วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434
<p><strong>วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์<br /></strong><strong>Journal of Buddhist Studies Vanam Dongrak<br /><br />มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ </strong><br />1. เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />2. เพื่อให้บริการวิชาการด้านด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยาแก่สังคม <br />3. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />4. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร<br /></strong>เป็นวารสารวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา</p> <p><strong>วารสารได้ถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 </strong><strong>(TCI Tier 2)<br /></strong>โดยศูนย์ TCI ให้คำรับรองคุณภาพวารสาร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 ธันวาคม 2572</p> <p><strong>รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</strong> จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ <br />- บทความวิจัย (Research Article) <br />- บทความวิชาการ (Academic Article) <br />- บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)<br /><br /><strong>วารสารมีวาระออกปีละ 2 ฉบับ ได้แก่<br /></strong>- ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม - มิถุนายน (January – June)<br />- ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม (July – December)<br /><strong>วารสารเปิดรับ 30 บทความต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป</strong></p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา<br /></strong>บทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการ โดยผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความซึ่งมาจากต่างสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน จำนวน 3 ท่าน ซึ่งพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้ประเมิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง (Double Blind Review) </p> <p>- วารสารได้กำหนดตรวจสอบความซ้ำของผลงานทุกประเภท ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ระบบตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้ง 3 รายการในระดับ ไม่เกิน 25%</p> <p>ทั้งนี้ วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ ได้ดำเนินงานตามกรอบจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ (Publication Ethics) อย่างเคร่งครัด <br /><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ<br /></strong><strong>- อัตราค่าตีพิมพ์ </strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ<br />- <strong>บัญชีสำหรับชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong>ธนาคาร <strong>กรุงไทย</strong> สาขา <strong>โรบินสัน สุรินทร์</strong> ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัย <strong>มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ (กองทุน)</strong> บัญชีเลขที่ <strong>982-4-140-92-1</strong><br /><strong>-การชำระค่าธรรมเนียม </strong>การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน<br /><br /><strong>เจ้าของวารสาร</strong><br />บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p>
สำนักงานบัณทิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ ชั้น 1 ห้อง 412 อาคารพระพรหมบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ 305 หมู่ 8 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 32000 โทร.044-142107 ต่อ 319
th-TH
วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2465-3683
-
กรรมรหัสลับที่แก้ได้
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284349
<p><strong>องค์ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษา</strong></p> <p><strong>ส่วนที่ 1 องค์ความรู้ที่ได้รับจากเนื้อหาของหนังสือ</strong></p> <ol> <li>กรรมไม่ใช่สิ่งลึกลับ หนังสือทำให้เข้าใจว่า “กรรม” ไม่ได้เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติหรือผลลัพธ์ลึกลับจากอดีตชาติเท่านั้น หากแต่เป็นผลของเจตนาที่แสดงออกทางกาย วาจา และใจอย่างต่อเนื่อง อธิบายบนพื้นฐานพุทธธรรมว่า “เจตนาเป็นกรรม” ซึ่งช่วยคลี่คลายความเชื่อผิด ๆ ที่มองกรรมเป็นชะตากรรม ล้วน ๆ และเปลี่ยนกรอบความคิดจากการยอมจำนนเป็นการเรียนรู้และรับผิดชอบ</li> <li>ความคิดคือเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนกรรม ข้อความว่า “ความคิดคือพิมพ์เขียวของกรรม” เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าใจว่า ความคิดเป็นตัวนำการกระทำ และเมื่อความคิดเปลี่ยน กรรมก็ย่อมเปลี่ยนตาม การฝึกสติจึงไม่ใช่แค่เรื่องของศีลธรรม แต่คือการออกแบบชีวิตใหม่ผ่านเจตนาใหม่ จุดนี้สอดคล้องกับแนวคิดในจิตวิทยาสมัยใหม่ที่เน้นเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านความคิด</li> <li>กรรมสามารถแปรเปลี่ยนได้ผ่านการฝึกจิตและเจตนาใหม่หนังสือเสนอ “แผนที่กรรม” ที่ใช้การฝึกสติเป็นศูนย์กลาง โดยยึดหลักอริยมรรค ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ไปจนถึงสัมมาสมาธิ การทำความเข้าใจกรรมผ่านระบบนี้ไม่เพียงทำให้เห็นภาพชัด แต่ยังให้เครื่องมือในการปฏิบัติจริง โดยเสนอทั้งแนวทางการเปลี่ยนพฤติกรรม การอุทิศบุญ การปล่อยวางอดีต ซึ่งเป็นแนวทางแบบพุทธที่จับต้องได้</li> <li>ศักยภาพในการสร้างชีวิตใหม่อยู่ที่ใจเราเองหนังสือส่งเสริมความหวังและพลังภายใน โดยชี้ว่าไม่มีใครติดอยู่ในวังวนของกรรมตลอดไป ตราบใดที่เรายังมีสติและเจตนาใหม่ ก็สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้ เนื้อหาส่วนนี้ให้แรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงแนวทางการ “ปลดเปลื้องกรรม” เข้ากับหลักแห่งไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงว่าทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุปัจจัยใหม่</li> <li>การประยุกต์คำสอนของพระพุทธเจ้ากับชีวิตปัจจุบันเป็นไปได้จริงหนังสือไม่เพียงแค่อธิบายธรรมะเชิงทฤษฎี แต่ใช้ภาษาเรียบง่ายและยกตัวอย่างจากชีวิตจริง ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดว่าแนวคิดเรื่องกรรมไม่ใช่ของไกลตัว เช่น การให้อภัยตนเองในอดีต การเปลี่ยนความคิดลบ การยอมรับผลกรรมโดยไม่โทษใคร สิ่งเหล่านี้คือธรรมะที่มีชีวิต ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้แม้ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา</li> </ol> <p><strong>ส่วนที่ 2: องค์ความรู้ที่ได้รับจากกระบวนการวิจารณ์หนังสือ</strong></p> <ol> <li>การวิเคราะห์เนื้อหาอย่างมีหลักการช่วยให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้นกระบวนการวิจารณ์ช่วยให้เห็นว่าเบื้องหลังเนื้อหาธรรมดา ๆ มีโครงสร้างการนำเสนอที่มีเป้าหมายชัดเจน การเรียงลำดับเนื้อหา การวางปมคำถาม และการให้คำตอบเป็นระบบ เป็นกลยุทธ์ที่ผู้เขียนใช้เพื่อดึงผู้อ่านเข้าสู่การเปลี่ยนความคิด และการวิเคราะห์เช่นนี้เปิดมุมมองใหม่ที่ผู้อ่านทั่วไปอาจมองไม่เห็น</li> <li>การเปรียบเทียบกับแหล่งอื่น ๆ เพิ่มน้ำหนักและมุมมองทางวิชาการเมื่อวิจารณ์เนื้อหา ผู้วิจารณ์ต้องอ้างอิงพระไตรปิฎก ตำราอรรถกถา และงานวิจัยทางพุทธปรัชญา ทำให้เกิดความเข้าใจเปรียบเทียบระหว่างธรรมะเชิงพุทธแท้กับธรรมะเชิงประยุกต์ นอกจากนี้ยังต้องนำแนวคิดทางจิตวิทยาและจริยศาสตร์ร่วมสมัยมาช่วยอธิบาย จึงเป็นการขยายองค์ความรู้และฝึกการคิดเชิงสหวิทยาการอย่างแท้จริง</li> <li>การตั้งคำถามกับข้อความในหนังสือ ทำให้เห็นทั้งจุดดีและจุดพิจารณาการวิจารณ์ต้องไม่หยุดแค่การชื่นชม แต่ต้องตั้งคำถามว่า สิ่งที่ผู้เขียนกล่าวนั้นมีหลักฐานรองรับหรือไม่ ใช้คำอย่างคลุมเครือ หรือ มีโอกาสถูกตีความผิดหรือไม่ เช่น การใช้คำว่า “ล้างกรรม” หรือ “กรรมใหม่แก้กรรมเก่า” อาจเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดในหลักกรรมของพุทธศาสนา การตรวจสอบเช่นนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยแยกความรู้จากความเชื่อ</li> <li>การเขียนเชิงวิจารณ์ฝึกทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์-สังเคราะห์ผู้วิจารณ์ต้องอ่าน คิด และเขียนในกระบวนการที่เป็นระบบ ไม่ใช่แค่การสรุปหรือเรียบเรียง การเขียนวิจารณ์ต้องมีเหตุผล มีแหล่งอ้างอิง มีการเปรียบเทียบ และต้องสามารถนำเสนอความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ทั้งยังต้องรักษาน้ำเสียงที่เป็นวิชาการ ไม่ลำเอียงหรืออคติ ซึ่งเป็นการฝึกทักษะที่จำเป็นในงานวิชาการขั้นสูง</li> <li>เกิดความตระหนักรู้เรื่องบทบาทของผู้เขียนหนังสือธรรมะในโลกปัจจุบันหนังสือธรรมะในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงการคัดลอกคำสอนดั้งเดิมมานำเสนออีกครั้ง แต่ผู้เขียนต้องมีบทบาทเป็น “นักแปลธรรมะ” ที่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาธรรมดาให้เข้าใจง่าย โดยไม่บิดเบือนสาระเดิม การวิจารณ์ช่วยให้ผู้วิจารณ์เห็นว่า ผู้เขียนใช้บทบาทนี้อย่างรอบคอบ มีเจตนาเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของผู้อ่านมากกว่าการให้ข้อมูลธรรมะเพียงผิวเผิน</li> </ol>
