https://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/issue/feedAsian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textiles2025-11-28T12:53:14+07:00Asst. Prof. Dr. Kittitanut Yanpisit ykittanut@gmail.comOpen Journal Systems<p><strong>Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textiles <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2821-921X">ISSN 2821-921X(online)</a> <br /></strong>เป็นวารสารที่ไดรับการรับรองคุณภาพให้อยู่ในฐาน 2 (TCI 2) โดยศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย ในระหว่าง พ.ศ.2568-2572 </p> <p><strong>Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textiles เป็นวารสารวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์</strong></p> <ul> <li class="show">เพื่อพัฒนาศักยภาพผลงานทางวิชาการ การค้นคว้าและบทความทางวิชาการของนักศึกษาและบุคลากรทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</li> <li class="show">เพื่อให้บริการในการเผยแพร่ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพของนักศึกษาและบุคลากรทั้งภายในภายนอกสถาบัน</li> <li class="show">เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการรับใช้สังคมที่สามารถแก้ไขปัญหาของชุมชนและสังคมของบุคลากรทั้งภายในภายนอกสถาบัน</li> </ul>https://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/287163Inheritance and Innovation: Exploring Novel Dyeing Materials Based on Shunde Xiangyunsha's Traditional Craftsmanship2025-08-15T12:58:53+07:00Yanping Zeng 394868286@qq.comChusak Suvimolstien394868286@qq.comPoradee Panthupakorn394868286@qq.comSuwichai Kosaiyawat394868286@qq.com<p>This study centers on inheritance and innovation Shunde Xiangyunsha's traditional craftsmanship, aiming to explore novel dyeing materials to address the increasing scarcity of its core raw material, Dioscorea cirrhosa (Shǔ Liáng). This qualitative research, conducted from March to June 2025, used a systematic approach to collect and analyze Xiangyunsha’s craftsmanship and its connection to Shunde's geographical and cultural ecology. The primary tools were interviews and field observations at the Fuxing Guoni Field, where empirical data for new material application was gathered. The study's target groups included 2 Xiangyunsha inheritors, 3 practitioners, 3 textile professionals, and 15 Lunjiao community residents, totaling 23 individuals. We first elucidate Xiangyunsha's rich historical legacy as a national intangible cultural heritage and its unique "harmony between nature and humanity" ecological wisdom, detailing its complex manual dyeing principles, combining Shǔ Liáng plant dyeing with the "guo-wu" (blackening) process using iron-rich river mud, specifically highlighting the complexation reaction between tannins and iron ions. To overcome raw material bottlenecks and promote Xiangyunsha's sustainable development, this research deeply analyzed the traditional dyeing mechanisms and conducted innovative experiments at the Fuxing Guoni Field. We selected pomegranate peels, this tannin-rich plant, as an alternative dye; its extraction methods, immersion dyeing procedures, and the critical river mud "guo-wu" process were explored and validated. Results indicate that Xiangyunsha's traditional dyeing heavily relies on environmental factors and the iron ion content in the river mud. Furthermore, after multiple immersions and river mud treatments, pomegranate peels initially demonstrated the potential to complex with river mud iron ions, confirming the feasibility of novel plant dyeing materials in broadening Xiangyunsha's raw material sources. The Conclusion and Discussion section emphasizes that this exploration not only contributes to preserving Xiangyunsha's unique techniques but also achieves innovation by introducing readily available alternative materials, with future research focusing on quantitatively comparing the dyeing effects, colorfastness, and durability of these new materials, along with optimizing process parameters, to promote Xiangyunsha's contemporary innovation and market application while retaining its cultural essence.