วารสารภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH <p> วารสารภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพสูงในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และนิสิตนักศึกษาทั้งในสถาบันและนอกสถาบัน ทั้งนี้วารสารจะตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p> วารสารเปิดรับบทความจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ทั้งบทความวิจัย (research articles) และบทความวิชาการ (academic articles) ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ โดยมีการเผยแพร่ในรูปแบบแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 2821-9570 (Online)</p> <p> </p> ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน th-TH วารสารภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย 2821-9570 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร “ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย” ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง กองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “วารสารภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร “ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย” &nbsp;หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก “วารสารภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย” ก่อนเท่านั้น</p> “ปางสมัยใดนิราศนี้ ลงพิมพ์ เชิญหมู่เมธาชิม รศบ้าง” โคลงนิราศไทรโยค พระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์: พินิจจุดประสงค์และมุมมองใหม่ในโคลงนิราศหลังรับอิทธิพลตะวันตก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/285207 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการสร้างสรรค์รูปแบบการประพันธ์และลักษณะเนื้อหา โคลงนิราศไทรโยค พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ในฐานะโคลงนิราศหลังรับอิทธิพลตะวันตก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระนิพนธ์โคลงนิราศเรื่องนี้ในช่วงที่พระองค์ทรงประสบปัญหาทางการเมืองและเสด็จประพาสไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อพักผ่อนหย่อนใจตามแนวคิดแบบตะวันตกซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ผลการศึกษาพบว่า กวีทรงสร้างสรรค์โคลงนิราศไทรโยคให้มีรูปแบบและเนื้อหาที่แตกต่างไปจากโคลงนิราศสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นอยู่ 4 ประการ ได้แก่ 1) การบันทึกประสบการณ์ส่วนบุคคลแบบรายวันตามรูปแบบงานเขียนของตะวันตก 2) การนำเสนอจุดประสงค์การเดินทางตามแนวคิดแบบตะวันตก 3) การบันทึกข้อมูลของกลุ่มชาติพันธุ์และคนในท้องถิ่นในฐานะพลเมืองของรัฐชาติและ 4) การวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาในพื้นที่พระนครและหัวเมืองตะวันตกซึ่งกระทบต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง ผลการศึกษานี้ช่วยขยายขอบเขตความรู้เกี่ยวกับการศึกษาโคลงนิราศในสมัยรัตนโกสินทร์โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวรอยต่อทางสังคมและวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ของกวีในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ราชการสำคัญในบ้านเมืองผ่านการแสดงทัศนะวิพากษ์ปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่กวีได้รับรู้ระหว่างการเดินทาง</p> ชนัญชิดา บุญเหาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ชนัญชิดา บุญเหาะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 1 26 ผลการจัดการเรียนรู้บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธาโดยใช้เทคนิคสตอรี่ไลน์ร่วมกับสถานการณ์จำลอง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/286098 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้านทักษะการคิดแก้ปัญหา โดยใช้เทคนิคสตอรี่ไลน์ร่วมกับสถานการณ์จำลอง 2) วิเคราะห์ทักษะด้านการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธาโดยใช้เทคนิคสตอรี่ไลน์ร่วมกับสถานการณ์จำลอง กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังนี้ 1.แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องมัทนะพาธา 2. แบบทดสอบทักษะการคิดแก้ปัญหา ผลการศึกษาพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง มัทนะพาธา โดยใช้สตอรี่ไลน์ร่วมกับสถานการณ์จำลอง พบว่าทั้ง 4 แผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้อง และเหมาะสมมาก ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องมัทนะพาธา โดยใช้สตอรี่ไลน์ร่วมกับสถานการณ์จำลอง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการดีมากคิดเป็นร้อยละ 15 นักเรียนที่มีพัฒนาการดีคิดเป็นร้อยละ 15 นักเรียนที่มีพัฒนาการพอใช้คิดเป็นร้อยละ 15 นักเรียนที่มีพัฒนาการต่ำคิดเป็นร้อยละ 20 นักเรียนที่มีพัฒนาการต่ำมากคิดเป็นร้อยละ 5 และนักเรียนที่พัฒนาการคงเดิมคิดเป็นร้อยละ 30 อีกทั้งผลการวิจัยนี้ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้วรรณคดีไทยให้แก่นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา เนื่องจากเป็นรูปแบบการเรียนที่ทันสมัย เหมาะสมกับช่วงวัย จึงสามารถสร้างความน่าสนใจเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาที่ใกล้ตัวของนักเรียน</p> พิชชาภา ศรีทอง กุณฑิกา ชาพิมล กัญจน์ชญา ระมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พิชชาภา ศรีทอง, กุณฑิกา ชาพิมล, กัญจน์ชญา ระมั่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 27 52 การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาไทย ของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา: กรณีศึกษาการปรับปรุงและแก้ไขการเขียนประกาศที่สร้างโดย ChatGPT https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/286296 <p>ในปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ ChatGPT มีบทบาทสำคัญต่อแวดวงการศึกษาในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนนำมาใช้ในการค้นคว้า สร้างชิ้นงาน และพัฒนาทักษะการสื่อสารต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเขียนที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับคะแนนของผู้เรียนในการปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องจากประกาศที่สร้างโดย ChatGPT กับประกาศที่ผู้เรียนสร้างโดย ChatGPT และเพื่อศึกษาลักษณะข้อบกพร่องที่ผู้เรียนปรับปรุงและแก้ไขจากประกาศที่สร้างโดย ChatGPT ผลการศึกษาพบว่า คะแนนรวมของประกาศที่ผู้เรียนปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องจากประกาศที่สร้างโดย ChatGPT สูงกว่าคะแนนรวมของประกาศที่ผู้เรียนสร้างโดย ChatGPT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนแต่ละด้าน พบว่า เมื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของแต่ละด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยด้านการใช้ภาษาปรากฏความแตกต่างมากที่สุด รองลงมาคือด้านเนื้อหา และด้านโครงสร้างและองค์ประกอบ ตามลำดับ โดยที่ในแต่ละด้านคะแนนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีความสามารถในการปรับปรุงข้อบกพร่องในการเขียนประกาศได้ในระดับดีกว่าประกาศที่สร้างโดย ChatGPT ส่วนลักษณะข้อบกพร่องที่ผู้เรียนแก้ไขจากประกาศที่สร้างโดยใช้ ChatGPT พบการแก้ไขข้อบกพร่องด้านโครงสร้างและองค์ประกอบของประกาศ ด้านเนื้อหา และด้านการใช้ภาษา การปรับปรุงข้อบกพร่องด้านการใช้ภาษานี้ เป็นด้านที่พบว่าผู้เรียนมีการแก้ไขข้อบกพร่องจาก ChatGPT มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์แม้จะสามารถผลิตงานเขียนได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ยังมีข้อจำกัด และยังต้องให้ผู้เรียนเป็นผู้วิเคราะห์ แก้ไข และกลั่นกรองเนื้อหาที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นอย่างมีวิจารณญาณ</p> นิภาดา โพธิ์เรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นิภาดา โพธิ์เรือง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 53 84 การพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/287384 <p>การวิจัยการพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนการสอน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนบ่อแก้ววิทยา อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 24 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม (Unit of Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ประเมินความเหมาะสมตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87 2) แบบฝึกวัดความสามารถในการอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก เรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ ประเมินความเหมะสมตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.8 และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ประเมินความเหมาะสมตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.12 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.308 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ หลังเรียนและก่อนเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 2) คะแนนค่าความพึงพอใจต่อแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.8 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.35 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจ ด้านบรรยากาศ ในชั้นเรียน มากที่สุด (x ̅ =4.9, S.D.