พระไชยะณัฏฐ์ อธิปญฺโญ (ปิดโพธิ์)
เบญจมาศ สุวรรณวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
403
416
-
การแพทย์แนวพุทธ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/286691
<p>ชื่อหนังสือ: การแพทย์แนวพุทธ แต่งโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) พระเถรานุเถระผู้มีผลงานด้านพระพุทธศาสนาเชิงวิชาการจำนวนมาก เป็นหนึ่งในนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาที่สำคัญของไทย หนังสือมีลักษณะเชิงวิเคราะห์และสะท้อนมุมมองของพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับระบบการแพทย์และสุขภาพ โดยเสนอแนวทางการแพทย์แนวพุทธซึ่งเน้นการรักษาแบบองค์รวมทั้งทางกาย จิต และสังคม เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้มาจาก ปาฐกถานำในการประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง “พฤติกรรมสุขภาพ” ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2532 ณ สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2539 (รวมอยู่ในหนังสือชุด การแพทย์ไทย: ทางเลือกในยุคโลกาภิวัตน์) พิมพ์ครั้งที่ 11 เมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2557 (ฉบับปรับปรุง) โดย กองทุนวุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม ISBN: 974-506-697-4 หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน เผยแพร่โดยไม่สงวนลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นธรรมทานให้แก่ผู้สนใจ สามารถนำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อได้โดยขออนุญาตจากวัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมลักษณะเนื้อหา: วิเคราะห์และวิจารณ์ปัญหาในระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน เสนอแนวคิด “การแพทย์แนวพุทธ” ที่ยึดหลักธรรมะในการดูแลชีวิต เน้นเรื่องจริยธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต เชื่อมโยงสุขภาพกับบริบททางวัฒนธรรม สังคม และธรรมชาติ พัฒนาแนวคิดแบบ “องค์รวม” (holistic) ตามกระแสโลก กลุ่มเป้าหมายผู้อ่าน ได้แก่นักศึกษา แพทย์ บุคลากรสาธารณสุข พระสงฆ์ นักวิชาการ และผู้สนใจประเด็นสุขภาพกับพุทธศาสนา</p>
พระครูโกศลสมาธิวัตร (จำปี) บุตรเงิน
ภัฏชวัชร์ สุขเสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
417
426
-
ส่วนประสมทางการบริหาร 7P เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของโรงเรียนเอกชนในยุคการเปลี่ยนแปลง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/289362
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิด “ส่วนประสมทางการบริหาร 7P” (The 7P Administrative Mix) เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์แบบบูรณาการในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของโรงเรียนเอกชนไทย ท่ามกลางพลวัตของการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัล ความคาดหวังของผู้ปกครองที่ทวีสูงขึ้น และการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้น การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Documentary Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากบทความและรายงานวิจัยในช่วงปี พ.ศ. 2560–2568 และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสร้างกรอบแนวคิดส่วนประสมทางการบริหาร 7P ประกอบด้วย Product, Price, Place, Promotion, People, Process และ Physical Evidence</p> <p><strong>ผลการสังเคราะห์พบว่า</strong> People (บุคลากร) เป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลทางสถิติสูงสุดต่อความพึงพอใจและการตัดสินใจของผู้ปกครอง ซึ่งตอกย้ำว่าคุณภาพการบริการขึ้นอยู่กับผู้ส่งมอบบริการโดยตรง ขณะที่ Process (กระบวนการ) บนฐานระบบคุณภาพ (PDCA และ MIS) เป็นกลไกสำคัญที่สร้างความโปร่งใสและเชื่อมโยงสัญญาแห่งคุณค่าเข้ากับการส่งมอบจริง ความท้าทายหลักคือข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ควรอาศัยภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ การดำเนินงานแบบค่อยเป็นขั้นตอนจากมิติที่พร้อมที่สุด และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างชาญฉลาดเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการโดยอาศัยข้อมูลเป็นฐาน การบูรณาการ 7P จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงเรียนเอกชนสร้างความแตกต่างและดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในตลาดการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21</p>
สุกัญญา สุดารารัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
357
372
-
ภาวะผู้นำร่วมสมัยมิติใหม่ของการพัฒนาองค์กรของผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/285203
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำร่วมสมัยมิติใหม่ของการพัฒนาองค์กรของผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ จากการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องก้าวข้ามภาวะผู้นำแบบดั้งเดิมสู่ภาวะผู้นำร่วมสมัย ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาองค์กรที่เน้นความยืดหยุ่นและการปรับตัว ผู้นำยุคใหม่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีวิสัยทัศน์ สามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร ภาวะผู้นำร่วมสมัยครอบคลุมคุณลักษณะสำคัญหลายประการ คือ ความฉลาดทางอารมณ์ การเป็นผู้โค้ชและที่ปรึกษา การส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และการเปิดรับความหลากหลาย นอกจากนี้ยังต้องมีสมรรถนะเชิงกลยุทธ์ในการนำการเปลี่ยนแปลง สมรรถนะด้านการพัฒนาคนและสร้างนวัตกรรม ควบคู่ไปกับสมรรถนะด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นำเหล่านี้ในการบริหารสถานศึกษาจะช่วยให้สามารถกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และนำพาองค์กรให้เผชิญกับความท้าทายได้อย่างมั่นคง การพัฒนาภาวะผู้นำร่วมสมัยอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างสถานศึกษาที่ยั่งยืนในอนาคต</p>
บรรจง ลาวะลี
พระครูชัยรัตนากร
ฉัตรชัย ชมชารี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
373
386
-
พระพุทธเจ้ากับการบริหารจัดการคนเก่ง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/269371
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการคนเก่งในองค์กร และการบริหารจัดการคนเก่งของพระพุทธเจ้า โดยใช้ข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสาร หนังสือ ตำรา และแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า คนเก่งเป็นที่คาดหวังว่าจะสร้างผลการปฏิบัติงานได้ดีกว่าบุคคลอื่น จึงต้องมีความรู้แม่นยำลุ่มลึกกว้างขวาง มีทักษะปรับใช้ความรู้ทำงานแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ มีบุคลิกภาพปรับตัวในการปฏิบัติงานได้ดี มีปฏิสัมพันธ์แสดงปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ดีตลอดเวลา การบริหารจัดการคนเก่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ทำให้องค์กรมีคนเก่งมากขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายได้ประโยชน์ทั้งแก่องค์กรและบุคคล จึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคนเก่งตามกระบวนการ คือ ระบุเอกลักษณ์คนเก่ง สรรหา คัดเลือก พัฒนา ธำรงรักษา บริหารค่าตอบแทน บริหารผลการปฏิบัติงาน และวางแผนความสำเร็จคนเก่ง การรักษาคนเก่งไว้ในองค์กรทำได้ด้วยมิติการเรียนรู้และพัฒนา สิ่งแวดล้อมในการทำงาน รางวัลและผลตอบแทน และความท้าทายใหม่ ๆ และโอกาสที่น่าสนใจ</p> <p>พระพุทธเจ้าทรงบริหารจัดการคนเก่ง เริ่มด้วยทรงเลือกสอน “คนเก่ง” เป็นเป้าหมายแรก มีกลุ่มปัญจวัคคีย์ กลุ่มยสกุลบุตรพร้อมเพื่อน ๆ 54 คน จนได้บรรลุพระอรหันต์ ให้ช่วยประกาศศาสนาหาสมาชิกเข้าองค์กรสงฆ์ มีวิธีการบริหารจัดการคนเก่งคือพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ด้วยการสร้างความมั่นใจความมั่นคงในชีวิต ให้มีส่วนร่วมสร้างองค์กรสงฆ์ธำรงพุทธศาสนา ให้มีหน้าที่เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ เป็นเจ้าอธิการงานสงฆ์ เช่น พระภัตตุทเทสก์ มีหน้าที่แจกภัต พระเสนาสนปัญญาปกะ มีหน้าที่จัดแจงที่พักอาศัย ทรงให้พระสารีบุตรมีหน้าที่พิเศษสอนอภิธรรมตามถนัด ทรงให้ช่วยบริหารคณะสงฆ์ ตั้งพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวา พระมหาโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ตั้งพระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐาก การยกย่องให้ปรากฏในหมู่สงฆ์ด้วยตำแหน่ง “เอตทัคคะ” (ผู้เชี่ยวชาญ) ให้สาวกสาวิกาประกาศความเก่งของตนต่อสาธารณชน คราวทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นต้น</p>
