วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim
<p><strong>วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ</strong> <span lang="TH">เลขมาตรฐานสากล </span>ISSN 2774-0919 (Print) ISSN 2774-0897 (Online) จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยที่นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปบูรณาการกับการจัดการหรือศาสตร์อื่นๆ เปิดรับเฉพาะบทความภาษาไทย</p>
มูลนิธิการจัดการเชิงพุทธ
th-TH
วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2774-0919
-
การประยุกต์หลักพุทธจริยธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของสำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294122
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารงานของสำนักงาน กสทช. 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพละ 4 กับการบริหารงานของสำนักงาน กสทช. 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธจริยธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของสำนักงาน กสทช. การวิจัยดำเนินการแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 99 คน เครื่องมือการวิจัยใช้แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับอยู่ที่ 0.961 และนำผลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาประกอบการถดถอยพหุคูณ และวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน ที่ได้เลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานของสำนักงาน กสทช. โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยทุกด้านในระดับปานกลาง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.09) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านตามค่าเฉลี่ย พบว่า ด้านบังคับบัญชาสั่งการอยู่ในระดับมาก รองลงมาด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์การ ด้านการประสานงาน และด้านการควบคุม อยู่ในระดับปานกลาง 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพละ 4 กับการบริหารงานของสำนักงาน กสทช. โดยมีความสัมพันธ์เชิงบวกภาพรวมเฉลี่ยทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง (R = .788**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า <br />ด้านวิริยพละ ด้านปัญญาพละ ด้านอนวัชชพละ และด้านสังคหพละ ทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ และ 3. ผู้วิจัยได้นำหลักพละ 4 เข้ามาการประยุกต์ใช้กับหลักพุทธจริยธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของสำนักงาน กสทช. โดยมาปรับปรุงการทำงานโดยมีการวางแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงานประจำปี กำหนดกรอบอำนาจหน้าที่การปฏิบัติงานของส่วนงานแบ่งโครงสร้างการบริหารงานภายใน กำหนดลำดับชั้นการบังคับบัญชาสั่งการ กำหนดอำนาจหน้าที่ และการกระจายอำนาจตามภารกิจของงาน มีการประสานงานระหว่างส่วนงานภายในและองค์กรต่าง ๆ มีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยการควบคุมคุณภาพการดำเนินงาน</p>
นนท์รีญา พงษ์ไพโรจน์
หัฏฐกรณ์ แก่นท้าว
รัฐพล เย็นใจมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
1
14
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการป้องกันปัญหายาเสพติดขององค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295284
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน <br />2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัมมัปปธาน 4 กับการมีส่วนร่วมของประชาชน <br />และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันยาเสพติดขององค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง <br />จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติอนุมานด้วยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างจำนวน 368 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.77, S.D. = 0.34) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัมมัปปธาน 4 กับการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันยาเสพติดขององค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถใช้หลักสัมมัปปธาน 4 เป็นกรอบการดำเนินงานเชิงบูรณาการ โดยเน้นการป้องกันและเฝ้าระวังของชุมชน สังวรปธาน การแก้ไขและเยียวยาอย่างมีมนุษยธรรม ปหานปธาน การพัฒนาศักยภาพและเสริมภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ภาวนาปธาน และการรักษาความยั่งยืนของผลสำเร็จเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อนุรักขนาปธาน</p>
พระสมุห์ศุวัชรญาณ ภทฺทรเมธี (วชิรญาโณทัย)
ธวัชชัย สมอเนื้อ
สุริยา รักษาเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
15
28
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) ของผู้บริโภคในจังหวัดชลบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294241
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อ 1. ศึกษาความแตกต่างของการเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) ของผู้บริโภคในจังหวัดชลบุรี โดยจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล และ 2. อิทธิพลของปัจจัยทางการตลาดที่มีต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคในจังหวัดชลบุรีที่มีความสนใจหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับการซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) จำนวน 400 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ <br />โดยใช้วิธีการนำตัวแปรเข้าสมการพร้อมกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคที่มีอาชีพและรายได้แตกต่างกันมีการเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศและอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และ ปัจจัยทางการตลาดโดยรวมมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.01) โดยปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลสูงที่สุด รองลงมาคือ ช่องทางการจัดจำหน่าย ราคา และการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการเลือกซื้อได้ร้อยละ 58.2 (R² = 0.582) โดยปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์มีค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลสูงสุด (Beta = 0.422) จากผลการวิจัย ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ควบคู่กับการกำหนดราคาที่เหมาะสม และการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่</p>
