดยจะดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม 2567 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> แต่เดิมวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br /> - ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน <br /> - ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br /> - ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) มีขั้นตอนการพิจารรณา ดังนี้<strong><br /></strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวชัญญรัชต์ พิทย์ธนาไชย), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1h16I3OrCBS4_-g4hQxRZtzZs87fel49l/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/16Ap1TK9aXhyx9FnYU4f9iM3XMiB0o2f6/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/19nzVzFAhIhle9z_lZ8GH1reH9kYy4RAu/edit?usp=drive_link&ouid=101054565910719523625&rtpof=true&sd=true">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index">https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/index</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2">https://line.me/R/ti/g/Ngfd8WM9U2</a></p>
ปัญญาพัฒน์ (Panyapat)
th-TH
วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
3027-6748
-
ทักษะทางการเงินและพฤติกรรมการออมของแซนด์วิชเจเนอเรชันไทยต่อการออมเงินเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295568
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะทางการเงิน พฤติกรรมการออม และภาวะแซนด์วิชเจเนอเรชันที่ส่งผลต่อการมีเงินออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉินของคนไทย โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม จำนวน 402 ชุด และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานผ่านแบบจำลองโลจิต (Logit Model) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ แซนด์วิชเจนเนอเรชัน และทักษะทางการเงิน กับการออมเงินเพื่อใช้ยามฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีเงินออมฉุกเฉินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้ ทักษะทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงิน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวก ขณะที่ภาระหนี้สินมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและหนี้เพื่อการศึกษา นอกจากนี้ กลุ่มวัยทำงานมีโอกาสมีเงินออมฉุกเฉินน้อยกว่ากลุ่มผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนภาวะแซนด์วิชเจเนอเรชันไม่พบความมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรูปของระดับความรุนแรงของแซนด์วิชเจเนอเรชัน พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบต่อการมีเงินออมฉุกเฉินในระดับนัยสำคัญต่ำ สะท้อนว่าการแบกรับภาระดูแลสมาชิกหลายรุ่นในระดับที่สูงขึ้นส่งผลลดทอนความสามารถในการออม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมทางการเงินมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเงินออมฉุกเฉินมากกว่าความรู้ทางการเงินเพียงอย่างเดียว ขณะที่ปัจจัยด้านรายได้และภาระหนี้ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญในการออมเงินเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายส่งเสริมการออม การพัฒนาทักษะทางการเงิน และการออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของกลุ่มประชากรไทยเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว</p>
สรัลพร ธุวังควัฒน์
ธีรศักดิ์ ทรัพย์วโรบล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
1
16
-
คุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์ไวน์ขนาดเล็กที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297024
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อและการบริโภคไวน์ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) วิเคราะห์คุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์ไวน์ขนาดเล็กที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อายุ 20 ปีขึ้นไป มีประสบการณ์ในการซื้อหรือดื่มไวน์ในช่วง พฤษภาคม 2568 ถึง เมษายน 2569 จำนวน 300 คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint Analysis) การศึกษานี้มุ่งศึกษาเฉพาะคุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์ โดยไม่รวมปัจจัยด้านราคา เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลของราคาที่อาจส่งผลต่อการประเมินความชอบของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อไวน์เพื่อบริโภคเอง มีความถี่ในการซื้อน้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน นิยมซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตและบริโภคในโอกาสสังสรรค์ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับรูปแบบฉลากมากที่สุด (ร้อยละ 32.18) รองลงมาคือ รูปทรงขวด ขนาดบรรจุภัณฑ์ และรูปแบบฝาจุก ตามลำดับ โดยรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุด ได้แก่ ไวน์ขนาด 375 มิลลิลิตร รูปทรง Rhine รูปแบบฉลาก Modern และฝาจุกแบบ Screw Cap จากผลการศึกษา ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการควรพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไวน์ขนาดเล็ก โดยให้ความสำคัญกับรูปแบบฉลากและรูปทรงขวด ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด เพื่อให้บรรจุภัณฑ์สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาด</p>
ชลธิรา พรหมศร
กุลภา กุลดิลก
เออวดี เปรมัษเฐียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
17
30
-
การวิเคราะห์ศักยภาพในการแข่งขันการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับเวียดนาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295412
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพในการแข่งขันการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังจีน โดยเปรียบเทียบกับเวียดนาม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) แบบอนุกรมเวลา (Time Series Data) โดยแหล่งข้อมูลที่ใช้มาจากฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ผ่านแบบจำลองเพชร (Diamond Model) ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยดัชนีความได้เปรียบ เชิงแข่งขัน (ICA) ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ (RCA) การวิเคราะห์ SWOT Analysis และ TOWS Matrix ผลการศึกษาพบว่า 1) ไทยยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านคุณภาพของผลผลิต โครงสร้างพื้นฐานทางโลจิสติกส์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่แข็งแกร่งในตลาด แต่ยังคงเผชิญกับข้อเสียเปรียบด้านต้นทุนแรงงานที่อยู่ในระดับสูง รวมถึง การที่เวียดนามเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในระดับกลางถึงล่างอย่างรวดเร็ว 2) ผลการวิเคราะห์ดัชนีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (ICA) 11 ปัจจัย พบว่า ไทยได้เปรียบเวียดนามใน 7 ปัจจัย ได้แก่ พื้นที่เพาะปลูก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปริมาณการนำเข้าทุเรียนของจีน ปริมาณการใช้ปุ๋ย จำนวนสถานประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในการส่งออกผลไม้สดไปจีน ราคาทุเรียน FOB และดัชนีประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ทั้งนี้ ไทยเสียเปรียบใน 4 ปัจจัย ได้แก่ ค่าแรงขั้นต่ำ จำนวนแรงงาน ภาคเกษตร ผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่ และมูลค่าการนำเข้าปุ๋ย 3) ไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันระดับที่สูงมาก โดยมีค่าดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ (RCA) เฉลี่ยอยู่ที่ 50.10 ในขณะที่เวียดนามมีค่า RCA เฉลี่ยเท่ากับ 9.96 และ 4) การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ชี้ให้เห็นว่า ไทยมีจุดแข็งด้านภาพลักษณ์พรีเมียมและโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ แต่เผชิญภัยคุกคามจากต้นทุนที่ถูกกว่าและการรุกตลาดอย่างรวดเร็วของเวียดนาม กลยุทธ์สำคัญ คือ การเน้นมาตรฐานคุณภาพ (GAP/GMP) เพื่อขยายตลาดพรีเมียม และยกระดับนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุน</p>
