วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI <p><strong>วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร</strong></p> <p><strong>ISSN 2822-0005 (Online)</strong></p> <p><strong> </strong>วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นเวทีทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ครอบคลุมสาขาต่าง ๆ ในด้านบริหารธุรกิจและนวัตกรรม อาทิ บัญชี การเงิน เศรษฐศาสตร์ การตลาด เทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ การจัดการซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์หลักของวารสารคือเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ และสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยให้เกิดความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในวงวิชาการ โดยเผยแพร่ผ่านระบบ Thai Journals Online (ThaiJO) เพื่อให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางในรูปแบบสากล.</p> <p> </p> <p><strong>**ผู้ประเมินบทความ</strong> เป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ จำนวน 3 ท่าน</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน (เผยแพร่เดือนมิถุนายน)</p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม (เผยแพร่เดือนธันวาคม)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ท่านสามารถกดส่งบทความได้ที่ <a title="Submit your Article" href="https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/about/submissions">Submit your Article</a></strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>*วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ </strong></p> Faculty of Business Administration, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon en-US วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร 2822-0005 <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งบทความแต่เพียงผู้เดียว โดยกองบรรณาธิการวารสารจะไม่มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นในทุกกรณี</p> โมเดลทรานส์ฟอร์มธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่ (Digital Transformation Canvas) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/291368 <p>ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น และพลวัตทางเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้ธุรกิจมีโอกาสที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ได้อย่างคาดไม่ถึง หนังสือ <strong><em>Digital Transformation Canvas โมเดลทรานส์ฟอร์มธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่</em></strong> นำเสนอแนวทางการวิเคราะห์และการออกแบบการเปลี่ยนผ่านธุรกิจผ่านผืนผ้าใบ canvas เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อจำกัดของโมเดลธุรกิจเดิม และสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีคิดใหม่ ที่นำไปสู่การสร้างขีดความสามารถหลักรูปแบบใหม่ ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล (Digital Business) เพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่</p> ภิญญา มากธนะรุ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 105 108 กลยุทธ์การสร้างแบรนด์คาแรคเตอร์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ ART TOY แบรนด์ POP MART ของกลุ่ม GEN Z ในจังหวัดนครปฐม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/286993 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อและศึกษากลยุทธ์การสร้างแบรนด์คาแรคเตอร์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ ART TOY แบรนด์ POP MART ของกลุ่ม GEN Z ในจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้า ART TOY แบรนด์ POP MART ซึ่งเป็นกลุ่ม GEN Z ในจังหวัดนครปฐม จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การทดสอบสมมติฐานทางสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรตามระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกัน (เป็นอิสระจากกัน) (Independent Sample t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว คือ วิธีการทางสถิติที่ใช้ทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของประชากรตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (One-Way ANOVA F-test) และทำการการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis: MRA) เพื่อหาความสัมพันธ์ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.050<br />ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 19-20 ปี ระดับการศึกษา ปริญญาตรี เป็นนักเรียน นักศึกษา และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,000-10,000 บาท โดยผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความตั้งใจซื้อแตกต่างกัน ได้แก่ ปัจจัยด้านอายุ อาชีพ และระดับการศึกษา ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.050 สำหรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์คาแรคเตอร์ ได้แก่ 1) ด้านบุคลิกภาพ 2) ด้านลักษณะทางกายภาพ 3) ด้านอารมณ์ขัน 4) ด้านประสบการณ์ของผู้บริโภค ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.000 ซึ่งกลยุทธ์การสร้าง แบรนด์คาแรคเตอร์แบรนด์มีความโดดเด่นทั้ง 4 ด้าน สามารถสร้างอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาพลักษณ์และประสบการณ์ทางอารมณ์ที่มีต่อแบรนด์ในกลุ่มของผู้บริโภค