https://so06.tci-thaijo.org/index.php/PolscituJR/issue/feed รัฐศาสตร์สาร 2026-08-18T14:39:50+07:00 ศาสตราจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา polscitu.jr@gmail.com Open Journal Systems <p>ISSN : 0125-135X (Print)</p> <p>ISSN: XXXX-XXXX (Online)</p> <p><strong>รัฐศาสตร์สาร</strong> เป็นวารสารวิชาการฉบับแรกของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เป็นสื่อกลางสำหรับแลกเปลี่ยนนานาทัศนะในหมู่นักวิชาการและเผยแพร่ความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ทั้งในรูปบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความแปล และบทปริทัศน์หนังสือ </p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/PolscituJR/article/view/280784 การก่อตัวและดำรงอยู่ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในทางนโยบายของรัฐไทย 2025-03-03T08:09:35+07:00 ธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ teerat93@gmail.com <p>วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการก่อตัวขึ้นและดำรงอยู่ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในทางนโยบายของรัฐไทย ในฐานะที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นแนวคิดการพัฒนาที่สำคัญอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของสังคมไทย และถูกใช้เป็นแนวนโยบายในการพัฒนาของรัฐไทยเช่นเดียวกัน เพื่อตอบคำถามที่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงได้ก่อตัวขึ้นเป็นนโยบายและสามารถดำรงอยู่เป็นแนวนโยบายของรัฐไทยมาอย่างยาวนานได้อย่างไร และภาครัฐมีแนวทางในการแปลงเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นนโยบายสาธารณะอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า เศรษฐกิจพอเพียงสามารถก่อตัวขึ้นเป็นนโยบายได้นั้น มาจากการที่มีเป้าหมายในการจัดการกับปัญหาได้หลากหลาย การซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทางนโยบายและการบริหารงานภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปี 2549 การที่นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงดำรงอยู่มาอย่างยาวนานทั้งยังถูกนำไปขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เกิดจากปัจจัยทางการเมืองและสถาบันในหลายประการด้วยกัน โดยตัวแบบสถาบันได้แสดงให้เห็นว่า รัฐไทยได้มีการใช้สถาบันในทางการเมืองต่าง ๆ เพื่อกำกับควบคุมให้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงถูกนำไปขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง การระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์และแผนงานพัฒนาของรัฐตั้งแต่ในระดับชาติลงไปถึงระดับของหน่วยงาน และการดำเนินการต่าง ๆ ของคณะรัฐมนตรีที่ส่งผลอย่างเป็นทางการต่อนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง และตัวแบบผลประโยชน์ได้แสดงให้เห็นว่านโยบายโครงการเศรษฐกิจพอเพียงถูกขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเพราะนำมาซึ่งผลประโยชน์และแรงจูงในหลายประการให้กับตัวของข้าราชการ ตัวอย่างเช่น การได้รับการจัดสรรงบประมาณที่มากขึ้น ความมั่นคงและความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน อำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายที่เป็นอิสระมากกว่า รวมถึงผลประโยชน์และแรงจูงใจในมิติอื่น ๆ เช่นเดียวกัน</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 รัฐศาสตร์สาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/PolscituJR/article/view/293430 กับดักเชิงโครงสร้างและวิกฤตการณ์เชิงอภิบาลในการจัดการขยะมูลฝอยของไทย 2026-03-09T09:13:34+07:00 พิชญา วิทูรกิจจา pchya.w@gmail.com <p>วิกฤตการณ์การจัดการขยะมูลฝอยของประเทศไทยเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน โดยการศึกษาทั่วไปมักอธิบายว่าสาเหตุเกิดจากข้อจำกัดด้านเทคนิคหรือข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ งานศึกษาชิ้นนี้นำเสนอแนวคิดว่า ความล้มเหลวดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตการณ์เชิงอภิบาล ซึ่งแฝงตัวอยู่ในโครงสร้างสถาบันและกลไกการกำกับดูแลของภาครัฐ การศึกษานี้ประยุกต์ใช้กรอบการวิเคราะห์เชิงสถาบันแนววิพากษ์ร่วมกับการศึกษาเอกสารทางกฎหมายและนโยบาย เพื่อค้นหาสาเหตุของความล้มเหลวเชิงระบบดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่าปัญหาเกิดจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 3 ด้านที่ทำงานประสานกัน ด้านแรกคือกับดักทางกฎหมาย ซึ่งเกิดจากบทลงโทษที่ไม่สัดส่วนกับความผิดและอุปสรรคด้านมาตรฐานการพิสูจน์ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพและก่อให้เกิดพื้นที่แห่งการลอยนวล ด้านที่สองคือกับดักทางตลาด ซึ่งเกิดจากการขาดนโยบายที่บังคับให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบ ทำให้กลุ่มผู้ผลิตสามารถผลักภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมเข้าสู่สังคมส่วนรวม ด้านที่สามคือกับดักเชิงสถาบัน รัฐส่วนกลางถ่ายโอนภารกิจการจัดการขยะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้จัดสรรทรัพยากรทางการคลังอย่างเพียงพอ ซึ่งเน้นย้ำความย้อนแย้งของการกระจายอำนาจของรัฐไทย การแก้ไขวิกฤตการณ์ขยะมูลฝอยไม่อาจอาศัยเพียงมาตรการทางเทคนิคหรือการบริหารจัดการรูปแบบเดิม ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปเชิงสถาบันและออกแบบโครงสร้างการกำกับดูแลใหม่ เพื่อแก้ไขวงจรความล้มเหลวเชิงอภิบาลอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 รัฐศาสตร์สาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/PolscituJR/article/view/276771 “Two elephants in one room” เมื่อช้างสองตัวอยู่ในห้องเดียวกัน: การวิเคราะห์กฎหมายเพื่อจัดการภัยพิบัติและวิกฤติด้านน้ำของประเทศไทย พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 2024-09-06T14:41:21+07:00 นาอีม แลนิ naimnl@tu.ac.th <p>ประเทศไทยพบเจอความเสี่ยงภัยที่เกี่ยวข้องกับน้ำทั้งจากปัจจัยเชิงกายภาพและภูมิสังคม และแนวโน้มความเสี่ยงนั้นเพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะภูมิอากาศในระดับโลก เครื่องมือสำคัญหนึ่งในการจัดการภัยพิบัติคือเครื่องมือทางกฎหมาย ในงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติและการจัดการน้ำยังขาดมุมมองเชิงการศึกษากฎหมายเชิงลึก โดยเฉพาะกฎหมายที่มีผลต่อการกำหนดกลไกการบริหารจัดการและโครงสร้างเชิงสถาบันเพื่อรับมือกับวิกฤติน้ำและการจัดการภัยพิบัติทางด้านน้ำที่ครบทั้งวงจรการเกิดภัย ประเทศไทยมีสองกฎหมายหลักที่สำคัญต่อกระบวนการจัดการภัยพิบัติด้านน้ำและสภาวะวิกฤติ คือ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่ง พ.ศ. 2561 วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญและความแตกต่าง เกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการจัดการ และกลไกการบริหารจัดการวิกฤติน้ำของประเทศ ที่มีผลต่อการทำงานเชิงปฏิบัติ งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกฎหมายทั้งสองฉบับโดยใช้กรอบแนวคิดการจัดการน้ำสภาวะวิกฤติและความเสี่ยงภัยพิบัติ การจัดการปัญหาและวิกฤติด้านน้ำของประเทศที่ต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวเนื้อหาและความเชื่อมโยงการของกฎหมายอย่างเป็นระบบเพื่อการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันข้ามภาคส่วนอย่างบูรณาการ ผลการศึกษาพบว่าการจัดการภัยพิบัติและวิกฤติด้านน้ำอย่างเป็นระบบต้องอาศัยความเข้าใจและการทำงานร่วมงานกันของสองกฎหมายนี้และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการความเสี่ยงเชิงรุกและการใช้ชุมชนและทุกภาคส่วนเป็นฐานในการพัฒนาลดความเสี่ยง งานวิจัยนี้มีขอบเขตการศึกษาอยู่เฉพาะการวิเคราะห์และเปรียบเทียบสาระสำคัญของทั้งสองพระราชบัญญัติเท่านั้น ข้อค้นพบจากงานวิจัยอาจนำไปสู่การศึกษาเชิงลึกกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการประเด็นเฉพาะของนโยบายสาธารณะอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงภูมิศาสตร์ สังคมและสิ่งแวดล้อม</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 รัฐศาสตร์สาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/PolscituJR/article/view/288562 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม เพื่อจัดการอุทกภัยในตำบลทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง 2025-11-11T12:52:03+07:00 ปุญญวันต์ จิตประคอง punyawan.huso@gmail.com <p>ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ ที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยซ้ำซากภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ระบบการจัดการภัยพิบัติแบบสั่งการตามสายการปกครองแบบเดิมจึงมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งการขาดการบูรณาการข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงาน การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาสังคมที่ไม่ต่อเนื่อง และการที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังไม่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับระบบเตือนภัยสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ</p> <p> บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายแบบมีส่วนร่วมสำหรับการจัดการอุทกภัยในตำบลทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบการศึกษากรณีด้วยการวิจัยแบบมีส่วนร่วม แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย การวิเคราะห์รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม การพัฒนารูปแบบ การถ่ายทอดและขยายผล ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชนและประชาชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับจังหวัดและภูมิภาค และผู้เชี่ยวชาญและองค์กรภายนอก โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงร่วมกับการสุ่มแบบลูกโซ่ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสำรวจภาคสนาม ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์แบบอุปนัยเชิงคุณภาพ และการตรวจสอบแบบสามเส้า โดยใช้ทฤษฎีการบริหารจัดการเครือข่าย ทฤษฎีการบริหารแบบร่วมมือ และทฤษฎีการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่เป็นกรอบวิเคราะห์</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ระบบการแจ้งเตือนภัยและกลไกการตอบสนองยังดำเนินการภายใต้รูปแบบการบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจที่ขัดต่อหลักการเครือข่าย เทคโนโลยีสารสนเทศขาดการบูรณาการกับชุมชน โครงสร้างหน่วยงานขาดการทำงานเชิงเครือข่ายที่เป็นระบบ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนยังมีลักษณะเฉพาะกิจและขาดความต่อเนื่อง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายแบบบูรณาการ 4 ระดับ โดยใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์เป็นกลไกสร้างเอกภาพในการบริหารจัดการและความชัดเจนในสายการบังคับบัญชา ควบคู่กับการนำแนวคิดการบริหารจัดการเครือข่ายมาใช้เป็นโครงสร้างระดับปฏิบัติการที่ยึดหลักฉันทามติในเป้าหมายร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นแกนกลาง รูปแบบดังกล่าวประกอบด้วยระดับนโยบาย ระดับฐานข้อมูลกลาง ระดับปฏิบัติการ และระดับชุมชน โดยเน้นการเชื่อมโยงแนวดิ่งและแนวราบ การประสานงานข้ามภาคส่วน และการสร้างความยั่งยืนผ่านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 รัฐศาสตร์สาร