พระมหาวิศิต ธีรวํโส
พระครูใบฎีกาวิชาญ วิสุทฺโธ
พระครูเกษมอาจารสุนทร
วันชัย สุขตาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
387
402
-
การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/283330
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของอาหารพื้นถิ่นจังหวัดสุรินทร์ 2) ศึกษากระบวนการพัฒนา และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นของชุมชน 3) เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลักโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้บริหารภาครัฐ/ผู้นำท้องถิ่น จำนวน 5 คน 2) นักวิชาการ/ปราชญ์ชุมชน จำนวน 3 คน 3) นักพัฒนาชุมชน จำนวน 2 คน 4) กลุ่มแม่บ้าน/ผู้ประกอบการร้านอาหาร จำนวน 10 คน และ 5) ตัวแทนชุมชน จำนวน 10 คน รวมเป็น 30 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1.ปัจจุบันจังหวัดสุรินทร์ประชาชนส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มไทยเขมร กลุ่มไทยกูย และกลุ่มไทยลาว ซึ่งวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นของจังหวัดสุรินทร์เองก็ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มชนชาติดังกล่าว อาหารพื้นถิ่นมีความหลายหลายชนิด เช่น อังแกบบอบ หรือ กบยัดไส้ เป็นอาหารที่ชาวเขมรและกูยนิยมรับประทาน เพราะได้รสเผ็ดร้อนจากพริก เป็นต้น</p> <p>2.กระบวนการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากหลากหลายแนวคิดของนักวิชาการจะมีความคล้ายคลึงกันผู้ศึกษาจึงสรุปขั้นตอนหลักที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 5 ขั้นตอน คือ 1) การพัฒนาแนวคิด 2) การประเมินปัจจัยที่มีอยู่ 3) การประเมินปัจจัยที่ใช้อย่างละเอียด 4) การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ 5) การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด (Launch) งานวิจัยนี้ได้คัดเลือกอาหารพื้นถิ่นคืออังแก๊บบอบหรือกบยัดไส้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนาและยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นของชุมชนในจังหวัดสุรินทร์</p> <p>3.การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่น โดยทีมวิจัยได้ยกระดับเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่น คือ อังแก๊บบอบ(กบยัดไส้) ด้วยการพัฒนาสูตรอาหาร เช่น รสชาติ รูปลักษณ์ เป็นต้น และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์อาหารและตรงกับความต้องการชุมชนและบริบทของท้องถิ่น</p>
ภัฏชวัชร์ สุขเสน
วันชัย ชูศรีสุข
อิสรพงษ์ ไกรสินธิ์
พระมหาฉัตรชัย ธมฺมวรเมธี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
1
14
-
การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบวรธรรมประยุตวิทยา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/276507
<p>วัตถุประสงค์การวิจัยคือ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบวรธรรมประยุตวิทยา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนเรื่องการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อเสนอแนะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นการวิจัยแบบทดลอง (Experimental Research) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 26 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม (Questionnaire) และแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ผลการวิจัย พบว่า1) ตามปัจจัยส่วนบุคคล เพศ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 61.54 และเป็นเพศชาย จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 38.36 2) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อายุ 11-12 ปี จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 61.54 และอายุ 9-10 ปี จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 38.36 3) ด้านสถานภาพทางครอบครัว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อยู่กับบิดามารดา จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 38.46 ลองลงมา อยู่กับมารดา จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 15.00 อยู่กับปู่ย่า จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 15.00 ลองลงมา อยู่กับตายาย จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 12.00 อยู่กับญาติ ๆ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 12.00 ลองลงมา อยู่กับบิดา จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 7.54 4) ผลการทดสอบ พบว่า การทำแบบทดสอบหลังเรียน การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 รวมทั้ง 4 ด้าน เมื่อเปรียบเทียบเกณฑ์ตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยกำหนดเกณฑ์ร้อยละ 60 มีนักเรียนทั้งหมดผ่านเกณฑ์ จำนวน 26 คน ตามลำดับ</p>
นวพร หวังผล
พระครูสาธุกิจโกศล
นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
15
28
-
การพัฒนาคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/283248
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้มารับบริการต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้มารับบริการต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ โดยการประยุกต์ตามหลักสังคหวัตถุธรรม ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และแจกแบบสอบถาม จำนวน 381 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบการสัมภาษณ์ เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1.ระดับความคิดเห็นของผู้มารับบริการต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.88, S.D. = 0.72)<br /><span style="font-size: 0.875rem;">2.ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้มารับบริการต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ผู้มารับบริการที่มี อายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ไม่แตกต่างกัน และจำนวนพรรษา ตำแหน่งพระสังฆาธิการ ระดับการศึกษาทางสามัญ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ไม่แตกต่างกัน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3.การพัฒนาคุณภาพการให้บริการของบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ ตามหลักสังคหวัตถุธรรม พบว่า 1) การให้บริการอย่างเสมอภาค บุคลากรควรมุ่งเน้นการให้บริการ ทุกคนอย่างเท่าเทียม 2) การให้บริการอย่างทันต่อเวลา เจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติตามนโยบายในการให้บริการอย่างรวดเร็ว และถูกต้อง 3) การให้บริการอย่างเพียงพอ ควรมีบุคลากรจำนวนเพียงพอและมีความรู้ความสามารถ และ 4) การให้บริการอย่างต่อเนื่อง การให้บริการต้องมีความสม่ำเสมอและไม่ขาดตอน 5) การให้บริการอย่างก้าวหน้า ควรใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ</span></p>
นราธิปกุล บุญสอน
พระปลัดสุระ ญาณธโร
พระมหาวิศิต ธีรวํโส
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
29
44
-
กระบวนการบริหารจัดการและแนวทางพัฒนางานประกันคุณภาพภายใน ตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/274076
<p> </p> <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของกระบวนการบริหารจัดการงานประกันคุณภาพภายใน ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการบริหารจัดการงานประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำแนกตามตำแหน่งผู้บริหาร ครู จำแนกประสบการณ์ทำงานของผู้บริหารและครู และขนาดโรงเรียน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการบริหารจัดการงานประกันคุณภาพภายใน ตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ใช้ระเบียบวิธิวิจัยแบบผสมวิธี ระหว่าง การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษา ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 112 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ในการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 7 รูป/คน การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามใช้สถิติ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าสมมุติฐาน ใช้สถิติ ค่า T-test</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของกระบวนการบริหารจัดการงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ<br />2. ผ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ลการเปรียบเทียบกระบวนการบริหารจัดการงานประกันคุณภาพภายใน ประเด็นจำแนกตามตำแหน่ง ภาพรวมและรายด้าน พบว่า มีความเห็นแตกต่าง ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ประเด็นจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน ภาพรวมและรายด้าน พบว่า ผลการเปรียบเทียบความเห็นไม่แตกต่างกัน และประเด็นจำแนกตามขนาดโรงเรียน ภาพรวมและรายด้าน พบว่า มีความเห็นไม่แตกต่างกัน <br />3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางพัฒนากระบวนการบริหารจัดการงานประกันภายใน ตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า ประยุกต์กับหลักอริยสัจ 4 คือ ศึกษาสภาพปัญหา หลักทุกข์ มีข้อมูลนักเรียน โรงเรียนในปัจจุบัน หลักสมุทัย โรงเรียนมีเป้าหมายคุณภาพ ผลสำเร็จการปฏิบัติ หลักนิโรธ มีโครงการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พัฒนาครูให้มีคุณภาพ สิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการเรียน และมีระบบเทคโนโลยีสนับสนุนการบริหารและจัดการเรียนรู้ หลักมรรค วิธีการพัฒนาคุณมาตรฐานการศึกษา</span></p>