ณัชชา ไชยพล
ธนา สมพรเสริม
ธีรศักดิ์ ทรัพย์วโรบล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
31
46
-
ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้จ่าย และนโยบายแก้หนี้ของรัฐที่มีผลต่อหนี้เสียภาคครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297122
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้จ่าย คุณลักษณะทางประชากรศาสตร์ และปัจจัยกระทบทางเศรษฐกิจสังคมที่มีผลต่อหนี้เสียภาคครัวเรือน และ 2) นโยบายของภาครัฐที่มีผลต่อหนี้เสียภาคครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 443 ราย ครอบคลุมข้อมูลประชากรศาสตร์ ดัชนีความรู้ทางการเงิน พฤติกรรมและการตระหนักรู้ในการใช้จ่าย รวมถึงการเข้าร่วมมาตรการรัฐ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เศรษฐมิติแบบจำลองโพรบิตเชิงอันดับ (Ordered Probit Model) ผ่านการตรวจสอบการแจกแจงแบบปกติของค่าความคลาดเคลื่อน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ทางการเงินสูงแต่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่ำ สะท้อนความล้มเหลวการนำความรู้ทฤษฎีไปปฏิบัติจริง ผลการประมาณค่าทางเศรษฐมิติพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงลบต่อโอกาสการเกิดหนี้เสียที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้แก่ พฤติกรรมและความตระหนักรู้ในการใช้จ่าย ขณะที่การเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิด สถานภาพสมรสหรือหย่าร้าง ส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสการเกิดหนี้เสีย 2) มิตินโยบายของภาครัฐ การเข้าร่วมนโยบายแก้หนี้ระยะยาวลดโอกาสการเกิดหนี้เสียอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่การเข้าร่วมนโยบายแก้หนี้ระยะสั้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อโอกาสการเป็นหนี้เสีย งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการศึกษาส่งเสริมความรู้ทางการเงินผ่านการปฏิบัติจริง ให้สถาบันการเงินพิจารณาสินเชื่อเชิงพฤติกรรม รวมไปถึงระบบเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงสูง และส่งเสริมมาตรการแก้หนี้ระยะยาวมากกว่าระยะสั้น</p>
กนกลดา ติ้วสกุล
ศักดิ์สิทธิ์ บุศยพลากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
47
60
-
เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับการลดอาหารเหลือบนจานของผู้บริโภคบุฟเฟต์ในโรงแรม กรณีศึกษา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297626
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลของมาตรการแทรกแซงทางพฤติกรรม 3 รูปแบบ ได้แก่ การให้ข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น (Default) การสื่อสารด้วยกรอบผลได้ (Gain Framing) และการสื่อสารด้วยกรอบผลเสีย (Loss Framing) เทียบกับการให้บริการตามปกติ ต่อปริมาณอาหารเหลือบนจานของผู้บริโภคบุฟเฟต์ในโรงแรม 2) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อปริมาณอาหารเหลือบนจาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) ในลักษณะการทดลองภาคสนาม (Field Experiment) โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการห้องอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ จำนวน 850 คน ซึ่งเลือกมาด้วยวิธีการสุ่มตามสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล และเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ (Independent Samples t-test) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษาประสิทธิผลของมาตรการโดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพบว่า มาตรการทั้ง 3 รูปแบบสามารถลดปริมาณอาหารเหลือได้ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ โดยมาตรการที่มีประสิทธิผลสูงสุดคือ การสื่อสารด้วยกรอบผลเสีย ซึ่งลดปริมาณอาหารเหลือได้เฉลี่ย 37.49 กรัมต่อคน รองลงมาคือ การสื่อสารด้วยกรอบผลได้ (34.02 กรัมต่อคน) และการให้ข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น (19.50 กรัมต่อคน) ตามลำดับ สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อปริมาณอาหารเหลือบนจานพบว่า เพศชายมีแนวโน้มเหลืออาหารน้อยกว่าเพศหญิง เด็กเหลืออาหารมากกว่าผู้ใหญ่ และผู้ที่จองห้องพักแบบหมู่คณะเหลืออาหารมากกว่าผู้ที่จองแบบทั่วไป ส่วนจำนวนผู้ใช้บริการต่อโต๊ะ เป็นตัวแปรเดียวที่ส่งผลแตกต่างกันตามมาตรการแทรกแซง คือ ผู้ใช้บริการร่วมโต๊ะที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อาหารเหลือลดลงในมาตรการให้ข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้นและการสื่อสารด้วยกรอบผลเสีย แต่กลับส่งผลให้อาหารเหลือเพิ่มขึ้นในมาตรการสื่อสารด้วยกรอบผลได้</p>
รพี สมสุข
สมหมาย อุดมวิทิต
ธนา สมพรเสริม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
61
74
-
ความพึงพอใจของประชาชนต่อคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในพื้นที่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295141
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในพื้นที่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อคุณภาพการให้บริการ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยในการเข้ารับบริการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้กรอบแนวคิดคุณภาพการให้บริการ SERVQUAL (Parasuraman et al., 1988) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้รับบริการของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความเชื่อมั่นและความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนด้านความรวดเร็วและความพร้อมในการให้บริการมีค่าเฉลี่ยน้อย 2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศและอายุแตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการแตกต่างกัน ส่วนสถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่พบความแตกต่าง ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาล แผนกที่เข้ารับบริการ จำนวนครั้งที่เข้ารับบริการภายในระยะเวลา 6 เดือน และการมีโรคประจำตัวแตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการแตกต่างกัน</p>
ธาดา เมธีธาดา
เกวลิน ศีลพิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
75
90
-
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของการลงทุนในร้านล้างรถแบบบริการตนเอง: กรณีศึกษา พื้นที่กรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295614