</p>2025-10-15T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/283279 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างช่างตีมีดเพื่อการพัฒนา2025-06-13T07:22:35+07:00วราวุฒิ ทิวะสิงห์nattawatchara7@gmail.comณัฐวัชร เดชมาลาnattawatchara7@gmail.comอาติยาพร สินประเสริฐnattawatchara7@gmail.com<p>บทความนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาตามวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการประกอบอาชีพของช่างตีมีด 2) เพื่อเปรียบเทียบความต่างของช่างตีมีดและปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนา ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยช่างตีมีดจำนวน 3 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการลงพื้นที่ภาคสนามใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอข้อมูลด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ผลงานของช่างแต่ละแบบ เป็นไปตามหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์แตกต่างกันไปบ้างในบ้างหัวข้ออันเนื่องมากจากรูปแบบการใช้งานและรสนิยมของกลุ่มลูกค้า ด้านภูมิปัญญา ช่างพื้นบ้านมีการพัฒนารูปแบบผลงานในด้านรูปทรง การใช้วัสดุ ไม่มากเหมือนช่างหัตถศิลป์และช่างหัตถอุตสาหกรรม ทำให้ขาดลูกค้ากลุ่มใหม่ การคิดค้นเครื่องมือในการปฏิบัติงานของช่างหัตถศิลป์ทำให้ผลงานมีความโดดเด่นเฉพาะตัว การใช้เทคโนโลยีและการวางระบบโครงสร้างหน้าที่ของช่างหัตถอุตสาหกรรมส่งผลดีต่อคุณภาพสินค้าและการพัฒนาธุรกิจ ช่างหัตถศิลป์และช่างหัตถอุตสาหกรรมใช้สื่อสังคมออนไลน์ช่วยส่งเสริมการขาย ทำให้มีลูกค้าใหม่พบเห็นสินค้าได้ง่าย และยังสร้างประสบการณ์ร่วมทำให้กลุ่มลูกค้าเห็นคุณค่าภูมิปัญญาการตีมีด ความสำเร็จของการประกอบอาชีพช่างตีมีดสามารถเป็นตัวอย่างให้คนในชุมชน คนรุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจที่จะอยากสืบทอดภูมิปัญญา</p>2025-10-24T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/287025 อัตลักษณ์และความเชื่อในจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเนินสูง ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี2025-10-07T16:12:53+07:00วุฒินันท์ สุพรSompong.m@rbru.ac.thกิตติพล คำทวีSompong.m@rbru.ac.thจิตติพันธ์พชร ธรรมพัฒนกุลSompong.m@rbru.ac.thสมปอง มูลมณีsompong.m@rbru.ac.th<p>การวิจัยเรื่องอัตลักษณ์และความเชื่อในจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเนินสูง ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์เกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังของจังหวัดจันทบุรี 2) เพื่อศึกษาภาพสะท้อนความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมพื้นบ้านของจันทบุรี ในภาพจิตรกรรมฝาผนัง ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการศึกษาวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบวิเคราะห์ภาพสะท้อนเชิงลึกโดยใช้เทคนิควิธีการสังเกตุการณ์ร่วมกับปราชญ์ท้องถิ่น และแบบบันทึกข้อมูลผลการศึกษาวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทำการประมวลผลข้อมูลการวิเคราะห์ด้วยกระบวนการแบบมีส่วนร่วม 3 เส้า ได้แก่ ผู้วิจัย ปราชญ์ชุมชน และนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ จากนั้นจึงนำผลการวิเคราะห์และการประมวลผลที่ได้นำเสนอผลการศึกษาให้เป็นฐานข้อมูลในการศึกษาต่อไปผลการศึกษาพบว่า ภาพจิตรกรรมฝาหนังวัดเนินสูงปรากฏภาพสะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ใน 4 มิติ ได้แก่ อัตลักษณ์การนำเสนอเนื้อหา อัตลักษณ์การนำเสนอรูปแบบและเทคนิค อัตลักษณ์การนำเสนอสัญลักษณ์และอัตลักษณ์การนำเสนอความเชื่อและคติ ภาพสะท้อนอัตลักษณ์ด้านวิถีชีวิตประเพณีและพิธีกรรมในภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถเก่าวัดเนินสูง จากการศึกษาพบว่ามีลักษณะของการสะท้อนความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมพื้นบ้านของจันทบุรี 3 ด้าน ได้แก่ ภาพสะท้อนวิถีชีวิตด้านการแต่งกาย ภาพสะท้อนวิถีชีวิตด้านสภาพทางสังคม และภาพสะท้อนความเชื่อและประเพณี ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดของชุมชนเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สะท้อนสภาพแวดล้อมของสังคมบริเวณวัดเนินสูงในอดีต ในด้านของวิถีชีวิตและความเชื่อทั้งด้านการแต่งกาย การกินอยู่ ความเชื่อเรื่องพื้นที่ในอุดมคติ การดำรงชีวิตความเชื่อ และประเพณีของท้องถิ่น</p>2025-11-15T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/288367Graphic