วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434 <p><strong>คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ</strong></p> <p><strong>(ปรับปรุง เริ่มใช้ในการพิมพ์ ฉบับที่</strong><strong> 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) พ.ศ. 2564)</strong></p> <ol> <li><strong>สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับบทความ</strong></li> </ol> <p> บัณฑิตศึกษา ห้อง 412 ชั้น 1 อาคารพระพรหมบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ 305 หมู่ 8 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์</p> <p>โทรศัพท์ 09-4514-1161, 08-3374-8741, 086-4654195, 08-1725-8693</p> <ol start="2"> <li><strong> ขอบเขตวารสาร ประเภท การส่ง ตรวจสอบ การเตรียม และการคัดเลือกบทความ</strong></li> </ol> <p> วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ มีขอบเขตวารสาร ประเภท การส่ง ตรวจสอบ การเตรียม และการคัดเลือกบทความตีพิมพ์ในวารสาร ดังนี้</p> <p><strong>2</strong><strong>.1 ขอบเขตวารสาร </strong></p> <p> วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ เป็นวารสารวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา</p> <p> <strong>2.2 ประเภทบทความ</strong></p> <p> วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ ตีพิมพ์บทความประเภทต่างๆ ดังนี้</p> <p><strong> </strong>1) บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ บทความที่เขียนขึ้นเป็นผลงานที่ได้จากการทำวิจัย ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน รูปแบบบทความวิจัยโดยทั่วไปประกอบด้วย ชื่อบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผู้เขียนบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หน่วยงานต้นสังกัด บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คำสำคัญภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทนำ วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ผลของการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย สรุปผลการวิจัย ข้อเสนอแนะ และเอกสารอ้างอิง</p> <p><strong> </strong>2) บทความวิชาการ (Academic Article) ได้แก่ บทความที่เสนอเนื้อหาความรู้ ลักษณะวิเคราะห์ วิจารณ์ โดยใช้แนวคิด ทฤษฎี หรือนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้สนใจทั่วไป ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน รูปแบบบทความวิชาการโดยทั่วไปประกอบด้วย ชื่อบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผู้เขียนบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หน่วยงานต้นสังกัด บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คำสำคัญภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทนำ เนื้อหา สรุป และเอกสารอ้างอิง</p> <p><strong> </strong>3) บทความในลักษณะอื่น เช่น <em>(1) บทความพิเศษ (Special Article)</em> ได้แก่ บทความที่นำเสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ อย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการหรือวิชาชีพ <em>(2) บทความปริทรรศน์ (</em><em>Review Article)</em> ได้แก่ บทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ วารสาร จากผลงานหรือประสบการณ์ ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์เปรียบเทียบกัน<strong> </strong><em>(3) บทความปกิณกะ (</em><em>Miscellany Article)</em> ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำราหรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ เป็นต้น สำหรับรูปแบบบทความในลักษณะอื่นโดยทั่วไปมักใช้เช่นเดียวกับบทความวิชาการ</p> <p><strong> 2.3 การส่งบทความ</strong></p> <p> บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ ของบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ ต้องผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ Website: <a href="https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434">https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434</a> และรอการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>2.4 การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร</strong></p> <p> ผู้นิพนธ์เตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ทั้งพิสูจน์อักษรก่อนส่งบทความให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็ว และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าผู้นิพนธ์บทความจะแก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</p> <p><strong>2.5 การเตรียมบทความ</strong></p> <p> บทความใช้แบบอักษร (font) ชนิดไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK) ขนาดอักษร 16 จัดกั้นหลังตรง สำหรับบทความภาษาอังกฤษให้ใช้แบบอักษร Time Ex Roman ขนาดอักษร 12 และมีระยะห่างระหว่างบรรทัดหนึ่งช่อง (double spacing) ตลอดเอกสาร พิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษด้านบนและด้านซ้าย ขนาด 3.81 ซม., ขอบด้านขวาและด้านล่าง ขนาด 2.54 ซม. พร้อมใส่หมายเลขหน้าทางมุมขวาบนทุกหน้า บทความมีความยาวไม่เกิน 15 หน้า กระดาษพิมพ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง</p> <p><strong>2.6 การคัดเลือกบทความ</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 รูป/คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้นิพนธ์บทความ และผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind peer review)</p> <ol start="3"> <li><strong>รูปแบบบทความวิจัย</strong></li> </ol> <p> รูปแบบบทความวิจัยประกอบด้วย ชื่อบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผู้เขียนบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หน่วยงานต้นสังกัด บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คำสำคัญภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทนำ วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ผลของการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย สรุปผลการวิจัย ข้อเสนอแนะ และเอกสารอ้างอิง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p> <p><strong> </strong><strong>3.1 ชื่อบทความ</strong> (Article) ให้เขียนชื่อของบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong> </strong><strong>3.2 ชื่อผู้นิพนธ์</strong> (Name and Surname of Author) ให้เขียนชื่อผู้นิพนธ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> <strong>3.3 หน่วยงานต้นสังกัด</strong> (Affiliated agency) ให้เขียนว่าผู้เนิพนธ์บทความมีหน่วยงานต้นสังกัดจากที่ใด (สาขาวิชา คณะ มหาวิทยาลัย) หรือกรณีเป็นนิสิต นักศึกษา ควรมีรายละเอียด เช่น หลักสูตร สาขา มหาวิทยาลัย ปีดำเนินงานวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และตำแหน่งวิชาการของอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเขียนคำอธิบายเพิ่มเติมไว้เป็นเชิงอรรถแสดงไว้ตอนบนทางด้านขวาของหน้ากระดาษใต้เชื่อบทความที่เป็นภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>3.4 </strong><strong>บทคัดย่อ</strong> (Abstract) บทคัดย่อมีความยาวไม่เกิน 350 คำ โดยแยกต่างหากจากเนื้อเรื่อง ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เขียนให้ได้ใจความทั้งหมด บทคัดย่อของบทความไม่ต้องอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง ให้มีเนื้อหาเขียนไว้ในบทคัดย่อที่สำคัญเพียง 3 ส่วน คือ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัย และผลการวิจัย เท่านั้น</p> <p><strong>3.5 คำสำคัญ</strong> (Keyword) คือ คำที่เขียนขึ้นให้ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษา ปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ละคำเขียนคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) (,) ควรมีคำสำคัญไม่เกิน 5 คำ</p> <p><strong>3.6 บทนำ</strong> (Introduction) ข้อเขียนเบื้องต้นที่นำเข้าสู่เนื้อหา เขียนให้เห็นประเด็นความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัยว่ามีภูมิหลังอย่างไร ปัญหาดังกล่าวมีผู้เสนอแนวคิด ทฤษฎี ไว้อย่างไร มีประเด็นใดที่ยังมิได้คำตอบ หากวิจัยเรื่องนี้แล้วคาดว่าจะได้คำตอบปัญหานี้อย่างไร เขียนให้ชัดเจน มีข้อมูลที่เป็นเอกสารและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องสนับนุนความเห็นได้อย่างสมเหตุสมผล</p> <p><strong>3.7 วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong> (Research Objectives) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อใช้เป็นแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน ควรเขียนแยกกันให้เห็นเป็นข้อ ๆ</p> <p><strong> 3.8 วิธีดำเนินการวิจัย</strong> (Methods) เป็นการกำหนด รูปแบบการวิจัย ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง (วิจัยเชิงปริมาณ) กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ให้ข้อมูลหลัก (วิจัยเชิงคุณภาพ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล (ถ้ามี) แต่ละประเด็นมีรายละเอียดชัดเจน</p> <p> <strong>3.9 ผลการวิจัย</strong> (Results) เป็นการนำเสนอผลที่พบตามวัตถุประสงค์การวิจัยตามลำดับอย่างชัดเจน ในการนำเสนอผลการวิจัย อาจใช้ภาพถ่าย ตาราง กราฟ หรือแผนภูมิประกอบได้</p> <p><strong> 3.10 อภิปรายผลการวิจัย</strong> (Discussion) เป็นการอภิปรายผลการวิจัยเข้ากับหลักแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำข้อค้นพบการวิจัยมาอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาการวิจัย หรือทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์</p> <p><strong> 3.11 ข้อเสนอแนะ</strong> (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ผู้นิพนธ์ควรเขียนให้ได้ทั้ง 3 ประเด็น คือ 1) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 2) ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ และ 3) ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป</p> <p><strong> 3.12 การอ้างอิง</strong> (References) ใช้การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา (In-Text Citation) ตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมาย วงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่ง่าย ทันสมัย ถูกต้อง การอ้างอิงเอกสารที่เป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศที่มิใช่ภาษาอังกฤษ ให้ผู้นิพนธ์บทความแปลเป็นภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง เป็นรูปแบบเดียวกัน</p> <ol start="4"> <li><strong> รูปแบบบทความวิชาการ หรือบทความในลักษณะอื่น</strong></li> </ol> <p> รูปแบบบทความวิชาการโดยทั่วไปประกอบด้วย ชื่อบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผู้นิพนธ์บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หน่วยงานต้นสังกัด บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คำสำคัญภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทนำ เนื้อหา สรุป และเอกสารอ้างอิง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้</p> <p><strong> 4.1 ชื่อบทความ </strong>ชื่อผู้นิพนธ์ หน่วยงานต้นสังกัด บทคัดย่อ คำสำคัญ ให้ปรับใช้ตามที่ได้แนะนำไว้ในบทความวิจัย ข้อ 3.1-3.5 โดยอนุโลม</p> <p><strong> </strong><strong>4.2 บทนำ</strong> (Introduction<strong>)</strong> ข้อเขียนเบื้องต้นที่นำเข้าสู่เนื้อหา เป็นส่วนกล่าวนำ โดยอาศัยการทบทวนข้อมูลจากเอกสาร รายงานวิจัย และหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความในเรื่องนี้ และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาที่ต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบ เขียนให้ชัดเจน โดยนำข้อมูลที่เป็นเอกสารและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องมาสนับนุนความเห็นได้อย่างสมเหตุสมผล</p> <p><strong> 4.3 เนื้อหา</strong> (Content) คือ ส่วนเป็นเรื่องราวหรือเนื้อหาที่ผู้นิพนธ์บทความต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาที่ดีต้องมีการกำหนดประเด็นและรายละเอียดชัดเจน น่าสนใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางความคิดของผู้นิพนธ์บทความเป็นสำคัญ</p> <p><strong> 4.4 สรุป</strong> (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความที่ผู้นิพนธ์บทความเขียนให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญ เป็นการกลั่นกรอง การรวบรวม หรือการลดข้อความให้เหลือส่วนที่สำคัญเท่านั้น</p> <p><strong> 4.5 การอ้างอิง</strong> (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งได้นำเสนอไว้แล้วใน (ข้อ 3.12) </p> <p><strong> </strong><strong>รูปแบบบทความวิจัย</strong></p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p>1.5 นิ้ว หรือ 3.81 ซม.</p> </td> </tr> </tbody> </table> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p>1 นิ้ว หรือ 2.54 ซม.</p> </td> </tr> </tbody> </table> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p><strong>(ชื่อบทความ)ภาษาไทย </strong>(พิมพ์ตัวหนา, 20 pt)</p> <p><strong>(ชื่อบทความ)ภาษาอังกฤษ </strong>(พิมพ์ตัวหนา, 18 pt)</p> <p> เว้น 1 บรรทัด</p> <p>ชื่อ-นามสกุลผู้นิพนธ์บทความภาษาไทย (14 pt)</p> <p>Name and Surname of Author (14 pt)</p> <p>หน่วยงานต้นสังกัด (14 pt)</p> <p> เว้น 1 บรรทัด</p> <p><strong>บทคัดย่อ </strong>(18 pt)</p> <p> (16 pt) (ไม่เกิน 350 คำ)..............................................................................</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> 3-5 คำ</p> <p><strong>Abstract </strong>(16 pt)</p> <p> (16 pt) (ไม่เกิน 350 คำ)...............................................................................</p> <p><strong>Keyword: </strong>…………………………………………………………………………………………………...</p> <p><strong>บทนำ </strong>(ทุกหัวข้อให้ชิดซ้าย) (18 pt)</p> <p>(16 pt) .......................................................................................................................<strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย </strong>(18 pt)</p> <p>(16 pt) .......................................................................................................................<strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong>(18 pt)</p> <p>(16 pt) .......................................................................................................................<strong>ผลการวิจัย </strong>(18 pt)</p> <p>(16 pt) .......................................................................................................................<strong>อภิปรายผลการวิจัย </strong>(18 pt)</p> <p>(16 pt) .......................................................................................................................</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ </strong>(18 pt)</p> <p>1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</p> <p>2. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้</p> <p>3. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป</p> <p><strong>เอกสารอ้างอิง </strong>(18 pt)</p> <p>(ไทย) (16 pt) ...........................................................................................................</p> <p>(อังกฤษ) (16 pt) .....................................................................................................</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p>.............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................</p> <p> </p> <p><strong>บรรณานุกรม (เฉพาะที่อ้างในบทความ)</strong></p> <p>.......................................................................................................................................................................</p> </td> </tr> </tbody> </table> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p>1 นิ้ว</p> <p>หรือ</p> <p>2.54 ซม.</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong>รูปแบบบทความวิชาการ</strong></p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p><strong>(ชื่อบทความ)ภาษาไทย </strong>(พิมพ์ตัวหนา, 20 pt)</p> <p><strong>(ชื่อบทความ)ภาษาอังกฤษ </strong>(พิมพ์ตัวหนา, 18 pt)</p> <p> เว้น 1 บรรทัด</p> <p>ชื่อ-นามสกุลผู้นิพนธ์บทความภาษาไทย (14 pt)</p> <p>Name and Surname of Author (14 pt)</p> <p>หน่วยงานต้นสังกัด (14 pt)</p> <p> เว้น 1 บรรทัด</p> <p><strong>บทคัดย่อ </strong>(18 pt)</p> <p>(16 pt) (ไม่เกิน 350 คำ)...........................................................................