https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/issue/feed
วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
2025-12-28T12:45:05+07:00
Ekkachat Jarumetheechon
kee_s@windowslive.com
Open Journal Systems
<p><strong>ISSN 2651-1150 (Print)<br />ISSN 2985-010X (Online)</strong></p> <p><strong>วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยของคณาจารย์ นิสิตและบุคลากรทั่วไปในสาขาวิชา ดังต่อไปนี้<br /> 1. สาขาวิชาด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และจิตวิทยา<br /> 2. สาขาวิชาด้าน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์<br /> 3. สาขาวิชาด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา และสหวิทยาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความที่ตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Doubleblind Peer Review)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ </strong><strong>3 ฉบับ<br /></strong><strong> </strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมเผยแพร่บทความ วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์</strong><br />บทความวิชาการ/บทความวิจัย/ปกิณกะ วิจารณ์หนังสือ บทความละ 4,000 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสารก่อนส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ<br /><br />ทั้งนี้ วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์ ขอสงวนสิทธิ์ว่า การโอนค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความและค่าสมัครสมาชิกมาแล้ว ไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ไม่ว่ากรณีใดๆ</p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/284844
ประเพณีและพิธีกรรมการบวชบูชาพระบรมธาตุเจดีย์
2025-05-20T17:07:07+07:00
พระครูโสภณพัฒนบัณฑิต (สมปอง ฐานิสฺสโร)
wirod.pr@gmail.com
<p> บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาประเพณีและพิธีกรรมการบวชบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ และบทบาทของพระบรมธาตุเจดีย์ในวิถีชุมชน ซึ่งประเพณีการบวชบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ มีรากฐานมาจากการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ที่เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าและคำสอนของพระองค์ ประเพณีนี้นิยมบวชในวันวิสาขบูชา หรือก่อนเข้าพรรษา ซึ่งเป็นการบวชระยะสั้น เพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้า การศึกษาหลักธรรมวินัย และการฝึกฝนตนเองในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นการสร้างบุญและความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ผู้บวชจะได้ฝึกฝนตนเองในการละเว้นจากกิเลส ฝึกสมาธิ และพัฒนาจิตใจให้บริสุทธิ์ ในขณะเดียวกันการบวชบูชานี้ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีในชุมชน โดยให้ผู้เข้าร่วมพิธีได้ทำบุญและปฏิบัติธรรมร่วมกัน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286490
ความเป็นเกินจริงในการจัดการพิธีงานศพของชาวพุทธไทยในสังคมดิจิทัล
2025-07-12T14:39:20+07:00
พระครูปลัดคำรณ กตปุญฺโญ (แก้วเกลี้ยง)
dr.dome789@gmail.com
พระครูสุจิตธรรมวัตร
dr.dome789@gmail.com
พระครูโสภณธรรมวิสิฐ
dr.dome789@gmail.com
พระครูโสภณธรรมวิสิฐ
dr.dome789@gmail.com
สุขอุษา นุ่นทอง
dr.dome789@gmail.com
<p> บทความวิชาการนี้มุ่งค้นหาคำตอบของข้อสงสัยที่ว่าความเป็นเกินจริงในการจัดการพิธีงานศพของชาวพุทธไทยในสังคมดิจิทัลสามารถวิเคราะห์ได้อย่างไรและทางออกที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า การจัดงานศพในปัจจุบัน นอกจากจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ มากมายแล้ว ยังปรากฏค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นปะปนอยู่ด้วย และปัญหาในการจัดงานศพที่เกิดความสิ้นเปลืองในด้านต่าง ๆ สังคมดิจิทัลเป็นสังคมแห่งการบริโภคนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในการโฆษณา สังคมจึงอยู่อยู่ภายใต้อำนาจของการบริโภคเกินจริง และเล่นอยู่กับภาพพจน์ เน้นความเป็นเกินจริง ประติมาความหรูหราอลังการและคุณค่าแลกเปลี่ยนมากกว่าคุณค่าใช้สอย วัฒนธรรมการบริโภคให้สิทธิพิเศษแก่ภาพพจน์เหนือกว่าตัวเนื้อหาสาระหรือตัวสินค้าเอง ทางออกของปัญหาความเป็นเกินจริงในการจัดการพิธีงานศพของชาวพุทธไทยในสังคมดิจิทัลโดยการใช้ชีวิตด้วยปัญญาในมรณสติกรรมฐานนี้ ด้วยวิธีการพิจารณาให้เห็นโทษของความตาย พระพุทธศาสนาสอนให้บุคคลรู้จักคิดหรือพิจารณาวิธีคิดแบบคุณ โทษและทางออก อีกทั้ง น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเครื่องรู้จักตนเอง ความพอประมาณของตนเอง การดำเนินชีวิตด้วยการสร้างความสุขบนความเป็นจริงของแต่ละคน โดยการไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น และมุ่งสร้างคุณค่าและประโยชน์สุขให้แก่ตนเองและสังคมบนความเข้าใจในสัจธรรมชีวิต เข้าถึงสรรพสิ่งอย่างมีสติปัญญาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยบนฐานแห่งศีลธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/284654
ภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตพื้นที่อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร
2025-05-20T17:04:54+07:00
พิจิตรา หลักคำ
phijitra.lakkham@gmail.com
ยุวดี พ่วงรอด
phijitra.lakkham@gmail.com
ธนัสถา โรจนตระกูล
phijitra.lakkham@gmail.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาผลการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชากรจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน นำมาแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ได้จากวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะจง จำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วสรุปผลเป็นความเรียง<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ระดับภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านคุณลักษณะผู้นำ รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาองค์การ และด้านความรับผิดชอบ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านหลักธรรมมาภิบาลมีคุณธรรมจริยธรรม และด้านภาวะผู้นำและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พบว่า อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ส่งผลการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีความแตกต่างกัน ส่วนเพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และภูมิลำเนา ส่งผลการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. แนวทางการพัฒนาผลการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร คือ ควรมีการพัฒนาศักยภาพของผู้นำอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะในการบริหารงานที่จะนำไปสู่การครองตน ครองคน ครองงานได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือ การทำให้คนในชุมชนมีความตระหนักในศักยภาพและจุดอ่อนของชุมชน มีความเข้าใจในปัญหาที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่ และสามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางของชุมชนในอนาคตได้</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/284730
การบริหารระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2
2025-05-20T17:00:25+07:00
น่านฟ้า มงคล
ongkongnanfa@gmail.com
วัชราภรณ์ เรืองสิทธิ์
ongkongnanfa@gmail.com
ทรงเดช สอนใจ
ongkongnanfa@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 2) ศึกษาแนวทางการบริหารระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียนในโรงเรียน และ 3) ประเมินแนวทางการบริหารระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียนในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูที่รับผิดชอบงานระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียน จำนวนทั้งสิ้น 312 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>พบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สภาพการบริหารระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. แนวทางการบริหารระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 มี 5 ด้าน จำนวน 30 แนวทาง ได้แก่ </span><span style="font-size: 0.875rem;">ด้านการรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล จำนวน 5 แนวทาง ด้านการคัดกรองผู้เรียน จำนวน 5 แนวทาง ด้านการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพัฒนา จำนวน 5 แนวทาง ด้านการให้คำปรึกษาแนะแนวผู้เรียน จำนวน 5 แนวทาง ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้เรียนจำนวน 5 แนวทาง และด้านการส่งต่อผู้เรียน จำนวน 5 แนวทาง<br /></span> 3. ผลการประเมินแนวทางการบริหารระบบและกระบวนการช่วยเหลือผู้เรียนในโรงเรียน พบว่า มีความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/284832
แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตามหลักภาวนา 4 กรณีศึกษาผู้สูงอายุในอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ
2025-06-04T13:25:20+07:00
พระมหาธนาศาล ฐิตสีโล
Kancanapong24@hotmail.com
กาญจนพงศ์ สุวรรณ
Kancanapong24@hotmail.com
พูนศักดิ์ กมล