Media Design to Campaign Against Online Scams Among Teenagers2025-09-15T18:06:59+07:00Meakalar Sarawan Kanamporn@snru.ac.thKanamporn Pasrikanamporn@snru.ac.th<p>This research article aims to study the problem of online deception among adolescents and to design graphic media to campaign against the problem of online deception among adolescents. A mixed-methods research approach was employed, using unstructured interviews and evaluation forms as research instruments. The data were collected from a target group of lower and upper secondary school students in Sakon Nakhon Province through simple random sampling, totaling 565 people. Regarding the problem of online deception among adolescents, it was found that teenagers aged 15-18 years use social media for more than 6-10 hours per day. The most popular platforms include TikTok, Instagram, and YouTube. The main problems identified include product fraud, money transfer scams, and online gambling, with 54.2% of respondents stating that someone close to them had experienced such issues. Regarding the design of graphic media to campaign against the problem of online deception among adolescents, it was found that both print and online media were developed. The evaluation of media effectiveness was at the "excellent" level, with stickers and informational posts on online media receiving the highest average scores.</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/288524แนวทางการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ2025-11-06T16:14:18+07:00ศิริวุฒิ วรรณทองsiriwuth.w@sskru.ac.th<p>งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ การสร้างกระบวนการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นเพียงการนำเสนอสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ผลการศึกษาได้สะท้อนให้เห็นถึงพิมพ์เขียว สำหรับการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยมิติที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ในมิติแรก คือ การวางรากฐานโครงสร้างการบริหารจัดการ งานวิจัยชี้ว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการสร้างกลไกการทำงานที่เข้มแข็ง การจัดทำฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ การประสานงานกับทุกภาคส่วน และการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การจัดตั้งหน่วยงานประสานงานและคณะกรรมการที่มาจากคนในพื้นที่โดยตรง เป็นการสร้าง "เจ้าภาพ" ที่มีความเข้าใจและเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง โครงสร้างเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนกระดูกสันหลังที่ค้ำจุนให้กิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถดำเนินไปได้อย่างมีทิศทางและเป็นเอกภาพ มิติที่สอง คือ การพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมซึ่งเป็นมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การบริหารจัดการ แต่เป็นการสร้าง "จิตวิญญาณ" ของการท่องเที่ยวโดยชุมชน การปลูกฝังจิตสำนึกให้คนในชุมชนรู้สึกรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม คือการเปลี่ยนสถานะของชาวบ้านจากเพียง "ผู้พักอาศัย" ให้กลายเป็น "ผู้พิทักษ์และเจ้าของวัฒนธรรม" ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางการเพิ่มมูลค่าโดยการสืบค้นและฟื้นฟูสิ่งที่ดีงามในอดีต รวมถึงการชูภูมิปัญญาท้องถิ่นของปราชญ์ชาวบ้านให้เป็น "จุดขาย" ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและมีคุณค่าสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นการแปลงสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาและน่าสนใจ มิติสุดท้ายคือการสร้างความยั่งยืนผ่านการประเมินและสถาปนารูปแบบการพัฒนาที่นำเสนอนี้ไม่ใช่รูปแบบที่หยุดนิ่ง แต่เป็นกระบวนการที่ต้องมีการประเมินและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนและนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ขั้นตอนนี้สร้างกลไกการเรียนรู้และพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ "ทุนทางวัฒนธรรม" กลายเป็นสิ่งที่ได้รับการ "สถาปนา" กล่าวคือ เป็นที่ยอมรับ มีรูปแบบการจัดการที่เป็นรูปธรรม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างถาวร