</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> (ไม่เกิน 5 คำ)</p> <p><strong>Abstract </strong>(16 pt)</p> <p>(16 pt) (ไม่เกิน 350 คำ)............................................................................</p> <p><strong>Keyword: </strong>..............................................................................................................</p> <p><strong>บทนำ (ทุกหัวข้อให้ชิดซ้าย) </strong>(18 pt)</p> <p>(16 pt) .......................................................................................................</p> <p><strong>เนื้อหา </strong>(18 pt)</p> <p>(16 pt) .......................................................................................................</p> <p><strong>สรุป (18 </strong><strong>pt)</strong></p> <p>(16 pt) .......................................................................................................</p> <p><strong>เอกสารอ้างอิง </strong>(18 pt)</p> <p>(ไทย) (16 pt) ...........................................................................................................</p> <p>(อังกฤษ) (16 pt) .....................................................................................................</p> <p>.............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................</p> <p><strong>บรรณานุกรม (เฉพาะที่อ้างในบทความ)</strong></p> <p>.......................................................................................................................................................................</p> </td> </tr> </tbody> </table> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p>1 นิ้ว</p> <p>หรือ</p> <p>2.54 ซม.</p> </td> </tr> </tbody> </table> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p>1.5 นิ้ว หรือ 3.81 ซม.</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> <ol start="5"> <li><strong> การเขียนเอกสารอ้างอิง ตามแบบ APA ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6</strong> (แทรกในเนื้อหา)</li> </ol> <p><strong> 5.1 คัมภีร์พระไตรปิฎก</strong>:</p> <p>พระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ ให้อ้างชื่อย่อคัมภีร์ เล่ม/ข้อ/หน้า</p> <table> <tbody> <tr> <td width="102"> <p><strong>รูปแบบ</strong></p> </td> <td width="255"> <p><strong>หน้าข้อความ</strong></p> </td> <td width="211"> <p><strong>ท้ายข้อความ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="102"> <p>อางอิงจาก</p> <p>พระไตรปฎก/</p> <p>คัมภีร์</p> </td> <td width="255"> <p>ดังในเวรัญชสูตร(ที.สี.(ไทย) 9/246/83.) ที่กลาววา “หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริตกล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นผิด…”</p> </td> <td width="211"> <p>...ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามทั้งหลาย บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เรียกว่า อธิจิตตสิกขา (องฺ.ติก. (ไทย), 20/87/312)</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong> 5.2 หนังสือ และวาสาร</strong>:</p> <p> 1) กรณีผู้แต่ง 1 คน ให้ระบุ ชื่อ-นามสกุล โดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม หากเป็นพระภิกษุทั่วไปให้ใส่คำว่า พระ, พระมหา นำหน้าชื่อตามด้วย ฉายานาม (ชื่อภาษาบาลี) และพระภิกษุที่มีสมณศักดิ์ให้ใส่ ชื่อสมณศักดิ์ ตามด้วยชื่อตัวในเครื่องหมายวงเล็บ ถ้าไม่ทราบชื่อตัวให้ใส่เฉพาะ ชื่อสมณศักดิ์</p> <table> <tbody> <tr> <td width="83"> <p><strong>รูปแบบ</strong></p> </td> <td width="274"> <p><strong>หน้าข้อความ</strong></p> </td> <td width="211"> <p><strong>ท้ายข้อความ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="83"> <p>ภาษาไทย</p> </td> <td width="274"> <p>ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ (2561: 1) ให้ทัศนะวา......</p> </td> <td width="211"> <p>........ (ทวีศักดิ์ ทองทิพย์, 2561: 1)</p> </td> </tr> <tr> <td width="83"> <p>ภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="274"> <p> Tonngtip, (2018: 1) said that ......</p> </td> <td width="211"> <p>…….. (Tongtip, 2018: 1)</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> 2) กรณีผู้แต่งมี 2 คน</p> <table> <tbody> <tr> <td width="83"> <p><strong>รูปแบบ</strong></p> </td> <td width="274"> <p><strong>หน้าข้อความ</strong></p> </td> <td width="211"> <p><strong>ท้ายข้อความ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="83"> <p>ภาษาไทย</p> </td> <td width="274"> <p>บรรจง โสดาดี และ ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม (2560: 5) ให้ทรรศนะวา......</p> </td> <td width="211"> <p>........ (บรรจง โสดาดี และ ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม (2560: 5)</p> </td> </tr> <tr> <td width="83"> <p>ภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="274"> <p> Sodadee and Sa-ard-iam, (2017: 5) said that......</p> </td> <td width="211"> <p>……. (Sodadee and Sa-ard-iam, 2017: 5)</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong> </strong>3) กรณีผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป</p> <table> <tbody> <tr> <td width="87"> <p><strong>รูปแบบ</strong></p> </td> <td width="270"> <p><strong>หน้าข้อความ</strong></p> </td> <td width="211"> <p><strong>ท้ายข้อความ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="87"> <p>ภาษาไทย</p> </td> <td width="270"> <p>ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม และคณะ (2560: 5) ให้ทรรศนะวา......</p> </td> <td width="211"> <p>...... (ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม และคณะ, 2560: 5)</p> </td> </tr> <tr> <td width="87"> <p>ภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="270"> <p>Sa-ard-iam et al. (2017: 5) said that......</p> </td> <td width="211"> <p>……(Sa-ard-iam et al. 2017: 5)</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong>5.3 </strong><strong>สัมภาษณ์</strong>:</p> <p>ชื่อ-นามสกุล. /(วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์ )./ตำแหน่ง(ถ้ามี)./สถานที่สัมภาษณ์ เช่น</p> <p> พระสมุห์หาญ ปญฺญาธโร, (<strong>17 มีนาคม 2562</strong>). เจ้าอาวาสวัดป่าอาเจียง หมู่ 14 ตำบลกระโพ</p> <p>อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์.</p> <p>PhraKrusuvithanphatthanabandhit. (10 May 2013). Voice-Rector. Interview.</p> <p><strong>5.4 สื่ออิเล็กทรอนิกส์</strong>:</p> <p>ชื่อ-นามสกุล. /(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง./ชื่อเว็บไซต์./(วัน เดือน ปี ที่สืบค้น).จากhttp://www.xxxxxxxxxx. เช่น </p> <p> สุนันทา เลาวัณย์ศิริ. (2553). ธาตุอาหารหลักของน้ำสกัดชีวภาพแบบเข้มข้นจากขยะครัวเรือน.วารสารออนไลน์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (<strong>17 มีนาคม 2562</strong>)<strong>.</strong> จาก <a href="http://www.journal.msu.ac.th/index.php?option=com_">http://www.journal.msu.ac.th/index.php?option=com_</a>.</p> <p>Bhandari, P., Rishi, P. and Prabha, V. (2014). Positive Effect of Probiotic Lactobacillus</p> <p>Plantarum in Reversing the LPS Induced Infertility in Mouse Model. (12 February 2014). <a href="http://jmm.microbiologyresearch.org/content/journal/jmm/10.1099/jmm.0.000230;%20jsessionid=1me6a81o04g7o.x-sgm-live-03">http://jmm.microbiologyresearch.org/content/journal/jmm/10.1099/jmm.0.000230; jsessionid=1me6a81o04g7o.x-sgm-live-03</a>.</p> <ol start="6"> <li><strong> การเขียนเอกสารอ้างอิง </strong>(ท้ายบทความ)</li> </ol> <p><strong> 6.1 หนังสือ</strong>:</p> <p> ชื่อ-นามสกุล./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อหนังสือ/(ครั้งที่พิมพ์(ถ้ามี))./เมืองที่พิมพ์/:/สำนักพิมพ์.