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจร้านล้างรถแบบบริการตนเอง และ (2) วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของการลงทุนในร้านล้างรถแบบบริการตนเองโดยประเมินผ่านตัวชี้วัดทางการเงิน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อสร้างแบบจำลองทางการเงิน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ประกอบการจำนวน 3 ราย เครื่องมือและเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินความคุ้มค่าทางการเงิน ได้แก่ การวิเคราะห์มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (B/C Ratio) อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period: PB) และการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ผลการศึกษาพบว่า (1) ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ ธุรกิจมีศักยภาพในการใช้หลักการ 3Rs โดยมีการลดการใช้น้ำ (Reduce) ผ่านระบบปั๊มน้ำแรงดันสูง (80-110 ลิตรต่อคัน) และมีการบริหารจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบด้วยบ่อดักทรายและถังดักไขมันเพื่อคัดแยกสารเคมีก่อนระบายสู่แหล่งน้ำสาธารณะตามกฎหมาย (2) ด้านความคุ้มค่าทางการเงิน พบว่าโครงการขนาด 7 ช่องบริการ ภายใต้ระยะเวลา 5 ปี และอัตราคิดลดร้อยละ 6.0 มีความคุ้มค่าในการลงทุนสูง โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 934,923 บาท มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (B/C Ratio) 1.35 เท่า มีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงถึงร้อยละ 40.59 และมีระยะเวลาคืนทุนที่รวดเร็วเพียง 2 ปี 4 วัน ด้านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวและความเสี่ยง พบว่าโครงการมีความสามารถในการทนทานต่อความเสี่ยงได้ดี โดยโครงการจะยังคงมีความคุ้มค่าทางการเงินหากรายได้ลดลงไม่เกินร้อยละ 25.96 หรือในกรณีที่ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 35.06 สรุปได้ว่าการลงทุนในโครงการนี้มีความเป็นไปได้สูง แต่ต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องต่อกระแสนิยมและมีศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
นพพงศ์ มุกดารักษ์
วรดี จงอัศญากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
91
106
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจย้ายงานของคนวัยทำงานกลุ่ม Generation Z ในกรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296169
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจย้ายงานของคนวัยทำงานกลุ่ม Generation Z ในกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือคนวัยทำงานกลุ่ม Generation Z ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2540 – 2545 หรือมีอายุ 23 – 28 ปี ในกรุงเทพมหานครที่มีหรือเคยมีประสบการณ์ทำงาน จำนวน 390 คน ซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความสะดวก โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากวิธีการสำรวจด้วยแบบสอบถาม แล้วประมาณค่าแบบจำลอง Binary Logistic Regression เพื่อทดสอบสมมติฐาน วิเคราะห์ถึงขนาดและทิศทางของตัวแปรอิสระที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายงาน และคำนวณหาค่าผลกระทบส่วนเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้จำแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ตัดสินใจย้ายงาน คือผู้ที่เคยย้ายงานอย่างน้อย 1 ครั้งหรือกำลังจะตัดสินใจย้ายงาน และ 2) กลุ่มตัวอย่างที่ไม่ตัดสินใจย้ายงาน คือผู้ที่ไม่เคยย้ายงานหรือไม่มีความคิดที่จะย้ายงาน ซึ่งผลการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจย้ายงานของคนวัยทำงานกลุ่ม Generation Z พบว่า อายุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการตัดสินใจย้ายงาน ส่วนตำแหน่งงาน และปัจจัยด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อการตัดสินใจย้ายงานของคนวัยทำงานกลุ่ม Generation Z ในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญ</p>
ธนพร สุภชัยพานิชพงศ์
ณัฏฐณิชา ฉายรัศมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
107
122
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการตีพิมพ์ระดับนานาชาติในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ และกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297354
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการตีพิมพ์บทความวิชาการในฐานข้อมูล Scopus และเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยดังกล่าวระหว่างกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กับกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม การวิจัยนี้เป็นเชิงปริมาณโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบภาคตัดขวางตามช่วงเวลา (panel data) ระดับคณะ จำนวน 18 คณะ ครอบคลุมช่วงปีงบประมาณ 2564–2568 โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและแบบจำลองถดถอยข้อมูลพาเนลเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรโครงสร้างการจัดการศึกษาและจำนวนบทความ Scopus ผลการวิเคราะห์เชิงพรรณนาพบว่ากลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์มีจำนวนบทความ Scopus เฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ขณะที่ผลการประมาณค่าเชิงเศรษฐมิติชี้ว่าจำนวนนิสิตบัณฑิตศึกษา งบประมาณรวมของคณะ และ เงินรางวัลสนับสนุนการตีพิมพ์มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อจำนวนบทความ Scopus ในทางกลับกัน งบประมาณสนับสนุนด้านการวิจัยเฉพาะและสัดส่วนนิสิตต่ออาจารย์ไม่มีผลกระทบกับแบบจำลองหลัก ทั้งนี้ ผลลัพธ์สะท้อนว่าการยกระดับผลงานตีพิมพ์ควรออกแบบมาตรการเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละกลุ่มสาขาโดยเฉพาะการเสริมบทบาทบัณฑิตศึกษา การจัดสรรงบประมาณที่เอื้อต่อการผลิตผลงานการวิจัย และระบบแรงจูงใจที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การตีพิมพ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางวิชาการของมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ควรพัฒนาระบบพี่เลี้ยงงานวิจัย เครือข่ายความร่วมมือ และการติดตามประเมินผลรายคณะ เพื่อให้การสนับสนุนเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นในระยะยาว</p>
ณิชาพร ฤทธิบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
123
136
-
The Impact of Organizational Support on University Foreign Language Teachers’ Intercultural Teaching Competency: The Mediating Role of Self-Efficacy
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/293963
<p>Based on Organizational Support Theory and Social Cognitive Theory, this study aimed to construct a mediating model of organizational support and self-efficacy on intercultural teaching competency (ITC). It explored the mechanism through which organizational support affects foreign language teachers' ITC and examined the mediating role of self-efficacy in this process. The study employed a questionnaire survey method, with 136 foreign language teachers from a private foreign language university in Guangxi as the research subjects, and utilized SmartPLS 4.0 to conduct PLS-SEM structural equation modeling analysis. The results of the study found that: 1) organizational support has a significant positive effect on ITC; 2) organizational support has a significant positive effect on self-efficacy; 3) self-efficacy has a significant positive effect on ITC; and 4) self-efficacy partially mediates the relationship between organizational support and ITC, accounting for 35.5% of the total effect. The findings suggest that strong organizational support not only directly promotes the development of teachers' ITC but also further enhances their teaching competency by boosting their self-efficacy. These findings imply that university administrators should strengthen organizational support (e.g., providing intercultural training resources, establishing collaborative research mechanisms, and improving incentive policies) and enhance teachers' self-efficacy to effectively promote foreign language teachers' intercultural teaching competency.</p>
