วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434 <p><strong>วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์<br /></strong><strong>Journal of Buddhist Studies Vanam Dongrak<br /><br />มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ </strong><br />1. เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />2. เพื่อให้บริการวิชาการด้านด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยาแก่สังคม <br />3. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา <br />4. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร<br /></strong>เป็นวารสารวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเน้นองค์ความรู้ในมิติศาสนา ปรัชญา การศึกษา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา</p> <p><strong>วารสารได้ถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 </strong><strong>(TCI Tier 2)<br /></strong>โดยศูนย์ TCI ให้คำรับรองคุณภาพวารสาร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 ธันวาคม 2572</p> <p><strong>รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</strong> จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ <br />- บทความวิจัย (Research Article) <br />- บทความวิชาการ (Academic Article) <br />- บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)<br /><br /><strong>วารสารมีวาระออกปีละ 2 ฉบับ ได้แก่<br /></strong>- ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม - มิถุนายน (January – June)<br />- ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม (July – December)<br /><strong>วารสารเปิดรับ 30 บทความต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป</strong></p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา<br /></strong>บทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการ โดยผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความซึ่งมาจากต่างสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน จำนวน 3 ท่าน ซึ่งพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้ประเมิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง (Double Blind Review) </p> <p>- วารสารได้กำหนดตรวจสอบความซ้ำของผลงานทุกประเภท ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ระบบตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้ง 3 รายการในระดับ ไม่เกิน 25%</p> <p>ทั้งนี้ วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ ได้ดำเนินงานตามกรอบจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ (Publication Ethics) อย่างเคร่งครัด <br /><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ<br /></strong><strong>- อัตราค่าตีพิมพ์ </strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ<br />- <strong>บัญชีสำหรับชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong>ธนาคาร <strong>กรุงไทย</strong> สาขา <strong>โรบินสัน สุรินทร์</strong> ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัย <strong>มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ (กองทุน)</strong> บัญชีเลขที่ <strong>982-4-140-92-1</strong><br /><strong>-การชำระค่าธรรมเนียม </strong>การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน<br /><br /><strong>เจ้าของวารสาร</strong><br />บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> สำนักงานบัณทิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ ชั้น 1 ห้อง 412 อาคารพระพรหมบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ 305 หมู่ 8 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 32000 โทร.044-142107 ต่อ 319 th-TH วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2465-3683 บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) “การพัฒนาที่ยั่งยืน” https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/292457 <p>หนังสือ การพัฒนาที่ยั่งยืน ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เป็นงานเขียนที่วิพากษ์แนวคิดการพัฒนาในกระแสโลก โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการพัฒนาที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม และวิกฤตทางสังคม ผู้เขียนเสนอว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มที่การพัฒนาคน” โดยบูรณาการพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล บทวิจารณ์นี้มุ่งวิเคราะห์สาระสำคัญ แนวคิดหลัก และคุณค่าของหนังสือในเชิงวิชาการ</p> <p>พระพรหมคุณาภรณ์หรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เดิมชื่อ ประยุทธ์ อารยางกูร เกิด 12 ม.ค. 2481 ที่สุพรรณบุรี อุปสมบท พ.ศ. 2502 ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ จบเปรียญธรรม 9 ประโยค อายุ 20 ปี เชี่ยวชาญพุทธศาสนา ปรัชญา การศึกษา และจริยศาสตร์ มีผลงานกว่า 100 เล่ม เช่น พุทธธรรม และ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ (ซีไรต์ 2530) เคยเป็นอธิการบดี มจร (2532–2534) และได้รับยกย่องจาก UNESCO เป็นบุคคลสำคัญของโลก</p> พระอธิการประเสริฐ Paphaso (Chanthong) ภัฏชวัชร์ สุขเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-27 2026-06-27 13 1 423 428 บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) “พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม” https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/291841 <p>หนังสือ พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม เป็นงานนิพนธ์ที่สะท้อนมุมมองพุทธศาสนาในฐานะศาสตร์แห่งการพัฒนามนุษย์และระบบสร้างสังคมที่เกื้อกูลต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผลงานของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) มักมุ่งอธิบายพระพุทธศาสนาด้วยกรอบเหตุผลและตรรกะเชิงปัญญา ผสานเข้ากับการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคม เพื่อชี้ให้เห็นว่าพุทธธรรมมิได้เป็นเพียงคำสอนเชิงศรัทธาหรือชุดพิธีกรรม แต่เป็น “กระบวนการฝึกและยกระดับความเป็นมนุษย์” ที่มีระบบระเบียบชัดเจน สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้</p> มวลชน สายบุตร ภัฏชวัชร์ สุขเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-27 2026-06-27 13 1 413 422 การทำงานของสมองกับกลไกทางพุทธธรรม: แนวทางพัฒนามนุษย์เชิงบูรณาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/287672 <p>บทความวิชาการนี้ศึกษาการทำงานของสมองร่วมกับกลไกทางพุทธธรรมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายช่องว่างระหว่างหลักธรรมเชิงนามธรรมกับหลักฐานประสาทวิทยาศาสตร์เชิงรูปธรรม 2) ศึกษากลไกทางพุทธธรรมที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนต่าง ๆ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนามนุษย์เชิงบูรณาการ บทความนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และงานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง <br /><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> ช่องว่างทางองค์ความรู้มิใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาสในการบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาการตีความธรรมะตามหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ที่เข้าถึงได้ยากในทางปฏิบัติ อวิชชา (ความไม่รู้) ส่งผลให้ สมองส่วนลิมบิก ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างรุนแรงและเกิด กิเลส นำไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบน ในทางกลับกัน ปัญญา สามารถอธิบายได้ผ่านการทำงานที่เพิ่มขึ้นของ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งช่วยควบคุมและยับยั้งอารมณ์ โดยแนวทาง สติและสมาธิ ตามหลักพุทธธรรมมีผลโดยตรงต่อการปรับสมดุลวงจรประสาทและการเชื่อมต่อเชิงบวก บทความนี้ ได้เรียบเรียงเนื้อหาตามลำดับขั้นจาก (1) ชี้ช่องว่าง (2) ศึกษากลไก (3) เสนอแนวทางการพัฒนามนุษย์เชิงบูรณาการ ที่ใช้หลักพุทธธรรมเป็นฐานคุณธรรม และใช้ความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ทำให้เกิดโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบสนองต่อความท้าทายในโลกปัจจุบันที่ต้องการทั้งความสมดุลทางจิตใจและปัญญา</p> พระครูปริยัติกิตติวรรณ (วีระ กิตฺติวณฺโณ/ได้ทุกทาง) พระครูสุตธรรมาภิรัต (สุธมฺมาภิรโต/ยืนยง) พระเสกสรรค์ ฐานยุตฺโต (ศรีทน) พระอธิการอำพน จารุโภ (ดาราศาสตร์) วิสมล ศรีสุทธินันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 359 376 ภาวะผู้นำทางการศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานพรหมวิหารธรรม 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/292213 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางการศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานพรหมวิหารธรรม 4 หลักพรหมวิหารธรรม 4 เป็นแนวคิดการบริหารสถานศึกษาที่มุ่งบูรณาการการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และทักษะชีวิต ควบคู่กับการนำองค์กรด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา แนวคิดดังกล่าวสะท้อนบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำทางจริยธรรม ผู้นำการเปลี่ยนแปลง และผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนทุกคน การประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหารธรรม 4 ในการบริหารและการตัดสินใจทางการศึกษา ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้เรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อันนำไปสู่บรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างสมดุล ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และพฤติกรรมทางสังคม ภาวะผู้นำทางการศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานพรหมวิหารธรรม 4 จึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา และเสริมสร้างความยั่งยืนของสถานศึกษาในบริบทสังคมร่วมสมัย ผลการสังเคราะห์องค์ความรู้ พบว่า ภาวะผู้นำทางการศึกษาบนฐานพรหมวิหารธรรม 4 สามารถบูรณาการเป็นกรอบแนวคิดเชิงระบบที่ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) มิติด้านการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงเมตตา ที่ส่งเสริมความไว้วางใจและความปลอดภัยทางจิตใจของผู้เรียน (2) มิติด้านการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนเชิงกรุณา ที่เน้นการช่วยเหลือและลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ (3) มิติด้านการเสริมแรงเชิงบวกตามหลักมุทิตา ที่กระตุ้นแรงจูงใจและความภาคภูมิใจในความสำเร็จของผู้เรียน และ (4) มิติด้านการกำกับด้วยความยุติธรรมตามหลักอุเบกขา ที่ส่งเสริมการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล โปร่งใส และปราศจากอคติ ทั้งนี้ การบูรณาการทั้ง 4 มิติส่งผลให้เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สมดุลระหว่างด้านอารมณ์ สติปัญญา และคุณธรรม อันนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนอย่างองค์รวม และเสริมสร้างประสิทธิผลของการบริหารสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ทยกมล ฉัตรดอน พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 377 388 บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับนวัตกรรมธนาคารขยะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/295430 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมธนาคารขยะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เปลี่ยนผ่านจากผู้สนับสนุนเชิงนโยบายไปสู่การเป็นตัวกลางนวัตกรรม(Innovation Broker) ที่สำคัญใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) มิติด้านดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยการนำระบบฐานข้อมูลขยะอัจฉริยะ (Smart Waste Tracking) และแอปพลิเคชันจัดการขยะแบบเรียลไทม์มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและสร้างความโปร่งใสในการซื้อขาย 2) มิติด้านเศรษฐศาสตร์และสวัสดิการ การเปลี่ยนขยะรีไซเคิลให้เป็นแต้มสะสมดิจิทัลหรือสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อเชื่อมโยงกับสวัสดิการชุมชนและกองทุนฌาปนกิจยุคใหม่ และ 3) มิติด้านเครือข่ายความร่วมมือ การบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนภายใต้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) เพื่อสร้างวงจรการจัดการขยะที่ยั่งยืนผ่านการปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นให้รองรับธุรกรรมดิจิทัล และการพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีของบุคลากรในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบนิเวศการจัดการขยะสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธัญญะ สายยศ วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ บุษกร วัฒนบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 389 398 พระพุทธศาสนากับการสร้างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/296350 <p> </p> <p>บทความวิชาการเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสันติสุขในสังคมพหุ ผลการศึกษาพบว่า สาราณียธรรม 6 กับหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมที่ช่วยส่งเสริมสันติสุข กล่าวคือ สาราณียธรรม 6 ซึ่งประกอบด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี สีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตาช่วยสร้างความรัก ความสามัคคี ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองในสังคม ส่วนหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เป็นหลักธรรมที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนให้เกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การพูดจาสุภาพ การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และ การปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ซึ่งช่วยลดอคติ ความขัดแย้ง และส่งเสริมความสมานฉันท์ในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น พระพุทธศาสนายอมรับความแตกต่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้หากขาดความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกัน จึงได้เสนอหลักสาราณียธรรม 6 และสังคหวัตถุ 4 เป็นแนวทางในการส่งเสริมความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การแบ่งปัน และการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค อันช่วยลดอคติ ความหวาดระแวง และความขัดแย้ง พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสมานฉันท์ระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและสันติสุขที่ยั่งยืนในสังคมร่วมสมัย</p> มวลชน สายบุตร ภัฏชวัชร์ สุขเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 399 412 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การ บริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/285088 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อประสิทธิภาพในการจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 3) ประยุกต์หลักพุทธธรรมในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี คือ วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ คณะกรรมการและสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวนทั้งหมด 315 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ดำเนินการสุ่มตัวอย่างโดยวิธีจับฉลาก เก็บข้อมูลโดยแจกแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้กำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา, ผู้นำชุมชน/ ผู้บริหารและนักวิชาการ, ปราชญ์ชุมชน ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 9 รูป/คน เก็บข้อมูลโดยวิธีดำนินการสัมภาษณ์ตามวัน เวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้จนครบทุกประเด็นโดยขออนุญาตใช้วิธีการจดบันทึกและการบันทึกเสียงประกอบการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์คําให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับความคิดเห็นที่มีต่อประสิทธิภาพของการจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.13, S.D. =0.86) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ความคิดเห็น ด้านการสั่งการ มีความคิดเห็นมากที่สุด อยู่ในระดับมาก ( = 4.23, S.D. =0.45) รองลงมา คือ ด้านการจัดองค์การ อยู่ในระดับมาก ( = 4.18, S.D. =0.46) ด้านการควบคุม อยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D. =0.61) ด้านการประสานงาน อยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D. =0.51) และด้านที่มีความคิดเห็นน้อยที่สุดคือ ด้านการวางแผน อยู่ในระดับมาก ( = 4.03, S.D. =0.92) ตามลำดับ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบไปด้วย 1. ปัจจัยภายในองค์กร 2. ปัจจัยด้านแรงจูงใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.99, S.D.=0.83) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านปัจจัยด้านแรงจูงใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.06, S.D.=0.82) ด้านปัจจัยภายในองค์กร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.92, S.D.=0.85) 3. สามารถพัฒนาตามหลักพุทธธรรม คือ หลักอิทธิบาท 4 ประการ ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจ เจ้าหน้าที่ มีความพอใจ ความรักในงานหรือหน้าที่ของตน วิริยะ ความเพียร ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ สามารถแก้ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ จิตตะ ความเอาใจใส่ ตั้งใจทำงาน ผลงานที่ออกมาก็จะมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด วิมังสา ไตร่ตรองค้นคว้า ใช้สติปัญญาในการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่าง ๆ</p> พระอธิการก้าวชัย ปุญฺญกาโม (โนนใหญ่) พระมหาวิศิต ธีรวํโส (กลีบม่วง) วรภูริ มูลสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02 2026-06-02 13 1 1 14 แนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณธรรมตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284771 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำแนกตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณธรรมตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธีระหว่างการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 214 คน และแบบสัมภาษณ์ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/ คน สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารโรงเรียนคุณธรรม จำแนกตามตำแหน่งไม่แตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณธรรม ตามหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย 1)ด้านบริบทของโรงเรียนที่เอื้อต่อการปลูกฝังคุณธรรม มีแนวทางที่สำคัญ คือมีการส่งเสริมการใช้ระบบสารสนเทศและบรรจุโครงงานคุณธรรมลงในแผนปฏิบัติการ 2) ด้านผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม มีแนวทาง คือ จัดอบรมให้ผู้บริหารและผู้บริหารควรมีความประพฤติที่ดี 3) ด้านครูมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม มีแนวทาง คือ อบรมพัฒนาศักยภาพครูและส่งเสริมการเผยแพร่ผลงาน 4) ด้านนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม มีแนวทาง คือ จัดอบรมพัฒนาศักยภาพนักเรียน มีการจัดตั้งชุมนุม/ชมรม ให้กับนักเรียนแกนนำ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างเครือข่าย ทั้ง 4 ด้านนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหลักไตรสิกขา</p> ลำไพ หงษ์ยนต์ ธนู ศรีทอง สถาพร ภาคพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02 2026-06-02 13 1 15 30 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284909 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่และประสบการณ์ทำงาน 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสังคหวัตถุ 4 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 234 คน และใช้แบบสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1) สภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก ( = 4.18, S.D.= 0.40)<br />2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต1 จำแนกตามตำแหน่ง ไม่แตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้<br />3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มี 5 ด้าน 15 แนวทาง ประกอบด้วย 1) การวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง มีแนวทางที่สำคัญ คือ ใช้ระบบฐานข้อมูลบุคลากร สารสนเทศเพื่อวิเคราะห์อัตรากำลัง 2) การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง มีแนวทางที่สำคัญ คือ แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีความรู้และคุณธรรม 3) การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ มีแนวทางที่สำคัญ คือ ส่งเสริมให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน 4) วินัยและการรักษาวินัย มีแนวทางที่สำคัญ คือ ปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด และ 5) การออกจากราชการ มีแนวทางที่สำคัญ คือให้คำปรึกษาสำหรับบุคลากร โดยนำหลักหลักสังคหวัตถุ 4 อันประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร</p> ปุญญิสา จารัตน์ ธนู ศรีทอง สิน งามประโคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02 2026-06-02 13 1 31 44 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/284673 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายใน แบ่งตามตำแหน่งประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามหลักอิทธิบาท 4 โดยเป็นการศึกษาวิจัยแบบผสม ใช้ทั้งแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ในการรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 338 คน รวมถึงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน โดยสถิติที่นำมาใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า T-Test ค่า F-Test และการวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ<br /><strong>ผลการศึกษาพบว่า :<br /></strong>1) สภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีการดำเนินการอยู่ในระดับมากทุกด้าน<br />2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษา พบว่า มี 6 ด้าน 18 แนวทางประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษา (2) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา (3) ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษา (4) ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา (5) ด้านการติดตามผลการดำเนินการ และ (6) ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง โดยทั้ง 6 ด้าน 18 แนวทาง สามารถประยุกต์เข้ากับหลักธรรมอิทธิบาท 4</p> มณฑิรา หลักคำ ธนู ศรีทอง เกษม แสงนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02 2026-06-02 13 1 45 58 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/285154 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท 4 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กตามหลักอิทธิบาท 4 จำแนกตำแหน่ง และประสบการณ์ทำงาน และวุฒิการศึกษา 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการการการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้าวิชาการ จำนวน 140 คน และแบบสัมภาษณ์ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน สถิติที่ใช้ คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1) การบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่าอยู่ในระดับมากในภาพรวม และรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมาก(<strong>μ</strong>=4.49,<strong>σ</strong>=0.34) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการวัดผลประเมินผลและดำเนินเทียบโอนผลการเรียน ตามด้วยด้านการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีมี ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อและกระบวนการเรียนรู้ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา<br />2) ผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท พบว่าการจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ และคุณวุฒิทางการศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน<br />3) ผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กตามหลักอทธิบาท 4 มีทั้งหมด 5 ด้าน 10 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน 2 แนวทาง 2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ จำนวน 2 แนวทาง 3) ด้านการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี จำนวน 2 แนวทาง 4) ด้านการนิเทศการศึกษา จำนวน 2 แนวทาง 5) ด้านการวัดผล ประเมินผล และ ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน จำนวน 2 แนวทาง และสอดคล้องกับหลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา</p> สิริมงคล บุญมาก ธนู ศรีทอง สถาพร ภาคพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02 2026-06-02 13 1 59 72 แนวทางการบริหารการศึกษาปฐมวัย ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/286710 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 3) เพื่อเสนอ แนวทางการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยมีกระบวนการบริหาร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ ด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ และด้านคุณภาพของเด็ก รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธีระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ได้แก่ จำนวนประชากร 702 คน ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนระดับชั้นปฐมวัย กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของทาโร ยามาเน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 250 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานศึกษา ด้านการศึกษาปฐมวัย และด้านโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ผู้เชี่ยวชาญเครื่องมือวิจัย จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลวิจัยพบว่า<br /></strong>1) สภาพการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านคุณภาพของเด็ก ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ และด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ<br />2) วิธีการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 มีกระบวนการบริหาร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ มี 3 วิธีการ ด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ มี 3 วิธีการ และด้านคุณภาพของเด็ก มี 3 วิธีการ<br />3) แนวทางการบริหารการศึกษาปฐมวัยตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ มี 2 แนวทาง ด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ มี 2 แนวทาง และ ด้านคุณภาพของเด็ก มี 2 แนวทาง</p> พลอยปภัส ทองทา พระครูวิริยปัญญาภิวัฒน์ ชูชัย ประดับสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02 2026-06-02 13 1 73 86 การบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 และแนวทางพัฒนา ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/273934 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำแนกตาม เพศ ตำแหน่งหน้าที่ และขนาดของโรงเรียน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ตามหลัก สังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน ใช้แบบสอบถาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลได้ค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.987 และแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ กลุ่มประชากรวิจัยเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน และ ผู้ปกครอง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 18 โรงเรียน 169 คนด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ การทดสอบความแปรปรวน ด้วย t-test F-test และ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า สภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง และขนาดโรงเรียน ไม่แตกต่างกัน แนวทางการบริหารงานทั่วไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 และแนวทางพัฒนาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 พบว่า มี 5 ด้าน รวม จำนวน 11 แนวทาง 1) การจัดอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 3 แนวทาง 2) การใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 2 แนวทาง 3) การบำรุงอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 2 แนวทาง 4) การควบคุมอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมมี 2 แนวทาง 5) การประเมินการใช้อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มี 2 แนวทาง โดย ทั้ง 5 ด้าน สามารถประยุกต์เข้ากับหลักสังคหวัตถุ 4 ได้</p> วัชรชัย เคนคำภา ธนู ศรีทอง เกษม แสงนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-02 2026-06-02 13 1 87 100 การออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/290871 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจความต้องการการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานและ 2. ออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย คือ ครู โรงเรียนบ้านหนองไม้งาม 1 จำนวน 10 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการ สำหรับครูและนักเรียน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและสถิติอ้างอิง คือ การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่ายและไคสแควร์ นอกจากนี้ได้พัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch ตามหลัก ADDIE โดยกำหนดเกณฑ์การเล่นทั้ง 5 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า