https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/issue/feed
วารสารดนตรีและการแสดง
2026-06-30T10:00:09+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ
mupa.journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><br />วารสารดนตรีและการแสดงมีวัตถุประสงค์เพื่อ<br />1. เพื่อส่งเสริมทางด้านวิชาการ การค้นคว้าวิจัย และการสร้างสรรค์ทางด้านดนตรี และการแสดง<br />2. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางด้านวิชาการ และวิจัยด้านดนตรีและการแสดง<br />3. เพื่อเป็นการบริการวิชาการแก่สังคม<br />4. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแนวความคิด องค์ความรู้ ความก้าวหน้าในด้านวิชาการ และวิจัยทางดนตรีและการแสดง</p> <p> วารสารดนตรีและการแสดงเปิดรับบทความวิจัย และบทความวิชาการ ของนักวิชาการ ครู อาจารย์ นิสิต นักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาการด้านดนตรีและการแสดง ได้แก่ ดนตรีไทย ดนตรีตะวันตก นาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์ตะวันตกศิลปะการละคร การออกแบบเพื่อการแสดง การผลิตสื่อด้านดนตรีและการแสดง หรือบทความที่ครอบคลุมทุกสาขาวิชาทางด้านดนตรีและการแสดง โดยบทความที่ส่งมาตีพิมพ์ต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น</p> <p> บทความทุกฉบับผ่านการประเมินคุณภาพบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญตรงหรือเกี่ยวเนื่องกับสาขาของบทความ จำนวน 3 ท่านต่อบทความ ผู้ประเมินจะไม่ทราบว่ากำลังพิจารณาบทความของผู้เขียนคนใด พร้อมกันนั้นผู้เขียนบทความจะไม่สามารถทราบว่าใครเป็นผู้พิจารณา (Double Blind Review) ลิขสิทธิ์ของบทความเป็นของเจ้าของบทความ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบบทความนั้น</p> <p> </p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297152
"กีสา": การสร้างสรรค์การแสดงหมอลำพื้นในบริบทศิลปะร่วมสมัยเชิงสร้างสรรค์
2026-06-19T09:05:01+07:00
ปาลิตา ศรีวบุตร
palitafp24@gmail.com
พิมลพรรณ เลิศล้ำ
pimonpun@go.buu.ac.th
<p>งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์การแสดงหมอลำพื้นร่วมสมัยเรื่อง “กีสา” โดยอาศัยการศึกษากลวิธีและกระบวนการเล่าเรื่องของหมอลำพื้นดั้งเดิม มาประยุกต์และนำเสนอในรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะการแสดงหมอลำพื้นของภาคอีสานกับการแสดงเดี่ยวแบบละครตะวันตกเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำพื้นให้สามารถเข้าถึงผู้ชมในยุคปัจจุบันได้</p> <p>เนื้อเรื่องที่นำมาประยุกต์ใช้คือ “นางกีสาโคตมีเถรี” ซึ่งสะท้อนหลักธรรมแห่งชีวิตว่าด้วยการเกิด แก่ เจ็บ และตาย ตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีเนื้อหาที่สามารถสร้างความเข้าใจและให้แง่คิดอันลึกซึ้งแก่ผู้ชมในสังคมร่วมสมัยได้อย่างเหมาะสม</p> <p>กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการศึกษา วิเคราะห์ และดัดแปลงบทละครเวทีเรื่อง “กีสา” โดยอาจารย์มัลลิกา ตั้งสงบ ให้มีรูปแบบการเล่าเรื่องที่ผสมผสานระหว่างนิทานพื้นบ้านและบทละครตะวันตก พร้อมทั้งพัฒนาทักษะด้านการขับร้องหมอลำพื้นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ การฝึกทักษะการแสดงเดี่ยว และการซ้อมร่วมกับนักดนตรีและผู้กำกับการแสดง เพื่อให้การนำเสนอการแสดงมีความสมบูรณ์</p> <p>ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยสามารถประยุกต์ใช้กลวิธีของหมอลำพื้นดั้งเดิมร่วมกับรูปแบบการแสดงเดี่ยวแบบละครตะวันตกได้อย่างกลมกลืน เกิดเป็นผลงานหมอลำพื้นร่วมสมัยที่ทั้งคงคุณค่าทางวัฒนธรรมและสามารถเข้าถึงผู้ชมในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ชมเกิดความตระหนักในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีส่วนช่วยส่งเสริมการศึกษาแนวทางสู่การพัฒนาศิลปะพื้นบ้านอีสานร่วมสมัยอีกด้วย<br><br><br></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297157
ทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพฤติกรรมและการยอมรับเทคโนโลยีการขยายเสียงกีตาร์ของนักดนตรีเมทัลไทย กรณีศึกษาเครื่องขยายเสียงแบบดั้งเดิม และระบบจำลองเสียงดิจิทัล
2026-06-19T09:40:56+07:00
ศักดิ์สิทธิ์ สมิทธิธรรม
saksit.smi@bkkthon.ac.th
อัญชัญ เจริญศรีเมือง
auncan.cha@bkkthon.ac.th
ศิริวรรณ์ อินทรกำแหง
siriwan_morphasa@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้อุปกรณ์ขยายเสียงของนักกีตาร์แนวเมทัลในประเทศไทย ภายใต้บริบทที่เทคโนโลยี Amp Modeler และ Impulse Response (IR) มีบทบาทต่ออัตลักษณ์ทางเสียง งานวิจัยมุ่งทำความเข้าใจมิติด้านเทคโนโลยี วัฒนธรรม และตัวตนทางดนตรีที่กำหนดพฤติกรรมการเลือกใช้อุปกรณ์</p> <p>การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา โดยสัมภาษณ์เชิงลึกนักดนตรีที่เล่นกีตาร์ แนวดนตรีเมทัล ในประเทศไทย จำนวน 10 คน ที่มีประสบการณ์การใช้งานแอมป์หลอดและระบบ Modeler/IR ในการฝึกซ้อม การแสดงสด และการบันทึกเสียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การเลือกใช้อุปกรณ์มิได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวแต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ประสบการณ์ และอัตลักษณ์ทางดนตรี นักดนตรีมองว่า แอมป์หลอดให้แรงตอบสนองและมิติของเสียงที่ช่วยส่งอารมณ์ ขณะที่ Modeler/IR ให้ความสะดวกและความคงที่ของเสียง ทำให้เกิดรูปแบบการใช้งานผสมผสานตามบริบท อีกทั้งพบแนวคิด “ความถูกที่ทางของเสียง” ซึ่งสะท้อนพบว่า นวัตกรรมดนตรีดังกล่าวมีผลการประเมินว่ามีคุณภาพเหมาะสมกับการนำไปใช้การประเมินว่าเสียงที่ได้สอดคล้องกับตัวตนผู้เล่นเพียงใด สรุปได้ว่า การเลือกอุปกรณ์เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยี วัฒนธรรม และตัวตนของนักดนตรีจริงอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.60 (<span class="CCcommand"><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="สมการ"></span>) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.=0.19)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297159
การพัฒนากระบวนการฝึกทักษะดนตรีสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม ระดับเยาวชนในเขต 3 บุรี
2026-06-19T09:59:18+07:00
อภิวัฒน์ สุริยศ
apiwat.s@lawasri.tru.ac.th
สรายุทธ์ พานเทียน
sarayut.p@lawasri.tru.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการฝึกทักษะดนตรีและประเมินผลการใช้สำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมระดับเยาวชนในจังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี และสระบุรี หลังจากศึกษาสภาพปัญหาและพัฒนานวัตกรรมกระบวนการฝึกทักษะดนตรีขึ้นแล้ว ผู้วิจัยได้นำไปทดลองใช้และประเมินผลทักษะการบรรเลง ใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. คุณภาพเสียง 2. ความถูกต้องของตัวโน้ตและจังหวะ 3. เทคนิคการบรรเลง 4. การสื่ออารมณ์เพลง และ 5. การบรรเลงรวมวง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for dependent samples) พบว่า คะแนนทักษะการบรรเลงโดยรวมหลังการทดลอง (ค่าเฉลี่ย = 4.25, S.D. = 0.55) สูงกว่าก่อนการทดลอง (ค่าเฉลี่ย = 2.85, S.D. = 0.60) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยชี้ชัดว่ากระบวนการที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับความสามารถของนักดนตรีได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297161