Li Bi
Ren Chuming
Supalucsana Lomlai
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
137
152
-
ความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาวระหว่างหนี้ครัวเรือนและปัจจัยเศรษฐกิจของประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295492
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาวระหว่างหนี้ครัวเรือนและปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 2) ทดสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างหนี้ครัวเรือนกับตัวแปรทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และ 3) วิเคราะห์ปฏิกิริยาตอบสนองของหนี้ครัวเรือนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิประเภทอนุกรมเวลารายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2556 ถึงไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2568 รวม 50 ไตรมาส ตัวแปรที่ใช้ ได้แก่ หนี้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง อัตราดอกเบี้ย ค่าแรงขั้นต่ำ และอัตราการว่างงาน การวิเคราะห์ใช้วิธีเศรษฐมิติ เริ่มจากการทดสอบความนิ่งของข้อมูลด้วย Augmented Dickey-Fuller (ADF) ทดสอบความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาวด้วยวิธี Johansen Cointegration Test วิเคราะห์การปรับตัวระยะสั้นด้วย Vector Error Correction Model (VECM) ทดสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลด้วย Granger Causality และวิเคราะห์ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความแปรปรวน (IRF) ผลการศึกษาพบว่าหนี้ครัวเรือนและตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคมีความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาว ผลการทดสอบ Johansen Cointegration Test พบสมการความสัมพันธ์ร่วมจำนวน 1 สมการ แม้ว่าผลการประมาณแบบจำลอง VECM แสดงให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพระยะยาว แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันการปรับตัว ผล Granger Causality พบว่าหนี้ครัวเรือนเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติร้อยละ 1 และเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงและค่าแรงขั้นต่ำที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์สองทิศทางระหว่างหนี้ครัวเรือนและผลิตภาพแรงงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับผลการวิเคราะห์ IRF พบว่าผลกระทบจากผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง อัตราดอกเบี้ยและอัตราการว่างงาน ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนลดลงในระยะสั้น ขณะที่ผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น</p>
นงนภัส จันทร์น้อย
ธีรศักดิ์ ทรัพย์วโรบล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
153
166
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการก่อหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ กรณีศึกษา สหกรณ์ออมทรัพย์กรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296568
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการก่อหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรุงเทพมหานคร จำกัด โดยจำแนกการวิเคราะห์ออกเป็น 2 มิติ คือ การตัดสินใจก่อหนี้ และระดับปริมาณหนี้สินคงค้าง ครอบคลุมปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจสังคม พฤติกรรม ทัศนคติ และความรู้ทางการเงิน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ตัวอย่าง ผ่านแบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน ทดสอบสมมติฐานด้วยแบบจำลองโพรบิทแบบทวิ และแบบจำลองโพรบิทแบบเรียงลำดับ ผลการศึกษาพบว่า ระดับรายได้เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด และมีผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อทั้งการตัดสินใจก่อหนี้และระดับปริมาณหนี้สิน สอดคล้องกับสมมติฐานรายได้ถาวรและทฤษฎีวงจรชีวิต ความรู้ทางการเงินและระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีผลในการลดความน่าจะเป็นในการก่อหนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่พฤติกรรมการวางแผนการเงินที่ดีมีผลเชิงลบต่อการตัดสินใจก่อหนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.10 ค่านิยมวัตถุนิยมและจำนวนบุคคลในอุปการะมีผลเชิงบวกต่อระดับปริมาณหนี้สินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.10 ตามลำดับ แต่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจก่อหนี้ ส่วนปัจจัยด้านเพศ สถานภาพสมรส ประเภทบุคลากร และพฤติกรรมการใช้จ่าย ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติทั้งสองมิติ โดยผลกระทบส่วนเพิ่มเฉลี่ย (Average Marginal Effects) พบว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น 1 ระดับ เพิ่มโอกาสการตัดสินใจก่อหนี้เฉลี่ยร้อยละ 8.04 ขณะที่พฤติกรรมการวางแผนการเงินที่ดีขึ้น 1 หน่วย ลดโอกาสการก่อหนี้ร้อยละ 5.45 นอกจากนี้ คะแนนความรู้ทางการเงินของกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยเพียง 2.50 จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน สะท้อนช่องว่างความรู้พื้นฐานทางการเงินที่ชัดเจน ข้อค้นพบดังกล่าวบ่งชี้ว่าการลดภาระหนี้สินของสมาชิกในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการส่งเสริมความรู้ทางการเงินอย่างเป็นระบบ การพิจารณาเกณฑ์สินเชื่อเชิงพฤติกรรม และการให้คำปรึกษาที่สอดคล้องกับช่วงวัยและภาระครอบครัวของสมาชิก</p>
ปัญจพงศ์ ทองใส
ศิวพงศ์ ธีรอำพน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
167
180
-
Current and Desired Conditions, Priority Needs, and Guidelines for Educational Administration amid Global Geopolitical Change in Education Hub Schools under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296733
<p>This research aimed to 1) examine the current and desired conditions of school administrators’ ability to cope effectively with educational administration amid global geopolitical change in Education Hub schools under the Secondary Educational Service Area Office Bangkok 1; 2) identify the priority needs of such ability; and 3) propose guidelines for educational administration in response to global geopolitical change. An explanatory mixed-methods design was employed, integrating quantitative and qualitative findings at the interpretation stage. The quantitative sample comprised 216 teachers from three Education Hub schools, selected through stratified random sampling with proportional allocation. Data were collected using a dual-response questionnaire and analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, mean difference, and the Modified Priority Needs Index (PNImodified). The qualitative component involved three school administrators as key informants, with semi-structured interview data thematically analyzed to explain quantitative findings and develop practical, context-sensitive guidelines. The findings showed that the overall current and desired conditions were at high levels (M = 3.908, S.D. = 0.806; M = 4.312, S.D. = 0.760, respectively), with an overall PNImodified of 0.104. The Educational Process dimension had the highest current and desired conditions (M = 3.930, S.D. = 0.790; M = 4.331, S.D. = 0.744, respectively), while Management Functions had the highest priority need (PNImodified = 0.109). The qualitative findings confirmed the quantitative results, indicating that geopolitical changes pressured school policy and learner competencies. Schools responded through planning, curriculum adjustment, technology, partnerships, resource mobilization, and authentic assessment, but these practices were not yet fully institutionalized. Integrating the findings led to five interconnected guidelines: institutionalizing geopolitical environmental scanning and contingency planning; strengthening transformational and distributed leadership; formalizing and diversifying strategic partnerships through MOUs; investing in digital infrastructure and personnel development as strategic priorities; and continuously aligning curriculum, instruction, and assessment with globally relevant competencies.</p>