Kancanapong24@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในอำเภอภูเขียว 2) ศึกษาการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักภาวนา 4 ในพระพุทธศาสนา และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตามหลักภาวนา 4 ในอำเภอภูเขียว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ จากแบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ข้อมูล แล้วนำมาเรียบเรียงบรรยายเป็นเชิงพรรณนา<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ผู้สูงอายุในอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ประสบกับปัญหาด้านสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งโรคเรื้อรังและข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญความเครียด ความกังวล และรายได้ที่ไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในผู้สูงอายุ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. หลักภาวนา 4 ตามพระพุทธศาสนา คือแนวทางหล่อหลอมชีวิตให้สมบูรณ์และสงบเย็น ได้แก่ กายภาวนา พัฒนากายให้แข็งแรง พร้อมฝึกอินทรีย์ทั้งห้าให้เป็นกุศล ศีลภาวนา ขัดเกลาความประพฤติ ให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมและเมตตาต่อสรรพชีวิต จิตภาวนา เจริญสติ ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน หล่อเลี้ยงจิตด้วยคุณธรรม ปัญญาภาวนา ฝึกใจให้รู้เท่าทันสัจธรรม แก้ทุกข์ด้วยปัญญา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในอำเภอภูเขียว อิงหลักภาวนา 4 แห่งพระพุทธศาสนาได้แก่ กายภาวนา คือ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงทั้งอาหาร ออกกำลังกาย และพักผ่อน ศีลภาวนา คือ การรักษาศีล 5 เพื่อความสงบเรียบร้อยของชีวิตและสังคม จิตภาวนา คือ การฝึกสติ สมาธิ และแผ่เมตตา เพื่อจิตใจที่ผ่องใส ปัญญาภาวนา คือ การเข้าใจความไม่เที่ยงของชีวิต ไม่ยึดติดในรูปนาม ทั้งหมดนี้นำไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ สงบ และเปี่ยมด้วยปัญญา</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/284867
ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินนโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
2025-05-23T14:25:46+07:00
สุคนธ์ทิพย์ ศรีใจวงศ์
sukhonthipsrijaiwong@gmail.com
ธนัสถา โรจนตระกูล
sukhonthipsrijaiwong@gmail.com
โชติ บดีรัฐ
sukhonthipsrijaiwong@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินนโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร 2) ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินนโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร และ 3) แนวทางการดำเนินโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนที่สมัครสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร จำนวน 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์ผู้นำที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร จำนวน 10 คน โดยการเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โดยใช้สถิติอนุมานในการวิเคราะห์ หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วสรุปผลเป็นความเรียง<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อสภาพการดำเนินนโยบาย ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร อยู่ในระดับมาก โดยด้านสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านวัตถุประสงค์และมาตรฐานของนโยบาย ตามด้วย </span><span style="font-size: 0.875rem;">ด้านทรัพยากรของนโยบาย ด้านทัศนคติของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ ด้านการติดต่อสื่อสาร และด้านลักษณะขององค์การในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ทุกด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินนโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร พบว่า ปัจจัยด้านลักษณะขององค์การในการนำนโยบายไปปฏิบัติ (B= 0.098, P= 0.049) ทัศนคติของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ (B = -0.099, P= 0.048) และด้านสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มีผลทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 (p < 0.05) มีผลกระทบต่อความสำเร็จของการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการดำเนินนโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร อยู่ในระดับมาก โดยด้านการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายที่ชัดเจนมีค่าเฉลี่ยสูงสุดที่สุด รองลงมาตามลำดับคือ ด้านการเข้าถึงและการรับรู้ของประชาชน สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจ การบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ตามด้วยด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน<br /></span> 4. ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงช่องทางการเข้าถึงข้อมูลของสมาชิก กอช. จึงควรมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นต่อการออม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้มีโอกาสเข้าถึงการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/284947
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการวิจัยในชั้นเรียนระดับปฐมวัย สำหรับนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัย
2025-05-27T16:58:01+07:00
พูลเกียรติ มงคลสวัสดิ์
pk2018tsu@gmail.com
กิตติรัตน์ เกษตรสุนทร
pk2018tsu@gmail.com
วศินี ทาสุวรรณ
pk2018tsu@gmail.com
<p> การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการวิจัยในชั้นเรียนระดับปฐมวัย สำหรับนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการวิจัยในชั้นเรียนระดับปฐมวัย สำหรับนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ก่อนและหลังใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัย และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling ) และข้อคำถามที่มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 แบบทดสอบใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (Try out) จำนวน 30 คน โดยมีค่าความยากระหว่าง 0.40 - 0.80 มีค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.50 - 0.90 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.86 เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test Dependent Samples<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการวิจัยในชั้นเรียนระดับปฐมวัย สำหรับนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ หลังจากการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัยเป็นฐานสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัย อย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. นิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่มีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีระดับค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" width="8" height="8" />= 4.46, S.D. = 0.66)</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/284953
แนวทางการแก้ไขปัญหาการตัดสินใจเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรในเขตพื้นที่ อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร
2025-05-21T12:38:04+07:00
วิทยา บุญทับ
puy0611@gmail.com
ธนัสถา โรจนตระกูล
puy0611@gmail.com
ยุวดี พ่วงรอด
puy0611@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหา อุปสรรค ในการตัดสินใจเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรในเขตพื้นที่อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร 2) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรในเขตพื้นที่อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร และ 3) ข้อเสนอแนะของเกษตรกรที่มีการรับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายในเขตพื้นที่อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการกำหนดขนาดด้วยตารางสำเร็จรูปของ “Taro Yamane” ที่จำนวน 368 ครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน นำมาแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ได้จากวิธีการสัมภาษณ์แบบสุ่มจำนวน 16 คน และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วสรุปผลเป็นความเรียง<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ปัญหา อุปสรรค ในการตัดสินใจเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกร พบว่าประชาชนบางกลุ่มยังไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์การห้ามเผา โดยควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อเสียของการเผาพื้นที่การเกษตรให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจหยุดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การทำลายธาตุอาหารในดิน ทำลายอินทรีย์วัตถุในดินที่มีการลักลอบเผาอยู่บ่อยครั้ง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกร พบว่า ส่วนใหญ่คนในชุมชนตัดสินใจเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อประหยัดเวลาและคิดว่าการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไม่ได้ทำให้ตนเองได้รับผลกระทบจากการเผาดังกล่าว เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่มีส่วนในการรณรงค์เพื่อหยุดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและคิดว่าเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีประโยชน์มากกว่าจะส่งผลเสีย<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ข้อเสนอแนะของเกษตรกรที่มีการรับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย พบว่า ควรให้เกษตรกรทั้งหมดมีส่วนในการในด้านการวางแผนในการงดเผา เพื่อนำไปสู่ตัดสินใจเผาหรือไม่เผาพื้นที่การเกษตรระดับมากที่สุด เช่น การวางกฎชุมชนเพื่อกดดันทางสังคมแก่เพื่อนบ้านที่ลักลอบเผาพื้นที่การเกษตรและการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ จนเกิดเป็นจิตสำนึกในชุมชน</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285110
