https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/issue/feed วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02T19:49:10+07:00 รศ.ดร.ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ บรรณาธิการ Vanamdr@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์<br /></strong><strong>Journal of Buddhist Studies Vanam Dongrak<br /><br />มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ </strong><br />1. เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />2. เพื่อให้บริการวิชาการด้านด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยาแก่สังคม <br />3. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />4. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร<br /></strong>เป็นวารสารวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา</p> <p><strong>วารสารได้ถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 </strong><strong>(TCI Tier 2)<br /></strong>โดยศูนย์ TCI ให้คำรับรองคุณภาพวารสาร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 ธันวาคม 2572</p> <p><strong>รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</strong> จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ <br />- บทความวิจัย (Research Article) <br />- บทความวิชาการ (Academic Article) <br />- บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)<br /><br /><strong>วารสารมีวาระออกปีละ 2 ฉบับ ได้แก่<br /></strong>- ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม - มิถุนายน (January – June)<br />- ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม (July – December)<br /><strong>วารสารเปิดรับ 30 บทความต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป</strong></p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา<br /></strong>บทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการ โดยผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความซึ่งมาจากต่างสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน จำนวน 3 ท่าน ซึ่งพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้ประเมิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง (Double Blind Review) </p> <p>- วารสารได้กำหนดตรวจสอบความซ้ำของผลงานทุกประเภท ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ระบบตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้ง 3 รายการในระดับ ไม่เกิน 25%</p> <p>ทั้งนี้ วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ ได้ดำเนินงานตามกรอบจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ (Publication Ethics) อย่างเคร่งครัด <br /><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ<br /></strong><strong>- อัตราค่าตีพิมพ์ </strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ<br />- <strong>บัญชีสำหรับชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong>ธนาคาร <strong>กรุงไทย</strong> สาขา <strong>โรบินสัน สุรินทร์</strong> ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัย <strong>มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ (กองทุน)</strong> บัญชีเลขที่ <strong>982-4-140-92-1</strong><br /><strong>-การชำระค่าธรรมเนียม </strong>การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน<br /><br /><strong>เจ้าของวารสาร</strong><br />บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/285088 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การ บริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 2025-05-31T08:44:49+07:00 พระอธิการก้าวชัย ปุญฺญกาโม (โนนใหญ่) nonswrrkhphxkawchay@gmail.com พระมหาวิศิต ธีรวํโส (กลีบม่วง) nonswrrkhphxkawchay@gmail.com วรภูริ มูลสิน nonswrrkhphxkawchay@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อประสิทธิภาพในการจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 3) ประยุกต์หลักพุทธธรรมในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี คือ วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ คณะกรรมการและสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวนทั้งหมด 315 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ดำเนินการสุ่มตัวอย่างโดยวิธีจับฉลาก เก็บข้อมูลโดยแจกแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้กำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา, ผู้นำชุมชน/ ผู้บริหารและนักวิชาการ, ปราชญ์ชุมชน ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 9 รูป/คน เก็บข้อมูลโดยวิธีดำนินการสัมภาษณ์ตามวัน เวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้จนครบทุกประเด็นโดยขออนุญาตใช้วิธีการจดบันทึกและการบันทึกเสียงประกอบการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์คําให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับความคิดเห็นที่มีต่อประสิทธิภาพของการจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.13, S.D. =0.86) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ความคิดเห็น ด้านการสั่งการ มีความคิดเห็นมากที่สุด อยู่ในระดับมาก ( = 4.23, S.D. =0.45) รองลงมา คือ ด้านการจัดองค์การ อยู่ในระดับมาก ( = 4.18, S.D. =0.46) ด้านการควบคุม อยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D. =0.61) ด้านการประสานงาน อยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D. =0.51) และด้านที่มีความคิดเห็นน้อยที่สุดคือ ด้านการวางแผน อยู่ในระดับมาก ( = 4.03, S.D. =0.92) ตามลำดับ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบไปด้วย 1. ปัจจัยภายในองค์กร 2. ปัจจัยด้านแรงจูงใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.99, S.D.