Siriwan Deesiri
Wanwisa Suebnusorn Klaijumlang
Prompilai Bausuwan
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
181
198
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในบริบทของสินทรัพย์ดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296420
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ สังคมและประสบการณ์ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อศึกษาระดับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในบริบทของสินทรัพย์ดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 10 โรงเรียนในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 8,401 คน กลุ่มตัวอย่าง 400 คน กำหนดขนาดด้วยสูตรของ Yamane (1973) ร่วมกับเกณฑ์ของ Green (1991) โดยกระจายตามสัดส่วนของแต่ละโรงเรียนและเลือกแบบบังเอิญ เครื่องมือเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.76 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ 0.972 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Enter ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีรายได้ 3,000–5,000 บาทต่อเดือน ครอบครัวมีรายได้ 15,000–30,000 บาทต่อเดือน และครอบครัวไม่เคยลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล การเปิดรับข้อมูลข่าวสารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สูงสุดคือโซเชียลมีเดีย ต่ำสุดคือหน่วยงานรัฐ 2) การรับรู้ความรู้และความเข้าใจของตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และ 3) ปัจจัยด้านการรับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานรัฐและผลการเรียนเฉลี่ยสะสมส่งผลทางบวกต่อความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในบริบทของสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะที่ประสบการณ์การใช้สินทรัพย์ดิจิทัล (Stablecoin) ส่งผลเชิงลบต่อความรู้และความเข้าใจดังกล่าว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ช่อลัดดา พรหมดนตรี
นินธนา เอี่ยมสะอาด
อัคคนิติ เรืองวุฒิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
199
212
-
การพยากรณ์และการเปรียบเทียบความแม่นยำของแบบจำลองแนวโน้มเชิงเส้นและอัตราการเติบโตเฉลี่ยสำหรับการประมาณการงบประมาณรายจ่าย: กรณีศึกษาคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/295306
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พยากรณ์งบประมาณรายจ่ายของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569–2579 และ (2) เปรียบเทียบความแม่นยำของวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสม โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิรายปีในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2559–2568 รวมระยะเวลา 10 ปี วิธีทำการศึกษาใช้แบบจำลองเชิงปริมาณ 2 วิธี ได้แก่ 1) แบบจำลองแนวโน้มเชิงเส้นด้วยวิธีประมาณค่ากำลังสองน้อยที่สุด (OLS) และ 2) วิธีอัตราการเติบโตเฉลี่ย โดยประเมินความแม่นยำด้วยค่า RMSE, MAE, MAPE และ Theil's U ผลการพยากรณ์พบว่า แบบจำลองแนวโน้มเชิงเส้น ให้ค่างบประมาณรายจ่ายรวมลดลงจากประมาณ 99.85 เหลือ 15.72 ล้านบาท ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569–2579 ขณะที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก 134.47 เหลือ 100.74 ล้านบาท ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองแนวโน้มเชิงเส้นมีความแม่นยำสูงกว่าในทุกตัวชี้วัด (RMSE = 18.04 ล้านบาท; MAE = 15.78 ล้านบาท; MAPE = 11.88%; Theil's U = 1.117) เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (RMSE = 29.47 ล้านบาท; MAE = 21.88 ล้านบาท; MAPE = 18.23%; Theil's U = 1.835) โดยค่า Theil's U ของทั้งสองแบบจำลองมีค่ามากกว่า 1 สะท้อนให้เห็นว่า ประสิทธิภาพยังไม่เหนือกว่าวิธีพื้นฐาน แบบจำลองแนวโน้มเชิงเส้นยังคงเหมาะสมสำหรับการพยากรณ์ในบริบทของข้อมูลอนุกรมเวลาแบบไม่ซับซ้อน ผลจากการพยากรณ์สามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงบประมาณระยะกลางและระยะยาว เพื่อใช้สนับสนุนการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการจัดสรรทรัพยากรของคณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ งานวิจัยในอนาคตควรพิจารณาการนำตัวแปรภายนอกและแบบจำลองขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์</p>
จิราลักษณ์ ครุฑจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
213
224
-
ผลกระทบจากมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296370
<p>บทการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value: LTV) ต่อจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลแบบพาแนลรายจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด เป็นรายเดือน ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2558–2568 รวม 132 เดือน โดยข้อมูลที่ใช้ในการประมาณค่าแบบจำลองภายหลังการกำหนดหน่วงเวลา 18 เดือน ครอบคลุมช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 รวม 90 เดือน ตัวแปรตามคือจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ส่วนตัวแปรอิสระหลักประกอบด้วยตัวแปรหุ่นที่สะท้อนสถานะของมาตรการ LTV ได้แก่ มาตรการ LTV โดยรวมทั้งกรณีผ่อนคลายและเข้มงวด และมาตรการ LTV เฉพาะช่วงผ่อนคลาย ร่วมกับตัวแปรควบคุมทั้งระดับประเทศและระดับจังหวัด โดยใช้แบบจำลองข้อมูลพาแนลแบบ Fixed Effects เพื่อควบคุมความแตกต่างเฉพาะของแต่ละจังหวัด ผลการศึกษาพบว่า มาตรการ LTV โดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.10 ขณะที่มาตรการ LTV เฉพาะช่วงผ่อนคลายมีความสัมพันธ์เชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สะท้อนให้เห็นว่าการผ่อนคลายมาตรการ LTV มีบทบาทในการกระตุ้นกิจกรรมในตลาดที่อยู่อาศัยได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด และจำนวนโครงการเปิดใหม่ที่หน่วงเวลา 18 เดือน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ย สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และดัชนีราคาที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์เชิงลบ สำหรับมาตรการภาครัฐอื่นที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ พบว่า มาตรการด้านค่าธรรมเนียมและภาษีที่ดินมีความสัมพันธ์เชิงลบ ส่วนมาตรการด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและสินเชื่อมีความสัมพันธ์เชิงบวก โดยสรุป ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า มาตรการ LTV มีความสัมพันธ์กับจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย โดยผลของนโยบายแตกต่างกันตามลักษณะของมาตรการ โดยเฉพาะมาตรการผ่อนคลายที่มีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัย ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณาใช้มาตรการ LTV อย่างยืดหยุ่นและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา</p>