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด 4 MAT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2025-05-27T16:04:27+07:00
ภูริดา ชนะวรรณ์
purida0891@gmail.com
พนาน้อย รอดชู
purida0891@gmail.com
ปารุษยา เกียรติคีรี
purida0891@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกทักษะ เรื่องการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด 4 MAT โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงกึ่งทดลองกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มเป็นกลุ่ม โดยใช้หน่วยเครือข่ายโรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) ชุดฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด 4 MAT 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบวัดทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong> 1) ชุดฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด 4 MAT มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.27/79.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) คะแนนทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด 4 MAT อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.50</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285193
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเพิ่มทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์
2025-05-29T15:19:05+07:00
นวมินทร์ ประชานันท์
rungnapa.md@bru.ac.th
รสมน พานดวงแก้ว
rungnapa.md@bru.ac.th
รุ่งนภา เมินดี
rungnapa.md@bru.ac.th
จันทร์สุดา บุญตรี
rungnapa.md@bru.ac.th
พรภวิษย์ ชนวนชัย
rungnapa.md@bru.ac.th
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเพิ่มพูนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น และ 4) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น <br /> กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนและนักเรียน จำนวน 100 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม คู่มือการอบรม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะความสามารถทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ข้อมูลที่เก็บได้นำมาวิเคราะห์เพื่อหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า <br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ครูผู้สอนใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) แบบปฏิบัติจริง แบบร่วมมือ แบบแลกเปลี่ยนความคิด แบบใช้เกม แบบแสดงบทบาทสมมุติ และแบบแผนผังความคิด ตามลำดับ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. รูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเพิ่มพูนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษที่พัฒนามี 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบใช้เกม แบบแสดงบทบาทสมมุติ และแบบแผนผังความคิด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ครูผู้สอนใช้กิจกรรมการเรียนการสอนเชิงรุก มากกว่า 1 กิจกรรม โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นกิจกรรมหลักที่ถูกบูรณาการทุกกิจกรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. การจัดการเรียนการสอนตามแนวการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเพิ่มพูนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ ในรูปแบบ 4P1W Model ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285291
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2025-06-02T13:44:29+07:00
เพ็ญพิชชา สายแก้ว
praewyiiz2538@gmail.com
สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
praewyiiz2538@gmail.com
ปารุษยา เกียรติคีรี
praewyiiz2538@gmail.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เรื่อง ปริมาณสารสัมพันธ์ ให้มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) ตามเกณฑ์ 80/80 และดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.50 ขึ้นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL 3) เปรียบเทียบทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางเคมีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบางสวรรค์วิทยาคม จำนวน 40 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เรื่อง ปริมาณสารสัมพันธ์ มีประสิทธิภาพ (E</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">/E</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) เท่ากับ 80.33/80.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และมีดัชนีประสิทธิผล (E.I.) มีค่าเท่ากับ 0.68 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 0.50<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางเคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 อยู่ในระดับมาก</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285414
การพัฒนาสมรรถนะการสอนของครูรุ่นใหม่ด้วยรูปแบบปฏิบัติการเชิงความรู้
2025-06-20T14:06:42+07:00
Zhao Ming
qinjian611@yahoo.com
Jian Qin
qinjian611@yahoo.com
<p> หลักสูตรการสอนครูในปัจจุบันมีข้อบกพร่องและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถด้านการสอนของครูรุ่นใหม่ในสาขาวิชาออกแบบศิลปะ โดยเฉพาะการฝึกอบรมทฤษฎีการวิพากษ์ศิลปะที่ไม่เพียงพอ ผู้วิจัยได้วิจัยและพัฒนา “รูปแบบปฏิบัติการเชิงความรู้” ซึ่งเป็นการผสานการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ทักษะการสอน และกลไกการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูรุ่นใหม่ 6 คน และนักศึกษา 140 คน จากภาควิชาการออกแบบศิลปะ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ระยะเวลาทดลอง 10 สัปดาห์ แบ่งเป็นระยะที่ 1 การสร้างรูปแบบ-การสังเกตผ่านการสาธิตมัลติมีเดีย ระยะที่ 2 การสร้างสรรค์-การฝึกปฏิบัติด้วยการนำไปใช้ในห้องเรียนจริง ระยะที่ 3 การให้คำแนะนำ-การนำไปใช้ทั่วไปผ่านวาทกรรมเชิงสะท้อนคิด<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> นักศึกษากลุ่มทดลองมีผลลัพธ์ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน (p < .01) ความลึกในการประยุกต์ใช้ทฤษฎี (p < .05), and คุณภาพการมีปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียน (p < .01) แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีสมรรถนะการวิจารณ์ศิลปะในระดับที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนหลังการทดสอบ M= 4.01 vs. 2.53, p < .001) ปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ ได้แก่ วงจรทางปัญญาแบบ “การสาธิต-การให้ความช่วยเหลือ-การสะท้อนกลับ” การเรียนรู้ตามสถานการณ์จริง และการลดความวิตกกังวลผ่านความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ ข้อค้นพบนี้ยืนยันประสิทธิภาพของรูปแบบในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และการเตรียมความพร้อมของครู การวิจัยนี้สนับสนุนในแง่ทฤษฎีโดยการขยายการประยุกต์ใช้การฝึกปฏิบัติด้านการรู้คิดในสถาบันอุดมศึกษา และในแง่การปฏิบัติผ่านกรอบการฝึกอบรมที่สามารถทำซ้ำได้ พร้อมกับการประเมินในระยะยาว เพื่อประเมินการคงอยู่ของทักษะการวิจารณ์ การวิจัยในอนาคตควรศึกษาความสามารถในการขยายผล ข้ามสาขาวิชา และผลกระทบเชิงปฏิสัมพันธ์ของการบูรณาการเทคโนโลยีกับรูปแบบปฏิบัติการเชิงความรู้</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285438
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค Storyline บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง ผ้าทอร้อยเรื่องราว ชาวม่วงเจ็ดต้น เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล
2025-06-09T11:39:42+07:00
นงลักษณ์ ใจฉลาด
nongluckj63@nu.ac.th
นันทนัชชา พวงศรี
nongluckj63@nu.ac.th
นพรัตน์ เจริญศิลป์
nongluckj63@nu.ac.th
ธนนันท์ เจริญศิลป์
nongluckj63@nu.ac.th
ภาวิดา มหาวงศ์
nongluckj63@nu.ac.th
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย<br />ที่มีต่อการใช้เทคนิค Storyline บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง ผ้าทอร้อยเรื่องราวชาวม่วงเจ็ดต้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 ห้องเรียน มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 16 คน โรงเรียนบ้านน้ำลัดสามัคคี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค Storyline บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง ผ้าทอ ร้อยเรื่องราว ชาวม่วงเจ็ดต้น 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ผ้าทอจำนวน 20 ข้อ 3) แบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ 4) แบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ทักษะความคิดสร้างสรรค์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ความพึงพอใจของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการใช้เทคนิค Storyline บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285456
การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หน่วยการเรียนรู้ มะขามแสนพิเศษ เพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านพี้ใต้
