https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/issue/feed วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-07-16T11:26:42+07:00 รศ.ดร.ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ บรรณาธิการ Vanamdr@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์<br /></strong><strong>Journal of Buddhist Studies Vanam Dongrak<br /><br />มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ </strong><br />1. เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />2. เพื่อให้บริการวิชาการด้านด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยาแก่สังคม <br />3. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />4. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร<br /></strong>เป็นวารสารวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา</p> <p><strong>วารสารได้ถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 </strong><strong>(TCI Tier 2)<br /></strong>โดยศูนย์ TCI ให้คำรับรองคุณภาพวารสาร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 ธันวาคม 2572</p> <p><strong>รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</strong> จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ <br />- บทความวิจัย (Research Article) <br />- บทความวิชาการ (Academic Article) <br />- บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)<br /><br /><strong>วารสารมีวาระออกปีละ 2 ฉบับ ได้แก่<br /></strong>- ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม - มิถุนายน (January – June)<br />- ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม (July – December)<br /><strong>วารสารเปิดรับ 30 บทความต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป</strong></p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา<br /></strong>บทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการ โดยผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความซึ่งมาจากต่างสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน จำนวน 3 ท่าน ซึ่งพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้ประเมิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง (Double Blind Review) </p> <p>- วารสารได้กำหนดตรวจสอบความซ้ำของผลงานทุกประเภท ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ระบบตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้ง 3 รายการในระดับ ไม่เกิน 25%</p> <p>ทั้งนี้ วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ ได้ดำเนินงานตามกรอบจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ (Publication Ethics) อย่างเคร่งครัด <br /><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ<br /></strong><strong>- อัตราค่าตีพิมพ์ </strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ<br />- <strong>บัญชีสำหรับชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong>ธนาคาร <strong>กรุงไทย</strong> สาขา <strong>โรบินสัน สุรินทร์</strong> ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัย <strong>มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ (กองทุน)</strong> บัญชีเลขที่ <strong>982-4-140-92-1</strong><br /><strong>-การชำระค่าธรรมเนียม </strong>การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน<br /><br /><strong>เจ้าของวารสาร</strong><br />บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/295875 แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2026-05-30T13:24:06+07:00 เขตธนา มุ่งสันติ khattanamungsanti@gmail.com กชภัทร์ สงวนเครือ khattanamungsanti@gmail.com สนุก สิงห์มาตร khattanamungsanti@gmail.com <p>การวิจัย เรื่อง แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2) ศึกษาวิธีพัฒนาภาวะผู้นำแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 และ 3) เสนอแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ค่าความเชื่อมั่น 0.924 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 168 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1) สภาพภาวะแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารโรงเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄= 4.91, S.D. = 2.23) เมื่อจำแนกตามรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับความคิดเห็นสูงสุด คือ ด้านการสร้างแรงจูงใจ (𝑥̄= 4.96 , S.D 0.24) รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร (𝑥̄ = 4.93, S.D. = 0.36) ตามด้วย ด้านการประเมินผล (𝑥̄ = 4.92, 0.36) ด้านการให้รางวัลตอบแทน (𝑥̄ = 4.91, S.D. = 0.39) ด้านการวางแผนกลยุทธ์ (𝑥̄ = 4.89, S.D. = 0.40) และ ด้านการกระจายอำนาจ (𝑥̄ = 4.85, S.D. 0.51)<br />2) วิธีพัฒนาภาวะผู้นำแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามหลักพุทธธรรม พบว่า ควรบูรณาการหลักพุทธธรรมสัปปุริสธรรม 7 กับการบริหารสมัยใหม่ โดยเน้นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การสร้างความร่วมมือ การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา<br />3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมได้รับการประเมินความเหมาะสมในระดับมาก สามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร เพื่อขับเคลื่อนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับคุณธรรมได้อย่างเหมาะสมในบริบทสถานศึกษา ดังนี้ 1) ด้านการวางแผนกลยุทธ์ 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการประเมินผล 4) ด้านการให้รางวัลตอบแทน 5) ด้านการกระจายอำนาจ 6) ด้านการพัฒนาบุคลากร</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/287495 การประยุกต์ใช้หลักพละธรรมเพื่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 2025-08-15T08:37:41+07:00 พระมหาเชิดศักดิ์ สุชีโว cherdsak593@gmail.com พระมหาวิศิต ธีรวํโส Cherdsak593@gmail.com พระครูปริยัติปัญญาโสภณ Cherdsak593@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักพละธรรมเพื่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสานวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ประชาชน จำนวน 380 