ไกรภิวุฒิ ขีดขั้น
ศิวพงศ์ ธีรอำพน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
225
238
-
เงินออมและหนี้สินของครัวเรือนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19: หลักฐานเชิงประจักษ์จากการวิเคราะห์ข้อมูลแผงจำลองแบบพลวัต
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296985
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบเงินออมและหนี้สินของครัวเรือนในประเทศไทย และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินออมและหนี้สินของครัวเรือนในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างขององค์ความรู้ที่สำคัญ โดยศึกษาทั้งสองมิติร่วมกันตลอดช่วงเวลาต่าง ๆ ของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยการใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบ Repeated cross-sectional ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 – 2568 จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลทุก 2 ปี รวมทั้งสิ้น 7 ช่วงเวลา ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เงินออม หนี้สิน เพศของหัวหน้าครัวเรือน อายุของหัวหน้าครัวเรือน จำนวนสมาชิกของครัวเรือน รายได้ ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภค ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่อุปโภคบริโภค การชำระหนี้ครัวเรือน เขตที่อยู่อาศัย และจำนวนผู้ทำงานหารายได้ การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนาและวิธีเศรษฐมิติ โดยใช้ Dynamic Pseudo-Panel ในการประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด ร่วมกับตัวแปรปฏิสัมพันธ์ (Interaction term) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายจ่ายรวม อย่างไรก็ตาม ระดับเงินออมและหนี้สินของครัวเรือนมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ครัวเรือนมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นและความสามารถในการออมลดลง นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างด้านลักษณะประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างครัวเรือน ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเงินของครัวเรือน และทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างเงินออมและหนี้สินกับตัวแปรอิสระในทั้ง 3 ช่วงเวลาของภาพรวมทั่วประเทศ พบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับเงินออม ได้แก่ เพศ อายุ จำนวนผู้หารายได้ รายได้ ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภค ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่อุปโภคบริโภค และเขตที่อยู่อาศัย ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับหนี้สิน ได้แก่ อายุ จำนวนสมาชิก จำนวนผู้หารายได้ ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภค ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่อุปโภคบริโภค และการชำระหนี้สิน เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับเงินออมและหนี้สินร่วมกันในทุกภูมิภาคเหมือนกัน ได้แก่ เพศ อายุ จำนวนสมาชิก จำนวนผู้หารายได้ รายได้ ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภค ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่อุปโภคบริโภค เขตที่อยู่อาศัย และการชำระหนี้สิน</p>
หทัยชนก ลาวัณย์วิสุทธิ์
ณัฏฐณิชา ฉายรัศมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
239
260
-
ผลกระทบของความไม่แน่นอนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ต่อการค้าและการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296693
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบของความไม่แน่นอนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ภายใต้บริบทของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีต่อมูลค่าการค้าไทย–จีน และ 2) ผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากจีนในประเทศไทย โดยใช้ดัชนีความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้า (Trade Policy Uncertainty: TPU) เป็นตัวแทนของความไม่แน่นอนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในมิติของนโยบายการค้า การศึกษาใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2552 ถึงไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2567 รวม 64 ไตรมาส และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Seemingly Unrelated Regression (SUR) ผลการศึกษาพบว่า TPU ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับมูลค่าการค้าไทย–จีนและการลงทุนโดยตรงจากจีนในประเทศไทย อีกทั้งตัวแปรปฏิสัมพันธ์ระหว่าง TPU กับตัวแปรจำลองสงครามการค้าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในสมการการค้าและสมการการลงทุน ดังนั้น การศึกษานี้จึงไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า TPU มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับจีนภายใต้แบบจำลองที่ใช้ อย่างไรก็ตาม แบบจำลองสุดท้ายพบว่า GDP ของไทยและ GDP ของจีนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่าการค้าไทย–จีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ตัวแปรปฏิสัมพันธ์ระหว่าง GDP ของไทยกับตัวแปรจำลองสงครามการค้ามีความสัมพันธ์เชิงลบกับมูลค่าการค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่าง GDP ไทยกับการค้าไทย–จีนเปลี่ยนแปลงไปภายหลังสงครามการค้า สำหรับสมการการลงทุน พบว่า SHIBOR มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการลงทุนโดยตรงจากจีนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาชี้ว่า ประเทศไทยควรเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ปรับโครงสร้างการค้า และติดตามภาวะการเงินของจีน เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายดึงดูดการลงทุนจากจีน</p>
ธมณภัทร วัฒนพรพรหม
ศักดิ์สิทธิ์ บุศยพลากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
261
280
-
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราเงินปันผลตอบแทนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ในช่วงสถานการณ์ก่อนเกิดโควิด-19 และหลังโควิด-19
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297361
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) คำนวณและวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินจากงบการเงินของโรงพยาบาลกับอัตราเงินปันผลตอบแทน เพื่อประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนในกิจการโรงพยาบาล 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราเงินปันผลตอบแทนของโรงพยาบาล ในช่วงสถานการณ์ก่อนเกิดโควิด-19 จนถึงหลังสถานการณ์โควิด-19 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มธุรกิจทางการแพทย์ จำนวนทั้งสิ้น 22 บริษัท ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2568 รวมระยะเวลา 9 ปี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจโรงพยาบาลมีลักษณะเติบโตสูงในช่วงโควิด-19 ก่อนปรับเข้าสู่ระดับปกติและมีความผันผวนมากขึ้นในช่วงหลัง เป็นผลจากการแข่งขันที่รุนแรงและโครงสร้างต้นทุนคงที่ที่สูง ด้านสภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับที่ดี แต่แตกต่างกันระหว่างบริษัท ขณะที่การใช้สินทรัพย์ยังอยู่ในระดับต่ำ และโครงสร้างเงินทุนมีความมั่นคง แม้บางบริษัทเพิ่มหนี้เพื่อขยายการลงทุน ธุรกิจมีโครงสร้างต้นทุนสูงต่อเนื่อง กำไรของบริษัทมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ชะลอตัว ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผลมากกว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมักปรับลดการจ่ายเงินปันผลเพื่อรักษาสภาพคล่อง นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแสดงให้เห็นว่าแบบจำลองมีความสามารถในการอธิบายการจ่ายเงินปันผลได้ในระดับที่น่าพอใจ (R² = 0.346, Adjusted R² = 0.242, p-value < 0.10) และพบว่า ROA, NPM และ A/E มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจ่ายเงินปันผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ CR, D/A และ OPM มีความสัมพันธ์เชิงลบ</p>