2025-06-09T11:45:00+07:00
นงลักษณ์ ใจฉลาด
nongluckj63@nu.ac.th
จิตรานุช บุญเรือง
nongluckj63@nu.ac.th
นพรัตน์ เจริญศิลป์
nongluckj63@nu.ac.th
ธนนันท์ เจริญศิลป์
nongluckj63@nu.ac.th
จารุวรรณ นาตัน
nongluckj63@nu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหน่วยการเรียนรู้มะขามแสนพิเศษ 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหน่วยการเรียนรู้มะขามแสนพิเศษ 3) ศึกษาทักษะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหน่วยการเรียนรู้มะขามแสนพิเศษ และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหน่วยการเรียนรู้มะขามแสนพิเศษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านพี้ใต้ จำนวน 11 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยมี 4 ชนิด ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินทักษะการทำงานเป็นทีม 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test Dependent)<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. แผนการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหน่วยการเรียนรู้</span><span style="font-size: 0.875rem;">มะขามแสนพิเศษ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.87/83.20<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. นักเรียนมีทักษะการทำงานเป็นทีม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. นักเรียนมีความพึงพอใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285465
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการของครูลิค และรูดนิค เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2025-06-09T11:47:10+07:00
กาญจนา ทิมบำรุง
kaofang2427@gmail.com
สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
kaofang2427@gmail.com
อัญชลี แสงอาวุธ
kaofang2427@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการของครูลิค และรูดนิค วิชาฟิสิกส์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต ให้มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 80/80 ±2.50 และดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.50 ขึ้นไป ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงทดลอง โดยสุ่ม 1 กลุ่ม ที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนท่าฉางวิทยาคาร จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 4 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ 4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา จำนวน 10 ข้อ และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบที<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการของครูลิค และรูดนิค วิชาฟิสิกส์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.58/79.67 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล (I.) เท่ากับ 0.68 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการของครูลิค และรูดนิค มีค่าเฉลี่ย 4.58 อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285521
การมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลของประชาชน ในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
2025-06-19T11:28:51+07:00
เบญจมาศ แสงตันชัย
benjamas226@gmail.com
ชัยรัตน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
benjamas226@gmail.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับขยะทะเล ความตระหนักต่อปัญหาขยะทะเล การรับรู้นโยบายหรือโครงการ และการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 2) ศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล จำแนกตามปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความตระหนัก และการรับรู้นโยบายหรือโครงการกับการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 393 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การเปรียบเทียบรายคู่ด้วยการทดสอบของ Scheffé และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ.05<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ประชาชนมีความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลในระดับมาก ส่วนการรับรู้นโยบายหรือโครงการ และการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลอยู่ในระดับปานกลาง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล จำแนกตามปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล พบว่า มีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อจำแนกตามอายุ สถานภาพสมรส รายได้ และการเป็นสมาชิกกลุ่ม ขณะที่เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และการใช้ทรัพยากรทางทะเลไม่พบความแตกต่าง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ผลการหาความสัมพันธ์ พบว่า ความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความตระหนักและการรับรู้นโยบายหรือโครงการมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285571
ความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการ Application เป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
2025-06-19T11:31:23+07:00
ไพฑูรย์ บุญเรือง
paitoonptn22@gmail.com
กังสดาล เชาว์วัฒนกุล
paitoonptn22@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความพึงพอใจของผู้ใช้แอปพลิเคชัน เป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจ และประเภทของบริการที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชัน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าวกับความพึงพอใจในการใช้งาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง"ผู้วิจัยทำการเก็บแบบสอบถาม 397 คนที่อาศัยอยู่ในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร โดยทำการสุ่มแบบอย่างง่าย เก็บข้อมูลใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล มีค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันโดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ความพึงพอใจในการใช้บริการลูกค้าที่ใช้ Application เป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทยฯ ในเขตคันนายาว มีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก โดยพอใจมากที่สุดในด้านผู้ให้บริการและกระบวนการ เช่น ความรวดเร็ว ความพร้อมช่วยเหลือ และระบบที่ใช้งานง่าย ขณะที่ด้าน การรับรู้สิทธิและสวัสดิการ ยังพึงพอใจน้อยกว่าด้านอื่น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจ และประเภทบริการ กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากเป็นเพศชาย อายุ 30-39 ปี รายได้ 15,001-30,000 บาท สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี และ ทำงานในบริษัทเอกชน ลูกค้ามี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับฟังก์ชันต่าง ๆ ของแอปฯ ในระดับมาก เช่น e-Wallet สลากกินแบ่ง กองทุน กยศ. และบริการธนาคาร ประเภทบริการที่ใช้บ่อยที่สุดคือซื้อสลากกินแบ่งและบริการธนาคาร ส่วนบริการที่ใช้น้อยที่สุดคือด้านสุขภาพ (Health Wallet)<br /></span> 3. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับความพึงพอใจ ปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจความรู้ความเข้าใจและประเภทการบริการ มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำกับความพึงพอใจ โดยเฉพาะด้านกระบวนการ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/285722
แนวทางการสร้างความสำเร็จในการระดมทุนเพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ
2025-06-19T11:41:15+07:00
วิรากร ภูมิพื้น
wirakorn.am@gmail.com
พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ
wirakorn.am@gmail.com
สุชาดา บุบผา
wirakorn.am@gmail.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการสร้างความสำเร็จในการระดมทุนเพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก 2) ออกแบบแนวทางการสร้างความสำเร็จในการระดมทุนเพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก และ 3) ประเมินแนวทางการสร้างความสำเร็จในการระดมทุนเพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 261 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบตอบสนองคู่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><span style="font-size: 0.875rem;"> <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการสร้างความสำเร็จในการระดมทุนเพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากค่ามากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ด้านการวางแผนการระดมทุน 2) ด้านการนำแผนสู่การปฏิบัติและการประชาสัมพันธ์ 3) ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในการระดมทุน 4) ด้านการกำกับติดตาม การดำเนินงานการระดมทุนตามแผน และ 5) ด้านการทำความเข้าใจภาพรวมและกำหนดประเด็นในการระดมทุน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. การออกแบบและประเมินแนวทางการสร้างความสำเร็จในการระดมทุน เพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ผู้วิจัยได้สังเคราะห์องค์ประกอบของการระดมทุน </span><span style="font-size: 0.875rem;">5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การทำความเข้าใจภาพรวมและกำหนดประเด็นในการระดมทุน </span><span style="font-size: 0.875rem;">2) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในการระดมทุน 3) การวางแผนการระดมทุน </span><span style="font-size: 0.875rem;">4) การนำแผนสู่การปฏิบัติและการประชาสัมพันธ์ 5) การกำกับติดตาม การดำเนินงานการระดมทุนตามแผน ในด้านความเหมาะสมและด้านความเป็นไปได้ พบว่า ผลการประเมินด้านความเหมาะสมและค่าเฉลี่ยการประเมินความเป็นไปได้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286188
การศึกษาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายที่ 23 สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
2025-06-30T16:47:08+07:00
มัชรพงศ์ โชติพัชรอนันต์
s65561802028@ssru.ac.th
นันทิยา น้อยจันทร์
s65561802028@ssru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายที่ 23 สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และ 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายที่ 23 สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายที่ 23 สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จำนวน 181 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test independent)<br /><strong> </strong><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายที่ 23 สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการอบรมพัฒนาทรัพยากรบุคคล รองลงมาได้แก่ ด้านการจ่ายค่าตอบแทน ด้านการวางแผนทรัพยากรบุคคล ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ ด้านการสรรหาการคัดเลือกตามลําดับ<br /></span> 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียน กลุ่มเครือข่ายที่ 23 สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วย ด้านการวางแผนทรัพยากรบุคคล ด้านการอบรมพัฒนาทรัพยากรบุคคล ด้านการจ่ายค่าตอบแทน ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และด้านการสรรหาการคัดเลือกโดยจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงานทั้งภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286487
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม
2025-07-03T10:25:23+07:00
จตุพร คำม่วง
asasazwqed@gmail.com
นันทิยา น้อยจันทร์
asasazwqed@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับความเป็นนวัตกรของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นนวัตกรของครู และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ระดับของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ 2) ด้านการสร้างบรรยากาศในการพัฒนานวัตกรรม 3) ด้านความคิดสร้างสรรค์ และ 4) ด้านการสื่อสาร<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ระดับความเป็นนวัตกรของครู ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านทักษะการทดลอง 2) ด้านทักษะการเชื่อมโยง 3) ด้านทักษะการสร้างเครือข่าย 4) ด้านทักษะการตั้งคำถาม และ 5) ด้านทักษะการสังเกต<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นนวัตกรของครู โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง (r = 0.680) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเป็นนวัตกรรมของครู พบว่า ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่ส่งผลต่อความเป็น นวัตกรของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำนวน 2 ตัว คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ (X</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (X</span><sub>4</sub><span style="font-size: 0.875rem;">)</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286496
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
2025-07-03T10:29:51+07:00
กมลชนก ธงทอง
phngskr103@gmail.com
นันทิยา น้อยจันทร์
phngskr103@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 335 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายของสถานศึกษา 2) การพัฒนาวิชาชีพครู 3) การนิเทศและการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ 4) การส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ 5) การบริหารจัดการหลักสูตร 6) การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และ 7) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) การใช้หลักสูตร 2) การใช้จิตวิทยา/ การแก้ปัญหา 3) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 5) การใช้แหล่งเรียนรู้ สื่อ และเทคโนโลยี<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ภาวะผู้นำทางวิชาการมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ทางบวกในระดับสูง (r = 0.61 ถึง 0.80) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. ภาวะผู้นำทางวิชาการ (X</span><sub>tot</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 (Y</span><sub>tot</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) เขียนเป็นสมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปแบบคะแนนดิบ คือ (Y</span><sub>tot</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) = 1.562 + 0.891 (X</span><sub>tot</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน คือ (Y</span><sub>tot</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) = 0.694 (X</span><sub>tot</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286567
การศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานพัสดุโรงเรียนเทพศิรินทร์ตามแนวคิดแบบลีน
2025-07-04T11:38:45+07:00
วรวุฒิ อาจเดช
6380151327@student.chula.ac.th
เพ็ญวรา ชูประวัติ
6380151327@student.chula.ac.th
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานพัสดุโรงเรียนเทพศิรินทร์ตามแนวคิดแบบลีน เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากรที่ศึกษาประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 5 คนและครูจำนวน 35 คน รวมจำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.989 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong> ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานพัสดุโรงเรียนเทพศิรินทร์ ตามแนวคิดแบบลีน มีลำดับความต้องการจำเป็นจากสูงที่สุดไปหาต่ำที่สุดคือด้านที่ 1 การวางแผนใช้พัสดุ มีองค์ประกอบที่มีค่าความต้องการจำเป็นที่สูงสุดและต่ำสุดคือ องค์ประกอบที่ 2 การรอคอย และองค์ประกอบที่ 5 พัสดุคงคลังมากเกินไป ด้านที่ 2 การจำหน่ายพัสดุ มีองค์ประกอบที่มีค่าความต้องการจำเป็นที่สูงสุดและต่ำสุดคือ องค์ประกอบที่ 4 กระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และองค์ประกอบที่ 1 การจัดหาที่มากเกินความจำเป็น ด้านที่ 3 การจัดหาพัสดุ มีองค์ประกอบที่มีค่าความต้องการจำเป็นที่สูงสุดและต่ำสุดคือ องค์ประกอบที่ 4 กระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และองค์ประกอบที่ 7 การเคลื่อนไหวที่มากเกินไป ด้านที่ 4 การบำรุงรักษาพัสดุ มีองค์ประกอบที่มีค่าความต้องการจำเป็นที่สูงสุดและต่ำสุดคือ องค์ประกอบที่ 2 การรอคอย และองค์ประกอบที่ 6 ของเสีย ด้านที่ 5 การควบคุมพัสดุ มีองค์ประกอบที่มีค่าความต้องการจำเป็นที่สูงสุดและต่ำสุดคือ องค์ประกอบที่ 1 การจัดหาที่มากเกินความจำเป็น และองค์ประกอบที่ 4 กระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286809
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าพญานาคจากปูนปั้นผสมตามหลักพุทธศิลป์ของหมู่บ้าน OTOP เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา
2025-07-26T15:34:33+07:00
พระครูอัครศีลวิสุทธิ์
Pol4229@gmail.com
พระครูภัทรจิตตาภรณ์
Pol4229@gmail.com
พระครูใบฏีกาหัสดี ประกิ่ง
Pol4229@gmail.com
มนัสพล ยังทะเล
Pol4229@gmail.com
เบญญาภา จิตมั่นคงภักดี
Pol4229@gmail.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิธีการผสมปูนปั้นตามหลักพุทธศิลป์ของหมู่บ้าน OTOP ในจังหวัดนครราชสีมา 2) การออกแบบนวัตกรรมผลิตภัณฑ์พญานาคจากปูนปั้นผสมตามหลักพุทธศิลป์ของหมู่บ้าน OTOP อัตลักษณ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา และ 3) ศึกษาการเพิ่มมูลค่าพญานาคจากปูนปั้นผสมตามหลักพุทธศิลป์ของหมู่บ้าน OTOP เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างมี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้นำชุมชน 2) กลุ่มประธานและคณะกรรมการหมู่บ้าน OTOP 3) กลุ่มผู้ประกอบการ 4) กลุ่มผู้บริโภค 5) กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ รวมจำนวนทั้งสิ้น 40 ราย ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณาวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. วิธีการผสมปูนปั้นตามหลักพุทธศิลป์ ต้องมีความชัดเจนและวัสดุที่นำมาใช้ เช่น วัตถุดิบที่ในการผลิตเท่านั้น ซึ่งได้แก่ เหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ ปูนขาว อิฐมอญแดงทราย น้ำมันพืช น้ำมันละหุ่ง กระจก/เซรามิค กาวอีพอกซี่ และสี ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าการใช้ปูนปั้นก็ยังมีความไม่คงทนและแตกง่าย คิดค้นสูตรผสมที่ลงตัว และผู้ประกอบการก็ไม่สามารถที่จะทำต่อได้ เพราะมีวัสดุ และราคาที่สูงขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. การออกแบบนวัตกรรมผลิตภัณฑ์พญานาคจากปูนปั้นผสม เน้นการใช้ฝีมือและลวดลายที่มีความเป็นศิลปะ การลงสี และการสร้างเกล็ดของพญานาคให้มีความเหมือนมากที่สุดจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคหรือลูกค้าได้รูปแบบที่สร้างขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความเชื่อเรื่องพญานาคโดยการผสมกับปูนปั้นเพื่อให้เกิดความทันสมัยและวัสดุที่หาง่ายในท้องตลาด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. การเพิ่มมูลค่าพญานาคจากปูนปั้นผสม สนองความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ผู้ประกอบการคิดค้นรูปแบบที่ตรงตามหลักพุทธศิลป์และสร้างรายได้ รวมถึงเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286823