พีระยุทธ คุ้มศักดิ์
ปิยะฉัตร กัลยาบาล
อิสริยา วรพิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
29
42
-
พุทธธรรมาภิบาลเพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294978
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักไตรสิกขากับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน 3. นำเสนอพุทธธรรมาภิบาลเพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี คือ ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ และระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 255 คน จากสูตรของทาโร่ ยามาเน่ ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป และการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.40, S.D. = 0.31) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ได้แก่ 1. ด้านการฝึกอบรม 2. ด้านการศึกษา 3. ด้านการพัฒนา พบว่า ด้านการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านการฝึกอบรมและด้านการศึกษา อยู่ในระดับมากทุกด้าน <br />2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักไตรสิกขากับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (R=.437**) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการฝึกอบรม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ด้านการศึกษาอยู่ในระดับน้อยมากและด้านการพัฒนาอยู่ในระดับค่อนข้างน้อย 3. การพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านโดยใช้หลักไตรสิกขา พบว่า ด้านการฝึกอบรม ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมโดยการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องจะช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การประพฤติปฏิบัติที่ดีให้กับบุคลากร ด้านการศึกษา ส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องทั้งด้านวิชาการ กฎหมาย และคุณธรรม ด้านการพัฒนา พัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติเชิงบวกของบุคลากรผ่านการอบรม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการพัฒนางาน พัฒนาตน </p>
วณิชยา สุฤทธิ์
พระครูสุตนันทบัณฑิต
ธิติวุฒิ หมั่นมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
43
56
-
ประสิทธิภาพการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสังฆาธิการในตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294566
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสังฆาธิการตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร2. ศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสังฆาธิการตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร และ 3. ศึกษาแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสังฆาธิการตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร เป็นการดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 386 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการศึกษาจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาความ และสรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประชาชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสังฆาธิการในตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.09, S.D.= 0.809) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ปัญหาและอุปสรรคในการเผยแผ่เกิดจากข้อจำกัดด้านกระบวนการบริหารจัดการและรูปแบบการสื่อสารมากกว่าการขาดทรัพยากร การถ่ายทอดธรรมะยังใช้รูปแบบเดิมไม่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน กิจกรรมขาดความต่อเนื่อง การเข้าถึงประชาชนไม่ทั่วถึง และการจัดเวลาไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชุมชน และ 3. แนวทางการเผยแผ่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทของชุมชน โดยพัฒนาในด้านคุณภาพ ปริมาณ และเวลา ด้านคุณภาพเน้นปรับเนื้อหาธรรมะและวิธีสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตร่วมสมัย ด้านปริมาณเน้นการวางแผนจัดกิจกรรมที่หลากหลายและกระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ส่วนด้านเวลาให้กำหนดตารางกิจกรรมที่ชัดเจน สม่ำเสมอ และเหมาะสมกับวิถีชีวิตประชาชน พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับชุมชน</p>
พระโสภณ โสภโณ
พระอนุสรณ์ อนุตฺตโร
พระครูเนกขัมมธรรมธาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
57
69
-
การประยุกต์หลักเบญจศีลเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดกลางใหม่ (มิตรภาพที่ 24) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294179
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดกลางใหม่ (มิตรภาพที่ 24) อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2. ศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีต่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดกลางใหม่ (มิตรภาพที่ 24) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3. ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดกลางใหม่ (มิตรภาพที่ 24) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการดำเนินการระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรจำนวน 155 คน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนวัดกลางใหม่ (มิตรภาพที่ 24) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.03, S.D.= 0.769) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ คือ ด้านความกตัญญูกตเวที รองลงมา คือ ด้านความเมตตากรุณา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านความซื่อสัตย์ 2. ปัญหาและอุปสรรค นักเรียนยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับคุณค่าของศีล การปลูกฝังคุณธรรมยังได้รับผลกระทบจากสื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมทางสังคม รวมถึงการเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่ากระบวนการทางจริยธรรมขาดความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน อีกทั้งการจัดกิจกรรมด้านคุณธรรมยังไม่ต่อเนื่อง 3. แนวทางการส่งเสริมควรเน้นการบูรณาการหลักเบญจศีลเข้ากับการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ สร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน รวมถึงพัฒนากิจกรรมที่ต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทชีวิตของนักเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม</p>
พระชยุตม์ อินฺทปญฺโญ
ภัชลดา สุวรรณนวล
พระครูจิระธรรมรัต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
70
82
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295785
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 เพื่อส่งเสริมการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี จำนวน 110 คน ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลูกจ้างเหมาบริการ เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.939 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ = 4.23, S.D. = 0.44) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความโปร่งใส ด้านประสิทธิผล ด้านประสิทธิภาพ และด้านความประหยัด ตามลำดับ 2. หลักอิทธิบาท 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์โดยภาพรวมในระดับสูงมาก (r = .901**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสัมพันธ์เชิงบวกกับทุกด้าน ได้แก่ ด้านประสิทธิผล ด้านความประหยัด ด้านความรับผิดชอบ ด้านความโปร่งใส และด้านประสิทธิภาพ 3. การบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 สามารถส่งเสริมการบริหารงานสาธารณสุขให้เกิดความสมดุลระหว่างผลลัพธ์ คุณธรรม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า คือ ฉันทะเสริมแรงจูงใจและความรับผิดชอบ วิริยะเสริมความเพียรในการทำงานภายใต้ข้อจำกัด จิตตะเสริมความใส่ใจต่อคุณภาพบริการ และวิมังสาเสริมการใช้ข้อมูลตรวจสอบและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง ผลการวิจัยนี้สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับระบบบริหารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้ตอบสนองประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน</p>
อนันต์ สังขผาด
รัฐพล เย็นใจมา
ธิติวุฒิ หมั่นมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
83
97
-
การประยุกต์หลักสาราณียธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ของคณะสงฆ์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295929
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ของคณะสงฆ์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรม 6 กับประสิทธิภาพการบริหารโครงการ และ 3. เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ในการบริหารโครงการดังกล่าว โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 396 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.771 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพการบริหารโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.29, S.D. = 0.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า สีลสามัญญตา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ เมตตาวจีกรรม สาธารณโภคี และทิฏฐิสามัญญตา ส่วนเมตตากายกรรมและเมตตามโนกรรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรม 6 กับประสิทธิภาพการบริหารโครงการ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านการลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีความสัมพันธ์สูงสุด รองลงมา ได้แก่ การลดปัญหาอาชญากรรม การโจรกรรมทรัพย์สิน ปัญหายาเสพติด และความขัดแย้งในชุมชน และ 3. แนวทางการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 พบว่า <br />คณะสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา เช่น การสวดมนต์และการทำบุญร่วมกัน เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน และสนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันอาชญากรรมและการโจรกรรมทรัพย์สิน รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมด้านศีลธรรม ส่งเสริมความอบอุ่นในครอบครัว ลดความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงทางวาจา ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของยาเสพติด และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้การบริหารโครงการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในภาพรวม</p>
พระอาทิตย์ อติพโล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
98
111
-
พุทธวิธีการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294225
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการ 2. ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการ และ 3. เสนอแนวทางการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจาก พระสงฆ์ทั้งหมดในเขตปกครองคณะสงฆ์ อำเภอเคียนซา จำนวน 98 รูป วิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 รูป/คน จาก 4 กลุ่ม วิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารจัดการโดยรวมอยู่ในระดับมาก และทุกด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10, S.D. = 0.236) 2. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญคือ การขาดความเป็นระบบในทุกด้าน ได้แก่ การวางแผนที่ไม่อิงข้อมูลจริง โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ไม่ชัดเจน บุคลากรไม่เพียงพอ การสื่อสารและการตัดสินใจล่าช้า รวมถึงระบบติดตามและประเมินผลที่ยังไม่เข้มแข็ง และ 3. แนวทางการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ควรมุ่งเน้นการวางแผนพัฒนาวัดอย่างเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน และจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการบริหารแก่ผู้ปฏิบัติงาน ควรพัฒนาระบบการสื่อสาร การประสานงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานสาธารณูปการมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อวัดและชุมชน</p>
พระวิมล ฐิตมโน
พระครูภาวนาจันทคุณ
เนติลักษณ์ สุทธิรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
112
124
-
พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเทศบาลตำบลท่าวังผา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295259
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเทศบาลตำบลท่าวังผา 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเทศบาลตำบลท่าวังผา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเทศบาลตำบลท่าวังผา โดยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ จำนวน 372 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอเป็นความเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเทศบาลตำบลท่าวังผา ตามหลักสัมมัปปธาน 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.38) รายด้าน พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.52) 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเทศบาลตำบลท่าวังผา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ไม่แตกต่างกัน ทำให้ปฏิเสธสมมติฐาน และ 3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเทศบาลตำบลท่าวังผา พบว่า การประยุกต์ใช้หลักสัมมัปปธาน 4 มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ทำให้ประชาชนตระหนักถึงโทษภัยของยาเสพติด และการฝึกสมาธิเพื่อให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ต่อสิ่งยั่วยุที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และการสร้างเครือข่ายครอบครัว ชุมชน วัด เพื่อคอยให้กำลังใจและดูแลไม่ให้ผู้ที่เลิกยาเสพติดแล้วกลับไปเสพซ้ำอีก</p>
พงษ์พัฒน์ พุฒหมื่น
ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
125
139
-
พุทธวิถีส่งเสริมความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสมุทรสงคราม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294530
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสมุทรสงคราม 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความไว้วางใจทางการเมือง และ 3. นำเสนอพุทธวิถีในการส่งเสริมความไว้วางใจดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 399 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม แล้ววิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านนโยบายทางการเมืองและด้านคุณธรรมจริยธรรมอยู่ในระดับมาก ขณะที่ด้านพฤติกรรมทางการเมืองอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยด้านการศึกษา ด้านกลุ่มเพื่อนและชุมชน และด้านครอบครัวร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความไว้วางใจทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในแบบจำลองด้านหลักพุทธธรรม พบว่า ปุคคลัญญุตาเป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลเชิงบวกเด่นชัด ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า ความไว้วางใจทางการเมืองเกิดจากทั้งการทำงานเชิงนโยบาย คุณธรรมของผู้แทน และความสามารถในการเข้าใจประชาชนอย่างเหมาะสม ผู้วิจัยจึงสังเคราะห์พุทธวิถี “วิถีแม่กลอง” เป็นแนวทางส่งเสริมความไว้วางใจทางการเมืองบนฐานของการรู้ปัญหาพื้นที่ รู้ประโยชน์สาธารณะ รู้บทบาทหน้าที่ รู้กาลเทศะ รู้ชุมชน และรู้จักประชาชนอย่างเท่าเทียม เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารที่โปร่งใส การตัดสินใจที่รับผิดชอบ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างผู้แทนกับประชาชน</p>
จักรวาล เหมือนแจ่ม
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
สุมาลี บุญเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
140
153
-
พุทธบูรณาการส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น ในจังหวัดระยอง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296888
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำทางการเมือง 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมือง และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดระยอง ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.987 โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดระยอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.01) มีจุดเด่นด้านความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้สติปัญญาระดมทรัพยากร และการประสานเครือข่ายร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่น 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมือง ประกอบด้วย สองปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยจูงใจ สามารถร่วมทำนายผลได้ร้อยละ 40.1 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ความสำเร็จของงาน และความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ตามลำดับ และหลักฆราวาสธรรม 4 สามารถร่วมทำนายผลได้สูงถึงร้อยละ 72.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีคุณธรรมหลักเรียงลำดับตามน้ำหนักความสำคัญ คือ ทมะ ความหนักแน่น จาคะ ความเสียสละ และสัจจะ ความซื่อสัตย์ และ 3. แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองตามหลักฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย สัจจะ ความซื่อสัตย์จริงใจและการรักษาคำพูด ทมะ ส่งเสริมความหนักแน่น ยืนหยัดในความถูกต้องไม่หวั่นไหวต่อผลประโยชน์ ขันติ พัฒนาความอดทน ควบคุมอารมณ์และพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างมีสติ และจาคะ เน้นความเสียสละ มีจิตสาธารณะ และปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสโดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง มุ่งสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p>
พระมหาธนาธิป สีลสุทฺโธ (บุญมา)
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า
สวัสดิ์ จิรัฏฐิติกาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
154
167
-
ระดับนิติสำนึกเกี่ยวกับกฎหมายบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่มรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294627
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับนิติสำนึกของประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่มรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และ2. เสนอแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่มรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มรดกโลกจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 400 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัยใช้แบบสอบถามสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับนิติสำนึกของประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่มรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการขออนุญาตซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม สิ่งปลูกสร้างในเขตของโบราณสถาน รองลงมาคือด้านการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารตามพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วย หลักเกณฑ์ และวิธีการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร หรือดำเนินการใด ๆ ในเขตโบราณสถานพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2566 ภายในเขตของโบราณสถาน และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือด้านการยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารตามลำดับ 2. แนวทางสำคัญประกอบด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาคประชาชน เพื่อร่วมวางกฎระเบียบและตรวจสอบการก่อสร้าง การเร่งสร้างนิติสำนึกเชิงรุกผ่านการให้ความรู้และสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุมเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบรูปรายการสิ่งปลูกสร้าง โมเดลการสร้างนิติสำนึกมรดกโลกอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นการสร้างฉันทามติร่วมกัน ผ่านองค์ประกอบการมีส่วนร่วมภาคประชาชน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้าง และส่งเสริมการจัดการพื้นที่มรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาให้เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าอันเป็นสากลอย่างยั่งยืน</p>
นรินทร์ อุ่นแก้ว
ธาตรี มหันต์รัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
168
181
-
การขับเคลื่อนนโยบายที่ดินแห่งชาติสู่การปฏิบัติ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296100
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การขับเคลื่อนนโยบายที่ดินแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งศึกษาถึงบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินภายใต้กรอบแนวคิดนโยบายที่ดินแห่งชาติประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐและการรักษาความสมดลทางธรรมชาติ โดยมีการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐที่ชัดเจน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและฐานข้อมูลกลางในการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ของรัฐ ส่งผลให้การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. ด้านการใช้ที่ดินและทรัพยากรดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดมีการจัดทำข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและส่งเสริมการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับศักยภาพ 3. ด้านการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม มีการจัดที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนผ่านโครงการ คทช. 4. ด้านการบูรณาการและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินอย่างมีเอกภาพ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายที่ดินแห่งชาติยังคงเผชิญความท้าทายด้านการบูรณาการข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง จึงควรพัฒนากลไกการติดตามประเมินผลและเสริมสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของทรัพยากร การลดความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
จักรพงศ์ ชื่นดวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
182
195
-
แนวคิดทางการเมืองไทยในบริบทประวัติศาสตร์: สุโขทัยถึงสังคมประชาธิปไตย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294250
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของแนวคิดทางการเมืองการปกครองของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยพิจารณาผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย ได้แก่ สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดทางการเมืองในสมัยสุโขทัยมีลักษณะสำคัญคือ แนวคิดธรรมราชา ซึ่งยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและแนวคิดการปกครองแบบพ่อปกครองลูกที่เน้นความใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครองกับราษฎร สมัยกรุงศรีอยุธยา แนวคิดเทวราชา ได้เข้ามามีอิทธิพล ส่งผลให้พระมหากษัตริย์ถูกมองว่าเป็นสมมติเทพและมีอำนาจสูงสุดในการปกครอง พร้อมทั้งมีการจัดระเบียบสังคมผ่านระบบศักดินาและระบบไพร่ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นผลมาจากอิทธิพลแนวคิดตะวันตก การตื่นตัวของปัญญาชน และปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาการของประชาธิปไตยไทยยังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองและการรัฐประหารเป็นระยะ แนวโน้มการพัฒนาการเมืองไทยในปัจจุบันจึงควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างการเมืองภาคพลเมือง การพัฒนาคุณภาพประชาชน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยมีความมั่นคงและยั่งยืน</p>
ณรงค์รัฐ ภูติรถยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
196
210
-
สื่อสังคมออนไลน์กับการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293340
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ต่อการรับรู้ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับระดับการตื่นตัวทางการเมือง อธิบายรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านช่องทางดิจิทัล (Platform) และวิเคราะห์ผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบของสื่อสังคมออนไลน์ต่อการพัฒนาทางการเมืองในสังคมไทย จากการศึกษาพบว่า สื่อสังคมออนไลน์ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะใหม่ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางการเมืองอย่างรวดเร็วและหลากหลาย ส่งผลทำให้คนรุ่นใหม่เกิดการเรียนรู้ ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะมากขึ้นในหลายประเด่น อีกทั้ง การใช้สื่อสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับการตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทาง การเมือง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมรูปแบบใหม่ การติดตามข่าวสาร การแบ่งปัน (Share) ข้อมูลทางการเมืองการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การใช้การติดคำค้นหา (Hashtag) ในประเด็นทางการเมือง และการเข้าร่วมการรณรงค์ออนไลน์ ซึ่งทำให้เกิดการสะท้อนกลไกการเคลื่อนไหวแบบกลุ่มใหม่ในเครือข่ายในยุคดิจิทัล โดยมีความท้าทายสำคัญ การแพร่กระจายของข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล และแนวโน้มการแบ่งขั้วทางความคิด ซึ่งอาจกระทบต่อทัศนคติและพฤติกรรมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่</p>
บรรณวัชร พลคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
211
224
-
การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองของเยาวชนรุ่นใหม่ ตามหลักสุจริตธรรม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296004
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองของเยาวชนรุ่นใหม่ตามหลักสุจริตธรรม ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนรุ่นใหม่ควรยึดหลักสุจริตธรรมในการดำเนินชีวิตและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ดังนี้ 1. กายสุจริต การประพฤติชอบทางกาย ควรแสดงออกทางการเมืองอย่างเหมาะสม เคารพกฎหมายและกติกาของสังคม ใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างรับผิดชอบ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงหรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม 2. วจีสุจริต การสื่อสารชอบทางวาจา ควรสื่อสารทั้งในชีวิตประจำวันและผ่านสื่อออนไลน์ด้วยความสุภาพ มีเหตุผล และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง รู้จักตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ และหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังหรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และ 3. มโนสุจริต การมีจิตใจชอบและจิตสำนึกทางการเมืองที่ถูกต้อง ควรมีจิตสำนึกที่ยึดหลักความเมตตา ความซื่อสัตย์สุจริต และการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เปิดใจยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างมีเหตุผล และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p>
พระมหาปวรภัฏฐ์ ภทฺทโมลี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
225
234
-
ภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงพุทธ: รูปแบบนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาพระปริยัติธรรมในยุคพลิกผัน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295993
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นที่ภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงพุทธของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ ทั้งนี้ ภาวะผู้นำดิจิทัลเชิงพุทธมีความเกี่ยวโยงกับหลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ ในฐานะที่ธรรมะหมวดนี้เป็นเสมือนเกราะป้องกันทางจริยธรรมและเข็มทิศเชิงยุทธศาสตร์ที่คอยกำกับการใช้นวัตกรรมของผู้บริหาร การนำสัปปุริสธรรม 7 มาประยุกต์ใช้ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบของเทคโนโลยี ประเมินความพร้อมและจัดสรรทรัพยากรอย่างพอเหมาะ ตลอดจนดำเนินงานได้ถูกกาลเทศะและเข้าใจความแตกต่างของบุคลากร ผลการสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่นำไปสู่การสร้าง “รูปแบบนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา 3 มิติ” ได้แก่ มิติแห่งวิสัยทัศน์ที่รู้เท่าทัน มิติแห่งการบริหารทรัพยากรอย่างสมดุล และมิติแห่งการบริหารเครือข่ายและมนุษย์อย่างมีเมตตาธรรม รูปแบบนวัตกรรมนี้ช่วยยกระดับการจัดการศึกษาให้ทันสมัย ควบคู่กับการธำรงรักษาสมณสารูปและอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืน</p>
พระครูปริยัติธรรมกิจ (มาโนชญ์ ทองคำพันธุ์)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
235
249
-
การขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ของพระสงฆ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296851
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ของพระสงฆ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยนำเสนอแนวทางการปรับตัวของคณะสงฆ์ให้สามารถปฏิบัติภารกิจด้านสาธารณสงเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้ใหม่จากการศึกษาสามารถสรุปได้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1. การสำรวจและคัดกรองเชิงรุก โดยประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มเปราะบางในชุมชน 2. การจัดสรรทรัพยากรและความช่วยเหลือ โดยใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนและบริหารการช่วยเหลือให้เกิดประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการ 3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างวัด ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ผ่านระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงาน และ 4. การพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจ โดยส่งเสริมทั้งการช่วยเหลือด้านวัตถุ การพัฒนาทักษะอาชีพ สุขภาวะทางจิต และการพึ่งพาตนเอง</p>
พระชญาเชษฐกาญจน์ (ควันจี) กุลเพชรจารุภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ
2026-06-30
2026-06-30
9 3
250
259