=0.83) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านปัจจัยด้านแรงจูงใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.06, S.D.=0.82) ด้านปัจจัยภายในองค์กร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.92, S.D.=0.85) 3. สามารถพัฒนาตามหลักพุทธธรรม คือ หลักอิทธิบาท 4 ประการ ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจ เจ้าหน้าที่ มีความพอใจ ความรักในงานหรือหน้าที่ของตน วิริยะ ความเพียร ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ สามารถแก้ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ จิตตะ ความเอาใจใส่ ตั้งใจทำงาน ผลงานที่ออกมาก็จะมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด วิมังสา ไตร่ตรองค้นคว้า ใช้สติปัญญาในการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่าง ๆ</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284771 แนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณธรรมตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 2025-05-28T17:11:12+07:00 ลำไพ หงษ์ยนต์ w0848257902@gmail.com ธนู ศรีทอง w0848257902@gmail.com สถาพร ภาคพรม w0848257902@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำแนกตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณธรรมตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธีระหว่างการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 214 คน และแบบสัมภาษณ์ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/ คน สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรม จำแนกตามตำแหน่งไม่แตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณธรรม ตามหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย 1)ด้านบริบทของโรงเรียนที่เอื้อต่อการปลูกฝังคุณธรรม มีแนวทางที่สำคัญ คือมีการส่งเสริมการใช้ระบบสารสนเทศและบรรจุโครงงานคุณธรรมลงในแผนปฏิบัติการ 2) ด้านผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม มีแนวทาง คือ จัดอบรมให้ผู้บริหารและผู้บริหารควรมีความประพฤติที่ดี 3) ด้านครูมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม มีแนวทาง คือ อบรมพัฒนาศักยภาพครูและส่งเสริมการเผยแพร่ผลงาน 4) ด้านนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม มีแนวทาง คือ จัดอบรมพัฒนาศักยภาพนักเรียน มีการจัดตั้งชุมนุม/ชมรม ให้กับนักเรียนแกนนำ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างเครือข่าย ทั้ง 4 ด้านนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหลักไตรสิกขา</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284909 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2025-05-24T06:09:58+07:00 ปุญญิสา จารัตน์ punyisa101230@gmail.com ธนู ศรีทอง punyisa101230@gmail.com สิน งามประโคน punyisa101230@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่และประสบการณ์ทำงาน 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสังคหวัตถุ 4 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 234 คน และใช้แบบสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1) สภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก ( = 4.18, S.D.= 0.40)<br />2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต1 จำแนกตามตำแหน่ง ไม่แตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้<br />3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มี 5 ด้าน 15 แนวทาง ประกอบด้วย 1) การวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง มีแนวทางที่สำคัญ คือ ใช้ระบบฐานข้อมูลบุคลากร สารสนเทศเพื่อวิเคราะห์อัตรากำลัง 2) การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง มีแนวทางที่สำคัญ คือ แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีความรู้และคุณธรรม 3) การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ มีแนวทางที่สำคัญ คือ ส่งเสริมให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน 4) วินัยและการรักษาวินัย มีแนวทางที่สำคัญ คือ ปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด และ 5) การออกจากราชการ มีแนวทางที่สำคัญ คือให้คำปรึกษาสำหรับบุคลากร โดยนำหลักหลักสังคหวัตถุ 4 อันประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284673 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2025-05-16T11:23:22+07:00 มณฑิรา หลักคำ montira2419@gmail.com ธนู ศรีทอง montira2419@gmail.com เกษม แสงนนท์ montira2419@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายใน แบ่งตามตำแหน่งประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามหลักอิทธิบาท 4 โดยเป็นการศึกษาวิจัยแบบผสม ใช้ทั้งแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ในการรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 338 คน รวมถึงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน โดยสถิติที่นำมาใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า T-Test ค่า F-Test และการวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ<br /><strong>ผลการศึกษาพบว่า :<br /></strong>1) สภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีการดำเนินการอยู่ในระดับมากทุกด้าน<br />2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษา พบว่า มี 6 ด้าน 18 แนวทางประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษา (2) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา (3) ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษา (4) ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา (5) ด้านการติดตามผลการดำเนินการ และ (6) ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง โดยทั้ง 6 ด้าน 18 แนวทาง สามารถประยุกต์เข้ากับหลักธรรมอิทธิบาท 4</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/285154 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2025-07-18T11:02:22+07:00 สิริมงคล บุญมาก boonmaksiri9@gmail.com ธนู ศรีทอง Boonmaksiri9@gmail.com สถาพร ภาคพรม Boonmaksiri9@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท 4 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กตามหลักอิทธิบาท 4 จำแนกตำแหน่ง และประสบการณ์ทำงาน และวุฒิการศึกษา 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการการการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้าวิชาการ จำนวน 140 คน และแบบสัมภาษณ์ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน สถิติที่ใช้ คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1) การบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่าอยู่ในระดับมากในภาพรวม และรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมาก(<strong>μ</strong>=4.49,<strong>σ</strong>=0.34) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการวัดผลประเมินผลและดำเนินเทียบโอนผลการเรียน ตามด้วยด้านการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีมี ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อและกระบวนการเรียนรู้ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา<br />2) ผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท พบว่าการจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ และคุณวุฒิทางการศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน<br />3) ผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท 4 มีทั้งหมด 5 ด้าน 10 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน 2 แนวทาง 2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ จำนวน 2 แนวทาง 3) ด้านการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี จำนวน 2 แนวทาง 4) ด้านการนิเทศการศึกษา จำนวน 2 แนวทาง 5) ด้านการวัดผล ประเมินผล และ ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน จำนวน 2 แนวทาง และสอดคล้องกับหลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/286710 แนวทางการบริหารการศึกษาปฐมวัย ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2025-07-18T10:57:16+07:00 พลอยปภัส ทองทา kungtongtha@gmail.com พระครูวิริยปัญญาภิวัฒน์ kungtongtha@gmail.com ชูชัย ประดับสุข kungtongtha@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 3) เพื่อเสนอ แนวทางการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยมีกระบวนการบริหาร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ ด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ และด้านคุณภาพของเด็ก รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธีระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ได้แก่ จำนวนประชากร 702 คน ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนระดับชั้นปฐมวัย กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของทาโร ยามาเน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 250 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานศึกษา ด้านการศึกษาปฐมวัย และด้านโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ผู้เชี่ยวชาญเครื่องมือวิจัย จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลวิจัยพบว่า<br /></strong>1) สภาพการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านคุณภาพของเด็ก ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ และด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ<br />2) วิธีการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 มีกระบวนการบริหาร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ มี 3 วิธีการ ด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ มี 3 วิธีการ และด้านคุณภาพของเด็ก มี 3 วิธีการ<br />3) แนวทางการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ มี 2 แนวทาง ด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ มี 2 แนวทาง และ ด้านคุณภาพของเด็ก มี 2 แนวทาง</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/273934 การบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 และแนวทางพัฒนา ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2025-06-24T08:37:03+07:00 วัชรชัย เคนคำภา vios1383@gmail.com ธนู ศรีทอง vios1383@gmail.com เกษม แสงนนท์ vios1383@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำแนกตาม เพศ ตำแหน่งหน้าที่ และขนาดของโรงเรียน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ตามหลัก สังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน ใช้แบบสอบถาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.987 และแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ กลุ่มประชากรวิจัยเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน และ ผู้ปกครอง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 18 โรงเรียน 169 คนด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ การทดสอบความแปรปรวน ด้วย t-test F-test และ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า สภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง และขนาดโรงเรียน ไม่แตกต่างกัน แนวทางการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 และแนวทางพัฒนาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 พบว่า มี 5 ด้าน รวม จำนวน 11 แนวทาง 1) การจัดอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 3 แนวทาง 2) การใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 2 แนวทาง 3) การบำรุงอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 2 แนวทาง 4) การควบคุมอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมมี 2 แนวทาง 5) การประเมินการใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 2 แนวทาง โดย ทั้ง 5 ด้าน สามารถประยุกต์เข้ากับหลักสังคหวัตถุ 4 ได้</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/290871 การออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2026-01-09T11:48:05+07:00 ไพรินทร์ สังข์ทอง pairin.su@srru.ac.th วิจิตรา โพธิสาร wijittrapo@srru.ac.th ศิริลักษณ์ หวังชอบ siriluk.wu@ms.srru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจความต้องการการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานและ 2. ออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย คือ ครู โรงเรียนบ้านหนองไม้งาม 1 จำนวน 10 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการ สำหรับครูและนักเรียน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและสถิติอ้างอิง คือ การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่ายและไคสแควร์ นอกจากนี้ได้พัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch ตามหลัก ADDIE โดยกำหนดเกณฑ์การเล่นทั้ง 5 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า ผลการศึกษาความต้องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของครู โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และพบว่าปัจจัยการกระตุ้นความสนใจของครูส่งผลต่อปัจจัยความพร้อมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับนักเรียน พบว่า ความต้องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของนักเรียน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และผลการทดสอบความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านประสบการณ์การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน บทบาทของครูในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน จึงมีความสัมพันธ์กับความต้องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของนักเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch พบว่า เกมที่พัฒนาขึ้นเป็นเกมเพื่อการเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยมีองค์ประกอบของเกมครบถ้วนตามเกณฑ์การประเมิน ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายของเกมที่ชัดเจน กติกาการเล่นที่เหมาะสม ระบบการให้คะแนนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ระดับความท้าทายที่สอดคล้องกับความสามารถของผู้เรียน และการให้ผลสะท้อนกลับแก่ผู้เรียนอย่างเหมาะสม ผลการประเมินคุณภาพเกมต้นแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า เกมมีระดับความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีศักยภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ครูมีความจำเป็นต้องเพิ่มระดับกระตุ้นความสนใจของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เพื่อให้เกิดความพร้อมในการสอนแบบสร้างสรรค์ ในขณะที่นักเรียนมีความต้องการให้ครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านการใช้สื่อการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ด้วยเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch สามารถใช้งานได้จริงและสอดคล้องกับเกณฑ์การเล่นทั้งหมด</p> 2026-06-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/290969 อิทธิพลของการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 2025-12-31T06:47:46+07:00 ชวัลวิทย์ เครือสีดา wichanthaitae25@gmail.com สมานจิต ภิรมย์รื่น wichanthaitae25@gmail.com วิชาญ ไทยแท้ wichanthaitae25@gmail.com เพ็ญศรี ทองสุทธิ์ wichanthaitae25@gmail.com กัญญาภัค บุตรศรี wichanthaitae25@gmail.com วิสุทธิ์ เวียงสมุทร wichanthaitae25@gmail.com <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเรียนรู้เชิงรุกที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้โรงเรียนประถมศึกษา 2) เสนอแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารกับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 401 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ผลการวิจัยโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ<br />ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า องค์ประกอบของการเรียนรู้เชิงรุกในด้านการเล่นเกม บทบาทสมมติและการทำงานกลุ่ม สามารถมีอิทธิพลร่วมกันต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โดยมีสัมประสิทธิ์พยากรณ์ ร้อยละ 51 ความแปรปรวนเท่ากับ 7.42 ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานร้อยละ 25 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้เกิดขึ้นได้โดยผ่านกระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบของการเล่นเกม บทบาทสมมติและการทำงานกลุ่ม การนำแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยเฉพาะการเล่นเกม การแสดงบทบาทสมมติและการทำงานกลุ่ม มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน จะช่วยพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของสังคมยุคใหม่และช่วยเสริมสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ในปัจจุบัน</p> 2026-06-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/291330 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย 2026-02-26T22:56:53+07:00 จิรวุฒิ พงษ์โสภณ witsanu@vru.ac.th ฐาปนา จ้อยเจริญ witsanu@vru.ac.th วิษณุ สุทธิวรรณ witsanu@vru.ac.th สุชาวดี สมสำราญ witsanu@vru.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย (2) เพื่อประเมินรูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย และ (3) เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะในการพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ดำเนินการวิจัย 3 ระยะตามวัตถุประสงค์การวิจัย ระยะที่ 1 การสร้างรูปแบบกิจกรรม ใช้การสังเคราะห์เอกสาร และการประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน ระยะที่ 2 การประเมินรูปแบบกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้ช่วยที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 120 คน โดยแบ่งเป็นครูผู้ช่วยปีแรก 60 คน และครูผู้ช่วยปีที่สอง 60 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 การสังเคราะห์ข้อเสนอแนะ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากคำถามปลายเปิดและบันทึกสะท้อนคิด ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 17–20 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />(1) ผลการสร้างรูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพ ได้รูปแบบกิจกรรมที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ในวิชาชีพ การพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ การเรียนรู้ผ่านชุมชนวิชาชีพ (PLC) และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมหลัก 8 กิจกรรม ครอบคลุมการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ นวัตกรรมการสอนบอร์ดเกม Active Learning การใช้เทคโนโลยีและ AI ทางการศึกษา การใช้ผังกราฟิก การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม และการเตรียมผลงานวิทยฐานะ (วPA) <br />(2) ผลการประเมินรูปแบบกิจกรรม พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.39, S.D. = 0.52) สะท้อนว่ารูปแบบกิจกรรมมีความเหมาะสมทั้งด้านเนื้อหา กระบวนการ และประโยชน์ต่อการนำไปใช้จริงในสถานศึกษา <br />(3) ผลการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะพบว่า ควรปรับปรุงโครงสร้างเวลาอบรมให้เหมาะสม ลดความหนาแน่นของกิจกรรม เพิ่มช่วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน และเพิ่มหัวข้อที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานจริงของครูมากขึ้น ตลอดจนเสนอให้มีระบบติดตามผลและสนับสนุนหลังอบรมผ่านครูพี่เลี้ยงหรือชุมชนวิชาชีพออนไลน์</p> 2026-06-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/293213 การพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 2026-03-25T13:51:33+07:00 ทยกมล ฉัตรดอน tayakamon@gmail.com พัชราภรณ์ อิทธิวิศิษฎ์ tayakamon@gmail.com ยิ่งสรรค์ หาพา tayakamon@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 145 คน ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เทียบกำหนดตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 103 คน ใช้สถิติหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ (F-test) กรณีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">สภาพการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม (x̄ = 4.25, S.D. = 0.51) รองลงมา ได้แก่ ด้านการบริหารเชิงนโยบายและการวางแผนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (x̄ = 4.21, S.D. = 0.54) และด้านการกำกับ ติดตาม และประเมินผล (x̄ = 4.19, S.D. = 0.55) ตามลำดับ ทั้งนี้ สถานศึกษามีการนำหลักคุณธรรม จริยธรรมมาเป็นกรอบในการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติทางการบริหาร เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับบริบทของสังคมดิจิทัล<br /></span>แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 ควรมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านการบริหารจัดการศึกษาเชิงผู้เรียนเป็นศูนย์กลางควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรมและจริยธรรมดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารและ การจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทรัพยากรที่บูรณาการหลักคุณธรรม จริยธรรมเชิงพุทธและคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้ในทุกกระบวนการบริหาร ตลอดจนพัฒนาระบบการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา เพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรทางการบริหารมีความยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลอย่างมีคุณภาพ</p> 2026-06-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์