ผลการศึกษาความต้องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของครู โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และพบว่าปัจจัยการกระตุ้นความสนใจของครูส่งผลต่อปัจจัยความพร้อมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับนักเรียน พบว่า ความต้องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของนักเรียน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และผลการทดสอบความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านประสบการณ์การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน บทบาทของครูในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน จึงมีความสัมพันธ์กับความต้องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของนักเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch พบว่า เกมที่พัฒนาขึ้นเป็นเกมเพื่อการเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยมีองค์ประกอบของเกมครบถ้วนตามเกณฑ์การประเมิน ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายของเกมที่ชัดเจน กติกาการเล่นที่เหมาะสม ระบบการให้คะแนนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ระดับความท้าทายที่สอดคล้องกับความสามารถของผู้เรียน และการให้ผลสะท้อนกลับแก่ผู้เรียนอย่างเหมาะสม ผลการประเมินคุณภาพเกมต้นแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า เกมมีระดับความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีศักยภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ครูมีความจำเป็นต้องเพิ่มระดับกระตุ้นความสนใจของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เพื่อให้เกิดความพร้อมในการสอนแบบสร้างสรรค์ ในขณะที่นักเรียนมีความต้องการให้ครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านการใช้สื่อการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ด้วยเกมต้นแบบด้วยโปรแกรม Scratch สามารถใช้งานได้จริงและสอดคล้องกับเกณฑ์การเล่นทั้งหมด</p> ไพรินทร์ สังข์ทอง วิจิตรา โพธิสาร ศิริลักษณ์ หวังชอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-03 2026-06-03 13 1 101 118 อิทธิพลของการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/290969 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเรียนรู้เชิงรุกที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้โรงเรียนประถมศึกษา 2) เสนอแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารกับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 401 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ผลการวิจัยโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ<br />ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า องค์ประกอบของการเรียนรู้เชิงรุกในด้านการเล่นเกม บทบาทสมมติและการทำงานกลุ่ม สามารถมีอิทธิพลร่วมกันต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โดยมีสัมประสิทธิ์พยากรณ์ ร้อยละ 51 ความแปรปรวนเท่ากับ 7.42 ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานร้อยละ 25 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้เกิดขึ้นได้โดยผ่านกระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบของการเล่นเกม บทบาทสมมติและการทำงานกลุ่ม การนำแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยเฉพาะการเล่นเกม การแสดงบทบาทสมมติและการทำงานกลุ่ม มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน จะช่วยพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของสังคมยุคใหม่และช่วยเสริมสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ในปัจจุบัน</p> ชวัลวิทย์ เครือสีดา สมานจิต ภิรมย์รื่น วิชาญ ไทยแท้ เพ็ญศรี ทองสุทธิ์ กัญญาภัค บุตรศรี วิสุทธิ์ เวียงสมุทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-03 2026-06-03 13 1 119 130 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/291330 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย (2) เพื่อประเมินรูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย และ (3) เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะในการพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพภายใต้โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ดำเนินการวิจัย 3 ระยะตามวัตถุประสงค์การวิจัย ระยะที่ 1 การสร้างรูปแบบกิจกรรม ใช้การสังเคราะห์เอกสาร และการประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน ระยะที่ 2 การประเมินรูปแบบกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้ช่วยที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 120 คน โดยแบ่งเป็นครูผู้ช่วยปีแรก 60 คน และครูผู้ช่วยปีที่สอง 60 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 การสังเคราะห์ข้อเสนอแนะ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากคำถามปลายเปิดและบันทึกสะท้อนคิด ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 17–20 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />(1) ผลการสร้างรูปแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครูระยะการเข้าสู่วิชาชีพ ได้รูปแบบกิจกรรมที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ในวิชาชีพ การพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ การเรียนรู้ผ่านชุมชนวิชาชีพ (PLC) และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมหลัก 8 กิจกรรม ครอบคลุมการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ นวัตกรรมการสอนบอร์ดเกม Active Learning การใช้เทคโนโลยีและ AI ทางการศึกษา การใช้ผังกราฟิก การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม และการเตรียมผลงานวิทยฐานะ (วPA) <br />(2) ผลการประเมินรูปแบบกิจกรรม พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.39, S.D. = 0.52) สะท้อนว่ารูปแบบกิจกรรมมีความเหมาะสมทั้งด้านเนื้อหา กระบวนการ และประโยชน์ต่อการนำไปใช้จริงในสถานศึกษา <br />(3) ผลการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะพบว่า ควรปรับปรุงโครงสร้างเวลาอบรมให้เหมาะสม ลดความหนาแน่นของกิจกรรม เพิ่มช่วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน และเพิ่มหัวข้อที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานจริงของครูมากขึ้น ตลอดจนเสนอให้มีระบบติดตามผลและสนับสนุนหลังอบรมผ่านครูพี่เลี้ยงหรือชุมชนวิชาชีพออนไลน์</p> จิรวุฒิ พงษ์โสภณ ฐาปนา จ้อยเจริญ วิษณุ สุทธิวรรณ สุชาวดี สมสำราญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-03 2026-06-03 13 1 131 144 การพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/293213 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 145 คน ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เทียบกำหนดตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 103 คน ใช้สถิติหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ (F-test) กรณีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">สภาพการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม (x̄ = 4.25, S.D. = 0.51) รองลงมา ได้แก่ ด้านการบริหารเชิงนโยบายและการวางแผนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (x̄ = 4.21, S.D. = 0.54) และด้านการกำกับ ติดตาม และประเมินผล (x̄ = 4.19, S.D. = 0.55) ตามลำดับ ทั้งนี้ สถานศึกษามีการนำหลักคุณธรรม จริยธรรมมาเป็นกรอบในการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติทางการบริหาร เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับบริบทของสังคมดิจิทัล<br /></span>แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 ควรมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านการบริหารจัดการศึกษาเชิงผู้เรียนเป็นศูนย์กลางควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรมและจริยธรรมดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารและ การจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทรัพยากรที่บูรณาการหลักคุณธรรม จริยธรรมเชิงพุทธและคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้ในทุกกระบวนการบริหาร ตลอดจนพัฒนาระบบการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา เพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรทางการบริหารมีความยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลอย่างมีคุณภาพ</p> ทยกมล ฉัตรดอน พัชราภรณ์ อิทธิวิศิษฎ์ ยิ่งสรรค์ หาพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-03 2026-06-03 13 1 145 160 พฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติดภายใน เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/292531 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการกระทำ ผิดซ้ำและแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักโทษที่กระทำผิดซ้ำ 116 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม และการพัฒนาพฤติกรรมของผู้ต้องขัง จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. พฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติดภายในเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ที่มีผลจากปัจจัย 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านโอกาสใน การประกอบอาชีพ และด้านสังคม มีผลในระดับมาก ส่วนด้านเศรษฐกิจ และด้านสภาพแวดล้อมมีผลในระดับปานกลาง ในขณะที่ด้านครอบครัวมีผลอยู่ในระดับน้อย<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังคดียาเสพติดภายในเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร 1) ด้านครอบครัว ให้ความรู้แก่ครอบครัวเกี่ยวกับผลกระทบของยาเสพติดทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อให้ครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ 2.2) ด้านสภาพแวดล้อมและด้านสังคม สภาพแวดล้อมในเรือนจำที่เหมาะสม จะช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต สังคมภายนอกควรให้โอกาส และการยอมรับเพื่อไม่ให้ผู้พ้นโทษกลับไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอีกครั้ง 2.3) ด้านเศรษฐกิจ การเสริมสร้างทักษะอาชีพ การสนับสนุนเงินทุน และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ จะช่วยให้ผู้พ้นโทษสามารถดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงในการหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำได้ 2.4) ด้านโอกาสในการประกอบอาชีพ จัดหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ สนับสนุนทุนประกอบอาชีพเริ่มต้น ให้คำปรึกษาและติดตามผลการดำเนินงาน สร้างเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน</span></p> ปกป้อง กลางประพันธ์ ไพศาล พากเพียร ประสิทธิ์ กุลบุญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-08 2026-06-08 13 1 161 174 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญและพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/275312 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 39 คน โรงเรียนบ้านคลองตะเคียน หมู่ 2 (วันครู 2504) สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 4 แผน 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับดี</p> ภาณุมาศ สาทวอน สุภาวดี วิสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-22 2026-06-22 13 1 175 188 การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้กับเทคนิครู้คิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/268898 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กับเทคนิครู้คิด ตามเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบทักษะทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ไฟฟ้า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กับเทคนิครู้คิด ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเค็งใหญ่หนองงูเหลือม กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาศรีบูรพาจารย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กับเทคนิครู้คิด 2) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ และ 3) แบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples)<br /><strong><br />ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1.ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กับเทคนิคการรู้คิด โดยภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 95 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</span></p> ชยพล จันทวรรณ สมร ทวีบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-22 2026-06-22 13 1 189 200 ผลการสอนอ่านโดยใช้การสืบสอบฐานโครงงาน และความฉลาดรู้เฉพาะศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/293695 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับการสอนอ่านโดยใช้การสืบสอบฐานโครงงานและความฉลาดรู้เฉพาะศาสตร์ โดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเรียน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ระยะเวลาในการทดลอง 10 คาบเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ และ 2) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านโดยการใช้การสืบสอบฐานโครงงานและความฉลาดรู้เฉพาะศาสตร์ จำนวน 2 หน่วยการเรียนรู้ หน่วยละ 5 คาบ รวมทั้งสิ้น 10 คาบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังเรียน (<em>M</em> = 31.77, <em>SD </em>= 4.02) สูงกว่าก่อนเรียน (<em>M</em> = 24.17, SD = 5.78) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 9.69) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านการสืบสอบอย่างเป็นระบบ สามารถวิเคราะห์วรรณคดีเชิงลึกในลักษณะเดียวกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาวรรณคดีปฏิบัติ ตลอดจนสังเคราะห์ความรู้และสร้างสรรค์ผลงานด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง ส่งผลให้ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน</p> วีรอร สยามล สันติวัฒน์ จันทร์ใด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-22 2026-06-22 13 1 201 216 แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/291247 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธ 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและตัวชี้วัดนวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธ และ3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธ กลุ่มตัวอย่าง คือ 1 นักเรียนโรงเรียนมัธยมจุลมณีศรีสะเกษ และนักเรียนโรงเรียนวิถีพุทธสุรินทร์ราชมงคล จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 60 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1) การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธ โดยถอดบทเรียนการจัดกิจกรรมนวัตกรรมการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ออกเป็น (1) นวัตกรรมการสื่อสารการเรียนการเรียนรู้วิถีพุทธ (2) สร้างกิจกรรมให้เกิดความต่อเนื่อง (3) การสื่อสารการฝึกจิตภาวนาใช้หลักธรรมในการสร้างเกราะดำเนินชีวิตหลักธรรมนำการศึกษามาพัฒนาวัตกรรมการสื่อสารให้เข้าไปด้วยกันกับ (4) การสร้างเครือข่ายสถานศึกษาการสร้างเครือข่ายของสถานศึกษาเป็นการร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน</p> <p>2) วิเคราะห์องค์ประกอบและตัวชี้วัดนวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธ การสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบ มีองค์ความรู้ที่ได้จากการสังเคราะห์พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาการเรียนรู้วิถีพุทธ เป็นการบูรณาการพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษากับวิถีพุทธเข้าการดำเนินการพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาวิถีพุทธ</p> <p>3) การนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธเพิ่มพลังความคิด เป็นปัจจัยการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ สนับสนุนบทบาทผู้สอนในการเสริมสร้างสมาธิของผู้เรียน เพื่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ใน ฝึกผู้เรียนให้คิดและทำ บนพื้นฐานของความรู้ที่เป็นปัจจุบันและถูกต้อง มีทักษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะการถอดบทเรียนสู่สังคมของการสร้างเครือข่ายการเรียนการสอน</p> อิสสรพงษ์ ไกรสินธุ์ พระครูสุนทรวีรบัณฑิต พระครูโสภณสาโรภาส พระครูโกศลพัฒนาภรณ์ พระครูสังฆรักษ์จักกฤษณ์ ภูริปญฺโญ มนัสนันท์ บุญปู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-23 2026-06-23 13 1 217 230 อิทธิพลของรูปแบบภาวะผู้นำของผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีต่อแรงจูงใจ ในการทำงานและประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ในศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/294064 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของรูปแบบภาวะผู้นำของผู้อำนวยการที่มีต่อแรงจูงใจในการทำงานของครู 2) ศึกษาอิทธิพลของรูปแบบภาวะผู้นำของผู้อำนวยการที่มีต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูจำนวน 296 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ นำเสนอข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย, ความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน, ค่าสัมประสิทธิ์และค่าสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบรูปแบบภาวะผู้นำของผู้อำนวยการในด้านเผด็จการ ประชาธิปไตยและแบบอิสระเสรี สามารถมีอิทธิพลร่วมกันต่อแรงจูงใจในการทำงานของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 องค์ประกอบรูปแบบภาวะผู้นำของผู้อำนวยการในด้านแบบอิสระเสรี เผด็จการและประชาธิปไตย มีความสามารถพยากรณ์ร่วมกันต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การบูรณาการรูปแบบภาวะผู้นำของผู้อำนวยการในด้านเผด็จการ ประชาธิปไตยและแบบอิสระเสรี สามารถเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานและประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู</p> ศตพร ประสงค์ศิลป์ ภานุมาศ จินารัตน์ พนมพร ช่วงชิง ดวงเดือน ศิริโท อภัย สบายใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-23 2026-06-23 13 1 231 244 แนวทางการจัดการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาของผู้บริหาร ที่มีผลต่อผลการปฏิบัติงานครูและประสิทธิผลของศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/294169 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์วิจัยเพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของแนวทางการจัดการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาที่ส่งผลต่อผลการปฏิบัติงานครู 2) อิทธิพลของแนวทางการจัดการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดอุบลราชธานี ใช้ระเบียบวิธิวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ นำเสนอข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย, ความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน, ค่าสัมประสิทธิ์และค่าสถิติทดสอบที<br /><strong><br />ผลวิจัยพบว่า</strong> <br />1) องค์ประกอบการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการปฏิบัติงานครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยร่วมกันอธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 94 (R<sup>2 </sup>= .94) ซึ่งการจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ (RD) มีอิทธิพลสูงสุด 2) แนวทางการสนับสนุนฯ ทั้ง 4 ด้าน สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของศูนย์การศึกษาพิเศษได้ร้อยละ 53 (R<sup>2</sup> = .53) โดยการจัดสรรทรัพยากร (RD) และการประยุกต์ใช้ด้านการบริหาร (AA) เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากร เพื่อเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานสู่รูปแบบดิจิทัลที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานธุรการอย่างยั่งยืน</p> สุนทร สนธิหา ภานุมาศ จินารัตน์ อุษณี แสงสุข ชุติมา จินารัตน์ ปริวัฒน์เมธี ศรีจำนงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-23 2026-06-23 13 1 245 260 แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/294701 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็นและความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 341 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์<br /><strong><br />ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพที่เป็นจริงของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.84, S.D. = 0.32) สภาพที่ควรจะเป็นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล 2) ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลงานดิจิทัล 3) ด้านความเป็นผู้นำดิจิทัล 4) ด้านความสามารถในการใช้ดิจิทัล และ 5) ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันด้วยดิจิทัล<br />2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จากการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน ได้แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัล 5 ด้าน ครอบคลุมแนวทางการพัฒนาทั้งสิ้น 16 แนวทาง<br />3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, S.D. = 0.20) และมีความเป็นไปได้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.86, S.D. = 0.14)</span></p> สุทธิดา จันทสุข วัชราภรณ์ เรืองสิทธิ์ ธัญเทพ สิทธิเสือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 261 278 แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/294702 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็นและความต้องการจำเป็นของระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบแบบผสมผสานวิธี รวมจำนวนประชากรทั้งสิ้น 3,153 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 343 คน จากการคำนวณโดยใช้สูตรการคำนวณของ Krejcie and Morgan ดำเนินการสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน ด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจง และการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการจัดหมวดหมู่ข้อมูลเชิงคุณภาพ และการสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่การสร้างข้อค้นพบเชิงบูรณาการ ตลอดจนการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเชิงพรรณนา เพื่อสะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศการเรียนรู้และแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีนัยสำคัญทางวิชาการ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1.