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 11 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ1.00 ค่าความเที่ยงตรงอยู่ที่ 0.938 แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีในกรณีตัวแปรต้นสองกลุ่ม ในการทดสอบค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong> <br />1) ระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการพัฒนาคนและสังคมอย่างยั่งยืน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาด้านการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและ ด้านการส่งเสริมอาชีพและการเกษตรอย่างยั่งยืน ตามลำดับ <br />2) ผลการเปรียบเทียบ พบว่า ประชาชนที่มี เพศ อายุ รายได้ แตกต่างกัน มีความเห็นต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตาเบาแตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ประชาชนที่มีการศึกษา อาชีพต่างกันมีความเห็นไม่แตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย <br />3) การประยุกต์ใช้หลักพละธรรมเพื่อการบริหารงาน พบว่า ปัญญาพละ ควรพิจารณาและวางแผนงานอย่างมีเหตุผล โดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องวิริยพละ ควรมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ อนวัชชพละ ควรยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารงาน สังคหพละ ควรสร้างวัฒนธรรมความสามัคคีทำงานเป็นทีมของบุคลากรในองค์กร</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/287520 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 2025-08-27T21:26:39+07:00 พระวรเชษฐากรณ์ ชาครธมฺโม worrachettakornww@gmail.com พระมหาวิศิต ธีรวํโส Worrachettakornww@gmail.com พระครูปริยัติปัญญาโสภณ Worrachettakornww@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 3) นำเสนอบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นวิจัยแบบผสานวิธีกลุ่มตัวอย่างได้แก่ประชาชน 383 คน โดยมีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก 11 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและสัมภาษณ์ ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่น และ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และ แบบทางเดียว<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <strong> 𝑥̄ </strong>= 3.84, S.D. = 0.29) <br />2) ผลการเปรียบเทียบ พบว่า ประชาชนที่มี เพศ อายุ รายได้ แตกต่างกัน มีความเห็นต่อการบริหารงานของอบต.บักได แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ประชาชนที่มีการศึกษา อาชีพต่างกันมีความเห็นไม่แตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย <br />3) บูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พบว่า (1) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์จัดประชุมสม่ำเสมอ ทั้งสภา ผู้บริหาร และประชาคม (2) พร้อมเพรียงกันทำกิจร่วมมือกันอย่างพร้อมเพรียง ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติงานตามมติที่เห็นชอบอย่างจริงจังและเป็นเอกภาพ (3) ถือปฏิบัติมั่นตามกติกายึดมั่นกฎหมายและระเบียบท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด สร้างความโปร่งใส (4) เคารพนับถือผู้ใหญ่เคารพและรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร ผู้อาวุโส และบุคลากรผู้มีประสบการณ์ (5) ไม่ข่มเหงบังคับสตรีบริหารด้วยความยุติธรรม ไม่ใช้อำนาจผิด (6) สักการะปูชนียสถานอนุรักษ์ บำรุงรักษา ศาสนสถาน โบราณสถาน (7) อารักขาผู้ทรงศีลธรรมสนับสนุนกิจการศาสนา และปกป้องคนดีผู้ทำคุณประโยชน์ต่อชุมชน เพื่อเป็นแบบอย่าง</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/296279 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทักษะการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะ การอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2026-05-28T07:18:38+07:00 อนุสา บุญมาศ anusa3343@gmail.com สมร ทวีบุญ anusa3343@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องทักษะการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทักษะการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านผึ้ง ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทักษะการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านผึ้ง จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Samples)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องทักษะการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 87.36/87.56 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทักษะการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน 67/87.56 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทักษะการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมาก ( 𝑥̄=16 , S.D. = 0.76)</span></p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/294783 การบริหารงานวิชาการในยุคศตวรรษ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอำนาจเจริญ 2026-05-21T16:22:43+07:00 พระปลัดนนทวัตร์ ฐานวีโร (หมื่นชัย) thatpong.tho@mcu.ac.th พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน thatpong.tho@mcu.ac.th พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ thatpong.tho@mcu.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง "<strong>การบริหารงานวิชาการในยุคศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอำนาจเจริญ"</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการในยุคศตวรรษที่ 21 2) ศึกษาวิธีการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 32 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความ และประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 รูป/คน สถิติที่ใช้ในการประเมินแนวทาง คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1) สภาพการบริหารงานวิชาการในยุคศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยี ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และด้านการนิเทศการศึกษา ตามลำดับ<br />2) วิธีการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่า มีการประยุกต์ใช้หลักธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดย “ฉันทะ” ปรากฏในการสร้างแรงจูงใจภายในและความรักในวิชาชีพแก่บุคลากร “วิริยะ” ปรากฏในการผลักดันนวัตกรรมและพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง “จิตตะ” แสดงออกผ่านการติดตามนิเทศแบบกัลยาณมิตรที่สร้างความร่วมมือภายในองค์กร และ “วิมังสา” ปรากฏในกระบวนการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาเป็นฐานในการตัดสินใจปรับปรุงงาน<br />3) แนวทางการบริหารงานวิชาการในยุคศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอำนาจเจริญ ประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การบริหารเชิงบูรณาการ ฉันทะ–วิริยะ เพื่อยกระดับการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยสร้างแรงจูงใจภายในและส่งเสริมความมุ่งมั่นในการพัฒนาผู้เรียน 2. การสร้างระบบนิเทศกัลยาณมิตรด้วยหลักจิตตะ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการสนับสนุนในการปฏิบัติงาน และ 3. การขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยหลักวิมังสา โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา ทั้ง 3 แนวทางสามารถบูรณาการหลักธรรมกับการบริหารเชิงระบบเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/286463 การพัฒนารูปแบบและกระบวนการการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ 2025-08-20T10:19:25+07:00 ธีรทิพย์ พวงจันทร์ theerathip.phu@mcu.ac.th พระครูปริยัติวิสุทธิคุณ theerathip.phu@mcu.ac.th พระครูใบฎีกาเวียง กิตฺติวณฺโณ theerathip.phu@mcu.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบและกระบวนการการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพอธิกรณ์ของคณะสงฆ์ในจังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบและกระบวนการดังกล่าว ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม ร่วมกับการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบที่เหมาะสม<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1) สภาพอธิกรณ์ของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์เกิดขึ้นในระดับไม่มาก สาเหตุหลักมาจากการประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ มีทั้งกรณีที่สามารถแก้ไขได้โดยกระบวนการทางคณะสงฆ์ และกรณีที่มีความซับซ้อนจนต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานฝ่ายอาณาจักรในการดำเนินการร่วมกัน<br />2) ด้านการพัฒนารูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์พบว่า รูปแบบการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการประกอบด้วย การใช้หลักพระวินัยและหลักธรรม การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานคณะสงฆ์ การไกล่เกลี่ยและสมานฉันท์ การดำเนินการตามกฎหมาย การบูรณาการความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาเชิงนโยบาย ส่วนกระบวนการดำเนินงานประกอบด้วยการวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้น การแต่งตั้งคณะกรรมการ การไต่สวนและไกล่เกลี่ย การพิจารณาตัดสินตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมาย การบังคับใช้มติ การติดตามผล และการพัฒนาแนวทางแก้ไขเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง<br />3) ผลการประเมินรูปแบบและกระบวนการการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการที่พัฒนาขึ้น พบว่า ด้านรูปแบบการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการพบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̄ = 4.17, S.D. = 0.56) ด้านการถ่ายทอดกระบวนการการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์แบบบูรณาการพบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.41, S.D. = 0.49) สะท้อนว่าการบูรณาการการทำงานของพระวินยาธิการทั้งมหานิกายและธรรมยุตในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ร่วมกับความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สามารถเสริมสร้างประสิทธิภาพในการระงับอธิกรณ์ของคณะสงฆ์ได้อย่างเป็นระบบ</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/296778 การพัฒนาการบริหารงานระบบสารสนเทศงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 2026-06-24T16:05:15+07:00 วรชิต คุณะนาม vorachitkunanam@gmail.com ธนู ศรีทอง vorachitkunanam@gmail.com ภัฏชวัชร์ สุขเสน vorachitkunanam@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานระบบสารสนเทศในงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 2) ศึกษาวิธีพัฒนาการบริหารงานระบบสารสนเทศงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) ประเมินวิธีพัฒนาดังกล่าว เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรงานวิชาการ จำนวน 99 คน จากประชากร 131 คนได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 รูป/คน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และประเมินวิธีพัฒนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 รูป/คน ด้วยแบบประเมินมาตรประมาณค่า 5 ระดับ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาและสถิติพื้นฐาน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1) สภาพการบริหารงานระบบสารสนเทศในงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลและการตรวจสอบข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (4.71) ส่วนด้านการนำเสนอข้อมูลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (4.66) <br />2) พบว่า "ด้านการนำเสนอข้อมูล" เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด จึงนำประเด็นดังกล่าวมาศึกษาวิธีพัฒนา โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 รูป/คน ได้วิธีพัฒนาด้านการนำเสนอข้อมูลตามหลักอิทธิบาท 4 จำนวน 11 วิธี อาทิ การออกแบบรูปแบบการนำเสนอด้วยภาษาเรียบง่ายและใช้ตาราง/กราฟ การกำหนดมาตรฐานรายงานพร้อมปฏิทินการส่ง การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการใช้โปรแกรมนำเสนอ และการกำหนดผู้ตรวจสอบข้อมูลอย่างน้อย 2 คนพร้อมตรวจสอบ โดยแต่ละวิธีบูรณาการหลักฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสาเป็นแรงขับเคลื่อน <br />3) ผลการประเมินวิธีพัฒนาทั้ง 11 วิธี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยรวม 4.53) ผ่านเกณฑ์ทุกวิธี ด้านความเป็นประโยชน์และความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.58) ด้านความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก (4.42)</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์