สมฤทัย มงคล
ธนู ศรีทอง
สถาพร ภาคพรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
45
58
-
แนวทางการบริหารงานตามหลักพุทธธรรมขององค์การบริหารส่วน ตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/276128
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ และ 3. เสนอแนะแนวทางการบริหารงานตามหลักพุทธธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี เป็นการสำรวจด้วยแบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากัน 0.809 กับกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรในเขตตำบลหนองแวง จำนวน 375 รูป สถิติที่ใช้คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบค่าที และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 11 รูปหรือคน นำเสนอเป็นความเรียงเพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1. ระดับการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 3.51 S.D.= 0.601) ส่วนระดับความคิดเห็นด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต อยู่ในระดับมา<br /><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ พบว่า ประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ มีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน ซึ่งปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนประชาชนที่มีรายได้ ต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 05 <br />3.</span><span style="font-size: 0.875rem;">การบริหารงานตามหลักพุทธธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ พบว่า การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติหน้าที่ มีฉันทะ (ความพอใจ) รับผิดชอบต่อหน้าที่ รักในสิ่งที่ทำมีความสุขกับงาน วิริยะ (ความเพียร) ขยันหมั่นเพียร เอาใจใส่ ตรงต่อเวลาในหน้าที่ จิตตะ (ความเอาใจใส่) ตั้งใจทำงาน สนใจใฝ่รู้ในงานที่รับผิดชอบ วิมังสา (ไตร่ตรองค้นคว้า) มีการวางแผน ทบทวนจุดบกพร่อง แก้ไขพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหน้าที่ เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม</span></p>
พระอธิการสหพล สมจิตฺโต
พระมหาวิศิต ธีรวํโส
พระครูปริยัติปัญญาโสภณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
59
72
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตานี อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/269813
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงาน เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานของ และเพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตานี อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยมีการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามในการเก็บรวมบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 380 คน สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที่ การทดสอบค่าเอฟ และงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 รูปหรือคน เป็นการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบทนำเสนอเป็นความเรียง</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า:</strong></p> <ol> <li>ระดับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยภาพร่วม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน สรุปได้ดังนี้ 1) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ด้านการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและประเมินผล อยู่ในระดับมากที่สุด 5) ด้านการบูรณาการหลักสาราณียธรรม อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบสมมุติฐาน พบว่า เพศ อายุ แตกต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมุติฐานการวิจัย และการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน แตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย</li> <li>การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน องค์การบริหารส่วนตำบลควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีโอกาสเข้าร่วมในการตัดสินใจด้านต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมและให้เกียรติกันในทุกระดับ ควรวางแผนและจัดระบบการบริหารอย่างรอบคอบ ตรวจสอบความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงจัดสรรบุคลากรและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับภารกิจบริการประชาชน ตลอดจนมีการทบทวนแผนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณชน พร้อมทั้งควรเปิดใจยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กร ด้วยทัศนคติเชิงบวก เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและยกระดับประสิทธิภาพของการบริหารงานโดยรวม</li> </ol>
พระวิกรม อิทฺธิญาโณ
พระมหาวิศิต ธีรวํโส
วรภูริ มูลสิน
พระปลัดสุระ ญาณธโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
73
88
-
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและแนวทางการพัฒนา ตามหลักอิทธิบาท 4 ในโรงเรียนการกุศลของวัด ในพระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/274090
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ในโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ในโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์ เมื่อจำแนกตามเพศ ตำแหน่ง และสถานศึกษา 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 ในโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์ ใช้วิจัยแบบผสมวิธี ใช้เครื่องมือวิจัย มีแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 140 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบหาค่าที T-test และ F-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p><strong>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า :</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1) ผลการศึกษาสภาพการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ในโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย ( = 4.29, S.D.= 0.30) และรายด้าน พบว่า ด้านกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย ( = 4.49, S.D.= 0.42) ด้านจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.11, S.D.= 0.42) ด้านดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของ </span>สถานศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.49, S.D.= 0.42) ด้านติดตามประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพ การศึกษาภายในสถานศึกษา ( = 4.32, S.D.= 0.40) ด้านติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( =4.13,S.D.= 0.35) ด้านจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ( = 4.41, S.D.= 0.40) ด้านพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.24, S.D.= 0.33)</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโรงเรียนการกุศลของวัดใน จังหวัดสุรินทร์ จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง และสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 ในโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์ พบว่า มี 7 ด้าน 19 แนวทาง ดังนี้ (1) การกำหนดมาตรฐานการศึกษา มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1 สถานศึกษาควรประชุมบุคลากร คณะกรรมการในสถานศึกษาเพื่อให้ทราบถึงมาตรฐานของระดับชาติ 2 ควรมีความร่วมมือกันกำหนดเป็นมาตรฐานศึกษา มีการตั้งค่าเป้าหมายค่าของความสำเร็จ และ3 ควรใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้เกิดความรัก ความพอใจ ความขยัน โดยมีความร่วมมือกัน (2) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1 สถานศึกษาต้องมีการแต่งตั้งกรรมการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพศึกษา 2 ต้องมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายของสถานศึกษา แผนปฏิบัติการต่าง ๆ และ</p> <p>3) สถานศึกษาควรใช้หลักอิทธิบาท 4 เพื่อให้เกิดความรัก ความเห็นตรงกัน มีความเพียรพยายาม และไตร่ตรองในงานที่ปฏิบัติ (3) ดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษา มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1 สถานศึกษาควรดำเนินการพัฒนาแผนการจัดการศึกษาทุกปี โดยการแต่งตั้งคณะทำงานให้ครบทุกมาตรฐาน โดยเน้นการมีส่วนร่วม 2 ควรมอบหมายงานให้บุคลากรตามความสามารถ ทุกคนมีที่ได้รับหน้าที่จะต้องมีความรับผิดชอบ และ 3 สถานศึกษาควรใช้หลักอิทธิบาท 4 โดยการสร้างตระหนักในการศึกษารายละเอียดของมาตรฐานสถานศึกษา (4) การประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษา มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1 สถานศึกษาใช้กระบวนการคุณภาพ PDCA ในการดำเนินการประเมินผล ติดตามโครงการ และการนิเทศติดตามภายใน 2 ต้องสร้างความรับรู้ถึงสำคัญของการประเมินผล พัฒนาความรู้และทักษะเกี่ยวกับการประเมินผล รายละเอียดของมาตรฐานและ 3 สถานศึกษาควรใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้เกิดความรัก ความพอใจ ความขยัน เพื่อตรวจสอบผลการดำเนินการตามวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ถึงซึ่งเป้าหมาย (5) การติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพ มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1 สถานศึกษาต้องสร้างความรับรู้ร่วมกันด้วยการประชุม กำหนดเส้นทาง วิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าประสงค์ ตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน 2 ต้องกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานและติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพ และ 3 สถานศึกษาควรใช้หลักอิทธิบาท 4 เพื่อให้พัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา (6) การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง มี 2 แนวทาง ได้แก่ 1 สถานศึกษามีการแต่งตั้งคณะทำงาน รวบรวมข้อมูลสารสนเทศ ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่เป็นผลการประเมินตนเอง ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และผลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน และ 2 ควรใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้เกิดความรัก ความพอใจ ความขยัน เพื่อให้สถานศึกษามีการทบทวนตรวจสอบอย่างเป็นระบบ (7) การพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มี 2 แนวทางโดย ได้แก่ 1 สถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ 2 สถานศึกษาควรใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้เกิดความรัก ความพอใจ ความขยัน และความไตร่ตรองในงานที่ปฏิบัติ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง 7 ด้าน สามารถประยุกต์เข้ากับอิทธิบาท 4 </p>
พระมหาณัฐกานต์ ศรีสุข
ธนู ศรีทอง
สมศักดิ์ บุญปู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
89
102
-
แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ตามหลักพรหมวิหาร 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/274157
<p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพรหมวิหาร 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1” มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพความต้องการจำเป็นของคุณลักษณะผู้บริหาร 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาคุณลักษณะในมิติต่างๆ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณลักษณะสำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านวิสัยทัศน์ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านวิชาการ และด้านบุคลิกภาพ ระเบียบวิธีวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 พื้นที่อำเภอสำโรงทาบ จำนวน 82 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกแบบเจาะจงจำนวน 7 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงสังเคราะห์</p> <p><strong>ผลการวิจัยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้:</strong></p> <ol> <li><strong> สภาพความต้องการจำเป็น:</strong> คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพรหมวิหาร 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านวิชาการ ตามด้วยด้านวิสัยทัศน์ ด้านบุคลิกภาพ และด้านความเป็นผู้นำ ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล ผู้บริหารจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้และเทคโนโลยีเป็นลำดับแรก</li> <li><strong> วิธีการพัฒนาคุณลักษณะ:</strong> การพัฒนาคุณลักษณะทั้ง 4 ด้านต้องอาศัยกระบวนการที่หลากหลาย ได้แก่ ด้านวิชาการ มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการนิเทศและประเมินผลอย่างเป็นระบบ ด้านวิสัยทัศน์ เน้นการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ด้านบุคลิกภาพ เน้นการฝึกจิตและสมาธิเพื่อให้มีสติในการตัดสินใจและควบคุมอารมณ์ภายใต้สภาวะกดดัน และ ด้านความเป็นผู้นำ เน้นการสร้างขวัญกำลังใจและการบริหารจัดการความขัดแย้งด้วยความโปร่งใส</li> <li><strong>แนวทางการพัฒนาตามหลักพรหมวิหาร </strong><strong>4</strong>: ผู้วิจัยได้บูรณาการหลักธรรมเข้ากับคุณลักษณะดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ หลักเมตตา ถูกนำมาใช้ในการให้คำปรึกษาและสร้างความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี หลักกรุณา มุ่งเน้นการสนับสนุนทรัพยากรและการอบรมเพื่อขจัดอุปสรรคในการทำงาน หลักมุทิตา นำมาใช้ในการชื่นชมและยกย่องนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของบุคลากร และ หลักอุเบกขา ถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจด้วยความยุติธรรม การใช้กฎเกณฑ์ที่เท่าเทียม และการวางตัวเป็นกลางในการบริหารงานดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสถานศึกษาที่เข้มแข็งและมีธรรมาภิบาล</li> </ol> <p> ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลไม่ได้อาศัยเพียงทักษะทางเทคโนโลยี เท่านั้น แต่ต้องควบคู่ไปกับคุณธรรม ตามหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อส่งเสริม</p>
อุษณีย์ ดาศรี
สิน งามประโคน
วิเศษ ชิณวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
103
118
-
ความต้องการจำเป็นทางการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และแนวทางพัฒนาตามหลักธรรมาภิบาลของวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/274167
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นทางการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามหลักธรรมาภิบาลของวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการจำเป็นทางการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามหลักธรรมาภิบาลของวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ จำแนกตาม ตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามหลักธรรมาภิบาลของวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ใช้รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรในสถานศึกษา จำนวน 152 คน และแบบสัมภาษณ์โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ วิเคราะห์ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง การทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย พบว่า</strong></p> <p>1) ความต้องการจำเป็นรายประการสรุปผลภาพรวมอยู่ในระดับมาก (PNImodified</p> <p>= 0.098) โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ มากที่สุดคือ หลักประสิทธิภาพ (PNImodified = 0.119) รองลงมาคือ หลักภาระความรับผิดชอบ (PNImodified = 0.109) และน้อยที่สุด คือ หลักนิติธรรม (PNImodified = 0.079) ตามลำดับ </p> <p>2) การเปรียบเทียบ จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงานภาพรวม มีความไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นรายประการพบว่า ตำแหน่ง วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย</p> <p>3) แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามหลักธรรมาภิบาลของวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ มีจำนวน 7 ประการ 16 แนวทาง</p>
ประเสริฐ สิงหลสาย
ธนู ศรีทอง
เกษม แสงนนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
119
132
-
แนวทางการจัดการแหล่งท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/282802
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการจัดการแหล่งท่องเที่ยวแบบชุมชนมีส่วนร่วม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการแหล่งท่องเที่ยวมีส่วนร่วม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยว จำนวน 400 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ผู้ประกอบการ จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถาม สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณและแบบสัมภาษณ์ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ในการวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำเสนอผลการวิจัยในเชิงพรรณนาเนื้อความ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> การมีส่วนร่วมในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แนวทางการจัดการแหล่งท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก คือ 1) แนวทางการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและกลุ่มเครือข่ายของชุมชนแบบมีส่วนร่วมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ได้แก่ การสร้างจิตสาธารณะและความรับผิดชอบทางสังคม การสร้างค่านิยมร่วม การสร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อผู้นำการสร้างความรู้สึก ความเป็นเจ้าของและความต้องการรวมกลุ่มของชุมชน และการพัฒนาทรัพยากรและความสามารถของคนในชุมชนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี 2) แนวทางการพัฒนาหลักการบริหารและจัดการเชิงกลยุทธ์ของชุมชนแบบมีส่วนร่วม ในเขตอุทยาน แห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ การกำหนดทิศทาง เป้าหมายและกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนการกำหนดโครงสร้างการบริหารอย่างเป็นทางการ การพัฒนาการบริการ และจัดการแบบห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา ความสามารถจัดรายได้และงบประมาณ การพัฒนาแผนการตลาดของชุมชน การพัฒนาระบบ ฐานข้อมูล ช่องทาง และสื่อประชาสัมพันธ์ของชุมชน และการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในการจัดการการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี อย่างเป็นระบบ และ 3) แนวทางการพัฒนาการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ การพัฒนาด้านการส่งเสริมการขาย การท่องเที่ยวของชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี และการพัฒนาด้าน การประชาสัมพันธ์จากสื่อและเครือข่ายภาคีต่าง ๆ</p>
ประมวล รัตนวรรณ
รัตนะ ปัญญาภา
ไพศาล พากเพียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
133
144
-
ผลการจัดกิจกรรมเกมภาพตัดต่อที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/271476
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมเกมภาพตัดต่อที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกมภาพตัดต่อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 2/2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลพิบูลมังสาหารวิภาคย์วิทยากร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 30 คน และได้รับการจัดกิจกรรมเกมภาพตัดต่อเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที รวม 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้คือ แผนการจัดกิจกรรมเกมภาพตัดต่อ และแบบสังเกตทักษะการคิดวิเคราะห์ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ เท่ากับ 0.33-0.79 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.76 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test แบบ Dependent Sample และขนาดส่งผลของ โคเฮน (Cohen’s d)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ผลการจัดกิจกรรมเกมภาพตัดต่อที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ เด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น ทั้งโดยรวมและรายด้านคือ ด้านการหาความสัมพันธ์ ด้านการแจกแจงองค์ประกอบ ด้านเปรียบเทียบการปฏิบัติ อยู่ในระดับดีทุกด้าน</li> <li>เปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกมภาพตัดต่อ โดยทุกด้านและโดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีขนาดส่งผลต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย รายด้านและโดยรวมในระดับมาก เรียงตามลำดับคือ ด้านการแจกแจงองค์ประกอบ ด้านการหาความสัมพันธ์ ด้านเปรียบเทียบการปฏิบัติ</li> </ol>
ปรรณพัชร์ ศรีวัฒนพงศ์
นนทชนนปภพ ปาลินทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
145
156
-
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหา ของโพลยา เรื่อง ฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/283422
<p>วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้ คือ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ก่อนเรียน และหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิธีดำเนินการวิจัย คือ 1) สร้าง และหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และทดลองนำร่อง กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน 2) นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 32 คน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และผลจากการวิจัยมีดังนี้ 1) ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระหว่างก่อนเรียน / หลังเรียน มีผล 79.79 / 81.48 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 75/75 2) ค่าเฉลี่ยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน = 10.00 คะแนน และหลังเรียน = 23.41 คะแนน สรุปว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3) นักเรียนพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ความพึงพอใจ มีค่าเฉลี่ย ( ) = 4.29 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.18 ความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ในระดับมาก</p>
มาโนชญ์ ขุนกอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
157
166
-
ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284879
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS จำนวน 3 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว (t-test for One Sample) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
สิริกุล สิงหาบุตร
ขณิชถา พรหมเหลือง
คมสันตรี ไพบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
167
182
-
การศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/278522
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูในโรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำแนกตามสถานภาพตำแหน่ง และขนาดโรงเรียน 3)เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารเสนเทศในการบริหารงานโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ ผู้บริหารและครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำนวนทั้งสิ้น 314 คน ใช้วิธีการการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยให้ขนาดโรงเรียนเป็นชั้นภูมิ แล้วกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ .91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) และการทดสอบเอฟ (F-test) และการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1) สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับ มาก </p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบความเห็นเกี่ยวกับสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน</p> <p>3) แนวทางพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารเสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหารและครู โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์พบว่า ควรมีการพัฒนาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้มีความเร็วสูงขึ้น ควรจัดสรรวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เพียงพอและควรมีการพัฒนาบุคลากรเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน</p>
คฑาวุธ คะลา
อุดมเดช ทาระหอม
ชวนคิด มะเสนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
183
198
-
แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/271191
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาและแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอน รวมทั้งสิ้นจำนวน 234 คน และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 5 คน และครูผู้สอน จำนวน 3 คน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>สภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนค่าเฉลี่ยอยู่ที่4.36 รองลงมาคือ ด้านการระดมทรัพยากรค่าเฉลี่ยอยู่ที่4.23 ด้านการพัฒนาบุคลากรค่าเฉลี่ยอยู่ที่4.12 และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการสร้างภาคีเครือข่ายค่าเฉลี่ยอยู่ที่4.03</li> <li>แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก มีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้ 1) ด้านการจัดการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ควรรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ 2) ด้านการพัฒนาบุคลากร ควรมีการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาทักษะและความรู้ 3) ด้านการระดมทรัพยากร ควรมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี และ 4) ด้านการสร้างภาคีเครือข่าย ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกในชุมชนได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์</li> </ol>
ดมิสา ชัยสอน
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
199
210
-
กลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี : ศึกษากรณีการเลือกตั้ง ปี 2567.