การส่งเสริมหลักอริยสัจ 4 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนนางย่อน ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา
2025-07-26T15:36:26+07:00
พระใบฎีกาเดชเดชา เตชธมฺโม
6603105007@mcu.ac.th
พระครูโกศลอรรถกิจ
6603105007@mcu.ac.th
พระครูวิจิตรศีลาจาร
6603105007@mcu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนนางย่อน 2) ศึกษาหลักอริยสัจ 4 ตามที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และ 3) ส่งเสริมหลักอริยสัจ 4 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน นางย่อน ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา การวิจัยเป็นรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยกลุ่มให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และประชาชน ทั่วไป ผลการวิจัยนำเสนอในรูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักธรรมในพระพุทธศาสนาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนใน บริบทท้องถิ่น<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของชุมชนนางย่อนสะท้อนให้เห็นว่า การกระทำของมนุษย์ที่มุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงอย่างมีจิตสำนึก สามารถดำเนินตามแนวทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ การมีความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ) การใช้วาจาที่ถูกต้อง (สัมมาวาจา) และการกระทำที่ชอบ (สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ) โดยมีเป้าหมายเพื่อความเจริญของมนุษย์อย่างยั่งยืน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. หลักอริยสัจ 4 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นกระบวนการแห่งการดับทุกข์อย่างแท้จริง ประกอบด้วย 1) ทุกข์ คือ การกำหนดรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น 2) สมุทัย คือ การค้นหาสาเหตุของปัญหา 3) นิโรธ คือ ความเข้าใจเป้าหมายของการดับทุกข์อย่างชัดเจน และ 4) มรรค คือ แนวทางการแก้ปัญหาอย่างถูกต้องผ่านหลักอริยมรรค<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. การส่งเสริมหลักอริยสัจ 4 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน นางย่อน มุ่งเน้นการแก้ปัญหาใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้าน การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี 2) ด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และ 3) ด้านเศรษฐกิจ และอาชีพของประชาชนในชุมชนโดยการนำหลักธรรมมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาช่วยส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287521
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด ที่มีต่อความสามารถในการอ่านจับใจความ และความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2025-08-22T12:11:38+07:00
พรรณธิดา เนืองภา
630426024006@bru.ac.th
เบญจพร วรรณูปถัมภ์
630426024006@bru.ac.th
กระพัน ศรีงาน
630426024006@bru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความ ก่อนและหลังเรียน ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนและหลังเรียน ด้วยการเรียนรู้<br />แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองหิน อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่กำลังศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 22 คน ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น = 0.87 แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น = 0.87 และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong> 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/286994
แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ตามหลักอริยสัจ 4 ของนักเรียนโรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่
2025-07-30T09:54:46+07:00
ศรัณญู รัตนบุรี
somnow2562@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนโรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักอริยสัจ 4 ของนักเรียน และ 3) นำเสนอแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักอริยสัจ 4 ของนักเรียน ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ด้านสภาพ จำนวน 15 คน ร่างแนวทางผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และสนทนากลุ่ม ผู้ทรงวุฒิ 7 คน นำเสนอผลแบบอุปนัยวิธี<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนโรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม ยังขาดการพัฒนางานอย่างเป็นระบบ ขาดความต่อเนื่องในการวางแผน ขาดการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อย รวมทั้งนำข้อมูลจากการติดตามประเมินผลมาพัฒนางาน จึงไม่ทราบปัญหาแท้จริง แก้ไขไม่ตรงสภาพจริง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักอริยสัจ 4 ของนักเรียน มี 6 ขั้นตอน 1) การวางแผน 2) การดำเนินงาน 3) การส่งเสริมพัฒนาวินัย คุณธรรม จริยธรรม 4) งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5) การส่งเสริมประชาธิปไตย และ 6) การประเมินผล โดยนำหลักอริยสัจ 4 มาใช้ ประกอบด้วย ทุกข์ (การระบุปัญหา) สมุทัย (การหาสาเหตุ) นิโรธ (การกำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์) และมรรค (การแก้ปัญหา) ปฏิบัติจริง ติดตามและประเมินผล เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 4 ด้าน ได้แก่ 1) การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น 2) การคิดวิเคราะห์ตัดสินใจและแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 3) การจัดการกับอารมณ์และความเครียด และ 4) การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. นำเสนอแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักอริยสัจ 4 ของนักเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่า มีความเป็นไปได้ เหมาะสม และเป็นประโยชน์ มีความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 เพื่อการพัฒนาทักษะชีวิตนักเรียนให้เป็นรูปธรรมและเป็นระบบ</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287259
การพัฒนาการเรียนรู้พื้นที่สาธารณะเขตภูเขาไฟกระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์
2025-08-06T13:42:53+07:00
อิสสรพงษ์ ไกรสินธุ์
Kraisin1986@gmail.com
วิภาต อภิปาลกุลดำรง
Kraisin1986@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทสภาพปัจจุบัน ปัญหากระบวนการจัดการเรียนรู้พื้นที่สาธารณะภูเขาไฟกระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ 2) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้พื้นที่สาธารณะภูเขาไฟกระโดงตามแนวปฏิรูปในศตวรรษที่ 21 ในจังหวัดบุรีรัมย์ และ 3) สร้างเครือข่ายส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนรู้พื้นที่สาธารณะภูเขาไฟกระโดงอย่างยั่งยืนในจังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา (Research and Development) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการวิจัย<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. บริบท สภาพปัจจุบัน ปัญหากระบวนการจัดการเรียนรู้พื้นที่สาธารณะภูเขาไฟกระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า </span>1) กิจกรรมการเรียนรู้ในพื้นที่อุทยานเขากระโดงยังไม่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติและโบราณสถานที่สำคัญ เช่น ปากปล่องภูเขาไฟ และวัดพระพุทธบาทเขากระโดง ทำให้ผู้เรียนไม่เข้าใจคุณค่าทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง 2) การจัดการพื้นที่ยังไม่รองรับผู้เรียนที่หลากหลายกลุ่ม เช่น นักเรียน นักท่องเที่ยวเชิงศึกษา และชุมชนท้องถิ่น 3) การประสานงานระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานที่ดูแลอุทยานยังไม่เป็นระบบ ทำให้กิจกรรมขาดทิศทางและความต่อเนื่อง<br /><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้พื้นที่สาธารณะภูเขาไฟกระโดงตามแนวปฏิรูปในศตวรรษที่ 21 พบว่าส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เชื่อมโยงธรรมชาติ ประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมเข้ากับชุมชน มุ่งพัฒนาทักษะการตัดสินใจ การทำงานร่วมกัน และการสร้างความสามัคคีในสังคม ผ่านกิจกรรมและประเพณีท้องถิ่น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. สร้างเครือข่ายส่งเสริมกระบวนการจัด การเรียนรู้พื้นที่สาธารณะภูเขาไฟกระโดงอย่างยั่งยืนในจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าเน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ศักยภาพของทรัพยากร ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่น ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ค้นหาทางออก และปฏิบัติจริง มีการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช้แหล่งทุนในชุมชนเพื่อต่อยอดเป็นแผนชุมชน เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท้องถิ่น จังหวัด และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287272
ผลสำเร็จการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
2025-08-04T12:20:23+07:00
พระวิดล คุณยุตฺโต (วนเกิด)
patchavat.suk@mcu.ac.th
