https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/issue/feed
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2026-06-29T09:32:22+07:00
ดร.วิไลลักษณ์ ขาวสอาด
ddna62@gmail.com
Open Journal Systems
<p>บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาวิชาการ และวิชาชีพระดับสูง ทำการวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม ปรับปรุงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมฐานะครู มีปรัชญา คือ สร้างผู้นำทางการวิจัย มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรสู่สากล สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาองค์ความรู้ จึงเป็นบทบาทและภารกิจสำคัญ ของสำนักงานโครงการบัณฑิตศึกษา เพื่อให้องค์ความรู้ทางการวิชาการ ผลงานวิจัย และงานสร้างสรรค์ได้นำไปใช้ประโยชน์และไปสู่สาธารณชน รวมทั้งเป็นแหล่งความรู้ให้กับคณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา ตลอดจนบุคลากรทั่วไป ได้นำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดทางความคิด และการเรียนรู้ รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือทางวิชาการที่แสดงถึงองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น และสังคมให้ดียิ่งขึ้น</p> <p>บัณฑิตวิทยาลัย ตระหนักถึงประโยชน์นานัปการในการเป็นสื่อส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ จึงจัดโครงการจัดทำวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ และวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมุ่งเน้นงานวิจัยและบทความวิชาการ ตลอดจนเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง นักศึกษา นักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษา นักวิชาการอิสระ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม อันจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม</p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/291343
การพัฒนาความสามารถในการเขียนโปรแกรม Scratch ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เกมเป็นฐาน
2026-01-26T13:16:45+07:00
โสภณ ไกรสุข
seedangle@googlemail.com
ปาริชาติ ประเสริฐสังข์
nong234234@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนโปรแกรม Scratch ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เกมเป็นฐาน ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขามศึกษาคาร จังหวัดสุรินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้เกมเป็นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การเขียนโปรแกรม 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนโปรแกรม Scratch 3) แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการเขียนโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า วงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมีความสามารถในการเขียนโปรแกรม Scratch ผ่านเกณฑ์ประเมินร้อยละ 50.00 วงจรปฏิบัติการที่ 2 ผ่านเกณฑ์ประเมินร้อยละ 75.00 และวงจรปฏิบัติการที่ 3 นักเรียนมีความสามารถในการเขียนโปรแกรม Scratch ผ่านเกณฑ์ประเมินร้อยละ 91.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และมีนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 8.33 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/291471
พฤติกรรมเชิงจริยธรรม ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1
2026-01-27T13:38:28+07:00
ณัฐวรรธน์ คำกรฤาชา
676150110424@npu.ac.th
ไพฑูรย์ พวงยอด
Dr.Paitoon@npu.ac.th
<p> พฤติกรรมเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพของการจัดการศึกษาในทุกระดับ ความมีจริยธรรมเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์การ การพัฒนาคุณภาพครู ตลอดจนคุณภาพของผู้เรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมเชิงจริยธรรม ของผู้บริหารสถานศึกษา (2) เปรียบเทียบพฤติกรรมเชิงจริยธรรม ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา จำนวน 260 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 89 คน ครู 171 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามพฤติกรรมเชิงจริยธรรม ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต1 มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.24 - 0.96 และ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.96</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) พฤติกรรมเชิงจริยธรรม ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากน้อยไปมากดังนี้ ด้านความซื่อสัตย์ ด้านความไว้วางใจ ด้านความเคารพ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการมีคุณธรรม จริยธรรม ด้านความยุติธรรม (2) พฤติกรรมเชิงจริยธรรม ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพ พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็น แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และจำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวมพบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/291859
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นกลางในการดำเนินการทางวินัย ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
2026-01-26T14:00:05+07:00
ศิริลักษณ์ ศรีบัว
siriluk.sribua@gmail.com
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับหลักความเป็นกลางในการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อการรักษามาตรฐานวิชาชีพและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งตามหลักกฎหมายมหาชนและพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13 และ 16 กำหนดไว้ว่า เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาทางปกครองต้องปราศจากส่วนได้เสียและอคติ อย่างไรก็ดี กระบวนการวินัยภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายังมีบางกระบวนการที่ขัดกับหลักความเป็นกลางซึ่งเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายมหาชน และการดำเนินกระบวนการพิจารณาทางปกครอง</p> <p>จากการศึกษาพบว่า กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องยังคงมีประเด็นปัญหาในหลายขั้นตอนที่อาจขัดต่อหลักความเป็นกลาง ได้แก่ 1) ปัญหาความเป็นกลางในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่อาจมีการแต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงมาก่อน ทำให้เกิดความโน้มเอียง 2) ปัญหาความเป็นกลางในกรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่เรื่องเดียวกันแต่ต่างฐานะกัน และ3) ปัญหาความเป็นอิสระขององค์กรผู้ตรวจสอบการดำเนินการทางวินัยในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการกำหนดข้อห้ามที่ชัดเจนในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวน การปรับปรุงขั้นตอนการรายงานผลไม่ให้เกิดกรณีที่บุคคลเดียวกันจะมาพิจารณาในเรื่องเดียวกันอีก รวมถึงการทบทวนโครงสร้างและที่มาขององค์กรตรวจสอบเพื่อให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความยุติธรรมให้แก่ระบบการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/292234
การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี
2026-02-21T13:54:42+07:00
อัญชลี วิมลศิลป์
uncharee@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากใช้กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินประสิทธิภาพการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสำหรับ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.28/84.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.53, S.D. = 0.58)</p> <p> </p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/292434
การใช้เทคนิคสแคฟโฟลดิงร่วมกับเครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-02-06T11:17:42+07:00
มนตรี เก่าแสน
66120803109@udru.ac.th
วรวุฒิ ตัถย์วิสุทธิ์
worawoot.tu@udru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เทคนิคสแคฟโฟลดิงร่วมกับเครื่องมือเทคโนโลยี และศึกษาเจตคติต่อการสอนพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใช้เทคนิคสแคฟโฟลดิงร่วมกับเครื่องมือเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ และแบบวัดเจตคติ การดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 24 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ คะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 169.45 คิดเป็นร้อยละ 56.49 และหลังเรียนเฉลี่ย 233.80 คิดเป็นร้อยละ 77.94 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ย พบว่า นักเรียนมีความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ สูงกว่าร้อยละ 70 และเมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพบว่าความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีเจตคติต่อการสอนพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิคสแคฟโฟลดิงร่วมกับเครื่องมือเทคโนโลยีอยู่ในระดับดีมาก</p> <p> </p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/292721
การพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และเจตคติโดยใช้เกมมิฟิเคชันร่วมกับการเล่าเรื่องดิจิทัล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-02-13T22:35:59+07:00
กรรณณิกา กองแก้ว
kongkaewkannika2211@gmail.com
วรวุฒิ ตัถย์วิสุทธิ์
worawoot.tu@udru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชันร่วมกับการเล่าเรื่องผ่านสื่อดิจิทัล และเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 17 คน จากโรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม การวิจัยเป็นแบบทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เครื่องมือประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 12 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการฟัง และแบบวัดเจตคติ ใช้เวลาในการทดลอง 12 สัปดาห์ รวม 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t แบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ โดยมีผลการวิจัยดังนี้</p> <ol> <li>คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 13.94 (34.85%) และ 30.35 (75.87%) ตามลำดับ โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 18.67, p < .01) และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 70</li> <li>ผู้เรียนมีเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้การฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเกมมิฟิเคชันร่วมกับการเล่าเรื่องผ่านสื่อดิจิทัลในระดับดีมาก</li> </ol>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/293201
ผลของกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะตามกระบวนการ 5E ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องร่างกายมนุษย์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-02-28T18:47:56+07:00
ยศธร สีกลาง
yosston67@gmail.com
ปาริชาต ประเสริฐสังข์
nong234234@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะตามกระบวนการ (5E) ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (3)เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 13 คน จากโรงเรียนร่องคำวิทยานุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ได้มาการสุ่มแบบกลุ่มอย่างง่าย (Simple Cluster Sampling) จำนวน 7 แผน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสืบเสาะตามกระบวนการ 5E ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก (2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และ (3) แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 4 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ E1/E2 = 75.283/74.487 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (M = 44.692, S.D. = 2.997) ผลการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน p < .001) และ (3) ความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 12.38 (S.D. = 3.91) แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์เป็นไปตามเกณฑ์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะตามกระบวนการ 5E ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/293546
การประพันธ์ทางเดี่ยวซอด้วง เพลงสารถี สามชั้น
2026-04-09T14:50:31+07:00
ตั้งปณิธาน อารีย์
donkimthai@gmail.com
<p>งานวิจัยเรื่องการประพันธ์ทางเดี่ยวซอด้วงเพลงสารถี สามชั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อประพันธ์ทางเดี่ยวซอด้วงเพลงสารถี สามชั้น และวิเคราะห์ทางเดี่ยวซอด้วงเพลงสารถี สามชั้น ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า เดี่ยวซอด้วงเพลงสารถี สามชั้น มีทั้งหมด 3 ท่อน ท่อน 1 มี 4 หน้าทับ ท่อน 2 มี 4 หน้าทับ ท่อน 3 มี 5 หน้าทับ และบันไดเสียงของเพลงสารถี สามชั้น ประกอบไปด้วย 3 กลุ่มเสียง คือ กลุ่มเสียงทางเพียงออบน กลุ่มเสียงทางกลาง และกลุ่มเสียงทางชวา ผู้วิจัยได้กำหนดรูปแบบ ทำนอง สังคีตลักษณ์ กลุ่มเสียงที่สามารถเป็นแบบฝึกหัดที่ดีที่จะสร้างความเข้าใจรูปแบบของบทเพลงเดี่ยวซอด้วงอันประกอบไปด้วย “ทางโอด” ซึ่งนิยมสร้างสรรค์คล้ายทำนองร้อง และ“ทางพัน”ซึ่งจะต้องอาศัยความเข้าใจรูปแบบ ฉันทลักษณ์กลอนเพลง และวิธีการสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เพิ่มเติมกลวิธีพิเศษที่จะมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนเอาไว้และได้สอดแทรกกลวิธีพิเศษในการบรรเลง เช่น การพรมเปิด การพรมปิด การพรมจาก การพรมสายเปล่า การประนิ้ว การขยี้คันชัก การขยี้ การควงเสียง การสีเลียนเสียงร้อง การสะอึก สำเนียงเพลง ช่องไฟ ซึ่งผู้วิจัยได้ประพันธ์โดยมุ่งเน้นกลวิธีพิเศษและคำนึงถึงความเหมาะสมของทำนองหลักของเพลงสารถี สามชั้น</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี