https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/issue/feed วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2025-12-25T16:15:35+07:00 รศ.ดร. สุรพล สุยะพรหม journal.bim@mcu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ</strong> <span lang="TH">เลขมาตรฐานสากล </span>ISSN 2774-0919 (Print) ISSN 2774-0897 (Online) จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยที่นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปบูรณาการกับการจัดการหรือศาสตร์อื่นๆ เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288350 พละกายพละธรรมกับพลังคู่ขนานเพื่อการพัฒนานักกีฬาที่ยั่งยืน 2025-10-05T14:50:46+07:00 ณัฐพล อันตรเสน poppynatty@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดการบูรณาการพละกายและพละธรรมในฐานะพลังคู่ขนานเพื่อการพัฒนานักกีฬาที่ยั่งยืน โดยเป็นการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสาร ตำรา งานวิจัย และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์การกีฬา จิตวิทยาการกีฬา และหลักพุทธธรรมในมิติของการพัฒนามนุษย์ เพื่อสร้างกรอบความคิดใหม่ในการส่งเสริมสมรรถนะและคุณธรรมของนักกีฬาอย่างสมดุล ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนานักกีฬาที่ยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างพละกาย หมายถึงสมรรถภาพทางร่างกายที่เกิดจากการฝึกซ้อม โภชนาการ การฟื้นฟูร่างกาย และเทคโนโลยี กับพละธรรม หมายถึงพลังภายในด้านจิตใจซึ่งประกอบด้วย วิริยะพละ (ความเพียร) ปัญญาพละ (ปัญญาและการตัดสินใจ) อนวัชชพละ (ความซื่อสัตย์) และสังคหพละ (การเกื้อกูล) ทั้งนี้สามารถประยุกต์เข้ากับการฝึกฝนนักกีฬาได้ดังนี้ วิริยะพละ คือ ความขยันหมั่นเพียรและความอดทนต่อการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ปัญญาพละ คือการใช้เหตุผล การรักษาวินัย ป้องกันการบาดเจ็บ และยึดหลักโภชนาการที่เหมาะสม อนวัชชพละ คือ การยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของนักกีฬา การฝึกซ้อมตามตาราง และการเคารพกฎกติกา ขณะที่สังคหพละ คือการดูแลสุขภาพให้พร้อมต่อการฝึกซ้อม การเกื้อกูลเพื่อนร่วมทีม และการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมกีฬา แนวคิดดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า พละกายและพละธรรมต่างเป็นพลังคู่ขนานที่ต้องดำเนินไปพร้อมกันเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งทางกาย จิตใจและคุณธรรม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 3 เรื่องสุขภาวะที่ดีและ SDG 16 เรื่องสังคมที่โปร่งใสและมีคุณธรรม อันสะท้อนว่าชัยชนะของนักกีฬาที่แท้จริง คือการพัฒนาอย่างสมดุลระหว่างความสามารถทางร่างกายกับความดีทางจิตใจ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288066 การอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วยหลักพุทธธรรม กรณีศึกษาชุมชนทอผ้าบ้านหนองคูใหญ่ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ 2025-09-16T12:15:51+07:00 พระเอกสิทธิ์ จารุธมฺโม suatadkran@gmail.com พระอธิการสมหวัง มหาวีโร suatadkran@gmail.com สุคนธ์ทิพย์ ทวีจันทร์ suatadkran@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วยหลักพุทธธรรม ด้วยการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ได้แก่ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี ศีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา เพื่อช่วยลดความขัดแย้ง เสริมสร้างความสามัคคี และความไว้วางใจในสังคม อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสังคมไทย ผลจากการศึกษา พบว่า การอยู่ร่วมกันอย่างสันติถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิต ให้เป็นพลังสร้างสรรค์มากกว่าจะเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง แม้สังคมไทยเผชิญปัญหาซับซ้อนทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคม แต่หากมีการยอมรับและเคารพซึ่งกันและกัน ความแตกต่างเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความสมดุลที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความสงบสุขที่เกิดขึ้นยังเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ชุมชนทอผ้าบ้านหนองคูใหญ่ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมสู่สินค้าร่วมสมัย ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสร้างรายได้อย่างมั่นคง ดังนั้น บทความนี้จึงก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในเชิงพุทธปรัชญาและสังคม โดยชี้ให้เห็นว่าหลักสาราณียธรรม 6 ไม่เพียงเป็นแนวทางเชิงนามธรรมทางศาสนา แต่สามารถประยุกต์ใช้เป็นกลไกเชิงปฏิบัติในการจัดการความขัดแย้ง สร้างทุนทางสังคม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้จริง</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288237 ภาวะผู้นำเชิงพุทธของพระธรรมทูตในการบริหารการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2025-11-01T16:30:25+07:00 พระอุดมสิทธินายก (กำพล คุณงฺกโร) opal_1982@hotmail.co.th <p>บทความวิชาการมุ่งศึกษา ภาวะผู้นำเชิงพุทธของพระธรรมทูตในการบริหารการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยศึกษาจากเอกสาร ตำรา หนังสือ วิทยานิพนธ์ อินเทอร์เน็ต และจากการวิเคราะห์สังเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำจำเป็นจะต้องพัฒนาในส่วนตัวบุคคลและพัฒนางาน ในตัวบุคคล พัฒนาวิสัยทัศน์ ความผูกพันด้านศรัทธาการสนับสนุนการเรียนรู้ขององค์กรและมีการพัฒนาภาวะผู้นำในหลาย ๆ ระดับ ไม่ว่าจะเป็นโดยตำแหน่งหน้าที่การยอมรับการสร้างงานการสร้างคนและการพัฒนาผู้ที่สืบทอดความเป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ จึงรวมได้ว่าการจะพัฒนาผู้นำในด้านการบริหารการศึกษาของคณะสงฆ์จำเป็นต้องใช้ทฤษฎีตะวันตกเข้ามาประกอบเป็นหลักการที่จะทำงานเป็นทีมและสร้างคนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีในพระพุทธศาสนาและพัฒนาความรู้ความสามารถทักษะเจตคติที่ดี จึงจะสามารถสืบทอดผลงานให้บริหารการศึกษาไปสู่ความสำเร็จได้ดี และการเผยแผ่พระพุทธศาสนานำหลักสัปปุริสธรรม 7 ประการประกอบด้วย รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักชุมชน รู้จักคนเกิดประสิทธิภาพทำให้วงการคณะสงฆ์มีความน่าเชื่อถือและสามารถสร้างมูลค่าจากการสร้างบุคคล</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288783 สันติวิธีเชิงพุทธกับกลยุทธ์รัฐศาสตร์ในการคลี่คลายความขัดแย้งโลก 2025-10-08T23:09:43+07:00 สุนันทา จริยโสธร nanthana_j@hotmail.com สมโภชน์ จริยโสธร nanthana_j@hotmail.com พระธนากรณ์ วลฺลโภ nanthana_j@hotmail.com พระปิยะพงษ์ วิสุทฺโธ nanthana_j@hotmail.com พระธัญญภูวิศ โชติโก nanthana_j@hotmail.com ทิพวรรณ ปราบภัย nanthana_j@hotmail.com อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า nanthana_j@hotmail.com <p>บทความนี้ศึกษาการนำหลักสันติวิธีในพุทธศาสนามาผสมผสานกับยุทธศาสตร์ทางการเมือง เพื่อหาทางออกสำหรับความขัดแย้งระหว่างชาติ โดยใช้กรณีข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 เป็นตัวอย่างศึกษา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอำนาจ กฎหมายระหว่างประเทศ และการรับรู้ในเรื่องอัตลักษณ์ของชาติ งานวิจัยนี้ได้นำทฤษฎีการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีสมดุลอำนาจ สถาบันนิยมแบบเสรี และแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์ความเป็นจริงทางสังคม มาอธิบายพลวัตของความขัดแย้งและวิธีการจัดการ แล้วเชื่อมโยงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาราณียธรรม ซึ่งรวมถึงการมีเมตตาธรรม เมตตาวาจา เมตตาใจ การแบ่งปันสิ่งของ การปฏิบัติตามศีลร่วมกัน และมีมุมมองความเชื่อที่เหมือนกัน เป็นหลักการที่เน้นการสร้างความปรองดองและความไว้เนื้อเชื่อใจในการอยู่ร่วมกัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หากใช้เพียงกลยุทธ์ทางการเมืองอย่างเดียว แม้จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ แต่ก็ยังขาดมิติด้านจริยธรรมที่จำเป็นสำหรับการลดอคติและสร้างบรรยากาศความเข้าใจ ในทางกลับกัน หากใช้เพียงหลักธรรมพุทธอย่างเดียวก็ไม่สามารถสร้างกลไกที่เป็นทางการให้มีการบังคับใช้อย่างได้ผล ดังนั้น การรวมทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกันจึงเป็นวิธีที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทำให้สามารถจัดการข้อโต้แย้งระหว่างประเทศได้ทั้งในแง่เทคนิคและแง่ความสัมพันธ์ ผลสำคัญที่ได้รับคือการเสนอกรอบความคิดแบบรวมองค์ ที่ผสานความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของศาสตร์การเมืองเข้ากับพลังอ่อนเชิงคุณธรรมของพระพุทธศาสนา เพื่อมุ่งไปสู่การจัดการความขัดแย้งอย่างยั่งยืน และเปิดมิติใหม่ให้การศึกษาทางการเมืองสมัยใหม่สามารถเชื่อมโยงศาสตร์การเมืองกับหลักธรรมศาสนาได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287086 พรหมวิหาร 4 หลักธรรมที่สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 2025-08-07T11:45:49+07:00 อัครพงศ์ ชิณประทีป akarapong.chin@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพรหมวิหาร 4 หลักธรรมที่สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะในสังคมที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม การสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยการนำหลักธรรมพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความเท่าเทียมกันได้ นอกจากนั้นยังต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับพรหมวิหาร 4 จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญของการมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาในการปฏิบัติงาน การสร้างระบบการประเมินผลที่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคจะช่วยให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของกระบวนการต่าง ๆ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม เช่น การจัดเวทีประชาคม การสร้างกลไกการร้องเรียน จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การนำพรหมวิหาร 4 มาใช้ในกระบวนการนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288273 นวัตกรรมการบริหารการศึกษาในประเทศไทยและต่างประเทศ 2025-09-24T00:59:36+07:00 พระอุดมสิทธินายก (กำพล คุณงฺกโร) opal_1982@hotmail.co.th อดุลย์ คนแรง opal_1982@hotmail.co.th เชน นคร opal_1982@hotmail.co.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดและแนวปฏิบัติด้านนวัตกรรมการบริหารการศึกษาในประเทศไทย ฟินแลนด์ และญี่ปุ่น โดยมุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนา การจัดการ และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของนวัตกรรมทางการบริหารการศึกษาในแต่ละประเทศ ผลการวิเคราะห์พบว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มการพัฒนาพุทธนวัตกรรมที่เน้นคุณธรรม จิตศึกษา และการมีส่วนร่วมของชุมชน ขณะที่ประเทศฟินแลนด์มีนวัตกรรมที่มุ่งสร้างความไว้วางใจและอิสระของครู ภายใต้ระบบการบริหารแบบกระจายอำนาจ ส่วนญี่ปุ่นโดดเด่นในด้านนวัตกรรมการบริหารที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และการเรียนรู้ร่วมกันของครู บทความสรุปว่า ปัจจัยความสำเร็จของนวัตกรรมการบริหารการศึกษาในทั้งสามประเทศอยู่ที่วิสัยทัศน์เชิงระบบ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมคุณธรรมและการเรียนรู้ พร้อมเสนอแนวทาง Hybrid Moral–Digital Leadership Model เพื่อประยุกต์ใช้ในบริบทไทย</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289812 แนวทางการนำหลักสติปัฏฐาน 4 ไปประยุกต์ใช้การปฏิบัติธรรมภายในวัดเพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนในยุคปัจจุบัน 2025-11-12T12:58:04+07:00 พระครูวิลาศกาญจนธรรม (เล็ก สุธมฺมปญฺโญ) nuttakrit.pat@mcu.ac.th พระครูวิโรจน์กาญจนเขต (ณัสม์ฐกฤษณ์ ทีปงฺกโร) nuttakrit.pat@mcu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการนำหลักสติปัฏฐาน 4 ไปประยุกต์ใช้การปฏิบัติธรรมภายในวัดเพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนในยุคปัจจุบัน ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากตำรา หนังสือ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสังเคราะห์ ผลจากการศึกษาพบว่า 1. วิกฤตการณ์ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์ในปัจจุบันนี้ นอกจากข่าวแล้ว ยังเกิดจากปัญหาพฤติกรรมและจริยวัตรของพระสงฆ์บางรูปที่ไม่เหมาะสม การขาดการปรับตัวในการสื่อสารหลักธรรมให้เข้ากับยุคสมัย ปัญหาการผสมผสานความเชื่อที่ขัดแย้งกับหลักพุทธธรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการสถาบันสงฆ์ที่ขาดประสิทธิภาพ และระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมที่ไม่สอดคล้องกับบริบทสมัยใหม่ 2. แนวทางของการนำสติปัฏฐาน 4 มาใช้ในการจัดปฏิบัติธรรมที่วัดเน้นในการพิจารณากายไม่ว่าจะเป็นสายวิปัสสนาใด ๆ ก็ตามในประเทศไทยจะเน้นในเรื่องของพิจารณากายทั้งอาการ 32 และพิจารณาเวทนาคือความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นภายในจิต คือ พิจารณาจิตได้แก่ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานที่ทำให้เกิดข้อสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ดังนั้น แนวทางที่จะแก้ไขปัญหาศรัทธาของประชาชนคือการนำหลักสติปัฏฐาน 4 มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เกิดองค์ความรู้ที่ดีและสามารถที่จะนำคำสอนของพระพุทธศาสนามาใช้ในหลาย ๆ ข้อสติปัฏฐาน 4 นั้นนอกจากจะเป็นหลักธรรมที่ช่วยในการปฏิบัติธรรมแล้วยังสามารถนำจิตมาเพื่อความไม่ประมาทในการใช้ชีวิตอีกด้วย ดังนั้น การจะรักษาศรัทธาหรือแก้ปัญหาวิกฤตการณ์สถานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงจำเป็นจะต้องใช้หลักสติปัฏฐาน เพื่อเป็นแนวทางในการประยุกต์ที่จะแก้ไขปัญหาศรัทธาและรักษาศรัทธาของประชาชนในยุคปัจจุบันได้</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/286545 นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย 2025-07-26T13:40:42+07:00 พระจักรพงษ์ อภิคุโณ ekkaphot.chansema@gmail.com เอกพจน์ จันทร์เสมา ekkaphot.chansema@gmail.com ขนิษฐา ทองเชื้อ ekkaphot.chansema@gmail.com ปริญญาภรณ์ นิลวิเวก ekkaphot.chansema@gmail.com ลภัสรดา ศรีเจริญ ekkaphot.chansema@gmail.com <p>นโยบายแจกเงินดิจิทัลจำนวน 10<strong>,</strong>000 บาท เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบบล็อกเชนในการกระจายเม็ดเงินเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายในระดับชุมชน เพิ่มความโปร่งใส และลดการทุจริต นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมการเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังเผชิญกับข้อกังวลเรื่องภาระทางการคลัง ความเสี่ยงจากการฉ้อโกง ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี และข้อจำกัดของร้านค้าในระบบภาษีที่อาจทำให้เป้าหมายการกระจายรายได้ไม่สำเร็จ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลในหลากหลายมิติ ได้แก่ ที่มา รากฐานทางทฤษฎี กลไกการดำเนินงาน ความเสี่ยง และผลกระทบเชิงระบบ เพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287160 การพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของเยาวชนในยุคดิจิทัล 2025-07-30T10:39:52+07:00 กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ kamalas2019@gmail.com อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ kamalas2019@gmail.com ทิพย์ธิดา ณ นคร kamalas2019@gmail.com พรทิพย์ เกศตระกูล kamalas2019@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในยุคดิจิทัล 2. พัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของเยาวชนในยุคดิจิทัล และ 3. ประเมินผลพุทธนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของเยาวชนในยุคดิจิทัล ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี 3 ระยะ ได้แก่ 1. การวิจัยเชิงคุณภาพศึกษาข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา 2. การวิจัยแบบกึ่งทดลองกับกลุ่มเยาวชน จำนวน 30 คน โดยจัดกิจกรรมฝึกอบรม 2 วัน ประเมินผลก่อนและหลังด้วยแบบประเมินจิตสำนึกความเป็นพลเมือง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired Sample t-test และ 3. การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มเยาวชน กลุ่มครู/วิทยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ รวม 3 กลุ่ม ๆ ละ 6 คน รวม 18 คน โดยใช้คำถามสัมภาษณ์ ใบงานและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวทางเสริมสร้างความเป็นพลเมือง 4 ด้าน ได้แก่ 1.1 การตระหนักในสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ 1.2 การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ 1.3 การมีจริยธรรมในการแสดงออก และ 1.4 การสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและความรับผิดชอบ<br />ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนหรือ 5 พา ได้แก่ พาเพลิน (สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย) พาคิด (กระตุ้นด้วยคำถาม) พาทำร่วมกัน (ลงมือปฏิบัติเป็นทีม) พาระลึกรู้ (สะท้อนคิดและรับฟังป้อนกลับ) และพาปลื้มใจ (ภูมิใจในผลงานและความสำเร็จร่วมกัน) 2. การพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร พบว่า มีปัญหาทักษะพลเมืองดิจิทัล 10 ด้าน เช่น การรู้เท่าทันสื่อ การคิดวิเคราะห์ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม โดยใช้แนวทางฝึกฝนผ่านกิจกรรมบูรณาการด้วยหลักสังคหวัตถุ 4 และโยนิโสมนสิการ และ 3. ผลการประเมินก่อนและหลังการอบรม พบว่า เยาวชนมีลักษณะคุณลักษณะความเป็นพลเมืองตามหลักสังคหวัตถุ 4 การใช้โยนิโสมนสิการ และพฤติกรรมพุทธนวัตกรรมการสื่อสารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2025-11-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287159 การบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-08-11T18:21:13+07:00 อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ kamalas2019@gmail.com กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ kamalas2019@gmail.com พระครูภาวนาวชิรคุณ (วัชรินทร์ วชิรธมฺโม) kamalas2019@gmail.com ขวัญชนก เหล่าสุนทร kamalas2019@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปและปัจจัยความสำเร็จในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนด้านสมุนไพรไทยตามหลักธรรมาภิบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. วิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนด้านสมุนไพรไทยตามหลักธรรมาภิบาลบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ 3. นำเสนอรูปแบบและแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้นำวิสาหกิจชุมชน หน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาชน และนักวิชาการ รวม 40 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม การจัดเวิร์กช็อป และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีศักยภาพด้านสมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการมีความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ การวิเคราะห์ด้วย SWOT ชี้ว่าปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ 1. ด้านองค์กร ภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วม วัฒนธรรมองค์กร และทุนมนุษย์ 2. ด้านผลิตภัณฑ์ ความหลากหลาย ความปลอดภัย และเอกลักษณ์จากสมุนไพรท้องถิ่น 3. ด้านการตลาด การเล่าเรื่องภูมิปัญญา การประชาสัมพันธ์ผ่าน OTOP และการตอบโจทย์ผู้บริโภค และ 4. ด้านการจัดการผลงานกิจการ จิตวิญญาณผู้ประกอบการและความรับผิดชอบต่อสังคม องค์ประกอบการบริหารที่สำคัญ ได้แก่ หลัก 4M หลักธรรมาภิบาล และสัปปุริสธรรม 7 การสังเคราะห์ได้รูปแบบการบริหาร 3 ต้นแบบ คือ 1. การผสานเครือข่ายร่วมกับภาคเอกชนและชุมชน 2. การบริหารที่บูรณาการหลักธรรมาภิบาลกับสัปปุริสธรรม 7 และ 3. การจัดการตามบริบทพื้นที่ด้วยการมีส่วนร่วมแบบ Bottom-up แนวปฏิบัติที่ดีเน้นหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ นิติธรรม คุณธรรม โปร่งใส การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า</p> 2025-11-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287216 การพัฒนาการบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุธรรมของเทศบาลตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 2025-08-16T13:41:23+07:00 ทศพร ชโลธร thsphrchlothr@gmail.com นพดล ดีไทยสงค์ thsphrchlothr@gmail.com พระครูโสภณวีรานุวัตร (นิคม ณฏฺฐวโร) thsphrchlothr@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับการบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และ 3. นำเสนอการพัฒนาการบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุธรรมของเทศบาลตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณ จากการแจกแบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลบางปลาม้า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.45, S.D.=0.63) รายด้านพบว่า ระบบการจัดการที่ทันสมัยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.88, S.D.=0.56) รองลงมา คือ สถานที่รองรับผู้สูงอายุ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.52, S.D.=0.72) ความพึงพอใจของผู้สูงอายุ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.25, S.D.=0.85) และต่ำสุด คือ การได้รับการดูแลอย่างดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.16, S.D.=0.89) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับการบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง (r=0.310) รายด้านพบว่า ทาน อยู่ในระดับต่ำ (r=0.287) ปิยวาจา ระดับต่ำมาก (r=0.060) อัตถจริยา ระดับปานกลาง (r=0.326) และสมานัตตตา ระดับปานกลาง (r=0.293) และ 3. การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุธรรมควรมุ่งเน้นการให้ทานทั่วถึงแก่กลุ่มเปราะบาง ใช้ปิยวาจาสื่อสารอย่างสุภาพ แสดงอัตถจริยาด้วยการช่วยเหลือเชิงรุก และยึดสมานัตตตาในการดูแลอย่างเท่าเทียมและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนในทุกมิติ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/286072 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนของเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี 2025-06-29T21:39:22+07:00 พระครูอรรถจริยานุการ (กิตติเอก ณฏฺฐิโก) a55000045@gmail.com รัฐพล เย็นใจมา a55000045@gmail.com ธวัชชัย สมอเนื้อ a55000045@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับคุณภาพการให้บริการประชาชน และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนของเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี ดำเนินการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในเขตเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี คือ จำนวน 371 คน วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนของเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี คุณภาพการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.64) โดยเรียงลำดับตามนี้ ด้านสมานัตตตา การวางตนสม่ำเสมอ ด้านอัตถจริยา ประพฤติประโยชน์ ด้านทาน การให้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และด้านปิยวาจา วาจาอ่อนหวาน ตามลำดับ 2. หลักสังคหวัตถุธรรมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพการให้บริการประชาชนของเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี ในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับมาก บูรณาการเข้ากับหลักสังคหวัตถุธรรม การปฏิบัติงานมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ตามลำดับ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนของเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี การให้บริการพุทธบูรณาการเน้นการพัฒนาจิตใจของบุคลากรที่ให้บริการมีความเมตตาความอดทน บริการด้วยใจจริง มีความสงบเย็นใจลดความเครียด เพื่อการบริการมีคุณภาพจัดการกับปัญหาหรือข้อขัดแย้งในการทำงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้บริการและประชาชนการใช้หลักธรรมที่เน้นการสร้างความเข้าใจความเป็นกันเอง</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287213 การบริหารจัดการชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของเทศบาลตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรม 2025-08-06T15:04:48+07:00 พระมหาอัฐเศรษฐ สุจิณฺณธมฺโมโพธิ kaeoket.at@gmail.com รัฐพล เย็นใจมา kaeoket.at@gmail.com ธวัชชัย สมอเนื้อ kaeoket.at@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของเทศบาลตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับการบริหารจัดการชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและ 3. นำเสนอการบริหารจัดการชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.987 กับกลุ่มตัวอย่าง 362 คน คัดเลือกโดยการสุ่มได้จากสูตรของทาโร ยามาเน่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด รวมทั้งการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงบริบทเพื่อสนับสนุนผลการวิจัยเชิงปริมาณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารจัดการชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.38, S.D.=0.497) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านอุฏฐานสัมปทา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.50, S.D.=0.468) รองลงมา คือ ด้านกัลยาณมิตตา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.37, S.D.=0.587) ด้านสมชีวิตา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.33, S.D.=0.583) และด้านอารักขสัมปทา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.32, S.D.=0.600) ซึ่งล้วนอยู่ในระดับมาก 2. หลักทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 โดยภาพรวม กับการพัฒนาชุมชนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับสูง (r = 0.703**) 3. การบริหารจัดการชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยประยุกต์หลักพุทธธรรม ประกอบด้วย 3.1 ด้านอุฏฐานสัมปทาเน้นความขยันหมั่นเพียรมีเป้าหมาย 3.2 ด้านอารักขสัมปทา รู้จักบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีเหตุผล ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง 3.3 ด้านกัลยาณมิตตา ส่งเสริมการคบหาคนดี มีศีลธรรม 3.4 ด้านสมชีวิตา ใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ มีวินัยการเงิน ทำงานอย่างสุจริต</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288117 การบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2025-09-08T13:08:20+07:00 พระครูวิลาสวชิรธรรม (สุข สุกฺกธมฺโม) 4093phrakhru@gmail.com พระครูวชิรคุณพิพัฒน์ (อเนก คุณวุฑฺโฒ) 4093phrakhru@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ต่อการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรคและเสนอแนะการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ พระสงฆ์ จำนวน 167 รูป ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาส ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.80, S.D.=0.20) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. การบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร จำแนกตามปัจจัยภาพส่วนบุคคล พบว่า พระสงฆ์ที่มีอายุ วุฒิการศึกษาสามัญ และวุฒิการศึกษานักธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนพระสงฆ์ที่มีพรรษาต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาส อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ปัญหา อุปสรรคที่มีต่อการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาส อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยส่วนใหญ่พระสังฆาธิการ วัดหลายแห่งมีพระจำพรรษาน้อย ทำให้กิจกรรมขาดความต่อเนื่อง ชุมชนมีส่วนร่วมน้อย คนรุ่นใหม่ห่างเหินวัด ขาดอาสาสมัครช่วยงาน งบประมาณจำกัด</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288118 การพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2025-09-08T13:11:26+07:00 พระอธิการพัด พลญาโณ Kli13112018@gmail.com พระครูอาทรวชิรกิจ (มานะ ฐานิสฺสโร) Kli13112018@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ต่อการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรคและเสนอแนะการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ พระสงฆ์ จำนวน 167 รูป ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.62, S.D.=0.31) 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยภาพรวม พบว่า พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสามัญ และวุฒิการศึกษานักธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย และ 3. ปัญหา อุปสรรคการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า การพัฒนาภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ด้านวิสัยทัศน์ที่ไม่ชัดเจน การขาดข้อมูลและเหตุผลเชิงลึกในการตัดสินใจ ซึ่งมีสาเหตุจากการขาดการส่งเสริมภาวะผู้นำอย่างเป็นระบบ ทำให้ภารกิจการปกครองคณะสงฆ์ยังขาดความต่อเนื่อง ขาดพลังร่วมในการขับเคลื่อนศาสนาในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287297 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 2025-08-21T14:40:11+07:00 อนุชา วุฒธนู anuchawuttnu@gmail.com ธงชัย สิงอุดม anuchawuttnu@gmail.com อัจฉราวรรณ์ ใจยะเขียว anuchawuttnu@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 2. เปรียบเทียบบทบาทการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน จำนวน 354 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำทางศาสนา ข้าราชการ ผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำท้องถิ่น ประชาชน จำนวน 10 รูปหรือคน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบล เชียงคาน พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นต่อบทบาทในการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.50, S.D.=0.31) โดยด้านโครงสร้างพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.80, S.D.=0.50) รองลงมาเป็น ด้านการศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบเรียบร้อย และด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบบทบาทในการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มี เพศ อายุ การศึกษา และอาชีพมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่น พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.37, S.D.=0.62) จำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านอัตถจริยา การประพฤติตนเป็นประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.46, S.D.=0.62) รองลงมา ด้านทาน การให้ ด้านสมานัตตตา การวางตนสม่ำเสมอ และด้านปิยวาจา วาจาเป็นที่รัก ตามลำดับ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288123 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 2025-09-08T13:15:59+07:00 นเรศ เขียวพุ่มพวง 21222324s22222@gmail.com พระพิทักษ์ คุณารกฺโข 21222324s22222@gmail.com พระครูสังฆรักษ์โกศล มณิรตนา 21222324s22222@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงาน ขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ การบริหารงาน ขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.920 กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในพื้นที่จำนวน 379 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 รูปหรือคน และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประชาชนที่มีต่อประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.90, S.D.=0.12) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ 2. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ไม่แตกต่างกัน ซึ่งปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. ปัญหา อุปสรรคและเสนอแนะต่อประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การบริหาร ส่วนตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ประชาชนและผู้บริหารพยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ แต่ยังคงเผชิญปัญหาและอุปสรรคหลายด้านทั้งในเรื่องคุณภาพการให้บริการ ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ นโยบายและการวางแผน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288124 ประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2025-09-08T13:20:36+07:00 อนุชิต จิตรมั่น Aad0930429323@gmail.co.th พระครูอาทรวชิรกิจ (มานะ ฐานิสฺสโร) Aad0930429323@gmail.co.th พระครูสังฆรักษ์โกศล มณิรตนา Aad0930429323@gmail.co.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรคและเสนอแนะประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือ นักเรียน 167 คน ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 รูปหรือคน ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.36) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า พระสงฆ์ที่มี อายุ พรรษา ระดับการศึกษา และตำแหน่ง โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3. ปัญหา อุปสรรคประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ปัญหาหลัก ได้แก่ อาจารย์บางรูปขาดทักษะการสอนและการประเมินผล สื่อการเรียนการสอนขาดงบประมาณและไม่เหมาะสมบางประเภท อีกทั้งสถานที่เรียนบางแห่งไม่เอื้อต่อการเรียนรู้</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287969 ประสิทธิภาพการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-09-16T12:18:22+07:00 พระครูโสภณธรรมวิศิษฎ์ (มนัส ทีปธมฺโม) manust2529@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. นำเสนอประสิทธิภาพการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ในตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 113 รูป และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสรุปข้อมูลการสัมภาษณ์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยหลักการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ปัจจัยด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร และด้านการกำกับดูแล และปัจจัยหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ปัจจัยด้านหลักคุณธรรมด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักความโปร่งใส 2. ประสิทธิภาพการปกครองคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในตำบลคลองจิกมีความโดดเด่นทั้งด้านการบริหารจัดการที่ผสานพระธรรมวินัยกับแนวทางสมัยใหม่ ส่งเสริมการศึกษาธรรมะ การปฏิบัติธรรม และการกำกับพฤติกรรมพระภิกษุสามเณรอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการตรวจสอบและประเมินผลที่โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล การระงับอธิกรณ์ใช้สันติวิธีและการไกล่เกลี่ยเพื่อสร้างความสามัคคี อีกทั้งเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมแก้ไขข้อขัดข้อง พร้อมประสานงานภายนอก การควบคุมบังคับบัญชาเน้นพัฒนาคุณธรรมควบคู่การกำกับ และใช้เทคโนโลยีเสริมการติดตามผลอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288163 การพัฒนาการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร 2025-09-09T22:55:52+07:00 พระครูนิคมวชิรคุณ (เชิด ธีรธมฺโม) sanphraphichaed@gmail.com พระครูวชิรคุณพิพัฒน์ (อเนก คุณวุฑฺโฒ) sanphraphichaed@gmail.com พระครูสังฆรักษ์โกศล มณิรตนา sanphraphichaed@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบการพัฒนาการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษา ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการพัฒนาการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ มีค่าความเชื่อมั่น 0.975 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 184 รูป การวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านบุคลากรการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านเทคนิควิธีการการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านสื่อสารในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ ด้านการวางแผนเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2. ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาทางสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรม และวุฒิการศึกษาทางบาลี ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาภาพรวม ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย และ 3. ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ การพัฒนาการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า คือ ยังขาดข้อมูลพื้นฐาน ขาดพระสงฆ์ที่มีความรู้ ยังยึดวิธีดั้งเดิม การใช้สื่อออนไลน์ยังมีจำกัด ข้อเสนอแนะ ได้แก่ คณะสงฆ์ควรรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำแผนที่ยืดหยุ่น และมีระบบประเมินผล อบรมพัฒนาทักษะเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ใช้สื่อหลากหลาย ทันสมัย น่าสนใจ ใช้สื่อประกอบ จัดกิจกรรมโต้ตอบ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288245 การประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเพชรชมภู อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร 2025-09-16T12:10:14+07:00 พระครูศีลวชิรคุณ (ภณณัฐ สีลสํวโร) meetham2kp@gmail.com พระครูวชิรคุณพิพัฒน์ (อเนก คุณวุฑฺโฒ) meetham2kp@gmail.com พระครูสังฆรักษ์โกศล มณิรตนา meetham2kp@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเพชรชมภู 2. เปรียบเทียบการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเพชรชมภู โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเพชรชมภู ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.971 เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 372 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเพชรชมภู อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.82, S.D.=0.10) เมื่อพิจารณารายละเอียดในแต่ละด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. เปรียบเทียบการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเพชรชมภู อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน มีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเพชรชมภู อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า การประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา โดยครอบคลุมทั้ง 6 มิติสำคัญของผู้สูงอายุ ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย การมีงานทำและรายได้ นันทนาการ และบริการทางสังคมทั่วไป โดยการประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรม</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289452 การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของวัดในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-10-24T13:19:23+07:00 พระธีรวุฒิ ธนิสฺสโร supakorn.changthom@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของวัด 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของวัด และ 3. นำเสนอการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของวัดในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสมวิธี การวิจัยเชิงปริมาณโดยแบบสอบถามที่ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 จากกลุ่มตัวอย่าง 194 รูป สถิติที่ใช้คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูป หรือคน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของวัดในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.53, S.D.=0.50) 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของวัดในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า หลักการบริหาร 4M มีอิทธิพลต่อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ร้อยละ 86.2 และหลักอิทธิบาท 4 มีอิทธิพลต่อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ร้อยละ 73.5 และ 3. การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของวัดในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า 3.1 ด้านการดูแลรักษา 3.2 ด้านการปกป้องคุ้มครอง 3.3 ด้านการเสริมความมั่นคง และ 3.4 ด้านการใช้ประโยชน์ การติดตามความเสียหายและทบทวนแผนงานเป็นการเอาใจใส่และปกป้องสถาปัตยกรรม หากพบความชำรุดจะซ่อมแซมหรือเสริมโครงสร้าง ใช้วัสดุใกล้เคียงของเดิม ดำเนินการอย่างเป็นระบบและโปร่งใส และกรณีสร้างใหม่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ในการใช้สอย โดยผ่านการประชุมร่วมกับหน่วยงานและชุมชน เพื่อให้สถาปัตยกรรมคงทนถาวร</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289492 การวิเคราะห์องค์ประกอบของส่วนประสมการตลาด ความพึงพอใจและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตรของวิสาหกิจชุมชน 2025-11-09T01:28:06+07:00 อนงค์วรรณ ชิณศรี anongwan.w2519@gmail.com รัศมีเพ็ญ นาครินทร์ anongwan.w2519@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบของปัจจัยส่วนประสมการตลาด ความพึงพอใจของผู้บริโภค และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตรของวิสาหกิจชุมชนนาแก่งหินโมเดล เป็นการวิจัยประเภทเชิงปริมาณ ใช้เครื่องมือแบบสอบถามเพื่อสำรวจข้อมูล ประชากรในการวิจัยเป็นผู้บริโภคอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีประสบการณ์ซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตรของวิสาหกิจชุมชนนาแก่งหินโมเดล จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มแบบอัตราส่วนกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างต่อตัวแปร กำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 300 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยส่วนประสมการตลาด พฤติกรรมการซื้อ และความพึงพอใจผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตรของวิสาหกิจชุมชนนาแก่งหินโมเดลของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 46-60 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานองค์กรภาครัฐ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ให้ความสำคัญต่อส่วนประสมทางการตลาดระดับมาก โดยให้ความสำคัญด้านผลิตภัณฑ์มากที่สุด รองลงมาด้านช่องทางการจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด และด้านราคามีพฤติกรรมการซื้อระดับมาก และความพึงพอใจของผู้บริโภคระดับมากที่สุด 2. องค์ประกอบของปัจจัยส่วนประสมการตลาด พฤติกรรมการซื้อ และความพึงพอใจผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตรของวิสาหกิจชุมชนนาแก่งหินโมเดลของผู้บริโภค มีค่าดัชนี KMO = 0.870 และผลทดสอบ Bartlett’s Test มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าข้อมูลเหมาะสมต่อการวิเคราะห์ พบองค์ประกอบหลัก 6 ตัว สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ 74.154% ได้แก่ ด้านราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย ความพึงพอใจของผู้บริโภค การส่งเสริมการตลาด ความตั้งใจซื้อ และผลิตภัณฑ์</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287042 พุทธธรรมาภิบาลเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานของเทศบาลตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 2025-07-26T14:29:10+07:00 พระมหาเขตอรัญ ปิยสีโล praketaran@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารงานในเทศบาลตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพละ 5 กับส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานในเทศบาลตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ และ 3. ศึกษาพุทธธรรมาภิบาลเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานในเทศบาลตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 397 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพการบริหารของเทศบาลตำบล บางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการในภาพรวมอยู่ในปานกลางทุกข้อ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.47, S.D.=0.65) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยดังนี้ ต้นทุน (Cost) รองลงมาคือ เวลา (Time) อันดับสาม คือ คุณภาพ (Quality) อันดับสี่ คือ วิธีการ (Method) และอันดับห้า คือ ปริมาณ (Quantity) ตามลำดับ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพละ 5 กับส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานในเทศบาลตำบลบางเสาธง พบว่า หลักพละ 5 โดยภาพรวมความสัมพันธ์เชิงบวกกับส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานของเทศบาลตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ในระดับมาก (r = .859**) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านปัญญา ความรอบรู้ และสติ ความระลึกได้ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า สมาธิ ความตั้งใจมั่น รองลงมาคือ วิริยะ ความเพียร และศรัทธา ความเชื่อ มีค่าความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 3. พุทธธรรมาภิบาลเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานในเทศบาลตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วย ประสิทธิภาพการบริหารงานของเทศบาล ได้แก่ ต้นทุน (Cost) คุณภาพ (Quality) ปริมาณ (Quantity) เวลา (Time) และวิธีการ (Method) เข้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อันเป็นเหตุให้เกิดการนำหลักพละ 5 คือ ศรัทธา ความเชื่อ วิริยะ ความเพียร สติ ความระลึกได้ สมาธิ ความตั้งใจมั่น และปัญญา ความรอบรู้</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287839 การปกครองคณะสงฆ์ตามหลักพรหมวิหารธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2025-09-04T10:09:50+07:00 พระมหากฤติทัต สุรปญฺโญ praketaran@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการปกครองคณะสงฆ์ตามหลักพรหมวิหารธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหาร 4 กับการปกครองคณะสงฆ์ตามหลักพรหมวิหารธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมการปกครองคณะสงฆ์ตามหลักพรหมวิหารธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 108 รูป และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน โดยใช้แบบสอบถามและ<br />แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน รวมทั้งสังเคราะห์บทสัมภาษณ์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การปกครองคณะสงฆ์ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยดังนี้ ด้านการปกครอง ด้านศาสนศึกษา ด้านสาธารณสงเคราะห์ ด้านสาธารณูปการ ด้านการเผยแผ่ และด้านศาสนศึกษาสงเคราะห์ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหาร 4 กับการปกครองคณะสงฆ์ตามหลักพรหมวิหารธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พบว่า หลักพรหมวิหาร 4 ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยเรียงลำดับดังนี้ ด้านเมตตา ความรักใคร่ ด้านกรุณา ความสงสาร ด้านมุทิตา ความพลอยยินดี และด้านอุเบกขา วางใจเป็นกลาง 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมการปกครองคณะสงฆ์ตามหลักพรหมวิหารธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย หลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ ด้านเมตตา ความรักใคร่ ด้านกรุณา ความสงสาร ด้านมุทิตา ความพลอยยินดี ด้านอุเบกขา วางใจเป็นกลาง เข้ามาประยุกต์ใช้การปกครองคณะสงฆ์ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการปกครองคณะสงฆ์ ได้แก่ ด้านการปกครอง ด้านศาสนศึกษา ด้านการเผยแผ่ ด้านสาธารณูปการ ด้านศาสนศึกษาสงเคราะห์ และด้านสาธารณสงเคราะห์</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