ทวีศักดิ์ ทองทิพย์
patchavat.suk@mcu.ac.th
พระครูใบฎีกาเวียง กิตฺติวณฺโณ
patchavat.suk@mcu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย 2) ศึกษางานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย และ 3) ศึกษาผลสำเร็จการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลหลัก 35 รูป/คน<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ด้านสภาพปัจจุบัน คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายจังหวัดสุรินทร์มีวัด 150 วัด (พระอารามหลวง 1 วัด และ 149 เป็นวัดราษฎร์) โดยในอำเภอเมืองสุรินทร์มีวัด 30 วัด และที่พักสงฆ์ 150 แห่ง วัดสำคัญ เช่น วัดบูรพาราม เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองสุรินทร์มีการพัฒนาการต่อเนื่องโดยเฉพาะหลังจากเปลี่ยนจากมหานิกายมาเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. 2476 วัดป่าโยธาประสิทธิ์ มีสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ 2 ซึ่งพุทธศาสนิกชนเข้ารับบริการเป็นจำนวนมากอีกทั้งเป็นวัดดีเด่นและวัดพัฒนาตัวอย่าง และวัดสุทธิธรรมาราม ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ด้านงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านงานพระธรรมทูตในประเทศ การเทศน์ บรรยายธรรม สอนสมาธิ และจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา 2) ด้านงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมทั้งสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน 3) ด้านงานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ไม่มีการดำเนินงานในคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ด้านผลสำเร็จ 1) ด้านงานพระธรรมทูตเผยแผ่ในประเทศ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนามีผลสำเร็จ 100% การนำฝึกสมาธิ 80% การเทศน์/บรรยายธรรม 62.86% 2) ด้านงานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) มิได้มีการดำเนินงาน จึงไม่มีผลสำเร็จ 3) ด้านงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด กิจกรรมปฏิบัติธรรมมีผลสำเร็จ 91.43% การมีบุคลากรเป็นกัลยาณมิตร 80% สุขอนามัย 82.86%<br /></span> การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยเน้นการปรับรูปแบบการเผยแผ่ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287293
รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้กระบวนการชี้แนะและติดตามผลร่วมกับการมีส่วนร่วมของครูและผู้ปกครองสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียน โรงเรียนราชานุบาล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1
2025-08-04T12:22:12+07:00
ฐานนันท์ ตายอด
looktonkla.a080348@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและแนวทาง เพื่อสร้าง เพื่อทดลองใช้ และเพื่อประเมินรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้กระบวนการชี้แนะและติดตามผลร่วมกับการมีส่วนร่วมของครูและผู้ปกครองสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียน โรงเรียนราชานุบาล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพและแนวทางการบริหาร โดยสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูโรงเรียนต้นแบบ จำนวน 3 แห่ง 2) การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ โดยผู้เชี่ยวชาญ 7 คน 3) การทดลองใช้รูปแบบ 4) การประเมินรูปแบบโดยผู้บริหาร 1 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 48 คน ผู้ปกครองนักเรียน 71 คน รวม 117 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปข้อมูล ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สภาพการดูแลนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียน พบว่า นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขเป็นมีจำนวนเพิ่มขึ้น มีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ และสมาธิสั้น แนวทาง คือ ควรใช้หลักการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียน หลักการชี้แนะและติดตามผล และหลักการมีส่วนร่วมของครูและผู้ปกครอง ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. รูปแบบมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบและกลไก กระบวนการ ผลลัพธ์ และเงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. นักเรียนได้รับดูแลช่วยเหลือ 71 คน มีผลการเรียนตามแผนสามารถปฏิบัติได้ร้อยละ 70 มีผลการเรียนรู้ในรายวิชาหลักผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 และมีผลการประเมินทักษะชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง ครูมีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและสื่อการสอน 71 รายการ และผู้ปกครองมีส่วนร่วมเปรียบเทียบพฤติกรรมทั่วไปและพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการดีขึ้น สามารถปรับตัวดี และผู้ปกครองให้การยอมรับถึงความบกพร่องของนักเรียนในปกครอง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. รูปแบบมีความเป็นประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ ด้านความเหมาะสม และด้านความถูกต้องครอบคลุมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287282
การพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ ความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย สำหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
2025-08-04T12:24:08+07:00
พิพัฒน์ แก้วใส
2526pipat@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยสำหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2) พัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยสำหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3) ทดลองใช้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยสำหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ 4) ประเมินผลและนำเสนอชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยสำหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) คือ การวิจัยเชิงปริมาณจากการสอบถามนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 280 รูป/คน การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 ท่าน การวิจัยเชิงทดลองโดยการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบ Google Classroom กับนิสิตจำนวน 15 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สภาพปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" width="10" height="10" />=4.54, S.D.=0.64)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. การพัฒนาและการทดลองชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย สำหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พบว่า มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 = 82.00/ 82.89 และมีผลการประเมินความรู้ความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. การประเมินประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย สำหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การศึกษาระดับความคิดเห็นของนิสิต ทั้งหมด 4 ด้าน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" width="10" height="10" />=4.71, S.D.=0.34)</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287325
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค LT ร่วมกับผังกราฟิกที่มีต่อความสามารถในการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
2025-08-06T13:52:44+07:00
ปานรวี พ่วงงามพันธ์
krufah.mini@gmail.com
เบญจพร วรรณูปถัมภ์
benjaphorn.wn@bru.ac.th
กระพัน ศรีงาน
kraphan.sr@bru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค LT ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค LT ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค LT ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเสกกอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ Dependent Samples t-test<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ความสามารถในการอ่านของนักเรียนหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิค LT ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค LT ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจที่ได้เรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค LT ร่วมกับผังกราฟิก โดยรวมอยู่ในระดับมาก</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287507
กติกาชุมชน : การจัดการชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ
2025-09-10T16:14:16+07:00
สุเนตร ธนศิลปพิชิต
turee88888888@gmail.com
ไพฑูรย์ มาเมือง