</p> <p><strong> 6.2. วารสาร</strong>:</p> <p> ชื่อ-นามสกุล. /(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง)./ชื่อวารสาร,/ปีที่(ฉบับที่),/เลขหน้า.</p> <p><strong> 6.3 วิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์/รายงานการวิจัย </strong>:</p> <p> ชื่อ-นามสกุล. /(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง./ระดับวิทยานิพนธ์,/ชื่อคณะ/:/ชื่อมหาวิทยาลัย.</p> <p><strong> 6.4 สัมภาษณ์</strong>:</p> <p> ชื่อ-นามสกุล. /(วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์ )./ตำแหน่ง(ถ้ามี)./สัมภาษณ์</p> <p><strong> 6.5 สื่ออิเล็กทรอนิกส์</strong>:</p> <p> ชื่อ-นามสกุล. /(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง./ชื่อเว็บไซต์./(วัน เดือน ปี ที่สืบค้น).จากhttp://www.xxxxxxxxxx.</p> <ol start="7"> <li><strong> การเขียนภาพประกอบ (Figure) และตาราง (Table)</strong></li> </ol> <p> ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าที่จำเป็น สำหรับ คำบรรยายภาพและตารางให้พิมพ์เหนือภาพหรือตาราง ส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมให้ใส่ใต้ภาพหรือตาราง</p> <p><strong>หนังสือขอเสนอบทความลงตีพิมพ์</strong> “วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์”</p> <p><strong>มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ </strong></p> <p> (กรุณาส่งมาพร้อมกับบทความ)</p> <p> </p> <p>วันที่……..เดือน……………………….พ.ศ……………..</p> <ol> <li><strong> ข้อมูลทั่วไป</strong></li> </ol> <p> ข้าพเจ้าชื่อ ......................................ฉายา......................................นามสกุล .................................................</p> <p> ที่อยู่ติดต่อ เลขที่………หมู่……..ซอย…………………................ถนน ………………………………............</p> <p> แขวง/ตำบล ……………………………เขต/อำเภอ………………………จังหวัด………………………………….รหัสไปรษณีย์……………..โทรศัพท์มือถือ…………………..Email……………………………………………….</p> <ol start="2"> <li><strong> ข้อมูลบทความ</strong></li> </ol> <p> ลักษณะของบทความ ( ) วิทยานิพนธ์/การค้นคว้าอิสระ อาจารย์ที่ปรึกษา……………………….</p> <p> สังกัด/สถานศึกษา…………………………………………………………………………………………………………</p> <p> ประเภท ( ) บทความวิชาการ (Academic Article) ( ) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> ภาษาของบทความ ( ) ภาษาไทย ( ) ภาษาอังกฤษ</p> <p> ชื่อบทความ (ภาษาไทย) ………………………………………………………………………..………………….</p> <p> ……………………….……………………………………………………………………………………………………… ชื่อบทความ (ภาษาอังกฤษ) …………………………………………………………………………………….</p> <p> ……………………….………………………………………………………………………………………………………</p> <p> คำสำคัญ (ภาษาไทย) ……………………….………………………………………………………………………</p> <p> Keywords (ภาษาอังกฤษ) ……………………….………………………………………………………………</p> <ol start="3"> <li><strong> คำรับรอง</strong></li> </ol> <p> ข้าพเจ้าขอรับรองว่า</p> <ol> <li>บทความเป็นผลงานของข้าพเจ้าและผู้ร่วมงานตามชื่อที่ระบุในบทความเป็นจริง</li> <li>บทความนี้ไม่เคยลงพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่นหรือในงานประชุมวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นบทคัดย่อ หรือฉบับเต็ม</li> <li>ข้าพเจ้าได้รับทราบและจะดำเนินตามกรอบจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ (Publication Ethics) อย่างเคร่งครัด การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายอมรับข้อกำหนดและนโยบายการพิจารณาตีพิมพ์บทความของวารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์เรียบร้อยแล้ว และยอมรับการพิจารณาวินิจฉัยและการตัดสินของกองบรรณาธิการถือว่าเป็นที่สุด</li> </ol> <p>ลงนาม………………………………………………………</p> <p> (……………………………………………………………..)</p> <p>…………/……………………………./………..</p> สำนักงานบัณทิตศึกษา ชั้น 1 ห้อง 412 อาคารพระพรหมบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ 305 หมู่8 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 32000 โทร.044-142107 ต่อ 319 th-TH วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2465-3683 หลักสาราณิยธรรมกับการบริหารการศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/254683 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักสาราณิยธรรมกับการบริหารการศึกษา จากประเด็นที่ศึกษาพบว่าหลักสาราณิยธรรมนั้นเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วเนื้อหาหลักของสาราณิยธรรมคือ เมตตากายกรรม มีความสุภาพอ่อนอ่อนน้อมต่อกัน เมตตาวจีกรรม สนทนา เจรจาสอนงานด้วยความหวังดีต่อกัน เมตตามโนกรรม มองกันในแง่ดีมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน สาธารณโภคี ใส่ใจงานของส่วนรวม ทำงานร่วมกันด้วยความสุข สีลสามัญญตา มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นชอบร่วมกัน หลักสาราณิยธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารการศึกษาทั้งสี่ด้านซึ่งประกอบด้วย การบริหารวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณและการบริหารทั่วไป กระบวนการบริหารการศึกษาทั้งสี่ด้านนี้ประยุกต์เข้ากันได้กับหลักสาราณิยธรรมได้อย่างลงตัว</p> พระมหาบรรจง ศรีสุข จุฬาพรรภรณ์ ธนะแพทย์ พระครูศรีปรีชากร จิรารัตน์ พิมพ์ประเสริฐ Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 151 162 การปฏิบัติธรรม คือ วิถีทางสู่ความสุขที่ยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/255787 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การปฏิบัติธรรมเป็นการเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน จนทำให้ชีวิตมีการอยู่ด้วยธรรม คือรู้ความสงบภายในจิตใจ เป็นกระบวนการพัฒนาจิตใจและปัญญาที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า วิปัสสนา การปฏิบัติธรรมมีความสำคัญในด้านการพัฒนาตน เพราะทำให้ตนมีความเจริญในธรรมตามลำดับ พระพุทธศาสนาเรียกว่า ภาวนาและมีความสำคัญด้านการดับทุกข์ เมื่อมีการพัฒนากาย ศีล จิตใจ และปัญญาแล้ว ก็จะช่วยให้มีศัพยภาพก้าวข้ามทุกข์ประจำสังขาร คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกข์รวบยอด คือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เป็นต้น ส่วนสติปัฏฐาน 4 คือหลักการปฏิบัติธรรม ได้แก่ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา และมีองค์ธรรม 3 ประการ คือ อาตาปี มีความเพียรเผากิเลส สัมปชาโน มีความรู้สึกตัว และสติมา มีความระลึกได้ จนรู้เห็นสามัญลักษณะคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างชัดเจน มีความรู้ความเข้าใจสภาวะนั้นตามความเป็นจริง และกำจัดทุกข์ทั้งปวงได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นการเข้าถึงสุขที่ยั่งยืน</p> พระมหาใจสิงห์ เถื่อนศรี พระมหาสากล สุภรเมธี พระปัญกร ปญฺญาธโร โสวิทย์ บำรุงภักดิ์ สงวน หล้าโพนทัน Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 163 178 การสื่อสารเพื่อพัฒนาสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/256030 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้นำเสนอการสื่อสารเพื่อพัฒนาสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ ในยุคของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การสื่อสารนั้นถือเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ เพื่อการรับรู้ สร้างความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้สภาวการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเป็นจริง การสื่อสารเป็นเรื่องของการเรียนรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นบทเรียนของกันและกัน การสื่อสารเพื่อการพัฒนาสังคมมุ่งเน้นให้คนในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การให้ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างแรงจูงใจ เน้นบทบาทที่สำคัญต่อการสื่อสารและการพัฒนาสังคม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญหลักของการพัฒนา และการกำหนดให้กลุ่มคนทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมพัฒนาสังคมอย่างเท่าเทียม การพัฒนาสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ ต้องเกิดการเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรมของคน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีการปฏิบัติ วิธีการที่เปลี่ยนแปลง และรูปแบบการพัฒนาที่แตกต่างกันในแต่ละสังคม และต้องพัฒนาลงลึกถึงฐานรากของคนในสังคม ทั้งในระดับวัฒนธรรมและจิตสำนึก เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน การสื่อสารเพื่อพัฒนาสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ มีหน้าที่จูงใจให้เปลี่ยนวิถีชีวิต และตัดสินใจเข้าร่วมการพัฒนาสังคมอย่างจริงจัง การสื่อสารในยุคปัญญาประดิษฐ์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนการสื่อสารให้เข้าสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ข้อมูลที่ได้การสื่อสารต้องควบคู่กับหลักกาลามสูตร เพื่อนำมายืนยันความถูกต้อง ตระหนักถึงข้อมูลจากการสื่อสารด้วยการพิจารณาอย่างแยบคาย มีสติ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อนำไปใช้พัฒนาสังคมได้อย่างสร้างสรรค์ เกิดคุณประโยชน์ และช่วยพัฒนาสังคมให้ดำรงไว้ซึ่งความเจริญในยุคปัญญาประดิษฐ์</p> สายน้ำผึ้ง รัตนงาม พระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร พระปลัดประพจน์ อยู่สำราญ พระเจริญพงษ์ วิชัย Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 179 190 วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่ต้องใฝ่ธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/256842 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิชาการนี้มี 2 วัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อนำเสนอสถานการณ์ของ New Normal ในช่วงการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” และ 2) เพื่อนำเสนอแนวคิดการปรับตัววิถีใหม่ตามแนวทางพระพุทธศาสนา เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร และนำเสนอในรูปแบบของการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า 1) ชีวิตวิถีใหม่ หรือ ความปกติใหม่ เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่แตกต่างจากอดีต และกำลังจะกลายเป็นวิวัฒนาการใหม่ของสังคมมนุษย์ และระบบสังคมใหม่ของโลกอีกด้วย2) ในมุมมองของพระพุทธศาสนานั้น การปรับตัววิถีใหม่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คือ ขั้นเตรียมรับ : ปริยัติสัทธรรม โดยการนำหลักพุทธธรรม 3 อย่างมาเป็นเครื่องนำทางชีวิต คือ (1) สติ-ธรรมมีอุปการะมาก และการมีสัมปชัญญะ คือ ตระหนักรู้ในปัญหา (2) โลกธรรม 8 คือ การเห็นความจริงและยอมรับอย่างมีสติ ขั้นเตรียมการ: ปริยัติสัทธรรม ด้วยการนำหลักพุทธธรรม 3 อย่างมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประกอบด้วย (1) โยนิโสมนสิการ-ใช้เหตุผลให้มากกว่ากว่าอารมณ์ ความรู้สึก (2) ปรโตโฆสะ-คัดกรอกข้อมูลข่าวสาร และ (3) กัลยาณมิตร-ทุกคนต้องเป็นเพื่อนแท้ต่อกันในยามวิกฤต ขั้นลงมือปฏิบัติ: ปฏิปัตติสัทธรรม คือ การลงมือปฏิบัติในวิถีชีวิตจริงประกอบด้วย (1) บุญกิริยาวัตถุ: การสร้างบุญร่วมกัน (2) สัปปุริสธรรม: หลักธรรมของคนดี ดังนั้นแล้ว การใช้ชีวิตอยู่ในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงคุณและโทษที่จะเกิดขึ้น โดยปราศจากอคติ 4 และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างความเป็นกัลยาณมิตร และมุ่งการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์และเกื้อกูลแก่สังคมโดยภาพรวม</p> พระมหายุทธพิชาญ ทองจันทร์ thongjunra ภักดี โพธิ์สิงห์ Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 191 206 การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักธรรมในยุคโควิด -19 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/256841 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การดำรงชีวิตในสังคมท่ามกลางสภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19 มีมุมมองที่ว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมจะเป็นพื้นฐานในการต่อสู้กับโรคภัยต่างๆที่แพร่ระบาดและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพในสังคม การดำรงอยู่ของชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุขจึงเป็นแนวคิดที่ใช้กันจนคุ้นชินในทุกบริบท แต่อย่างไรก็ตามการมองคุณภาพชีวิตจากคนต่างกลุ่ม ต่างสังคม ต่างวัฒนธรรม ต่างเศรษฐกิจ และต่างเป้าหมายก็มีความต่างกัน องค์ประกอบของคุณภาพชีวิตบางประเด็นก็จะต่างกันไปด้วย ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการมองความหมายของชีวิตและคุณภาพมีความต่างกัน คุณภาพชีวิต (Quality of Life) ตามแนวคิดของ องค์การอนามัยโลก หมายถึง คุณภาพชีวิต เป็นการรับรู้ใน บริบทที่ดำรงชีวิตภายใต้วัฒนธรรมและระบบคุณค่า ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายความคาดหวังมาตรฐาน และการตระหนักของแต่ละบุคคล คุณภาพชีวิต หมายถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะสิ่งแวดล้อมทางชีวกายภาพ เช่น เชื้อชาติ วัฒนธรรมและการเลี้ยงดู เศรษฐกิจรวมทั้งสถานภาพการศึกษา อนามัย ซึ่งความเป็นจริงแล้วชีวิตมนุษย์ที่มีคุณภาพนั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนๆนั้น สภาพความเป็นอยู่ของบุคคลทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม ความคิด และจิตใจ ซึ่งรวมเอาทุกด้านของชีวิตไว้ทั้งหมดคุณภาพชีวิตมีบทบาทสำคัญในแง่ความผาสุกของมนุษย์ ซึ่ง คุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับสวัสดิการมนุษย์และความสุข</p> พระมหายุทธพิชาญ ทองจันทร์ ยุภาพร ยุภาศ Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 207 220 เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/255202 <p><strong>บทนำ</strong></p> <p>เดวิด อาร์. ลอย เป็นศาสตราจารย์ทางจริยศาสตร์/ศาสนาและสังคมที่มหาวิทยาลัยเซเวียร์ (Xavier University) เมืองโฮไอโอ สหรัฐอเมริกา และเป็นอาจารย์เซนในสายโอกุน ยามาดา มีผลงานตีพิมพ์ เช่น Nonduality: A Study in Comparative Philosophy, Lack and Transcendence: Death and Life in Psychotherapy, Existentialism and Buddhism, A Buddhist History of the West: Studies in Lack เป็นต้น รวมทั้งผลงานเรื่อง “เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม” พรรณงาม เง่าธรรมสาร ซึ่งแปลจากเรื่อง Money Sex War Karma</p> <p>พรรณงาม เง่าธรรมสาร ผู้แปล “เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม” สำเร็จการศึกษาด้านประวัติศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์สอนด้านประวัติศาสตร์ที่</p> <p> </p> <p> </p> <p>มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช มีผลงานแปล และแปลร่วมหลายเล่ม เช่น จิตสำนึกใหม่แห่งเอเชีย เล่ม 1-4 รัฐในพม่า ผลงานของ โรเบิร์ต เอช เทย์เลอร์ ประวัติศาสตร์กัมพูชา ของเดวิด พี.แซนด์เลอร์ อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม โดย เบนจามิน เอ.บัทสัน สังเขปประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบิลตัน ออสเบอร์น เป็นต้น รางวัล “หนังสือแปลดีเด่น ประเภทสารคดี” จากกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2542 ถือเป็นเครื่องการันตีสถานะของผู้แปลหนังสือเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี</p> <p>เนื้อหาหนังสือโดยภาพรวม แสดงถึงข้อกังวลเป็นพิเศษของเดวิด อาร์. ลอย กับการเผชิญหน้ากันระหว่างความคิด และแนวปฏิบัติทางพระพุทธศาสนากับโลกร่วมสมัย การเผชิญหน้าที่เขาเชื่อว่ามีศักยภาพที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน เขาใช้แนวทางที่มีอยู่อย่างกว้างขวางในการตีความพระพุทธศาสนาผ่านการวิเคราะห์ประเด็นที่ขาดหายไป การแสดงทรรศนะอย่างตรงไปตรงมาของลอย แสดงถึงความจริงใจ และจริงจังที่ต้องการเห็นการตระหนักรู้ร่วมกัน ทั้งในแง่ของปัจเจก และในแง่ของสังคม เพราะโดยที่สุดแล้ว ลอยก็มีความเชื่อว่า ต่อให้พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่งดงามเพียงใดก็ตาม แต่แรงปะทะจากสังคมที่ขับเคลื่อนในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับหลักคำสอนก็มีพลังที่จะทำให้กำลังของคำสอนที่ดีงามนั้นถูกบดบังไป การเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล จึงต้องเปลี่ยนแปลงระดับสังคมด้วย เพราะต่างก็อิงอาศัยกัน เช่น ลอยพูดถึงรากฐานของความดี-ชั่วที่เรียกว่ากุศลมูล-อกุศล 3 ประการ ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ- อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ซึ่งพุทธศาสนาแบบจารีตมักจะเน้นอยู่ในระดับปัจเจก ขณะที่ในความเป็นจริง สังคมยุคใหม่ได้สร้างรากฐานของอกุศลมูลให้กลายเป็นสถาบันหลักของประเทศ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการทหาร และด้านการสื่อสาร โดยที่ระบบกลไกเหล่านี้ได้ปลุกปั่นให้คนตกอยู่ในกระแสความทุกข์ที่ยากจะถอนตัวออกได้ พลังของปัจเจกจะสามารถต้านกระแสอันทรงพลังนี้ได้อย่างไรบทความทั้งหมดของเดวิด อาร์.ลอย ทั้ง 15 เรื่อง จึงเหมือนเป็นกระจกให้ชาวพุทธได้ตระหนักรู้ และปรับตัว เพื่อให้สามารถรับมือกับกระแสของกิเลสที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้บนพื้นฐานที่สาระสำคัญของแก่นคำสอนไม่เสียจุดยืนของตัวเองด้วย ดังนั้น การพบกันระหว่างพระพุทธศาสนากับตะวันตก จึงต่างต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน</p> พระครูศรีปัญญาวิกรม เจนทร พระมหาพจน์ สุวโจ Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 221 234 การประเมินโครงการโรงเรียนสุจริตของโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/254387 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการโรงเรียนสุจริตของโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 โดยประยุกต์ใช้การประเมินรูปแบบซิปโมเดลใน 5 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ ด้านประสิทธิผลและด้านผลกระทบ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนทั้งสิ้น 119 คน และเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการโรงเรียนสุจริตของโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านบริบท พบว่า ความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและชุมชนให้การยอมรับต่อกิจกรรมของโครงการ โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.88) ด้านปัจจัยเบื้องต้น พบว่า ความพร้อมและเพียงพอของบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เวลาและงบประมาณ โดยภาพรวม ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.84) ด้านกระบวนการ พบว่าการบริหารจัดการ การดำเนินการจัดกิจกรรมและการวัดประเมินผล โดยภาพรวม ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.77) ด้านประสิทธิผลพบว่า คุณลักษณะสุจริตทั้ง 5 ประการของนักเรียนโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.72) ด้านผลกระทบ พบว่า ความพึงพอใจ ความเข้าใจ ความชอบ การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามโครงการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.74) ผลการประเมินโครงการโรงเรียนสุจริตของโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการประเมินโครงการโรงเรียนสุจริตของโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แนวทางในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมของสถานศึกษาทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านบริบทควรส่งเสริมการมีวิถีชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านปัจจัยเบื้องต้น ควรเพิ่มงบประมาณและจัดอบรมบุคลากรให้เรียนรู้งาน ด้านกระบวนการ ควรส่งเสริมให้มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน ด้านประสิทธิผลควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ และด้านผลกระทบ ควรส่งเสริมการเรียนรู้และปฏิบัติตามคุณลักษณะ 5 ประการแก่นักเรียน </p> สุธิรา เภาสระคู เอกฉัท จารุเมธีชน Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 1 16 หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/254376 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหลักวิสุทธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หลักวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้การศึกษาข้อมูลพระไตรปิฎก และเอกสารงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า หลักวิสุทธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรคประกอบด้วย คือ 1) ศีลวิสุทธิ 2) จิตตวิสุทธิ 3) ทิฏฐิวิสุทธิ 4) กังขาวิตรณวิสุทธิ 5) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ 6) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ 7) ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นหลักธรรมที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และปฏิบัติ ศีล สมาธิ และปัญญาเป็นหลักหลักวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ประกอบด้วยวิปัสสนาภูมิ คือ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจจ์ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12 เป็นการเห็นแจ้งของรูปธรรมกับนามธรรม เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง รูปและนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นปัญญาประจักษ์แจ้งความจริงของวิปัสสนาปัญญาที่สามารถทำลายกิเลสลงได้ ทำให้ความทุกข์เบาปางลงด้วยปัญญาในการเจริญวิปัสสนาภาวนาหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ต้องปฏิบัติผ่านแนวทางของหลักวิสุทธิ 7 คือ ศีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณ วิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ วิสุทธิ 2 คือ ศีลวิสุทธิกับจิตวิสุทธิเป็นความบริสุทธิ์ที่ต้องอาศัยความหมดจด จนเกิดวิปัสสนาญาณซึ่งเป็นปัญญาในการพัฒนาทำให้วิสุทธิอีก 5 เป็นผลทำให้เกิดปัญญาอันบริสุทธิ์ด้วยการเจริญวิปัสสนาภาวนา</p> พระเทพ โชตฺตินฺธโน พระราชวิมลโมลี ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 17 32 การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอม ในจังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/254657 <p><strong>บทคัดย่อ </strong> </p> <p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์” มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อพัฒนาคู่มือการท่องเที่ยวตามเส้นทางชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีแหล่งอารยธรรมขอมขอมโบราณที่สำคัญแห่งหนึ่งในอีสานใต้ โดยเฉพาะปราสาทขอมซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ คุณค่าทางด้านศิลปวัฒนธรรมและคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวทางศาสนาศาสนาและวัฒนธรรมคือที่สำหรับใช้สัญจรเที่ยวไปมาของมนุษย์ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในระยะเวลาสั้น ๆ จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง โดยเส้นทางการท่องเที่ยวปราสาทขอมในงานวิจัยนี้มี 4 แห่ง คือปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทช่างปี ปราสาทภูมิโปน และปราสาทตาเมือน ในการเดินทางเพื่อไปเที่ยวชมหรือไปศึกษาปราสาททั้ง 4 แห่งนั้นเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุดหรือจะใช้การเช่ารถไปก็ได้ เส้นทางการท่องเที่ยวปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์มีความเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวปราสาทขอมหรือการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมกับจังหวัดใกล้เคียงเช่นนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ในการเที่ยวปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์แล้วยังได้นำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวด้านอื่นที่มีอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ด้วยเช่น การเที่ยวไหว้พระที่ศักดิ์สิทธ์เช่นหลวงพ่อพระชีว์วัดบูรพาราม พระศรีอริยเมตไตร วัดศาลาลอย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์เป็นต้น</p> พระครูใบฎีกาเวียง กิตฺติวณโณ พระปลัดวัชระ วชิรญาโณ พระครูศรีปรีชากร Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 33 50 การศึกษากลไกการจัดการและเครือข่ายการท่องเที่ยวของชุมชน ปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/254621 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเรื่อง “กลไกการจัดการและเครือข่ายการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากลไกการจัดการและเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อประยุกต์ใช้กระบวนการสร้างเครือข่ายของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม โดยใช้เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์เชิงลึก กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ด้านการท่องเที่ยวปราสาทขอม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้ให้ข้อมูลหลักประจำแหล่งท่องเที่ยวชุมชน แล้วนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความ อธิบาย สรุปเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่ากลไกที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ประกอบด้วยกลไกระดับนโยบายประกอบด้วยนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยวโบราณสถาน นโยบายระดับพื้นที่เช่นหน่วยงานระดับจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ กรมศิลปากรโดยพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสุรินทร์ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการสนับสนุนอนุรักษ์และการท่องเที่ยวปราสาทขอมอย่างเป็นรูปธรรม กลไกระดับพื้นที่เช่นองค์กรบริหารส่วนตำบลชุมชนหมู่บ้าน ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวปราสาทขอมจังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีกลไกมหาวิทยาลัยเช่นมหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรราชวิทยาลัยวิทยาเขตสุรินทร์ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการให้ความรู้เกี่ยวกับปราสาทขอมทำให้มีการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์อย่างเป็นรูปธรรม การเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนปราสาทขอมประกอบด้วยชุมชนปราสาทขอม 4 แห่งคือ ปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทช่างปี่ ปราสาทภูมิโปนและปราสาทตาเมือน การเสริมสร้างเครือข่ายทั้ง 4 แห่งยังไม่ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากนัก ยังอยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ การประยุกต์ใช้กระบวนการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวปราสาทขอมยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน</p> ธีรทิพย์ พวงจันทร์ พระมหายุทธพิชาญ ทองจันทร์ พระราชวิมลโมลี Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 51 68 การพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/256767 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะกระบวนการเชิงคิดวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการประถมศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือนักศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด สาขาวิชาการประถมศึกษา ชั้นปีที่ 3 จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการประถมศึกษา 2) แบบประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาชาวิชาการประถมศึกษา และ 3) แบบทดสอบวัดการคิดเชิงวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการประถมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์เท่ากับ 86.35/82.31 และ 2) การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน มีความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปรีดา นวลรักษา อัมพร กุลาเพ็ญ Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 69 88 ปัญหาการรับบริการสุขภาพข้ามแดนของผู้ป่วยชาวกัมพูชา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/257010 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพปัญหาและปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัยทางด้านการดูแลสุขภาพข้ามแดนในพื้นที่ชายแดนติดกับเทือกเขาพนมดงรัก กลุ่มตัวอย่างในเก็บข้อมูล ได้แก่ คนป่วยชาวกัมพูชาที่ข้ามแดนมาใช้บริการทางด้านสุขภาพในสถานพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 50 คน โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านสภาพปัญหาการเข้ารับบริการสถานพยาบาลที่พบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 50 2) ด้านความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้ป่วยกัมพูชา (1) ทางด้านความมั่นใจในการบริการของสถานพยาบาล พบว่า มีความมั่นใจสถานพยาบาลเอกชนคิดเป็นร้อยละ 92.11 ส่วนสถานพยาบาลรัฐ มีจำนวนร้อยละ 66.66 และ (2) ด้านอุปกรณ์เครื่องมือ โดยมีความพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 100.00 ทั้งในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน</p> บัญญัติ สาลี ชัยวัฒน์ เสาทอง Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 89 102 THE STRATEGIES FOR THE DEVELOPMENT OF THE CHONG CHOM BORDER TRADE MARKET IN KAPCHOENG DISTRICT, SURIN PROVINCE https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/257320 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจ ปัญหาอุปสรรคจุดแข็งและโอกาสของผู้ประกอบการค้าในตลาดการค้าชายแดนช่องจอม และนำเสนอยุทธศาสตร์การบริหารตลาดการค้าชายแดนช่องจอมที่เป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชนชาวไทย เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลการวิจัยที่ได้ไปกำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนาตลาดการค้าชายแดนช่องจอมให้มีศักยภาพ เป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทยและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของท้องถิ่น ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาคือ ผู้ประกอบการในตลาดทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลูกค้า และผู้ประกอบการค้านอกตลาดการค้าชายแดนช่องจอม สัมภาษณ์ 42 คน สนทนากลุ่ม 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้เทคนิคการวิเคราะห์สวอต (SWOT Analysis) มาวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แรงจูงใจสำคัญของผู้ประกอบการชาวกัมพูชาที่มาค้าขายในตลาดการค้าชายแดนช่องจอม คือ 1) สภาพความเป็นอยู่ในประเทศกัมพูชามีค่าแรงและมาตรฐานการครองชีพต่ำกว่าไทย 2) การทำธุรกิจขายสินค้าในกัมพูชามีการแข่งขันกันสูงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ตามแนวชายแดน การวิเคราะห์สวอตของตลาดการค้าชายแดนช่องจอมพบว่า มีจุดแข็งที่สำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายของสินค้า ค่าเช่าคูหาราคาถูก มีที่จอดรถเพียงพอ และตลาดเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จุดอ่อนที่สำคัญ ได้แก่ ไม่มีความเป็นเอกภาพในบริหารจัดการจากภาครัฐ ความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริหารจัดการตลาดมีน้อย ไม่สามารถนำร้านค้าค้ำประกันเงินกู้ในสถาบันการเงินได้ สภาพของร้านค้าในตลาดไม่มีความคงทนถาวร ขาดแคลนระบบสาธารณูปโภค ตลาดยังอ่อนด้อยในการประชาสัมพันธ์ ไม่มีการจัดกลุ่มของสินค้าที่ขาย โอกาสของตลาดการค้าชายแดนช่องจอมคือ ผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยมีน้อยจึงยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจ ตลาดตั้งอยู่บนเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังเมืองเสียมเรียบ ตลาดอยู่ใกล้กับโรงแรมสถานบันเทิงและคาสิโนในฝั่งประเทศกัมพูชา อุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ การมีตลาดเอกชนคู่แข่งที่อยู่ใกล้ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม เส้นทางการคมนาคมขนส่งในประเทศกัมพูชาจากพนมเปญมาตลาดการค้าชายแดนช่องจอมยังไม่สะดวก เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา นำผลที่ได้จากการวิเคราะห์สวอตมากำหนดเป็นแนวนโยบายเพื่อพัฒนาตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ได้ดังนี้</li> <li class="show">ข้อเสนอยุทธศาสตร์การบริหารตลาดการค้าชายแดนช่องจอม 1) การพัฒนาศักยภาพการค้าชายแดน โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ จัดตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมกำหนดนโยบาย กฎระเบียบและพัฒนาการค้าชายแดน ควรมีการตั้งหน่วยงานภาครัฐรับผิดชอบดูแลตลาดการค้าชายแดนช่องจอมโดยตรง กระตุ้นการค้าการลงทุนชายแดน 2) การพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจ โดยส่งเสริมพันธมิตรด้านตลาดและการท่องเที่ยว ตั้งกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ประกอบการค้าภายในตลาดการค้าชายแดนเพื่อเป็นแหล่งทุน เพิ่มสถาบันทางการเงินเพื่อให้เกิดความสะดวก 3) พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโลจิสติกส์ โดยปรับปรุงคูหาให้เป็นแบบอาคารที่มีความคงทนถาวร มีสาธารณูปโภคอย่างเพียงพอและปลอดภัย จัดกลุ่มสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ส่งเสริมภูมิทัศน์ ปรับปรุงเส้นทางคมนาคม 4) ส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยอบรมให้ความรู้การทำตลาด การบริหารจัดการ การจัดทำบัญชี การจัดหาแหล่งเงินทุน</li> </ol> chalong suktong Prida Patamawilai Boontan Phaha Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 103 118 การดำเนินวิถีชีวิตใหม่ในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/256751 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการดำเนินวิถีชีวิตใหม่ในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานครและเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการดำเนินวิถีชีวิตใหม่ในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานครของบุคลากรสำนักงานเขต<br />มีนบุรี กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานครจำนวน 263 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน ใช้ t–test การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One–way ANOVA) การทดสอบรายคู่ของ เชฟเฟ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1. ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากร สำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 30 - 40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้15,000 - 30,000 บาท สถานภาพสมรส และระยะเวลาในการปฏิบัติงานมากกว่า 20 ปี 2. การดำเนินวิถีชีวิตใหม่ในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.10, S.D. = .488) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากมาก</p> <p> </p> <p>ไปหาน้อย พบว่า ด้านการเว้นระยะห่างทางสังคม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.40, S.D. = .553) รองมาได้แก่ ด้านการดูแลใส่ใจสุขภาพทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ( = 4.35, S.D. = .571) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดได้แก่ ด้านการใช้เทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต ( = 3.64, S.D. = .669) 3. เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการดำเนินวิถีชีวิตใหม่ของบุคลากรสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พบว่า เพศที่แตกต่างกันมีการดำเนินวิถีชีวิตใหม่ไม่แตกต่างกัน ส่วนอายุ ระดับการศึกษา รายได้ สถานภาพสมรส และระยะเวลาการปฏิบัติงานแตกต่างกันมีการดำเนินวิถีชีวิตใหม่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> ศุภวิชญ์ วังสุขี อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ วิชัย โถสุวรรณจินดา พระปลัดสุระ ญาณธโร ลัดดาวัลย์ คงดวงดี Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 119 132 การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/256539 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์” มี4 วัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อพัฒนาสินค้าและรูปแบบการบริการการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ และ 4) เพื่อศึกษากลไกการจัดการและเครือข่ายการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบปฏิบัติการและการออกแบบการวิจัยแบบพัฒนา โดยศึกษาข้อมูลจากการศึกษาเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง และจากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 198 รูป/คนและ ใช้วิธีการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ประวัติศาสตร์และกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ พบว่า<a name="_Toc90623075"></a><a name="_Toc90622961"></a> จากหลักฐานโบราณคดีที่ขุดพบในพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ยังพบแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของชุมชนโบราณยุคโลหะตอนปลายเป็นจำนวนมากแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งศิลปกรรม สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ และการปกครอง และปราสาทหินที่เก่าแก่ที่สุดและมากที่สุดในประเทศไทย <em>และในประเด็น</em><a name="_Toc90623077"></a><a name="_Toc90622963"></a><em>การจัดการท่องเที่ยวของชุมชน</em><em>ปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์</em> จากข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้านทั้งพื้นที่ และความสมบูรณ์ของตัวปราสาทขอมเอง ส่งผลให้ความน่าสนใจของตัวปราสาทขอมมีน้อยลง 2) การพัฒนาสินค้าและรูปแบบการบริการการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ พบว่า จังหวัดสุรินทร์ มีภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการประกาศขึ้นบัญชี 9 รายการ คชศาสตร์ชาวกูย, เจรียง, กันตรีม ประเกือมสุรินทร์, ภาษาเขมรถิ่นไทย ภาษากูย-กวยท กะโน้บติง รำตร๊ต และ มะม๊วต <em>2) การพัฒนาสินค้าของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ </em>คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีปราสาทขอมซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชนเป็นฐานคติทางความคิด โดยผู้วิจัยได้แบ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุนวัฒนธรรมปราสาทาขอม โดยแบ่งสินค้าใน 3 รูปแบบ คือ (1) <em>ตราสัญลักษณ์สินค้า</em>: ตราสัญลักษณ์สินค้าหรือโลโก้ (Logo) ของแต่ละชุมชมปราสาท โดยมีลวดลายจากปราสาทขอม ที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมนำมาออกแบบเป็นตราสัญลักษณ์ (2) <em>กล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ผ้าไหม</em>: ชน โดยใช้ฐานคติทุนทางวัฒนธรรมคือ องค์ปราสาทขอม เป็นต้นแบบการออกแบบ และ <em>(3) แก้วน้ำลายปราสาทขอม:</em> แก้วน้ำใส่แต่มีลวดลายปราสาทขอม ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันเป็นทุนที่ทรงคุณค่า 3) การพัฒนารูปแบบการบริการการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ พบว่า การพัฒนารูปแบบการบริการการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์นั่น แบ่งรูปแบบการท่องเที่ยวออกเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนปราสาทขอม: รูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน 3) การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ พบว่า ในจังหวัดสุรินทร์มีเส้นทางการท่องเที่ยวทางศาสนาศาสนาและวัฒนธรรมคือที่สำหรับใช้สัญจรเที่ยวไปมาของมนุษย์ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในระยะเวลาสั้น ๆ จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยวปราสาทขอมในงานวิจัยนี้มี 4 แห่ง คือปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทช่างปี ปราสาทภูมิโปน และปราสาทตาเมือน การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์มีความเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวปราสาทขอมหรือการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมกับจังหวัดใกล้เคียง 4) กลไกการจัดการและเครือข่ายการท่องเที่ยวของชุมชนปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ พบว่า กลไกที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ นโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวสถานที่โบรารณสถานและการท่องเที่ยวชุมชน กรมศิลปากรณ์โดยพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสุรินทร์เป็นแหล่งข้อมูลในการให้ความรู้ และเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลรักษาบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทขอม องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์และงบประมาณ การเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนปราสาทขอม ในชุมชนปราสาทขอม 4 แห่งคือ ปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทช่างปี่ ปราสาทภูมิโปนและปราสาทตาเมือน ประกอบด้วยด้านบุคคล ด้านการประสานงาน ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านกระบวนการทำงาน 5) องค์ความรู้ที่ค้นพบ ได้แก่ รูปแบบการพัฒนา “ขอม</p> <p> </p> <p>สุรินทร์โมเดล (Khmer Surin-Model)<strong>”</strong>รายละเอียดดังนี้ (1) K= Knowledge คือ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาสู่สากล (2) H =Honesty คือ ความซื่อสัตย์ (3) M= Morality คือ การดำเนินธุรกิจด้วยสัมมาชีพ (4) E= E-commerce คือ สร้างช่องทางธุรกิจในโลกอินเตอร์เน็ต (5) R= Resource คือ ต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรม (6) S= Speech คือ สื่อสารสร้างสรรค์ (7) U= Unity คือ ความสามัคคีของชุมชน และ (8) R= Responsibility คือ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม</p> พระครูปริยัติวิสุทธิคุณ พระปรัชญา ชยวุฑฺโฒ ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม พระอธิการเวียง กิตฺติวณฺโณ ธีรทิพย์ พวงจันทร์ พระมหามฆวินทร์ ปุริสุตฺตโม พระครูศรีปรีชากร Copyright (c) 2022 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2022-06-25 2022-06-25 9 1 133 150