GEN Z</p> ภัททนิตย์ ชูคง ปิติ จอนใจตรง ศรีไพล อิ่มสำราญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 8 18 อิทธิพลของความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ต่อโอกาส การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/285287 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ที่มีต่อโอกาสการเติบโตของบริษัท โดยศึกษาข้อมูลจากบริษัท<br />จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2564 จำนวน 335 บริษัท รวมทั้งสิ้น 1,005 ข้อมูล ความรับผิดชอบด้าน ESG ของบริษัท วัดจากตัวชี้วัด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CG Score) <br />2) การได้รับการจัดอันดับกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 3) การได้รับคัดเลือกอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment: THIS) และ 4) การได้รับรางวัลรายงานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนด้าน ESG ส่วนโอกาสในการเติบโต วัดจากตัวชี้วัด 2 ด้าน ได้แก่ 1) อัตราส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ และ 2) อัตราส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าตามบัญชีของส่วนของผู้ถือหุ้น โดยใช้วิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis) เพื่อจัดกลุ่มตัวแปรที่ชี้วัดความรับผิดชอบด้าน ESG และใช้สถิติวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ในการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ แสดงให้เห็นว่า ความรับผิดชอบด้าน ESG มีอิทธิพลเชิงบวกต่อโอกาสการเติบโตของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของกิจการในระยะยาว</p> <p>ผลการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ แสดงให้เห็นว่า ความรับผิดชอบด้าน ESG มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับโอกาสในการเติบโตของบริษัท สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของกิจการในระยะยาว</p> มนวิกา ผดุงสิทธิ์ พรพิชชา พรหมประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 19 31 การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม AppSheet เพื่อพัฒนากระบวนการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์กรณีศึกษา บริษัท ฮิตาชิ เอลลิเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/286476 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ของบริษัท ฮิตาชิ เอลลิเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยใช้แพลตฟอร์ม AppSheet ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Low-Code ที่สามารถเชื่อมต่อกับ GoogleSheets เพื่อจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของการวิจัยประกอบด้วย 1) เพื่อพัฒนาระบบสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ โดยเป็นกรณีศึกษาของบริษัท ฮิตาชิ เอลลิเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ พนักงานแผนกจัดซื้อ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ระบบสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น 2) แบบประเมินคุณภาพของระบบ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับ ดี และผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมาก สะท้อนให้เห็นว่าระบบดังกล่าวมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้จริงภายในองค์กร เพื่อสนับสนุนกระบวนการสั่งซื้อสินค้าให้มีประสิทธิภาพและความถูกต้องมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การวิจัยครั้งนี้มีข้อจำกัดในด้านจำนวนกลุ่มตัวอย่างซึ่งจำกัดเฉพาะพนักงานแผนกจัดซื้อ อาจส่งผลต่อการสรุปอ้างอิงเชิงทั่วไป ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในหน่วยงานหรือบริบทอื่นเพื่อยืนยันความถูกต้องและความเหมาะสมของระบบในระดับองค์กรที่กว้างขึ้น</p> สุธี เกินกลาง สุระชัย วิเศษโวหาร สุภาดา คำตา นพพล อินศร พัชรินทร์ วันทา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 32 43 ทักษะทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี ของเสมียนตราอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/290105 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบของทักษะทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของเสมียนตราอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 2) เปรียบเทียบทักษะทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของเสมียนตราอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เสมียนตราอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อุบลราชธานี กำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของเครซี่และมอร์แกน ได้ตัวอย่างจำนวน 269 คน <br />ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลกระทบของทักษะทางวิชาชีพ ด้านการเงินและบัญชี ด้านทักษะทางวิชาการเชิงปฏิบัติและหน้าที่งาน ด้านทักษะทางคุณลักษณะเฉพาะบุคคล และด้านทักษะทางปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและการสื่อสาร ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การเปรียบเทียบทักษะทางวิชาชีพตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรสและประสบการณ์ทำงานที่ต่างกัน มีทักษะทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลกระทบของทักษะทางวิชาชีพต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของเสมียนตราอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ทักษะทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี ด้านทักษะทางวิชาการเชิงปฏิบัติและหน้าที่งาน ด้านทักษะทางคุณลักษณะเฉพาะบุคคล และด้านทักษะทางปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและการสื่อสาร ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การเปรียบเทียบทักษะทางวิชาชีพตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรสและประสบการณ์ทำงานที่ต่างกัน มีทักษะทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ก้องเกียรติ สหายรักษ์ จุไรลักษณ์ สุวรรณเลิศ ประไพพิศ เลียบสื่อตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 44 56 ความสัมพันธ์ของสมรรถนะวิชาชีพทางการบัญชี ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงาน ด้านการเงินและบัญชีสถานศึกษาภาครัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/289157 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะวิชาชีพทางการบัญชีและประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงาน<br />ด้านการเงินและบัญชีของสถานศึกษาภาครัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคกลาง และเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสมรรถนะวิชาชีพทางการบัญชี ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี ซึ่งตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา <br />โดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ จำนวน 148 คน อ้างอิงตามตารางของ Krejcie &amp; Morgan (1970) เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามแล้วนำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์โดยใช้สถิติการถดถอยพหุคูณ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะวิชาชีพทางการบัญชีของผู้ปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านค่านิยม จริยธรรม และทัศนคติทางวิชาชีพมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านทักษะทางวิชาชีพ ด้านประสบการณ์ภาคปฏิบัติ และด้านความรู้ความสามารถเชิงเทคนิคตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติงานให้ความสำคัญต่อจรรยาบรรณ ความซื่อสัตย์ <br />และความรับผิดชอบในการทำงานควบคู่กับการพัฒนาความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีบัญชี ส่วนประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านความโปร่งใสมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ <br />ด้านความรับผิดชอบ และด้านความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้ปฏิบัติงานในการรักษาความถูกต้อง โปร่งใส และความเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า สมรรถนะวิชาชีพทางการบัญชีทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถเชิงเทคนิค ด้านทักษะทางวิชาชีพ ด้านค่านิยมและจริยธรรมทางวิชาชีพ และด้านประสบการณ์ภาคปฏิบัติ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสมรรถนะวิชาชีพสามารถพยากรณ์ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 54.4</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะวิชาชีพทางการบัญชีของผู้ปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านค่านิยม จริยธรรม และทัศนคติทางวิชาชีพมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านทักษะทางวิชาชีพ ด้านประสบการณ์ภาคปฏิบัติ และด้านความรู้ความสามารถเชิงเทคนิคตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติงานให้ความสำคัญต่อจรรยาบรรณ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบในการทำงานควบคู่กับการพัฒนาความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีบัญชี ส่วนประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านความโปร่งใสมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านความรับผิดชอบ และด้านความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้ปฏิบัติงานในการรักษาความถูกต้อง โปร่งใส และความเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า สมรรถนะวิชาชีพทางการบัญชีทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถเชิงเทคนิค ด้านทักษะทางวิชาชีพ ด้านค่านิยมและจริยธรรมทางวิชาชีพ และด้านประสบการณ์ภาคปฏิบัติ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ทัศนีย์ ทอดทิ้ง วาสนา ภู่ระหงษ์ น้ำทิพย์ พันธ์ละภะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 57 66 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของความฉลาดทางดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ ของเยาวชนไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/289895 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยความฉลาดทางดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลเชิงทฤษฎีกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในกลุ่มเยาวชนไทย เป็นการวิจัยเชิงประมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีการกำหนดขนาดตัวอย่าง ได้แก่ เยาวชนไทยที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน และมีมีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 680 คน จากมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน 5 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน ด้วยการคำนวณโควต้า และการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญที่ยินดีให้ข้อมูลด้วยความสมัครใจ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดทางดิจิทัลทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ 1) เอกลักษณ์พลเมืองดิจิทัล 2) การบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล 3) การจัดการการกลั่นแกล้งบนไซเบอร์ 4) การจัดการความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย 5) การจัดการความเป็นส่วนตัว 6) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ 7) ร่องรอยทางดิจิทัล และ 8) ความเห็นอกเห็นใจและสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นทางดิจิทัล ซึ่งทุกองค์ประกอบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีถึงดีเยี่ยม (χ²/df ≤ 2, GFI ≥ .996, RMSEA ≤ .05) ตัวบ่งชี้แต่ละด้านมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบระหว่าง 0.306-0.940 โดยส่วนใหญ่มีค่าอยู่ในระดับสูง (≥ .60) และมีค่าความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อน อยู่ในระดับต่ำ แสดงถึงความแม่นยำของเครื่องมือ และ 2) การรู้เท่าทันสื่อทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การเปิดรับสื่อ การวิเคราะห์สื่อ การเข้าใจสื่อ การประเมินค่า และการใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม <br />ตัวบ่งชี้ทุกข้อมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงกว่า .70 และมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ .001 พร้อมทั้งมีค่าความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อน อยู่ในระดับต่ำ-ปานกลาง แสดงถึงความแม่นยำและความเชื่อมั่นของโมเดล ผลการวิจัยยืนยันว่าองค์ประกอบการรู้เท่าทันสื่อทั้ง 5 ด้านสามารถใช้วัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์โมเดลเชิงสาเหตุและการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ</p> ฉันทนา ปาปัดถา ดุริยางค์ คมขำ กรรณิการ์ โต๊ะมีนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 67 83 ความท้าทายในการใช้โซล่าเซลล์ในภาคเกษตรเขตภาคกลางของประเทศไทย : มุมมองเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/278725 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ นำเสนอและอภิปรายประเด็นความท้าทายในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่านระบบโซล่าเซลล์ในภาคเกษตรกรรมเขตภาคกลางของประเทศไทย ในมุมมองเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงจากการศึกษาวรรณกรรม งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลเชิงประจักษ์จากภาคเกษตรกรรมจริง ทั้งนี้ ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนพลังงานจากไฟฟ้าและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น การนำพลังงานทางเลือกจากโซล่าเซลล์มาใช้จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาข้อมูลเชิงเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปัจจัยท้าทายสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบโซล่าเซลล์ที่ยังคงสูงเมื่อเทียบกับกำลัง การผลิตของเกษตรกรรายย่อย การขาดแคลนองค์ความรู้ด้านเทคนิคและการบริหารจัดการพลังงาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และข้อจำกัดด้านนโยบายสนับสนุนที่ไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาวและความพร้อมของบุคลากรในภาคเกษตรกรรมในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าความท้าทายในการประยุกต์ใช้พลังงานทางเลือกไม่ได้จำกัดอยู่ที่มิติทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และนโยบายสาธารณะด้วย บทความนี้จึงมุ่งให้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการวางนโยบายและแนวทางพัฒนาเชิงระบบให้ภาคเกษตรกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต</p> ชเนตตี พุ่มพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 84 96 Integrating Crystal Field Theory and Cross-Cultural Communication: A Mixed-Method Case Study of Thai Management Trainees https://so06.tci-thaijo.org/index.php/RMUTP_JBI/article/view/286936 <p>This study explores the conceptual integration of Crystal Field Theory (CFT) with Cross-Cultural Communication (CCC) as a metaphorical framework to understand the transformation of Thai management trainees during international internship programs. Using a mixed-method approach, the research combines quantitative analysis of satisfaction levels with qualitative reflection on intercultural experiences. Data were collected from 30 Thai management trainees who participated in cross-border professional training between 2023 and 2024. Descriptive statistics (Mean, SD, and %) were used to measure satisfaction levels, while thematic analysis was applied to reflective journals. The findings revealed that the trainees demonstrated notable improvement in five areas of CCC competence: cultural awareness, communication adaptability, teamwork, leadership, and emotional intelligence. The CFT metaphor illustrates how exposure to diverse cultural “fields” reshapes individuals’ professional identities just as ligand interactions in chemistry modify energy states within a crystal field. This interdisciplinary approach provides new insight into human adaptability and learning in multicultural environments.</p> Sarinrat Eiamworawuttikul ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 4 2 97 104