turee88888888@gmail.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การจัดการชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ บึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ 2) ศึกษาการพัฒนากติกาชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ บึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ และ 3) ศึกษาเครือข่ายเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ เป็นแบบการวิจัยแบบปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์สังเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม จากกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มผู้บริหารท้องถิ่น กลุ่มนักปราชญ์ท้องถิ่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มผู้นำชุมชน จำนวน 30 คน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์สรุปและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา และการออกแบบการวิจัยและพัฒนา แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สถานการณ์การจัดการชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งชุมชนมีการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหาน มีการจัดการพื้นที่ขององค์กรและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. การพัฒนากติกาชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ บึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย 1) การออกแบบกติกาชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ 2) กำหนดหัวข้อร่าง กติกาชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ เพื่อการท่องเที่ยวชุมชนทุ่งบัวแดง ตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย ข้อ 1 วัตถุประสงค์ ข้อ 2 กติกาชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ บึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ ข้อ 3 การรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน ข้อ 4 การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ข้อ 5 การติดตาม ทบทวนและประเมินผล และข้อ 6 ข้อตกลงอื่น ๆ 3) การปรับปรุงและประเมินความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้กติกาชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหานจังหวัดชัยภูมิ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. เครือข่ายเพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำบึงละหานจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการทำงานเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมเพื่อให้เกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287510
ชุมชนต้นแบบคนอีสานรักถิ่น : กระบวนการสร้างการรับรู้ความเป็นคนถิ่นอีสานของชุมชนนารวมเมืองชุมแพเพื่อยกระดับความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น
2025-09-10T16:28:02+07:00
ไพฑูรย์ มาเมือง
phaitoon.mamuang@gmail.com
สุเนตร ธนศิลปพิชิต
phaitoon.mamuang@gmail.com
พระศรีสัจญาณมุนี
phaitoon.mamuang@gmail.com
วินัย ภูมิสุข
phaitoon.mamuang@gmail.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา บริบทพื้นที่และศักยภาพชุนชนนารวมเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น 2) ศึกษากระบวนการสร้างการรับรู้แบบมีส่วนร่วมความเป็นคนถิ่นอีสานของชุมชนนารวมเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และ 3) ศึกษาการสร้างเสริมอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่นสู่ชุมชนต้นแบบคนอีสานรักถิ่นของชุมชนนารวมเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์สังเคราะห์เนื้อหาจากเอกสาร งานวิจัย การสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์สรุปและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ในพื้นที่ชุมชนนารวม อำเภอเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 40 คน ที่มาจากการเลือกแบบเจาะจง แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากการสัมภาษณ์ และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา<br /><strong> </strong><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ความเป็นมา บริบทพื้นที่และศักยภาพชุนชนนารวมเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นชุมชนที่สามารถเกิดชุมชนที่เข้มแข็งมีด้วยกันหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเรียนรู้และเข้าใจชุมชน มีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน มีผู้นำที่เข้มแข็ง จนสามารถรวมกันเป็นชุมชนที่เข้มแข็งได้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. กระบวนการสร้างการรับรู้แบบมีส่วนร่วมความเป็นคนถิ่นอีสานของชุมชนนารวมเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งกระบวนการรับรู้จะเป็นการสร้างจิตสำนึกร่วมกันในชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการหล่อหล่อมความเป็นชุมชน การรวมตัวกันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง มีความมั่นคงในชีวิต และร่วมกันลงขันซื้อ “นารวม” เพื่อให้ทุกคนมีแหล่งอาหาร สามารถเข้าทำกินในที่ดินร่วมกัน มีธุรกิจชุมชน สร้างผู้นำและปลูกฝังเยาวชนให้เกิดการเรียนรู้ทำให้ความรักถิ่นฐานและร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. การสร้างเสริมอัตลักษณ์ชุมชนท้องถิ่นสู่ชุมชนต้นแบบคนอีสานรักถิ่นของชุมชนนารวมเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นยกระดับความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันอย่างมีระบบแบบแผน มีกฎ ระเบียบ คนในชุมชนต่างเข้าใจหน้าที่ของตน เกิดความหวงแหนและมีความเป็นเจ้าของชุมชน เกิดการเรียนรู้ สำนึกรักบ้านเกิดและสืบทอดไปยังรุ่นต่อไป</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/287823
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์สำหรับนักเรียนชั้นประโยค 1-2 ของสำนักเรียนคณะจังหวัดชัยภูมิ
2025-09-10T15:47:54+07:00
ชยาภรณ์ สุขประเสริฐ
konhin51@yahoo.com
พระมหาโยธิน โยธิโก
konhin51@yahoo.com
พระมหาพจน์ สุวโจ
konhin51@yahoo.com
<p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์ชั้นประโยค 1-2 ของสำนักเรียนคณะจังหวัดชัยภูมิ 2) พัฒนากิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์สำหรับนักเรียนชั้นประโยค 1-2 ของสำนักเรียนคณะจังหวัดชัยภูมิ และ 3) ประเมินผลความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์สำหรับนักเรียนชั้นประโยค 1-2 ของสำนักเรียนคณะจังหวัดชัยภูมิ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และนำกิจกรรมที่ได้พัฒนาไปทดลองใช้ ในพื้นที่ สำนักศาสนศึกษาวัดศรีอุดม จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้การสัมภาษณ์ บันทึกการสนทนากลุ่ม แผนการจัดกิจกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นเครื่องมือการวิจัย มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูป/คน ได้แก่ผู้เรียนสอบบาลีไวยากรณ์ประโยค 1-2 ไม่ผ่าน จำนวน 20 รูป ผู้ทรงคุณวุฒิและอาจารย์ผู้สอนบาลีไวยากรณ์จำนวน 5 รูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการเชิงพรรณนา<br /><strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สภาพปัจจุบันของกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์ชั้นประโยค 1-2 ของสำนักเรียนคณะจังหวัดชัยภูมิ พบว่าไม่มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แต่อย่างใด ยังเป็นไปในรูปแบบเดิม คือใช้วิธีการบรรยายให้จดแล้วท่อง เน้นความจำความเข้าใจเฉพาะเรื่องนั้น ๆ โดยตรงเป็นสำคัญ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ได้พัฒนากิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์สำหรับนักเรียนชั้นประโยค 1-2 ของสำนักเรียนคณะจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) กิจกรรมแผนที่ความคิด (Mind Mapping) 2) กิจกรรมจับคู่คำศัพท์ 3) กิจกรรมปริศนาอักษรไขว้ (crossword) 4) กิจกรรมค้นหาคำศัพท์ 5) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน และ 6) กิจกรรมจับคู่ท่องจำ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ประเมิ</span><span style="font-size: 0.875rem;">นผลความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์สำหรับนักเรียนชั้นประโยค 1-2 ของสำนักเรียนคณะจังหวัดชัยภูมิ พบระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้บาลีไวยากรณ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.79 และ S.D. = 0.426</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article/view/288079
พฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-09-10T16:45:20+07:00
ธงไชย สุขแสวง
thongsuk.sawaengchai@gmail.com
พีรวัส อินทวี
thongsuk.sawaengchai@gmail.com
ชัยนะรินทร์ ทับมะเริง
thongsuk.sawaengchai@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และ 2) ศึกษาระดับระดับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาศาสตร์พระราชาในปีการศึกษา 1/2567 จำนวน 289 คน กลุ่มตัวอย่าง เลือกมาจากประชากรจำนวน 165 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม ซึ่งหาค่าความเชื่อมั่นได้เท่ากับ .911 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ระดับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พบว่านักศึกษามีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตามเพศอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=16.54)<br /></span> 2. ระดับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง พบว่านักศึกษามีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ด้านมีเหตุผล (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.36, S.D.=0.36) ด้านมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว (=4.30, S.D.=0.22) ด้านความพอประมาณ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.08, S.D.=0.38) ตามลำดับ ส่วนด้านเงื่อนไขพบว่า ด้านเงื่อนไขคุณธรรม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.34, S.<span style="font-size: 0.875rem;">D.=0.32) และด้านเงื่อนไขความรู้ (</span><img style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;">=4.19, S.D.=0.36) ตามลำดับ</span></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์