ระดับสภาพที่เป็นจริงของระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 พบว่า โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (X= 3.57, S.D. = 0.60) ระดับสภาพที่ควรจะเป็น โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( X= 4.70, S.D. = 0.47) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ด้านวิธีการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านทรัพยากร 3) ด้านเครือข่ายความร่วมมือ 4) ด้านหลักสูตร 5) ด้านยุทธศาสตร์การดำเนินงาน และ 6) ด้านเทคโนโลยี<br />2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">การศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ประกอบด้วย จำนวน 16 แนวทาง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3.การประเมินแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> อรสา บุญงาม วัชราภรณ์ เรืองสิทธิ์ ศุภธนกฤษ ยอดสละ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 279 294 การศึกษาการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการจัดการเรียนรู้เรื่องการแปรรูปข้าวพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเมืองจันทร์วิทยาคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/296293 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้เรื่องการแปรรูปข้าวพื้นบ้านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเมืองจันทร์วิทยาคม และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้เรื่องการแปรรูปข้าวพื้นบ้าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนเมืองจันทร์วิทยาคม จำนวน 36 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์โดยการหาค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติงาน และชิ้นงานอยู่ในระดับดีมากในค่าร้อยละ 89.19 และ 2) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการแปรรูปข้าวพื้นบ้านอยู่ในระดับเห็นด้วยมากในค่าเฉลี่ย 89.19</p> ธันยพงศ์ สารรัตน์ ธนพล ป้องแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 295 310 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/296303 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับการส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางประวัติศาสตร์ และ 2) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางประวัติศาสตร์ผ่านการให้เหตุผลทางประวัติศาสตร์ก่อนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความรู้เรื่องพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับการส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย และ 3) แบบวัดความฉลาดรู้ทางประวัติศาสตร์ผ่านการให้เหตุผลทางประวัติศาสตร์ และสถิติทดสอบค่า t-test แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถในเรื่องความฉลาดรู้ทางประวัติศาสตร์ผ่านการให้เหตุผลทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ธันยพงศ์ สารรัตน์ ธนพล ป้องแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 311 326 แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/294704 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 (3) ประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี โดยมีประชากรจำนวน 1,039 คน และ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 236 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมินแนวทาง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ส่วนข้อมูล เชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน (𝑥̄ = 3.87, S.D. = 0.55) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน และเมื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย พบว่า ได้แก่ (1) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เชิงรุก (2) ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีในการเรียนรู้เชิงรุก (3) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเชิงรุก (4) ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ (5) ด้านการนิเทศเชิงรุก<br />2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จากการสัมภาษณ์เชิงลึก สามารถสังเคราะห์เป็นแนวทางได้รวมทั้งสิ้น 17 แนวทาง<br />3. ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน (𝑥̄ = 4.72, S.D. = 0.20)<sub><br /></sub></p> เอมอร มณีศรี วัชราภรณ์ เรืองสิทธิ์ ภัทริยากุล แก่นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 327 344 การศึกษาวิเคราะห์กถาว่าด้วยการบูชาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท https://so06.tci-thaijo.org/index.php/Vanam_434/article/view/295986 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเรื่องการบูชาในยุคก่อนพุทธกาลในชมพูทวีป 2) ศึกษาเรื่องการบูชาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ 3) วิเคราะห์หลักการและวิธีการบูชาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และเอกสารงานวิจัย เป็นต้น รวบรวมวิเคราะห์หลักการและวิธีการบูชา แล้วสรุปผลการวิจัย</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1. <span style="font-size: 0.875rem;">การบูชาในยุคก่อนพุทธกาลซึ่งมีมาก่อนพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกและดำเนินมาจนถึง ยุคพุทธกาล มี 2 ลักษณะคือ 1) การบูชายัญ ด้วยสิ่งมีชีวิตเช่น โค ม้า แพะ แกะ ไก่ เป็นต้น และด้วยวัตถุทั่วไป เช่น เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น 2) การบูชาไฟ คือการถวายเครื่องสังเวย (เช่น เนยใส นม ธัญพืช) ลงในกองไฟที่ก่อขึ้นตามพิธีกรรม<br />2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท การบูชาแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) อามิสบูชา หมายถึง การบูชาด้วยวัตถุ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน อาหาร หรือเครื่องสักการะต่าง ๆ ต่อพระรัตนตรัย และผู้มีพระคุณทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้น 2) ปฏิบัติบูชา หมายถึง การบูชาด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนได้แก่ การสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย การรักษาศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อสลัดออกจากวัฏฏะสงสาร<br />3. จ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ากการศึกษาพอสรุปวิเคราะห์ ได้ว่า อามิสบูชา คือการบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ มีดอกไม้ ของหอม เป็นต้น โดยไม่มีการฆ่าสัตว์หรือเบียดเบียนสัตว์ใด ๆ และเป็นสิ่งของที่สมควร โดยเฉพาะได้บูชาบุคคลที่ควรบูชา หรือวัตถุที่ควรบูชา ย่อมมีอานิสงส์หาประมาณมิได้ เป็นไปเพื่อสุคติโลกสวรรค์ ส่วนการปฏิบัติบูชา คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วทุกประการ สำหรับฝ่ายบรรพชิตได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ฝ่ายคฤหัสถ์ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญยิ่งนักเพราะตัดวัฏฏะสงสารให้สั้นลงมากกว่าอามิสบูชา และสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันชาติได้</span></p> พระมหาวิโมกข์ วณฺณเนโต (วรรณเนตร) ภัฏชวัชร์ สุขเสน พระครูศรีปรีชากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ 2026-06-26 2026-06-26 13 1 345 358