ไม่ว่าชุมชนนั้นจะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เพียงใดก็ตาม</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/288864เบิ่งจักรวาลผ่านฮูปแต้ม2025-10-15T13:03:23+07:00ประชาธิป มากมูลprachatip.ma@bru.ac.thภู่กัน เจ๊กไธสง poogunfa@gmail.comภาณุวัฒน์ จันทาพูน Threekingdome28@gmail.comพรชนก ปลัดกองp_pooh@live.comเฉลิมวงศ์ ธรรมพิชิตศึกchalermwong.msu@gmail.comศิริกุล อัมพะวะสิริ sirikoon.am@srru.ac.thปรียาชนก เกษสุวรรณ preeyachanok.ke@up.ac.th<p>บทความวิชาการเรื่อง เบิ่งจักรวาลผ่านฮูปแต้ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คติ 5 ในพระพุทธศาสนา นำมาวิเคราะห์การเขียนภาพฮูปแต้มบนผนังสิมอีสาน และนำมาวิเคราะห์กับพหุจักรวาลในทางวิทยาศาสตร์ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ ข้อมูลจากภาคสนาม การสำรวจ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ การจดบันทึก การถ่ายภาพ วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดสมมติฐานได้ว่า มีจักรวาลอีกหลาย ๆ จักรวาลคู่ขนาน กับจักรวาลของเราที่ซ่อนตัวอยู่ แต่เราไม่อาจรับรู้ได้ด้วยวิธีปกติ หรือใช้ทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในทางทฤษฎีทำให้เชื่อว่ามีการคงอยู่ของพหุจักรวาล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในทางพระพุทธศาสนาที่มองว่ามีระบบชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกที่นอกเหนือจากภพเรา จะเห็นได้เฉพาะผู้ที่มีอภิญญาทางจิต จักรวาลในทางพระพุทธศาสนาได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดเรื่อง คติ 5 อันได้แก่ นรก กำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ และเทวดา จากการวิเคราะห์การเขียนภาพฮูปแต้มบนผนังสิมอีสานด้วยแนวคิดเรื่อง คติ 5 จากฮูปแต้มในสิมวัดสนวนวารีพัฒนาราม วัดสระบัวแก้ว วัดโพธาราม วัดป่าเลไลย์ และวัดหน้าพระธาตุ พบว่าฮูปแต้มในสิมดังกล่าวมีครบทั้ง 5 คติ ภาพกำเนิดดิรัจฉานและมนุษย์พบมากที่สุด ถูกจัดวางภาพทั้งส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างของผนังสิม ภาพนรกและภาพเปรตวิสัย ถูกจัดภาพอยู่ในส่วนล่างของผนัง ส่วนภาพเทวดาถูกจัดให้อยู่ที่ส่วนบนของผนัง และกระจายอยู่ตามตอนสำคัญของเนื้อหาที่ส่วนกลางของผนัง คติ 5 ในฮูปแต้มของสิมหนึ่งหลัง จึงเปรียบเสมือนจักรวาลหนึ่งจักรวาล สอดคล้องกับ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่มีต่อสถาปัตยกรรมของสิมอีสานที่ให้ความสำคัญตามสัญลักษณ์ของจักรวาลคติ จึงอาจกล่าวได้ว่าจักรวาลในฮูปแต้มเป็นจักรวาลคู่ขนานของฮูปแต้มในสิมหลังอื่น เพราะมีคติการสร้างสิมเช่นเดียวกัน</p>2025-11-19T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/288767อัตลักษณ์และศิลปกรรมในจังหวัดบุรีรัมย์2025-10-07T15:45:16+07:00อโศก ไทยจันทรารักษ์asokathai@gmail.comอลงกต เพชรศรีสุกalone_kot@hotmail.comจุฑากนก เพชรศรีสุกJutakanok.pss@gmail.com<p>This article examines the identity and exhibitions in Buriram, examining Buriram's identity across its many natural identities. It examines the verifiable direction that Buriram may take as a leader. The key components are its logo, which embodies the history and heritage of nature, connecting cultures and beliefs intelligently through lifestyles, arts and culture in sports establishments, and the design of current artworks that incorporate Buriram's identity into their creations. These works have a coherent format in order to present Buriram's artistic identity, where identity and overall imagery shift from the core group of specific funding sources to the core symbolic form and name conveyed through works of art, literature, beliefs, spoken language, and a rapid pace of life. The key areas and resources that contribute to the ultimate development are proven to be representative images from the past that provide a platform for the present.</p>2025-11-20T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/290408พัสตราภรณ์กับการต่างประเทศไทยสมัยใหม่ 2025-11-27T11:56:07+07:00ปารมี ลางคุลานนท์bharamee.la@ksu.ac.thสุชาดา สุรางค์กุลBharamee.la@ksu.ac.th2025-12-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textileshttps://so06.tci-thaijo.org/index.php/TIAT/article/view/290438สมุดภาพชัยภูมิ 2025-11-28T12:53:14+07:00สุเมธ พิมพ์สราญsumet.phim@gmail.com2025-12-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textiles