= 0.325) รองลงมาคือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ (x ̅ =4.8, S.D.= 0.356) สุดท้าย คือด้านการจัดการเรียนรู้ (x ̅ =4.8, S.D.= 0.377) ตามลำดับ</p> อลิสา ศรีวิชารัช อ้อมธจิต แป้นศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 อลิสา ศรีวิชารัช, อ้อมธจิต แป้นศรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 111 125 “ครูไทย” ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในสื่อใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/287790 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาที่สื่อชุดความคิดเกี่ยวกับครูไทยในสื่อใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ โดยเก็บข้อมูลจากยูทูบ (Youtube) จำนวน 30 วีดิทัศน์ และเฟซบุ๊ก (Facebook) จำนวน 6 เพจ ผลการวิจัยพบอุดมการณ์ครูไทยในสื่อใหม่ แบ่งออกเป็น 4 ชุดความคิด ได้แก่ 1) ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ 2) ครูคือผู้เสียสละ 3) ครูคือผู้มีบุญคุณ และ 4) ครูคือปุถุชน ในด้านวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่าแบ่งออก 2 ส่วน คือ 1) กระบวนการผลิตและการกระจายตัวบท กระบวนการผลิตถ่ายทอดผ่านทัศนะของผู้กำหนดนโยบาย องค์กรอิสระ และผู้ประกอบอาชีพครู 2) กระบวนการรับและการตีความตัวบท จำแนกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้รับสารจากตัวบทโดยตรง และ 2) กลุ่มผู้รับสารจากตัวบทโดยอ้อม ในด้านวิถีปฏิบัติทางสังคมและวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมพบว่า จำแนกออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1) อิทธิพลของความคิดและวัฒนธรรมในสังคมไทยที่มีต่ออุดมการณ์ “ครูไทย” และ 2) ผลของอุดมการณ์ “ครูไทย” ที่อาจมีต่อสังคมไทย งานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของภาษาในการกำหนดการรับรู้ของสังคมต่อวิชาชีพครู ซึ่งสื่อใหม่จะช่วยให้สังคมไม่ตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์ที่ครอบงำ อีกทั้งเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาศักยภาพครูไทยในอนาคต</p> สุดารัตน์ แป้นทอง สุนทรี โชติดิลก ไอยเรศ บุญฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สุดารัตน์ แป้นทอง, สุนทรี โชติดิลก, ไอยเรศ บุญฤทธิ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 147 178 ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกวีนิพนธ์รางวัลพานแว่นฟ้าประจำปี 2566 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/289700 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกวีนิพนธ์รางวัลพานแว่นฟ้าประจำปี 2566 จำนวน 13 เรื่อง ผลการวิจัยพบว่ากวีนำเสนอความสัมพันธ์เชิงอำนาจ 4 รูปแบบ ได้แก่ (1) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ปกครองกับผู้ปกครอง พบ 1 ประเด็น คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประเทศคู่สงคราม (2) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง พบ 2 ประเด็น ได้แก่ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสมาชิกในครอบครัว และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับนักเรียน (3) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ใต้ปกครองกับผู้ปกครอง พบ 1 ประเด็น คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประชาชนกับนักการเมือง และ (4) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ใต้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง พบ 2 ประเด็น ได้แก่ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประชาชนที่ปลูกฝังแนวคิดประชาธิปไตยให้แก่คนในชาติ ทั้งนี้ กวีใช้กลวิธีทางภาษาในการนำเสนอการใช้อำนาจ การต่อรอง การครอบงำทางความคิดผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับบุคคล ครอบครัว สถาบันการศึกษา สังคม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อสะท้อนให้ผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองตระหนักรู้เรื่องการใช้อำนาจอย่างชอบธรรม และกระตุ้นเตือนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคมประชาธิปไตยไทย</p> ภูษิต ศรีมณี วิริยวิศศ์ มงคลยศ พรเพ็ญ เหล็กดีเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ภูษิต ศรีมณี, วิริยวิศศ์ มงคลยศ, พรเพ็ญ เหล็กดีเศษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 179 204 ประเพณีประดิษฐ์ผ่านเรื่องเล่าคติชน: การวิเคราะห์พิธีสังฆทานพระมาลัยขรัวตากลัดของชุมชนบึงนาราง จังหวัดพิจิตร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/286643 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พิธีตักบาตรพระมาลัยขรัวตากลัด ในฐานะเรื่องเล่าคติชนที่มีบทบาทในการสืบสร้างและผลิตซ้ำประเพณีของชุมชนตำบลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร โดยอาศัยระเบียบวิธีภาคสนามเสมือน (Virtual Ethnography) จากแหล่งข้อมูลสื่อร่วมสมัยและข้อมูลทุติยภูมิ กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วยแนวคิดความทรงจำทางวัฒนธรรม ประเพณีประดิษฐ์ จินตนาการชุมชน และคติชนสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า แนวคิด “ประเพณีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น” (Invented Tradition) ของ Hobsbawm และ Ranger สามารถอธิบายพลวัตของพิธีกรรมดังกล่าวในฐานะการสร้างประเพณีใหม่บนพื้นฐานของความเชื่อดั้งเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย ขณะเดียวกัน แนวคิด “คติชนสร้างสรรค์” (Creative Folklore) ของ ศิราพร ณ ถลาง ชี้ให้เห็นการผลิตซ้ำและการให้ความหมายใหม่ของคติชน เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่า “พระมาลัยขรัวตากลัด” มิใช่เพียงวัตถุแห่งศรัทธา แต่เป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และเป็นกลไกสำคัญในการธำรงความต่อเนื่องของวัฒนธรรมท้องถิ่นในยุคสมัยใหม่</p> บุษกร แก้วอ่ำ ภาคภูมิ สุขเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บุษกร แก้วอ่ำ, ภาคภูมิ สุขเจริญ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 85 110 คาเฟ่ฮอปปิ้ง: จากกระแสสู่การสร้างอัตลักษณ์และวัฒนธรรมทางสายตาในสังคมเมืองร่วมสมัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/KUTH/article/view/287514 <p>บทบาทของคาเฟ่ในประเทศไทยได้เปลี่ยนจากสถานที่เพื่อการบริโภคไปสู่การเป็นพื้นที่นันทนาการร่วมสมัยที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนเมืองในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่สังคมเมืองกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็วดังเช่นปัจจุบัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายคาเฟ่ฮอปปิ้งในฐานะกิจกรรมนันทนาการเชิงวัฒนธรรมและบทบาทต่อการใช้เวลาว่างของคนเมืองร่วมสมัย 2) วิเคราะห์กระบวนการสร้างและแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ทางสังคมของผู้เข้าร่วมกิจกรรมโดยใช้กรอบทฤษฎีทางสังคม 3) ศึกษาบทบาทของวัฒนธรรมทางสายตาในประสบการณ์คาเฟ่ฮอปปิ้ง และ 4) เสนอข้อเสนอแนะเชิงวิชาการสำหรับการพัฒนากิจกรรมนันทนาการในเมืองอย่างยั่งยืน โดยใช้การสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสังเกตเชิงภาคสนาม ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า คาเฟ่ฮอปปิ้งเป็นกิจกรรมนันทนาการในเมืองที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนเมืองยุคดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากสามารถตอบสนองทั้งความต้องการด้านการพักผ่อน การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการใช้เวลาว่างเชิงประสบการณ์ได้อย่างลงตัว ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นกระบวนการสร้างและแลกเปลี่ยนสัญลักษณ์ทางสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนแสดงออกและยืนยันอัตลักษณ์ของตนผ่านการกระทำและการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมทางสายตาที่ปรากฏผ่านการถ่ายภาพและเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความหมาย คุณค่า และการจดจำประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม ทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม ดังนั้นคาเฟ่ยุคใหม่จึงทำหน้าที่เป็นทั้ง “พื้นที่ที่สาม” ที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และ “พื้นที่ไฮบริด” ที่เชื่อมโยงโลกจริงกับโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นพื้นที่ทางสังคมรูปแบบใหม่ที่มีพลังในการสร้างทุนทางวัฒนธรรม เสริมความสัมพันธ์ของชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง</p> เตชภณ ทองเติม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เตชภณ ทองเติม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 11 2 126 146