วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ <p>บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาวิชาการ และวิชาชีพระดับสูง ทำการวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม ปรับปรุงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมฐานะครู มีปรัชญา คือ สร้างผู้นำทางการวิจัย มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรสู่สากล สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาองค์ความรู้ จึงเป็นบทบาทและภารกิจสำคัญ ของสำนักงานโครงการบัณฑิตศึกษา เพื่อให้องค์ความรู้ทางการวิชาการ ผลงานวิจัย และงานสร้างสรรค์ได้นำไปใช้ประโยชน์และไปสู่สาธารณชน รวมทั้งเป็นแหล่งความรู้ให้กับคณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา ตลอดจนบุคลากรทั่วไป ได้นำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดทางความคิด และการเรียนรู้ รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือทางวิชาการที่แสดงถึงองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น และสังคมให้ดียิ่งขึ้น</p> <p>บัณฑิตวิทยาลัย ตระหนักถึงประโยชน์นานัปการในการเป็นสื่อส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ จึงจัดโครงการจัดทำวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ และวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมุ่งเน้นงานวิจัยและบทความวิชาการ ตลอดจนเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง นักศึกษา นักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษา นักวิชาการอิสระ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม อันจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม</p> th-TH ddna62@gmail.com (ดร.วิไลลักษณ์ ขาวสอาด) graduate@udru.ac.th (เอกภพ โอตาคาร) Wed, 24 Dec 2025 01:21:14 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สาเหตุการกระทำความผิดทางเพศของเด็กและเยาวชน กรณีศึกษาสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/285084 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาหาสาเหตุการกระทำความผิดทางเพศของเด็กและเยาวชน และเพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันแก้ไขมิให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดทางเพศ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกจากเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดทางเพศในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดอุบลราชธานี และผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด และสนทนากลุ่ม จากเจ้าหน้าที่ตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติ นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา มีผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งสิ้น 15 คน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการกระทำความผิดทางเพศของเด็กและเยาวชน มี 3 ปัจจัยดังนี้ 1.ด้านครอบครัว จากการเก็บข้อมูลแบ่งเป็นประเด็นย่อย 3 ประเด็นสาเหตุคือ (1) พ่อแม่แยกทางกัน (2) การเลี้ยงดู และ (3) ความรุนแรงในครอบครัว ปัจจัยที่ 2.ด้านตัวผู้กระทำความผิด จากการเก็บข้อมูลแบ่งเป็นประเด็นย่อย 3 ประเด็นสาเหตุคือ (1) พฤติกรรมก้าวร้าว (2) พฤติกรรมทางจิตเวช และ (3) เสพยาเสพติดและดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยด้านที่ 3.ด้านสภาพแวดล้อม จากการเก็บข้อมูล แบ่งเป็นประเด็นย่อย 4 ประเด็นคือ (1) ปัญหาในชุมชน (2) ปัญหาในการคบเพื่อน (3) ปัญหาสภาพเศรษฐกิจ และ(4) ปัญหาสื่อออนไลน์ สำหรับแนวทางการป้องกันแก้ไขมิให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดทางเพศ แบ่งเป็น 3 แนวทาง โดยแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาทั้งสามแนวทางจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป ดังนี้ 1.พัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่นครอบครัวต้องให้ความอบอุ่นเพียงพอ แนวทางที่ 2.สอดส่องพฤติกรรมเด็กและเยาวชน และแนวทางที่ 3.สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว สุดท้ายแล้วแนวทางป้องกันแก้ไขจะมีวิธีการที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน การป้องกันแก้ไขปัญหาได้ผลมากที่สุดต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างบทบาทครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และการเข้าถึงสื่อออนไลน์ ผู้ปกครองควรแนะนำการใช้อินเทอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์ โดยมีกฎกติกา เงื่อนไขกำกับดูแลจากผู้ปกครอง</p> รุ่งตะวัน ทวีบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/285084 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การกลั่นแกล้งในที่ทำงานที่มีผลต่อประสิทธิภาพของงานในกลุ่มครูและ บุคลากรทางการศึกษา เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/286564 <p>การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยการทำงาน และการกลั่นแกล้งในที่ทำงานที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามในกลุ่มครูเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย จำนวน 300 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการทดสอบความตรง ค่าอยู่ระหว่าง 0.67 และ 1.00 และค่าความเที่ยงของด้านการกลั่นแกล้งในที่ทำงานและประสิทธิภาพการทำงาน เท่ากับ 0.78 และ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ และการถดถอยโลจิสติกส์แบบตัวแปรทางเดียวและหลายตัวแปร กำหนด p&lt;.05ผลการวิจัย พบว่า ครู ร้อยละ 68.3 เคยถูกการกลั่นแกล้งในที่ทำงานจากหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงาน ครูมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าคะแนนมัธยฐาน ร้อยละ 51.0 (คะแนนมัธยฐานเท่ากับ 65.0 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 66.0 และคะแนนเต็มเท่ากับ 88.0) ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์แบบหลายตัวแปร พบว่า การกลั่นแกล้งกันในที่ทำงานของครูมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR=1.72; 