ฐาณัฐมาศ บำรุงสุข
อุ่นกัง แซ่ลิ้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
281
296
-
การประเมินประสิทธิผลของการนิเทศการศึกษาโดยการใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ด ในโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297340
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการนิเทศการศึกษาโดยการใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ด ในโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ย่อย 4 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อประเมินระดับปฏิกิริยา (Reaction) โดยวัดความพึงพอใจของครูต่อการใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ดนิเทศการศึกษา 2) เพื่อประเมินระดับการเรียนรู้ (Learning) โดยวัดการรับรู้ของครูที่มีต่อการเพิ่มขึ้นของความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีในการใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ดนิเทศการศึกษา 3) เพื่อประเมินระดับพฤติกรรม (Behavior) โดยวัดการรับรู้ของครูที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนในทิศทางที่เอื้อต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนภายหลังการใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ดนิเทศการศึกษา และ 4) เพื่อประเมินระดับผลลัพธ์ (Results) โดยวัดผลดีที่เกิดขึ้นต่อคุณภาพการศึกษาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายหลังการใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ดนิเทศการศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง จำนวน 96 คน ซึ่งอยู่ภายใต้การนิเทศของฝ่ายวิชาการและมีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ดในกระบวนการนิเทศการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 2 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 24 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.949 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (μ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลของการนิเทศการศึกษาโดยการใช้เทคโนโลยีแดชบอร์ดในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (μ) = 4.32 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) = 0.66 เมื่อพิจารณารายระดับเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย พบว่า ระดับปฏิกิริยาได้รับการประเมินประสิทธิผลอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย (μ) = 4.51 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) = 0.58 สะท้อนให้เห็นว่าครูมีความพึงพอใจและมีเจตคติเชิงบวกต่อการใช้แดชบอร์ด โดยเฉพาะด้านความถูกต้องและความทันสมัยของข้อมูล รองลงมา คือ ระดับพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (μ) = 4.31 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) = 0.65 ระดับผลลัพธ์อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (μ) = 4.27 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) = 0.65 และระดับการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (μ) = 4.19 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) = 0.72 ซึ่งระดับการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด โดยเฉพาะด้านทักษะการตีความและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
อารยา สาเกทอง
วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
297
308
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้ออุปกรณ์สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมวของกลุ่มคนที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297369
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ข้อมูลลักษณะทางประชากรศาสตร์และพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (2) ความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจซื้ออุปกรณ์สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมว ของกลุ่มคนที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจซื้ออุปกรณ์สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมวของกลุ่มคนที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัวในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์และการลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 400 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ มาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ท การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความแปรปรวนของเวลช์ การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยตัวแปรรายคู่ด้วยวิธีการของฟิชเชอร์ และวิธีการของเกมส์และโฮเวลล์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุ 20 – 29 ปี มีสถานภาพโสด มีระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 35,001 – 45,000 บาท ในส่วนพฤติกรรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สนใจซื้อชามอาหารและน้ำ โดยส่วนใหญ่มีการซื้ออุปกรณ์สัตว์เลี้ยงที่ร้านขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง มีการให้ความสำคัญกับคุณค่าและประโยชน์ของสินค้า มักซื้ออุปกรณ์สัตว์เลี้ยงวันหยุด มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจำนวน 1,001 – 1,500 บาท/ครั้ง ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามโดยเฉลี่ยให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ในระดับมากที่สุด และผู้ตอบแบบสอบถามที่มีลักษณะทางประชากรศาสตร์ด้านอายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่แตกต่างกัน ให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดแตกต่างกัน ดังนั้นการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดและวางแผนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในธุรกิจอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ควรพิจารณาผู้บริโภคที่แตกต่างกัน เช่น การจำแนกตามระดับกำลังซื้อ กลยุทธ์สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงควรมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความพรีเมียม และในส่วนกลยุทธ์สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจำกัด ควรให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าด้านประโยชน์การใช้งาน เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อรรถวิท เสือป่า
ปิยะพรรณ ช่างวัฒนชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
309
322
-
ความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296872