การออกแบบท่ารำจากแหล่งโบราณคดีกรณีศึกษารอยพระพุทธบาทคู่ เมืองศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
2026-06-19T10:07:15+07:00
ปิราวรรณ ยุทธกิจ
pirawannat@gmail.com
พิมลพรรณ เลิศล้ำ
pimonpun@go.buu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทของโบราณสถานรอยพระพุทธบาทคู่ เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี และออกแบบท่ารำจากแหล่งโบราณคดี โดยใช้แนวทางนาฏศิลป์สร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงศิลปะแบบดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดร่วมสมัยผ่านการสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และการศึกษาภาคสนามในพื้นที่โบราณสถาน ผลการวิจัยพบว่า รอยพระพุทธบาทคู่เมืองศรีมโหสถ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญทางศาสนา เกิดความเชื่อความศรัทธาของคนในชุมชน และยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ควรแก่การเรียนรู้ในการออกแบบท่ารำของผู้วิจัยได้นำเอาแรงบันดาลใจจากรูปแบบลวดลายประติมากรรมบนรอยพระพุทธบาทคู่ และเครื่องสักการะ พร้อมบริบทในการประกอบพิธีกรรมในงานเทศกาลประจำปีของอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ชื่อว่า “มาฆบูรณียศศรีปราจีน” นำมาประยุกต์เป็นท่วงท่าการแสดงที่สื่อความหมายถึงความศรัทธา การธำรงธรรมตามเส้นทางธรรมรอยพระพุทธบาทคู่” ซึ่งประกอบด้วยท่ารำ เครื่องแต่งกาย และเครื่องดนตรีที่ออกแบบขึ้น โดยยังคงความงดงามของนาฏศิลป์ไทยแบบดั้งเดิมมีการสะท้อนถึงรูปแบบอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีศักยภาพในการนำไปใช้ในการเรียนการสอนตลอดจนการอนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมสู่สาธารณชน<br>อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297164
การดำเนินทำนองระนาดเอกเพลงหน้าพาทย์ประกอบพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ของครูศักดิ์ชัย ลัดดาอ่อน
2026-06-19T10:18:55+07:00
ธิติวุฒิ โกมุทรัตนานนท์
thitiwut03102908@gmail.com
ภัทระ คมขำ
pattara.k@chula.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องและการดำเนินทำนองระนาดเอก เพลงหน้าพาทย์ไหว้ครูของครูศักดิ์ชัย ลัดดาอ่อน ผลการวิจัยพบว่าการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ ระนาดเอกมีบทบาทสำคัญคือต้องดำเนินกลอน คุณสมบัติผู้บรรเลงต้องมีปฏิภาณไหวพริบ มีความรับผิดชอบสูงมีทักษะการบรรเลงที่ดี และเข้าใจหลักการบรรเลงประกอบไปด้วยกลอนเสียง แนว และรัวท้าย การดำเนินทำนองของครูศักดิ์ชัย ลัดดาอ่อน แบ่งได้ 3 ส่วนคือ ดำเนินกลอนตีสับ และตีตามทำนองหลัก การตีตามทำนองหลักใช้ตอนขึ้นต้น ลงจบ และแทรกระหว่างเพลงในทำนองเน้นดำเนินกลอนโดยยึดทางเสียงและลูกตกตามทำนองหลัก พบการใช้กลอน 7 รูปแบบ กลอนอัตลักษณ์คือ กลอนสับเสียง กรณีทำนองซ้ำปรับกลอนให้ต่าง ช่วงท้ายใช้กลอนเรียบง่าย กลวิธีพิเศษส่วนใหญ่ใช้ตามทำนองหลัก พบมากที่สุดคือ สะบัด สะเดาะ การตีสับใช้ย้ำทำนองและรักษาสำนวนเพลง รัวท้ายแต่ละเที่ยวมีความแตกต่างและเพิ่มความซับซ้อนตามลำดับ รัวพิเศษมีความเรียบง่าย รัวลาเดียวมีความสัมพันธ์ของกลุ่มทำนอง พบการใช้กลวิธี 14 รูปแบบ กลวิธีที่พบทุกรัว เช่น สะบัดแยกมือ ขยี้นอนวัน รัวลูกเดียว กลวิธีที่ครูศักดิ์ชัยถนัดที่สุดคือ การตีแยกมือผสมกลวิธีอื่นเป็นกลุ่มเรียก “ลูกนกกระจอก”</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297165
เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่อง เพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ชมปฐมวัย
2026-06-19T10:24:35+07:00
พรธิดา ผลดี
6688015022@student.chula.ac.th
พรรัตน์ ดำรุง
dpornrat@gmail.com
<p><strong> </strong>วิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในแบบวิจัยปฏิบัติการ (Practice Research) ทางศิลปะการละคร มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาหลักและเทคนิคในการแสดงละครเล่าเรื่อง ของพอล ซิลส์ และเกมละคร ของไวโอลา สโปลิน และ 2. เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ชมปฐมวัยเรื่อง <em>เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม</em> ผู้วิจัยออกแบบการแสดงและเป็นนักแสดง ศึกษาแนวคิดละครเล่าเรื่อง นิทานภาพเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพื่อออกแบบการแสดงละครสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ชม ฝึกฝนการแสดงด้นสดและเกมละคร เพื่อพัฒนาทักษะการด้นสด การมีสมาธิ และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม</p> <p>ผู้วิจัยจัดการแสดง 2 รอบในห้องเรียน และจัดการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและครู เพื่อประเมินผล ผู้วิจัยค้นพบรูปแบบการแสดงที่มีลักษณะเฉพาะ คือ “เล่า-นำ-เล่น-เป็นตัวละคร สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อม” รวมถึงพบว่าระหว่างการแสดงต้องพัฒนาทักษะการฟัง การสังเกต และด้นสด เนื่องจากละครเล่าเรื่องแบบมีส่วนร่วม ดึงดูดความสนใจของผู้ชมปฐมวัยผ่านอุปกรณ์การแสดง เพื่อให้ผู้ชมเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทั้งยังได้องค์ความรู้ว่า การสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมแก่<br>เด็กปฐมวัยให้สัมฤทธิผล โครงเรื่องต้องเข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรง และนักแสดงต้องมีสมาธิ ไหวพริบ และความเป็นมิตร เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297166
พัฒนาการและรูปแบบของชุดยืนเครื่องอย่างเบา
2026-06-19T10:35:15+07:00
ชัยชนะ เลี้ยงพงษ์
chaichana.lengpong@gmail.com
รติพัทธ์ ศิริพงษ์
ratiphat.si@ssru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการ และรูปแบบของชุดยืนเครื่องอย่างเบา โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาบ้านเครื่องทิเบตเครื่องละคร ซึ่งทิเบตเครื่องละครเป็นผู้ผลิต และให้บริการชุดยืนเครื่องอย่างเบา ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษางานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเอกสารและภาพถ่าย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ทิเบตเครื่องละครเริ่มทดลองออกแบบ และสร้างชุดยืนเครื่องอย่างเบา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เนื่องจาก นายทิเบต คำนุ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ มีความสนใจในเรื่องของชุด ยืนเครื่อง และต้องการที่จะเปิดคณะละครรำเป็นของตนเอง ซึ่งจะต้องมีชุดยืนเครื่องไม่เหมือนกับบ้านเครื่องอื่น ๆ โดยที่ยังคงใช้โครงสร้างชุดยืนเครื่องตามแบบแผนกรมศิลปากร