95%CI=1.16-2.78) เมื่อมีการควบคุมตัวแปรเพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการทำงานล่วงเวลา อย่างไรก็ตามพบตัวแปรรบกวนที่สำคัญ ได้แก่ เพศ โดยเพศหญิงมีโอกาสเสี่ยงต่อประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าเพศชายเป็น 2.02 เท่า (95%CI=1.23-3.32) บทสรุปครูส่วนใหญ่เคยได้รับเหตุการณ์กลั่นแกล้งกันในที่ทำงานและส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง โดยครูเพศหญิงมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงมากกว่าเพศชาย ข้อเสนอแนะผู้บริหารโรงเรียนควรให้ความสำคัญกับการลดการกลั่นแกล้งกันในที่ทำงาน เช่น สร้างนโยบายความเท่าเทียมหรือการแสดงออกทางความคิดของครูและบุคลากรทางการศึกษา ยอมรับความเห็นซึ่งกันและกัน สร้างโปรแกรมสร้างเสริมอำนาจทางด้านจิตใจ จัดสรรงานให้เหมาะสมกับความสามารถของคน และทำอย่างต่อเนื่องสร้างเป็นวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร</p> ธนวัฒน์ หงษ์สา, มาริสสา กองสมบัติสุข, ฌาน ปัทมะ พลยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/286564 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินเชิงระบบโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “FARM TO TABLE” กลยุทธ์แห่งความยั่งยืนแบบครบวงจร โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านลัดกะสัง) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/286900 <p>การประเมินโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ประเมินบริบทของโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “FARM TO TABLE” กลยุทธ์แห่งความยั่งยืนแบบครบวงจร โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านลัดกะสัง) 2. ประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “FARM TO TABLE” กลยุทธ์แห่งความยั่งยืนแบบครบวงจร โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านลัดกะสัง) 3. ประเมินกระบวนการของโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “FARM TO TABLE” กลยุทธ์แห่งความยั่งยืนแบบครบวงจร โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านลัดกะสัง) และ 4. ประเมินผลผลิตของโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “FARM TO TABLE” กลยุทธ์แห่งความยั่งยืนแบบครบวงจร โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านลัดกะสัง) ประชากรที่ใช้ในการประเมิน ปีการศึกษา 2567 รวมจำนวน 595 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วยแบบประเมิน แบบบันทึกและแบบสอบถามความพึงพอใจ เครื่องมือทุกฉบับมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.80 และ 1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลผล โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินโครงการ ทั้ง 4 ด้าน คือ บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิตของโครงการ (ทักษะอาชีพ ความพึงพอใจของครู ความพึงพอใจของคณะกรรมการศึกษา ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน ความยั่งยืน และการถ่ายโยงความรู้) อยู่ในระดับมากที่สุด และผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และการประเมินสมรรถนะของนักเรียน ปีการศึกษา 2567 สูงกว่าปีการศึกษา 2566</p> อรทัย คงเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/286900 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประกันภัยความรับผิดทางกีฬาและความสัมพันธ์กับประกันภัยจากความผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับกีฬากับจัดการความเสี่ยงสำหรับกิจกรรมกีฬา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/287430 <p>บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการประกันภัยความรับผิดทางกีฬาได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกีฬาได้อย่างไร บทความนี้จึงมุ่งทบทวนการคุ้มครองการเล่นกีฬาอย่างมือสมัครเล่นและการเล่นกีฬาอย่างมืออาชีพ ที่ได้รับจากการประกันภัยความรับผิดทางกีฬาผ่านการศึกษาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหลักการประกันภัยและการบริหารปกครองกีฬา โดยสรุปได้ว่าการประกันภัยความรับผิดทางกีฬาทำให้ความคุ้มครองบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับกีฬาที่ได้รับความคุ้มครองมากขึ้น รับประกันได้มากขึ้น และชดเชยได้มากขึ้น และทำให้ระบบประกันภัยความรับผิดทางกีฬาถูกนำไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น บทความนี้ศึกษาถึงการคุ้มครองบรรดาผู้เกี่ยวกับข้องกีฬาที่มีประสิทธิภาพจากการประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลและองค์กรกีฬา บทความฉบับนี้ยังวิเคราะห์ว่าผลิตภัณฑ์ประกันภัยทางกีฬาที่ถูกออกแบบมาปกป้องนักกีฬา ผู้ฝึกสอน องค์กรกีฬาและผู้จัดการแข่งขันกีฬาควรถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ในประเทศไทยในอนาคต</p> ปีดิเทพ อยู่ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/287430 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการเรียนการสอนตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ต่อความสามารถในการแก้ปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาอิเล็กทรอนิกส์กำลังเบื้องต้น ของนักเรียนประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/288647 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนการสอนตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ก่อนเรียนและหลังเรียน และเปรียบเทียบคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยการเรียนการสอนตามแนวคิดสะเต็มศึกษาของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาอิเล็กทรอนิกส์กำลังเบื้องต้น ก่อนเรียนและหลังเรียน และเปรียบเทียบคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี แผนกช่างไฟฟ้ากำลัง จำนวน 20 โดยสุ่มแบบ Cluster Sampling เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนการสอน จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบความสามารถในการคิดแก้ปัญหา 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาอิเล็กทรอนิกส์กำลังเบื้องต้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ dependent t-test และ one sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยการเรียนการสอนตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีความสามารถในการแก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยการเรียนการสอนตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาอิเล็กทรอนิกส์กำลังเบื้องต้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> อรพรรณ ก่องขันธ์, ชาติชาย ม่วงปฐม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/288647 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อ ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/288961 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน และหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน และหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของศูนย์เครือข่ายเมืองวานรนิวาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนครเขต 3 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ dependent t-test และ one Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนการสอนตามแนวคิดใช้ปัญหาเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> รวีวรรณ พลศรีดา, ชาติชาย ม่วงปฐม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/288961 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบัญญัติสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/290155 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญและแนวคิดของการบัญญัติสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ในรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่งที่รัฐควรเคารพ ปกป้อง และส่งเสริมให้เกิดบรรลุผล การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมถึงแนวทางการรับรองสิทธินี้ในกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และศึกษาแนวทางการบัญญัติสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อทำการส่งเสริมการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อม<br />ที่ดีไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หนังสือ ตำราและเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ข้อค้นพบของงานวิจัยพบว่า การบัญญัติสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้รับการยอมรับภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่า เป็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเป็นทางการแล้ว มีสถานะถูกยอมรับใช้ควบคู่ไปกับสิทธิมนุษยชนสากลอื่นๆ แต่ในรัฐธรรมนูญของไทย ยังไม่มีการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรง อีกทั้งสิทธิในสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญมักบัญญัติเพียงสิทธิในเชิงกระบวนการ ยังไม่บัญญัติสิทธิในเชิงเนื้อหาให้เกิดความครบถ้วนตามหลักการสากลแต่อย่างใดผลการวิจัยพบว่า เพื่อดำเนินการให้มีความสอดคล้องกับความเป็นสากลและแสดงออกถึงความมีอารยะของประเทศไทย จึงควรที่จะดำเนินการเพื่อรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อเป็นการช่วยให้สิทธิของประชาชนในการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและยั่งยืนเกิดขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแสดงออกว่า ประเทศไทยได้กำหนดนโยบายว่าจะปฏิบัติตามและมีความจริงจัง ในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ ยกระดับความพยายามในการประกันการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่สะอาด มีสุขภาพดีและยั่งยืน ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรผลักดันให้มีการบัญญัติ<br />สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการรับรองสิทธิของประชาชน ในฐานะประธานแห่งสิทธิให้มีโอกาสที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นจริง</p> ฐิติรัตน์ ยะอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/290155 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 แบบฝึกทักษะฆ้องวงเล็กเพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว สำหรับนักเรียนชมรมดนตรีไทย โรงเรียนมหรรณพาราม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/290429 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะฆ้องวงเล็กเพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว สำหรับนักเรียนชมรมดนตรีไทย โรงเรียนมหรรณพารามและเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะฆ้องวงเล็ก เพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว สำหรับนักเรียนชมรมดนตรีไทย โรงเรียน มหรรณพาราม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาคือ นักเรียนชมรมดนตรีไทยที่เลือกเรียนฆ้องวงเล็ก จำนวน 3 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1. แบบฝึกทักษะฆ้องวงเล็กเพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว 3 ชุด แบบฝึกชุดที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับฆ้องวงเล็ก แบบฝึกชุดที่ 2 การฝึกปฏิบัติฆ้องวงเล็กขั้นพื้นฐาน และแบบฝึกชุดที่ 3 การฝึกปฏิบัติฆ้องวงเล็ก เพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนฆ้องวงเล็กก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะฆ้องวงเล็กเพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว จำนวน 3 ชุด มีความถูกต้องและมีความเหมาะสม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนฆ้องวงเล็กก่อนเรียนและหลังเรียน ค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียน มีผลต่างของค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 11 คะแนน คะแนนก่อนใช้แบบฝึกฆ้องวงเล็กมีค่าคะแนน (Mean = 16.3 , S.D. = 1.25) และคะแนนหลังการใช้แบบฝึกฆ้องวงเล็กมีค่าคะแนน (Mean= 27.3 , S.D. = 0.47) ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 19.05 , Sig = 0.003)</p> พชรดนัย เพชรน้ำทอง, ตั้งปณิธาน อารีย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/UDRUAJ/article/view/290429 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700