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการใช้งานระบบสารสนเทศกับระดับความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 310 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยอาศัยสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษา พบว่า 1) ความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า บุคลากรที่มีอายุ ตำแหน่งงาน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่เพศและระดับการศึกษาไม่แตกต่างกัน 3) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยการใช้งานระบบสารสนเทศ มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูงกับความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพ และพบว่าด้านการนำข้อมูล/สารสนเทศไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูงกับความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศในการกับ ติดตาม ประเมินผลด้านสุขภาพ มากที่สุด</p>
กนกกาญจน์ เกษรินทร์
สมเกียรติ วันทะนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
323
334
-
การจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : กลุ่มการแพทย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/296356
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: กลุ่มการแพทย์ รวบรวมข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มการแพทย์ จำนวน 22 บริษัท ข้อมูลรายไตรมาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 – 2567 ระยะเวลา 6 ปี จำนวน 528 ข้อมูล วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา และสถิติอนุมานด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ตัวแปรอิสระ ได้แก่ จำนวนวันวงจรเงินสด(CCC) ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (ACP) ระยะเวลาสินค้าคงเหลือเฉลี่ย (AIP) และระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ย (APP) ตัวแปรตาม ได้แก่ อัตรากำไรสุทธิ (NPM) อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ผลการศึกษาพบว่า ระยะเวลาสินค้าคงเหลือเฉลี่ย (AIP) มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: กลุ่มการแพทย์ ด้านอัตรากำไรสุทธิ (NPM) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ด้านอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในทิศทางตรงกันข้าม การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการเงินทุนหมุนเวียนด้วยการลดระยะเวลาขายสินค้าคงเหลือเฉลี่ยมีผลต่อความสามารถในการทำกำไร ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: กลุ่มการแพทย์</p>
จอมขวัญ ศุภศิริกิจเจริญ
ฟ้าวิกร อินลวง
สุนันทร์ เยี่ยมวาณิชนันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
335
352
-
ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ปัจจัยตลาดทุน และปัจจัยตลาดหุ้นต่างประเทศที่ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297676
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคภายในประเทศ ปัจจัยด้านตลาดทุน และอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมทั้งบทบาทของเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายไตรมาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 80 ไตรมาส ในส่วนของสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบความนิ่งของข้อมูล (ADF และ KPSS Test) การตรวจสอบปัญหาทางเศรษฐมิติ อาทิ ปัญหาสหสัมพันธ์เชิงพหุ Autocorrelation และ Heteroskedasticity ตลอดจนการประมาณค่าแบบจำลองด้วยวิธีสมการถดถอยพหุคูณ (Ordinary Least Squares: OLS) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราผลตอบแทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในแบบจำลองหลัก ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงถ่วงน้ำหนักการค้า การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ และอัตราผลตอบแทนดัชนี S&P500 ขณะที่อัตราผลตอบแทนดัชนี MSCI Emerging Markets CSI300 และ TOPIX มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญในแบบจำลองทางเลือก ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ไม่ปรากฏความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับอัตราผลตอบแทนตลาดหลักทรัพย์ฯ ในแบบจำลองหลัก ได้แก่ อัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันซึ่งใช้เป็นตัวแทนของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราการเปลี่ยนแปลงของหนี้สาธารณะ ส่วนอัตราการเปลี่ยนแปลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิไหลเข้า ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในแบบจำลองหลัก ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในแบบจำลองทางเลือกที่มีตัวแปรดังกล่าว ขณะที่ตัวแปรวิกฤตเศรษฐกิจ แม้จะไม่มีนัยสำคัญในแบบจำลองหลัก แต่ในหลายแบบจำลองทางเลือกแสดงให้เห็นถึงผลกระทบในทิศทางเชิงลบ ซึ่งสะท้อนว่าวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกดดันให้ผลตอบแทนในตลาดทุนปรับตัวลดลง ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายควรยกระดับการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสและสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรติดตามทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศและสภาพคล่องของตลาดประกอบการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน</p>
ขวัญหทัย สุขลิ่ม
กนกวรรณ จันทร์เจริญชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
353
370
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อการคงอยู่ในงานของข้าราชการในสังกัดกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSSP/article/view/297764
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในงาน การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร และการคงอยู่ในงานของข้าราชการในสังกัดกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของความคิดเห็นเกี่ยวกับการคงอยู่ในงานของข้าราชการในสังกัดกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในงานและการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรที่ส่งผลต่อการคงอยู่ในงานของข้าราชการในสังกัดกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการ จำนวน 315 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนจาก 20 สำนักและกองภายใต้กรมโยธาธิการและผังเมือง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมข้าราชการกรมโยธาธิการและผังเมืองมีระดับการคงอยู่ในงานอยู่ในระดับสูงที่สุด สำหรับการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ข้าราชการที่มีอายุราชการและสถานภาพสมรสแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการคงอยู่ในงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอื่น ๆ ไม่พบความแตกต่างของความคิดเห็นเกี่ยวกับการคงอยู่ในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และการคงอยู่ในงาน พบว่า ทั้งความพึงพอใจในการปฏิบัติงานและการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีความสัมพันธ์กับการคงอยู่ในงานของข้าราชการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยองค์ประกอบของความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ลักษณะงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ ค่าตอบแทน และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน รวมทั้งองค์ประกอบของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ ได้แก่ การสนับสนุนผลการปฏิบัติงาน การดูแลเอาใจใส่จากองค์การ การยอมรับคุณค่าของการปฏิบัติงาน และการสนับสนุนการพัฒนาตนเองจากองค์การ ล้วนมีความสัมพันธ์กับการคงอยู่ในงานของข้าราชการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
คเณศ นันทวรกุล
พรพรรณ เหมะพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
8 3
371
384