แต่ได้มีการปรับพัฒนาและผสมผสานรูปแบบดั้งเดิมให้เข้ากับรูปแบบที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งรวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องตลาดมาประยุกต์ใช้ แต่ยังคงความงดงามของชุดยืนเครื่องไว้อย่างครบถ้วน ในส่วนของเครื่องแต่งกายยืนเครื่องที่สร้างขึ้นใหม่ ในแบบของทิเบตเครื่องละคร คือ พัสตราภรณ์ ได้แก่ เสื้อตัวใน เสื้อตัวนอก กรองคอ อินทรธนู รัดสะเอวห้อยข้าง ห้อยหน้า สนับเพลา นวมนาง และ<br>ผ้าห่มนาง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297167
ละครเพื่อการพัฒนาชุมชนเมือง สำหรับเด็กในพื้นที่บ้านทุ่งใหญ่ จังหวัดสงขลา
2026-06-19T10:42:50+07:00
ตถาตา สมพงศ์
tathata.so@skru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กกลุ่มเป้าหมายเล็งเห็นถึงปัญหาสังคมและร่วมกันหาทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าวและเพื่อนำเสนอละครสะท้อนปัญหาสังคมออกสู่สาธารณชน กลุ่มเป้าหมายคือเด็กในพื้นที่บ้านทุ่งใหญ่ จำนวน 6 คน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคือการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม แบบสัมภาษณ์และแบบประเมิน ซึ่งมีกลุ่มประชากรผู้ให้สัมภาษณ์และทำแบบประเมินจำนวน 2 กลุ่มคือ 1. ผู้นำชุมชนในพื้นที่บ้านทุ่งใหญ่ จำนวน 6 คน และ 2. ประชากรในพื้นที่บ้านทุ่งใหญ่ จำนวน 15 คน ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ภาคสนาม เพื่อเก็บข้อมูลประเด็นปัญหาของคนในพื้นที่บ้านทุ่งใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาออกแบบกระบวนการละครใช้จัดกิจกรรมกับเด็กกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 11 ครั้ง ผลจากการประเมินหลังจัดกระบวนการละครฯ พบว่าเด็กกลุ่มเป้าหมายทุกคนเล็งเห็นความสำคัญถึงปัญหาขยะในชุมชนของตนเอง เกิดแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงชุมชนของตนให้ดีขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น เกิดทักษะการทำงานกลุ่มร่วมกันค้นหาคำตอบเพื่อแก้ไขปัญหาและร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างกล้าหาญ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กกลุ่มเป้าหมายเล็งเห็นคุณค่าในตนเองและคุณค่าของชุมชนของตน พวกเขาจึงอยากดูแลรักษาชุมชนของพวกเขาและคาดหวังให้ทุกคนในชุมชนร่วมกันดูแลรักษาชุมชนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297168
เมดูซ่าต้องคำสาป : การสร้างสรรค์นาฏกรรมผสมวัฒนธรรม
2026-06-19T10:46:59+07:00
ไอศูรย์ ทิพย์ประชาบาล
beyond2dayade@hotmai.com
ขวัญแก้ว ประสานพานิช
Kwankaew.k@chula.ac.th
<p>ภูมิหลังและวัตถุประสงค์ นางเมดูซ่า (Medusa) เรื่องราวของเมดูช่าสะท้อนค่านิยมสังคม และบรรทัดฐานต่าง ๆ ของชีวิตมนุษย์ที่มีการแบ่งแยกชนชั้น เพศ การถูกคุกคามการเอาเปรียบโดนตราหน้าว่าเป็นปีศาจร้ายร้าย ทั้งที่เมดูช่าเป็นเพียง "เหยื่อ" ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการสร้างนาฏกรรมนี้ วิธีการศึกษารูปแบบการทดลองสร้างสรรค์ผลงานการแสดง โดยศึกษาหาข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์รายบุคคล เริ่มทำการทดลอง และสร้างสรรค์งานนาฏกรรมขึ้นตามลำดับ <br>ผลการศึกษาที่สำคัญนำเสนอผลงานการสร้างสรรค์ เมดูซ่าต้องคำสาป ในรูปแบบนาฏกรรมผสมวัฒนธรรม กล่าวถึงที่มาของการต้องคำสาปของนางเมดูซ่า นัยสำคัญของการศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมผสมวัฒนธรรม ชุด เมดุซ่าต้องคำสาป มีการนำโครงเรื่องมาจากตำนานปกรณัมของกรีก และมีการปรับเนื้อเรื่องให้กระชับ ใช้รูปแบบการดำเนินเรื่อง บทร้อง เพลง ที่แสดงสัญชาติมาประยุกต์ใช้ในการแสดง สรุปผลและแนวทางการศึกษาในอนาคต เป็นการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏกรรมขึ้นใหม่</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297153
ฉาบเล็ก: บทบาท กลวิธี และแนวทางการบรรเลงในบริบทดนตรีไทย
2026-06-19T09:14:16+07:00
สันติ อุดมศรี
santiudomsri@gmail.com
จรัญ กาญจนประดิษฐ์
Jarun@kku.ac.th
จตุพร สีม่วง
Jatuporn@kku.ac.th
<p>ฉาบเล็กเป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องกำกับจังหวะ มีวิธีการเฉพาะสำหรับตีประกอบเพลงไทยตามอัตราจังหวะและลักษณะของทำนองเพลง บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาท กลวิธี และแนวทางการบรรเลงฉาบเล็กในดนตรีไทย เนื้อหาเรียบเรียงขึ้นจากการวิเคราะห์วรรณกรรม สัมภาษณ์เชิงลึก และนำประสบการณ์ทางดนตรีของผู้เขียนมาเสริมบทวิเคราะห์เชิงพรรณนา การศึกษาชี้ให้เห็นว่า การสร้างจังหวะย่อยในการบรรเลงรวมวงในลักษณะ “จังหวะขัด” (syncopation) คือ บทบาทสำคัญของฉาบเล็ก กลวิธีการตีที่รับรู้โดยทั่วไปมีจำนวนสี่เสียง คือ “แช่” “วับ” “แจะ” และ “กรี” แนวทางการบรรเลงฉาบเล็กขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเรื่องอัตราจังหวะและรูปแบบของทำนองเพลง การเว้นและการซ้ำต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรูปแบบกระสวนจังหวะฉาบเล็กให้หลากหลาย ข้อเสนอของบทความนี้ คือ การให้ความสำคัญกับจังหวะฉาบเล็กในฐานะองค์ประกอบจังหวะของเพลงไทยเทียบเท่าจังหวะฉิ่งและจังหวะกลอง และเปิดโอกาสให้เกิดคำถามและมุมมองทางดนตรีใหม่ในการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ดนตรีในอนาคต</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297154
ระบำสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นจากลวดลายผ้าทอมืออ่างศิลา: กรณีศึกษา ระบำทอลายวิศิษฎ์ภูษา
2026-06-19T09:22:02+07:00
วาสิตา หุ่นศรี
61350041@go.buu.ac.th
มานิต เทพปฏิมาพร
manit@go.buu.ac.th
<p>บทความวิชาการฉบับนี้เป็นการถอดความรู้ด้านการออกแบบระบำจากนาฏศิลปะนิพนธ์ เรื่อง การสร้างสรรค์นาฏศิลป์จากผ้าทออ่างศิลา ชุด ทอลายวิศิษฏ์ภูษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏศิลป์จากกระบวนการทอผ้าและลวดลายผ้าทออ่างศิลา การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพและการสร้างสรรค์ทางนาฏศิลป์ โดยได้มีการดำเนินการศึกษาจากเอกสารวิชาการและการสัมภาษณ์เพื่อนําข้อมูลมาวิเคราะห์และนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานการแสดง โดยวิเคราะห์ข้อมูลและนำมาวางโครงสร้างการเเสดงเเบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 กระบวนการทอผ้า ช่วงที่ 2 ลวดลายผ้าทอ แนวคิดการออกแบบท่ารำคือการแปลงกิจกรรมทอผ้าเป็นนาฏยภาษาแล้วนำมาจัดวางองค์ประกอบโดยนำการกระทำและกิจกรรมการทอผ้าตามลำดับเรื่อง (Narrative Structure) ที่กำหนดไว้มาสร้างท่ารำตามภาพลักษณ์ของท่าทาง (Movement Imagery) แล้วถอดภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายออกมาในลักษณะของ "ท่ารำ" ตามลักษณะการเคลื่อนที่ของผู้ทอผ้าการนำเส้นด้าย ผืนผ้า กระสวย หรือกี่ทอผ้ามาประกอบการรำ สามารถช่วยสร้างภาพจำที่เชื่อมโยงผู้ชมเข้ากับบริบทของงานหัตถกรรมพื้นบ้านการออกแบบท่ารำจากลวดลายผ้าใช้หลักการพื้นฐานทางทัศนศิลป์จากองค์ประกอบของเส้นและรูปทรงนำมาใช้วิเคราะห์ลวดลายเพื่อถอดออกมาเป็นเส้น ทิศทาง และการจัดวางตำแหน่งของนักแสดง แนวคิดการสร้างสรรค์บทเพลงจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคกลางเพื่อสื่อสารความหมายและเล่าเรื่องตามโครงสร้างการแสดงที่กำหนดไว้ </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297155