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/282567
<p>กลยุทธ์การณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2567 มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษากลยุทธ์การณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2567 ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication) และ การตลาดนำการเมือง (Political Marketing) โดยมีกลุ่มผลประโยชน์กับการเมืองระดับจังหวัด เป็นฐานคะแนนเสียง ผ่านกระบวนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ด้วยการวางตำแหน่งทางการเมือง การประเมินจุดอ่อน จุดแข็ง การวิเคราะห์คู่แข่งขัน การกำหนดภาพลักษณ์ของผู้สมัคร การจำแนกส่วนทางการตลาดผู้เลือกตั้ง และการหยั่งเสียงก่อนวันเลือกตั้ง (Polling) ผู้สมัครที่ใช้กลยุทธ์การตลาดนำการเมืองชัดเจนเป็นปัจจัยชี้ขาดมากกว่านโยบายที่หาเสียงเลือกตั้งที่ยังเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้</p>
วรภูริ มูลสิน
ณภิไกร คะตะวงศ์
พระครูปริยัติปัญญาโสภณ
ปิยวรรณ ศิริเดชขจร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
211
224
-
ระบบการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/286956
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) สร้าง และตรวจสอบคุณภาพของระบบการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 3) เพื่อทดลองใช้ระบบการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 4) ประเมินผลระบบการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา จำนวน 14 คน ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ คู่มือการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบบวัดความพึงพอใจ แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบบทดสอบ และแบบประเมินระบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยโดยใช้การทดสอบที (Dependent Samples t-test)</p> <p><strong>ผลการวิจัยปรากฎดังนี้</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1.ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา โดยรวม และรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2.ผลการสร้าง และตรวจสอบระบบการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มี 5 ขั้นตอนคือ 1) การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาระบบ 2) การสร้างและตรวจสอบระบบ 3) การพัฒนาระบบ 4) การนำระบบไปปฏิบัติ และ 5) การประเมินระบบ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการประเมินระบบการพัฒนาความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา พบว่า ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยรวม และรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p>
สุธิรา เภาสระคู
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
225
236
-
การศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน ของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/287220
<p>การสอนของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ 2) ศึกษาความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มเป้าหมาย ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาวิชาการบริหารการศึกษา และสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิที่ศึกษาในปีการศึกษา 2567 จำนวน 129 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามความพึงพอใจ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.46, σ = 0.69) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือ ด้านผู้สอน (μ = 4.54, σ = 0.62) รองลงมาคือ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนการสอน (μ = 4.52, σ = 0.62) ด้านรายวิชาในหลักสูตร (μ = 4.46, σ = 0.64) ด้านวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน (μ = 4.43, σ = 0.78) และด้านปัจจัยสนับสนุนการเรียนการสอน (μ = 4.35, σ = 0.80) ตามลำดับ</p> <p>2) ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนสอน ได้แก่ ควรจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมผู้เรียนรายบุคคล ควรมีการจัดทำแบบฝึกหัด แบบทดสอบ และตรวจปรับแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ควรตรวจสอบสภาพห้องเรียนและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ควรมีห้องสมุด ห้องศึกษาค้นคว้าหรือแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม และควรส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่หรือกิจกรรมวิชาการสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงและพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ</p>
ฉัตรสุดา ผาสุขมูล
สิขรินทร์ ก้อนในเมือง
วีรวัฒน์ คำแสนพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
237
252
-
“เส้นทางท่องเที่ยวธรรมนำสุข” : รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อธำรง อัตลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้าน โนนแดงโนนม่วง หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/287476
<p> </p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) บริบทของภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวธรรมนำสุข 2) สภาพและปัญหาการจัดการความรู้ของเส้นทางท่องเที่ยวธรรมนำสุข และ 3) รูปแบบการจัดการความรู้เส้นทางท่องเที่ยวธรรมนำสุข โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 120 คน พื้นที่วิจัยคือ บ้านโนนแดงโนนม่วง หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์ การตรวจสอบข้อมูลใช้การตรวจสอบแบบสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอข้อมูลโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ การทอผ้า การเลี้ยงและแปรรูปจิ้งหรีด ชมแปลงสาธิตการเพาะปลูกกระเจี๊ยบปลอดสารพิษ ร่วมปลูกไม้แดงเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ มีนิทรรศการให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและวิถีวัฒนธรรมลาว เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่จบภายใน 1 วัน ถือเป็นภูมิปัญญาในฐานะเป็นทุนที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยว 2) สภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการความรู้บนเส้นทางท่องเที่ยว การกำหนดความรู้นิยมนำรถซาเล้งมาเป็นพาหนะไปยังฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ นำป้ายมาปักที่บ่งบอกถึงฐานการเรียนรู้ มีแอพพลิเคชั่นนำชม โดยเริ่มจากวัดป่าพิมลมังคลารามเพื่อไปเรียนรู้ภูมิปัญญาต่างๆ มีการลงมือทำ มีการแสวงหาความรู้ที่มาจากบรรพบุรุษ การแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยการพูดคุย การจัดเก็บความรู้ในตัวบุคคลและเป็นลายลักษณ์อักษร การถ่ายทอดความรู้แบบบุคคลกับบุคคล ส่วนปัญหาการจัดการความรู้พบว่า 1) การกำหนดความรู้ ขาดความรู้ในการกำหนดความรู้ 2) การแสวงหาความรู้ คือ ไม่มีเวลาในการแสวงหาความรู้ 3) การแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่มีการแลกเปลี่ยนความรู้เท่าที่ควร 4) การจัดเก็บความรู้ ไม่มีการจัดเก็บความรู้เป็นลายลักษณ์อักษร และ 5) การถ่ายทอดความรู้ ผู้ถ่ายทอดขาดทักษะในการถ่ายทอดและไม่มีผู้มารับการถ่ายทอดความรู้ 3) รูปแบบการจัดการความรู้ “เส้นทางท่องเที่ยวธรรมนำสุข” ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ที่ถูกพัฒนากลายเป็นรูปแบบการจัดการความรู้ ได้แก่ 1) การกำหนดความรู้โดยการตัดสินใจร่วมกันของคนในชุมชน 2) การแสวงหาความรู้ที่มาจากภายในและภายนอกชุมชน 3) การแลกเปลี่ยนความรู้แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 4) การจัดเก็บความรู้ในตัวบุคคลและเป็นลายลักษณ์อักษร คือ เอกสาร ตัวอย่างผ้า ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ 5) การถ่ายทอดความรู้แบบบุคคลสู่บุคคล บุคคลสู่กลุ่ม และกลุ่มสู่กลุ่ม โดยได้รับความร่วมมอจากชุมชน สถานศึกษา และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ </p>
วิมล หลักรัตน์
ธันยพงศ์ สารรัตน์
โพธิ์พงศ์ ฉัตรนันทภรณ์
อัฐพร กิ่งบู
สุเทวี คงคูณ
พรศิริ วิรุณพันธ์
ลัดดาวัลย์ สมจิตร
ณัฐนรี กิ่งเกษ
ชวลิต สีหาภาค
สุภัชชา เหมือนมาตย์
อดิศักดิ์ สนับหนุน
สาคร ผมพันธ์
ธนพล ป้องแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
253
270
-
การสร้างบทการแสดง แสง สี เสียง “อารยะขุขันธ์ รอยทางแห่งศรัทธา แซนโฎนตา บูชาบรรพชน” อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/288384
<p>บทความวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างบทการแสดง แสง สี เสียง “อารยะขุขันธ์ รอยทางแห่งศรัทธา แซนโฎนตา บูชาบรรพชน” อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ผลการศึกษาพบว่า 1) ที่มาของการแสดง เกิดจากสภาวัฒนธรมอำเภอขุขันธ์ และชาวอำเภอขุขันธ์ ได้มีความคิดเห็นร่วมกันว่าปี 2567 เป็นปีมหามงคลที่รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ จึงมีความประสงค์ที่จะจัดงานแซนโฎนตาให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี โดยได้ขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเพื่อดำเนินการจัดการแสดงและสร้างบทขึ้น 2) เรื่องย่อคือ ขุขันธ์ในอดีต มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมบูชาดวงวิญญาณบรรพชนในห้วงสารทบุญเดือนสิบ มิตรภาพระหว่างรัชกาลที่ 1 กับตากะจะ ความเชื่อเรื่องนรก ยุคทวารวดี ยุคเขมรโบราณ ปลูกฝังความกตัญญูผ่านพิธีกรรมบูชาดวงวิญญาณบรรพชน สืบเนื่องถึงการสถาปนาเมืองขุขันธ์ในช่วงปลายสมัยอยุธยา เชื่อมโยงความฝันถึงดวงวิญญาณที่มาขอส่วนบุญ เรื่องราวความสัมพันธ์กับเมืองเวียงจันทน์ปลายสมัยธนบุรี จากนั้นเป็นเหตุการณ์การสถาปนาราชวงศ์จักรี ความขัดแย้งกับเมืองเวียงจันทน์ พิธีกรรมการปรกพลเพื่อแสดงถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน ส่วนสุดท้ายเป็นคำสอนของพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวนที่ขึ้นมาปกครองเมืองแทนตากะจะ และยังมีการปลูกฝังแนวคิดเรื่องพิธีกรรมแซนโฎนตาสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน 3) ลำดับเหตุการณ์มี 2 ฉากใหญ่ คือ ฉากเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมแซนโฎนตา และฉากที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรมของเมืองขุขันธ์ตั้งแต่อดีตถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ 4) บทการแสดงเป็นบทบรรยายภาษาไทยดำเนินเรื่องตามบทสนทนาตัวละคร 5) ดนตรีใช้วงโปงลางอีสานผสมการแสดงจินตลีลาประกอบเพลง 6) ตัวละครประกอบด้วยตัวเดี่ยว และแบบกลุ่ม 7) ลักษณะการแต่งกาย เป็นการแต่งกายแบบเขมร ดังกล่าวถือว่าเป็นชุดการแสดงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ช่วงส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี</p>
ธันยพงศ์ สารรัตน์
เชิดศักดิ์ ฉายถวิล
ธนพล ป้องแก้ว
เอนก ศรีภพ
ธีรพัฒน์ ผงกุลา
สิริชัย ศรีชัย
ปฏิพล แสนหยุด
ธีร์ธวัช บริบูรณ์
สุริยา ธัมมา
บดินทร์ มานะวงศ์
กิตติพศ มาลัย
กฤษตกร ถนอมบุญ
ศรชัย กันทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
271
288
-
การออกแบบบอร์ดเกมวิชาคณิตศาสตร์: บอร์ดเกม “เศษส่วน” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/288153
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบประเมินความเหมาะสมของบอร์ดเกมคณิตศาสตร์ เรื่อง “เศษส่วน” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี โดยมีขั้นตอนการวิจัย คือ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ออกแบบเกม ประชุมผู้เชี่ยวชาญ และประเมินความเหมาะสมของบอร์ดเกมโดยผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของเกมโดยใช้แบบประเมินความเหมาะสม คือ แบบประเมินความเหมาะสมของบอร์ดเกมเพื่อการศึกษา ซึ่งมีองค์ประกอบ 6 ด้าน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าบอร์ดเกม "เศษส่วน" ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ข้อมูลเกม กติกา แผ่นบิงโก และบัตรคำอ่านเศษส่วน การวิจัยใช้แนวทางแบบผสมผสาน โดยรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและประปรุงตามคำแนะนำ เมื่อปรับปรุงเรียบร้อยแล้วผู้วิจัยส่งเกมให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมอีกครั้งพบว่า บอร์ดเกม "เศษส่วน" เกมมีความเหมาะสมในระดับดีมาก (<em>M = </em>4.50, <em>SD = </em>0.77) โดยเฉพาะด้านความสนุกสนานและความน่าสนใจ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน สะท้อนถึงศักยภาพของสื่อการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นกลุ่ม งานวิจัยนี้เน้นความสำคัญของการออกแบบสื่อการสอนที่ตอบสนองต่อความต้องการและพัฒนาการของนักเรียน อีกทั้งเสนอให้มีการขยายการใช้เกมนี้ไปยังชั้นเรียนอื่นหรือเนื้อหาอื่น ๆ ในอนาคต</p>
อัครพล อนุพันธ์
วิษณุ สุทธิวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
289
304
-
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้ชุดความรู้การอ่านเพิ่มเติมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวอำเภอลานสักสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอลานสัก สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดอุทัยธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/289915
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างชุดความรู้อ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาแหล่งท่องเที่ยวอำเภอลานสัก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดความรู้อ่านเพิ่มเติมแหล่งท่องเที่ยวอำเภอลานสัก และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของชุดความรู้ภาษาอังกฤษการอ่านเพิ่มเติมแหล่งท่องเที่ยวอำเภอลานสัก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) ชุดความรู้อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งท่องเที่ยวอำเภอลานสัก จำนวน 5 ตอน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้ชุดความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งท่องเที่ยวอำเภอลานสัก จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบทีแบบจับคู่</p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ชุดความรู้อ่านเพิ่มเติมที่มีเนื้อหาของอำเภอลานสัก ประกอบด้วย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอำเภอลานสัก และคำศัพท์มีคุณภาพตามเกณฑ์ค่าดัชนีความสอดคล้องในภาพรวม เท่ากับ 0.89</li> <li>ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</li> <li>ผลการประเมินความพึงใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดความรู้ภาษาอังกฤษการอ่านเพิ่มเติมแหล่งท่องเที่ยวอำเภอลานสัก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.35, S.D. = 0.24)</li> </ol>
ธนาภัสสร์ สนธิรักษ์
วันวิสาข์ เชื้อชวด
กันต์ภูษิต วิโรจะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
305
318
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สำหรับผู้เรียน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/290395
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และ 4) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ดำเนินการวิจัยเป็น 6 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบวัดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test</p> <p><strong>ผลวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 พบว่า โดยรวมสภาพปัญหาอยู่ที่ระดับปานกลาง และผลการศึกษาความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 พบว่า โดยรวมความต้องการอยู่ที่ระดับมาก</p> <p>2) ผลการพัฒนา รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.54, S.D.=0.05) รูปแบบดังกล่าวได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 9 ด้าน ได้แก่ ความเป็นมา แนวคิดทฤษฎี วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนรู้ 6 ขั้น ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การกระตุ้น การปฏิบัติ การสรุป การประยุกต์ใช้ จนถึงการตรวจสอบ บทบาทครูและบทบาทผู้เรียน บรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ โดยรูปแบบมีประสิทธิภาพในระดับมากที่สุด และมีความสอดคล้องกันทุกรายการประเมิน</p> <p>3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) = 83.53/83.72 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและก่อนเรียนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.43, S.D.=0.07)</p> <p>4) ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้เรียนพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและสามารถเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.46, S.D.=0.04)</p>
สมสัตย์ แทนคำ
กาญจนา อุปสาร
สุธินี รัตนศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
319
332
-
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการสอน ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/290433
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 345 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p>ผลวิจัยพบว่าภาวะผู้นำดิจิทัลในภาพรวมมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทิศทางเดียวกันกับประสิทธิผลการสอนในระดับมาก รองลงมา คือ การซึมซับความไม่แน่นอน แรงบันดาลใจ การดัดแปลงและนวัตกรรม ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.873, 0.834, 0.696, 0.678 และ 0.635 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ด้านวิสัยทัศน์มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับประสิทธิผลการสอนในระดับต่ำที่สุด ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.302 โดยภาวะผู้นำดิจิทัลสามารถอธิบายประสิทธิผลการสอนของครูได้มากถึง ร้อยละ 76 ทั้งนี้ ผู้บริหารควรส่งเสริมทักษะการสื่อสารและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการสร้างความสามารถในการซึมซับความไม่แน่นอนและการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเพื่อให้การบริหารงานในยุคดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่น</p>
พลัฎฐ์ มณีชิษณุพงศ์
สัมฤทธิ์ ทองทับ
เตือนใจ ไทยแท้
สุนทร กุมรีจิต
กาญจนา อุปสาร
พิศิษฐ์ ชาวจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
333
342
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/290866
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 346 คน ได้มาจากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน จากนั้นทำการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ แบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราประมาณค่า ซึ่งแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่น .959 แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่น .951 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการสอนของครู มีค่าความเชื่อมั่น .941 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน โดยการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) ประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</p> <p>3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงมาก (r = .966)</p>
กรกนก นงประโคน
สมศักดิ์ จีวัฒนา
พิทยา พันธะไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์
2025-12-30
2025-12-30
12 2
343
356