การตีความและอรรถาธิบายวิธีการบรรเลงบทเพลง ดุริยศิรวาทราชสดุดี ประพันธ์โดย ศักดิ์ชัย เจริญสุขสนาน
2026-06-19T09:28:02+07:00
อัครพล เดชวัชรนนท์
akkarapon@go.buu.ac.th
ศักดิ์ชัย เจริญสุขสนาน
sakchaij@go.buu.ac.th
<p>บทความนี้วิเคราะห์และอธิบายวิธีการบรรเลงบทเพลง "ดุริยศิรวาทราชสดุดี" ซึ่งประพันธ์ดนตรีโดยอาจารย์ศักดิ์ชัย เจริญสุขสนาน และคำร้องโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉลวย มงคล บทเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวี "อาศิรวาทราชสดุดี" ที่แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2562 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และเผยแพร่โดยวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยบูรพาในปี พ.ศ. 2567 วัตถุประสงค์หลักคือการศึกษาบทเพลงในลักษณะการอ่านบทร้อยกรองประกอบดนตรี และสร้างองค์ความรู้ด้านการแสดงดนตรี บทความนี้เน้นการวิเคราะห์ ตีความ และอธิบายวิธีการบรรเลงจากมุมมองผู้อำนวยเพลง โดยขยายแนวคิดหลัก 3 ประการของผู้ประพันธ์: การประโคมแตร (Fanfare) การใช้เสียงสร้างบรรยากาศ (Ambient Sound) ระหว่างการอ่านบทร้อยกรอง และการประโคมถวายสดุดีโดยวงดุริยางค์ (Wind Symphony Fanfare in Praise) เพื่อให้ดนตรีเสริมความหมายและอารมณ์ของบทร้อยกรองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น วิธีการศึกษาประกอบด้วยการวิเคราะห์โครงสร้างบทเพลง การตีความสัญลักษณ์ทางดนตรี การวิเคราะห์เสียงประสาน และการอธิบายวิธีการบรรเลงที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่มเครื่องดนตรี ผลการศึกษาพบว่าภาษาของบทร้อยกรองและดนตรีมีความสอดคล้องกันอย่างมาก แนวคิดหลักทั้งสามประการช่วยขยายความหมายและอารมณ์ของบทร้อยกรองได้อย่างลึกซึ้ง การตีความและการออกแบบวิธีบรรเลงนี้ช่วยยกระดับบทประพันธ์ให้มีคุณค่าทางดุริยศิลป์ และสร้างองค์ความรู้ที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการเตรียมบทเพลงประเภทนี้ โดยสรุป บทเพลง "ดุริยศิรวาทราชสดุดี" ผสมผสานความงามของบทร้อยกรองและพลังของดนตรีได้อย่างลงตัว การศึกษานี้มีประโยชน์ต่อผู้อำนวยเพลง นักดนตรี และผู้สนใจบทเพลงลักษณะผสมผสาน และเป็นแนวทางในการตีความบทเพลงร่วมสมัย รวมถึงเป็นการเทิดพระเกียรติอย่างสมพระเกียรติ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297156
สื่อทำมือกับการพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านนาฏศิลป์ไทย
2026-06-19T09:33:14+07:00
ภคพร หอมนาน
t.nannpru@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ผู้เขียนต้องการมุ่งเน้นแนวคิดของสื่อทำมือในการพัฒนาการเรียนการสอนนาฏศิลป์ ความสำคัญของสื่อทำมือในการเรียนการสอนนาฏศิลป์ ประเภทของสื่อทำมือสำหรับการเรียนการสอนนาฏศิลป์ แนวทางการประยุกต์ใช้สื่อทำมือในการเรียนการสอนนาฏศิลป์ กรณีศึกษาและผลการใช้สื่อทำมือในการเรียนการสอนนาฏศิลป์ แนวทางการพัฒนาสื่อทำมือในอนาคต ประโยชน์ของสื่อทำมือเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนและคุณภาพของผู้เรียนให้เกิดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้เขียนได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะอาจารย์ในศาสตร์วิชาชีพครูและได้เข้าปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาจำนวน 6 ชั่วโมง ผู้เขียนจึงได้มองเห็นถึงปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่อาจมีข้อจำกัด ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนในการเรียนรู้ จากประเด็นที่กล่าวมานี้ผู้เขียนจึงได้เกิดความสนใจ และมองเห็นความสำคัญของสื่อทำมือที่เหมาะกับผู้เรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์การสอนที่จำเป็น นอกจากนี้สื่อทำมือยังกำหนดรูปแบบหรือสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ และตรงตามเป้าหมายที่กำหนด นอกจากนี้รายวิชานาฏศิลป์ไทย มีความจำเป็นอย่างมากในการถ่ายทอดองค์ความรู้พื้นฐานให้กับผู้เรียนได้เข้าใจ และปฏิบัติได้ถูกต้อง ตามจารีตทางด้านนาฏศิลปะไทย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์และศิลป์ที่เป็นสมบัติทางศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Mupabuujournal/article/view/297162
TECHNO SURROUND CONCERT: รูปแบบการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเสียง SURROUND 5.1
2026-06-19T10:11:25+07:00
ณัฐพร โกศัยกานนท์
nathaporn.ko@bsru.ac.th
ณัฐศรัณย์ ทฤษฎิคุณ
hornbn@gmail.com
สมภาศ สุขชนะ
somphart.su@bsru.ac.th
จิรัฐ มัธยมนันทน์
jirat.tor@gmail.com
<p>การจัดการเรียนการสอนด้านดนตรีในระดับอุดมศึกษาจำเป็นต้องเชื่อมโยงความรู้เชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้พร้อมต่อการทำงานในสายวิชาชีพ บทความนี้นำเสนอผลการดำเนินโครงการ “Techno Surround Concert” ซึ่งเป็นการแสดงผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่สอง หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตดนตรี วิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการองค์ความรู้จากหลายรายวิชา อาทิ ธุรกิจดนตรีเบื้องต้น การปรับแต่งคุณภาพเสียง และเทคโนโลยีการบันทึกเสียง มาประยุกต์ใช้ร่วมกันในการจัดคอนเสิร์ตจริง จุดเด่นของโครงการอยู่ที่การประยุกต์ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถสร้างระบบเสียง Surround 5.1 สำหรับการแสดงดนตรีสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>การดำเนินงานแบ่งออกเป็นสามขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนและการแบ่งหน้าที่ การซ้อมและการทดสอบระบบ และการจัดการแสดงจริง โดยมีการประยุกต์ใช้ Mixer Behringer X32 ร่วมกับโปรแกรม Logic Pro ในการประมวลผลและกระจายสัญญาณเสียงรอบทิศทาง แม้จะมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ แต่ด้วยการปรับโครงสร้างการทำงานและการสร้างห้อง Mix ชั่วคราวเพื่อทดสอบระบบ นักศึกษาสามารถออกแบบ Sound Design ที่ตอบสนองต่อการแสดงสดได้อย่างลงตัว ผลการจัดแสดงมีผู้เข้าชมกว่า 200 คน ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากผู้ชม และสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของนักศึกษาในการทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการทำงานเชิงวิชาชีพ</p> <p>โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) และการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning) ที่ช่วยพัฒนาทั้งทักษะทางวิชาการและวิชาชีพ พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างของการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาหลักสูตรดนตรีในอนาคตได้อีกด้วย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา