วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim <p><strong>วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ</strong> <span lang="TH">เลขมาตรฐานสากล </span>ISSN 2774-0919 (Print) ISSN 2774-0897 (Online) จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยที่นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปบูรณาการกับการจัดการหรือศาสตร์อื่นๆ เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> มูลนิธิการจัดการเชิงพุทธ th-TH วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2774-0919 การบริหารจัดการโรงเรียนวัดในเขตอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี สู่ความเป็นเลิศด้านคุณธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288383 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาองค์ประกอบการบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนานักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านคุณธรรม 2. พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกิจกรรมดังกล่าว และ 3. ประเมินผลกิจกรรมพัฒนานักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านคุณธรรมโดยดำเนินการวิจัยในโรงเรียนวัด อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีหลายระยะ (Multiphase Mixed Methods) กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง จำนวน 240 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามโรงเรียน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับคณะสงฆ์ ผู้นำชุมชน ผู้บริหาร ครู ตัวแทนผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา รวมทั้งสิ้น 18 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบการบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนานักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านคุณธรรม ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผนปลูกฝังคุณธรรม การมีส่วนร่วมของครูและนักเรียน การส่งเสริมด้านคุณธรรม ผู้บริหารที่ศรัทธาในพระรัตนตรัย ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการประเมินคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง 2. รูปแบบการบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนานักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านคุณธรรมของโรงเรียนวัด ประกอบด้วยการบริหารจัดการด้วยวงจรคุณภาพ PDCA การบริหารแบบมีส่วนร่วม และการประเมินผลกิจกรรม และ 3. ผลการประเมินกิจกรรมด้านคุณธรรมพบว่านักเรียนมีพัฒนาการที่ดีในด้านความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความเสียสละเพื่อส่วนรวม และความพอเพียง</p> นิกร ศรีราช พระมหาสมชาย มะลิซ้อน พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 1 12 การพัฒนาสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธของนิสิตอาเซียน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมอุดมสุข https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288671 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธของนิสิตอาเซียน 2. พัฒนากระบวนการสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธของนิสิตอาเซียน และ 3. เสนอกระบวนการสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธของนิสิตอาเซียน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมอุดมสุข เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือนิสิตอาเซียนจำนวน 1,776 รูปหรือคน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 รูปหรือคน คำนวณตามสูตรของ Cochran ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้สถิติเชิงอนุมาน คือ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เครื่องมือคือแนวคำถามสำหรับการศึกษาและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธของนิสิตอาเซียน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมอุดมสุข พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.65 2. การพัฒนากระบวนการสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธของนิสิตอาเซียน พบว่า นิสิตอาเซียนพัฒนาสุขภาวะทั้ง 5 ด้านผ่านการประยุกต์ใช้หลักไตรสิกขาเป็นแนวทางดูแลสุขภาพ <br />เน้นความเพียร ความมุ่งมั่น และการใช้สติปัญญาในการพิจารณาและปรับปรุงตน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนและเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมอุดมสุข และ 3. กระบวนการสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธของนิสิตอาเซียน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมอุดมสุข พบว่า กระบวนการนี้ผสานหลักไตรสิกขากับแนวทางสุขภาวะสมัยใหม่ในทุกด้านผ่านวัตถุประสงค์ โครงการ และขั้นตอนปฏิบัติ 3 ระดับ เพื่อสร้างสุขภาวะร่วมกันในระยะยาว โดยมีความสมดุลระหว่างสุขภาวะทั้ง 5 ด้าน และเน้นสุขภาวะทางปัญญาในวิถีพุทธ และครอบคลุมกว่าวิธีทางการแพทย์</p> พระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ สุรัตน์ คำโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 13 27 พุทธวิธีส่งเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289595 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับศักยภาพการปฏิบัติงาน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธวิธี 4 ส. กับศักยภาพการปฏิบัติงาน และ 3. นำเสนอพุทธวิธีส่งเสริมศักยภาพการปฏิบัติงาน การวิจัยดำเนินการแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 200 รูป ที่ได้จากการคำนวณสูตรของทาโรยามาเน่ ด้วยแบบสอบถามที่ครอบคลุมการวัดศักยภาพ 5 ด้าน และหลักพุทธวิธี 4 ส. ที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับอยู่ที่ 0.971 และนำผลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาประกอบการถดถอยพหุคูณ และวิจัยเชิงคุณภาพ โดยลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ที่ได้เลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.79) โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านแรงจูงใจ/เจตคติ ด้านบุคลิกลักษณะประจำตัวของบุคคลด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง ด้านความรู้ และด้านทักษะ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธวิธี 4 ส. กับศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมาก (R = 0.815**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านสัมปหังสนา ด้านสมุตตเตชนา ด้านสันทัสสนา และด้านสมาทปนา และ 3. ผู้วิจัยได้นำเสนอพุทธวิธีส่งเสริมศักยภาพทั้ง 5 ด้าน โดยประยุกต์หลักพุทธวิธี 4 ส. เข้ากับการปฏิบัติงาน ส่งผลให้พระสอนศีลธรรมมีองค์ความรู้และสามารถอธิบายหลักธรรมได้อย่างถูกต้องชัดเจนเหมาะสมกับผู้เรียน (สันทัสสนา) มีการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ การวางแผน การใช้สื่อและการสร้างบรรยากาศ (สมาทปนา) ตระหนักในบทบาทหน้าที่และมีความมุ่งมั่น (สมุตตเตชนา) รวมถึงมีบุคลิกภาพภายนอกที่เรียบร้อย สำรวม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน (สัมปหังสนา)</p> ณัฐกาญจน์ ชมเชย ธวัชชัย สมอเนื้อ สุริยา รักษาเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 28 42 บทบาทของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287907 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับบทบาทของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทบาทของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรคและเสนอแนะบทบาทของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียน จำนวน 205 คน วิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.60) 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทบาทของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยภาพรวม พบว่า นักเรียนที่มีเพศ อายุ ระดับชั้นเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของพระสอนศีลธรรมในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ในระดับมัธยมศึกษา ไม่แตกต่างกัน ซึ่งปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. ปัญหา อุปสรรคบทบาทของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา พบว่า ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ คือ พระสอนศีลธรรมมีจำนวนไม่เพียงพอ และขาดการพัฒนาทักษะการสอนที่ทันสมัย</p> พระอธิการมงคลชัย จกฺกวโร (ดอนชะเอม) พระครูวชิรคุณพิพัฒน์ (อเนก คุณวุฑฺโฒ) นิกร ศรีราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 43 55 การประยุกต์หลักพุทธธรรมาภิบาลเพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการประชาชนของเทศบาลตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287910 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของเทศบาล 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอรูปแบบการประยุกต์หลักพุทธธรรมาภิบาลเพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการเทศบาลตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 392 คน วิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.89, S.D. = 0.16) โดยด้านอัตถจริยามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านปิยวาจา สมานัตตตาและทาน ตามลำดับ 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นโดยจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมาภิบาลโดยใช้สังคหวัตถุธรรม 4 ประการ ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ทำหน้าที่เป็นฐานคุณค่าทางจริยธรรมในการเสริมสร้างความไว้วางใจ ความเอื้ออาทร และความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลให้การให้บริการมีความอบอุ่น เป็นมิตร และเกิดบรรยากาศแห่งความเสมอภาค ควบคู่กับการดำเนินงานตามกรอบทฤษฎีการให้บริการสาธารณะของมิลเลท ซึ่งเน้นความเสมอภาค ความทันต่อเวลา ความเพียงพอ ความต่อเนื่อง และความก้าวหน้า ทำให้การให้บริการของเทศบาลมีความเป็นระบบและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการระหว่างคุณธรรมเชิงพุทธกับหลักการบริหารงานบริการสาธารณะ ส่งผลให้การบริการของเทศบาลตำบลเทพนครบรรลุทั้งมิติคุณค่าเชิงจิตใจและมิติความเป็นมืออาชีพอย่างสมดุล</p> พระมหาพงศักดิ์ สกฺกวํโส พระครูอาทรวชิรกิจ (มานะ ฐานิสฺสโร) พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 56 70 ประสิทธิผลการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288012 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิผลในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสังฆาธิการต่อประสิทธิผลในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และเสนอแนะประสิทธิผลในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชร เป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการ จำนวน 238 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิผลในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ประสิทธิผลในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสังฆาธิการที่มีต่อประสิทธิผลในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยภาพรวม พบว่า พระสังฆาธิการที่มีอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสามัญ วุฒิการศึกษานักธรรม และวุฒิการศึกษาเปรียญธรรมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะต่อประสิทธิผลในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลางของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ปัญหา ขาดระบบการบริหารที่มีความโปร่งใสและทันสมัยเพียงพอ กระบวนการดำเนินงานบางส่วนยังมีความซ้ำซ้อน ล่าช้า และไม่เป็นเอกภาพ ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขและยกระดับประสิทธิผลในการบริหารจัดการ ควรพัฒนาระบบการจัดการศาสนสมบัติกลางให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูล</p> ภาวิณี ไม้สุวงศ์ พระพิทักษ์ คุณารกฺโข พระครูอาทรวชิรกิจ (มานะ ฐานิสฺสโร) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 71 83 ประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ในตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289955 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ระดับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3. นำเสนอประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รูปแบบการวิจัยผสานวิธี <br />การวิจัยเชิงปริมาณ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 275 คน เก็บข้อมูลแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 รูปหรือคน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านพุทธวิธีการสอน และด้านประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ตามลำดับ 2. ปัจจัยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และปัจจัยพุทธวิธีการสอนมีอิทธิพลร่วมกันต่อประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 โดยองค์ประกอบทั้งหมดของปัจจัยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกันอธิบายความผันแปรของประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร้อย 41.40 ปัจจัยพุทธวิธีการสอน ร่วมกันอธิบายความผันแปรของประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร้อยและ 34.40 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. ประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระสงฆ์ส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในพระไตรปิฎกและหลักพระธรรมวินัย ด้านด้านพุทธวิธีการสอน พระสงฆ์ อธิบายหลักธรรมให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน มีพุทธวิธีการสอนปลูกศรัทธากระตุ้นแรงจูงใจที่จะปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง ด้านประสิทธิผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แสดงให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคม</p> พระมหาพัฒนวิสิฐ ฐิตญาโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 84 95 การประยุกต์หลักภาวนา 4 เพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288013 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการประยุกต์หลักภาวนา 4 เพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของผู้สูงอายุ 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการประยุกต์หลักภาวนา 4 โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอรูปแบบการประยุกต์หลักภาวนา 4 ที่เหมาะสมในการส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 333 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติสำเร็จรูป และแปลผลตามเกณฑ์ค่าเฉลี่ย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับสุขภาวะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.89, S.D. = 0.18) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ปัญญาภาวนา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.90, S.D. = 0.25) ศีลภาวนา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.89, S.D. = 0.27) จิตตภาวนา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.89, S.D. = 0.27) และกายภาวนา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.87, S.D. = 0.25) 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการประยุกต์หลักภาวนา 4 ตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อันเป็นการปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. นำเสนอรูปแบบการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุจากการประยุกต์หลักภาวนา 4 โดยมีข้อเสนอแนะสำคัญ 4 ด้าน คือ 1. กายภาวนา ควรส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมสุขภาพ 2. ศีลภาวนา ควรจัดตั้งชมรมหรือเครือข่ายผู้สูงอายุเพื่อกิจกรรมทางศีลธรรม ปลูกฝังความสำรวมในกาย วาจา ใจ และสร้างความสามัคคีในชุมชน 3. จิตตภาวนา ควรจัดกิจกรรมสมาธิ ฝึกสติ การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ และสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง และ 4. ปัญญาภาวนา ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุศึกษาหลักธรรมสำคัญ เช่น โลกธรรม 8 และไตรลักษณ์ เพื่อใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิต เข้าใจความจริงของโลกและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข</p> ปริยากร โมเฟื่อง พระพิทักษ์ คุณารกฺโข พระครูอาทรวชิรกิจ (มานะ ฐานิสฺสโร) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 96 110 การพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288116 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ต่อการพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรคและเสนอแนะการพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการ ของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นของพระสงฆ์การพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า การพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.83, S.D. = 0.17) 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ ที่มีต่อการพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา และวุฒิการศึกษาสามัญ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการ ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนพระสงฆ์ที่มีวุฒิการศึกษานักธรรม มีความคิดเห็น แตกต่างกันจึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย และ 3. ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ การพัฒนาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ด้านการก่อสร้างและบูรณ ปฏิสังขรณ์เสนาสนะ คือ ขาดงบประมาณและแหล่งทุนที่แน่นอน การดำเนินงานต้องพึ่งพาศรัทธาญาติโยม ทำให้ขาดความต่อเนื่อง</p> พระครูปรีชาวชิรสิทธิ์ (สิทธิชัย ปริชาโน) พระครูวชิรคุณพิพัฒน์ (อเนก คุณวุฑฺโฒ) นิกร ศรีราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 111 121 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288018 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 2. เปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารงานเผยแผ่ตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะต่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากพระสงฆ์ จำนวน 167 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.57, S.D. = 0.615) 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พบว่า อายุ ตำแหน่งทางคณะสงฆ์ วุฒิการศึกษาแผนกนักธรรมและวุฒิการศึกษาแผนกเปรียญธรรมต่างกัน มีความคิดเห็น โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนพระสงฆ์ที่มีพรรษาและวุฒิการศึกษาแผนกสามัญศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นโดยภาพรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย และ 3. ปัญหา อุปสรรคต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พบว่า ด้านผู้ส่งสาร มีความเข้าใจในประเด็นไม่ชัดเจน ผู้เทศน์ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า ด้านสาร อธิบายเนื้อหาขาดตกบกพร่องไม่ครบถ้วน ด้านช่องสาร ปรับตัวตามไม่ทันเทคโนโลยี ด้านผู้รับสาร ผู้ฟังมีความเอนเอียงต่อการเทศน์ ทำให้ไม่เปิดใจรับฟังและไม่ได้รับประโยชน์จากการเทศน์</p> พระณภัทร สิริธมฺโม (ทองเพิ่ม) พระพิทักษ์ คุณารกฺโข พระครูสังฆรักษ์โกศล มณีรตนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 122 134 การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้การท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาเป็นฐานในการเสริมสร้างทักษะภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291429 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการเรียนรู้ภาษาไทยและความต้องการในการพัฒนาทักษะภาษาไทยของชาวต่างประเทศในบริบทการท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 2. พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้การท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาไทย และ 3. ประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวในด้านทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา โดยประยุกต์ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาความต้องการจำเป็น การพัฒนานวัตกรรม และการประเมินประสิทธิผลด้วยรูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ชาวต่างประเทศมีทักษะการฟังและการพูดในระดับสูงกว่าทักษะการอ่านและการเขียน และมีความต้องการพัฒนาทักษะภาษาไทยแบบองค์รวมในระดับมาก 2. นวัตกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 8 โมดูลการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยยึดหลักการเรียนรู้แบบใช้บริบทเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จัดลำดับกระบวนการตั้งแต่การเตรียมความพร้อมทางภาษาและวัฒนธรรม การฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาในพื้นที่จริงของอุทยานประวัติศาสตร์ ผลการประเมินคุณภาพนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความเหมาะสมและความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.57) ผลการประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่า ผู้เรียนชาวต่างประเทศมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยหลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกทักษะ และ 3. ผลการประเมินเชิงคุณภาพยังแสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนมีความมั่นใจในการสื่อสารเพิ่มขึ้น มีความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม และมีความตระหนักรู้ด้านวัฒนธรรมไทยมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้การท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมเป็นฐาน สามารถบูรณาการการพัฒนาทักษะภาษาเข้ากับการเสริมสร้างความรอบรู้ทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศอย่างยั่งยืน</p> พระมหาภราดร ภูริสฺสโร (สุวรรณรัตน์) พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ) เชน นคร อดุลย์ คนแรง เอกลักษณ์ เทพวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 135 149 วัดต้นแบบ: การพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดในจังหวัดอ่างทอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291446 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ทดลองใช้ระบบสภาสาธารณูปการสงฆ์เพื่อการจัดการทรัพย์สินของวัดกับวัดต้นแบบ 2. ประเมินผลการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่พระสังฆาธิการในการจัดการทรัพย์สินของวัดในจังหวัดอ่างทอง และ 3. ประเมินผลการนำนวัตกรรมเชิงพุทธไปทดลองใช้ในการจัดการทรัพย์สินของวัดต้นแบบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยบูรณาการการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยวัดต้นแบบในจังหวัดอ่างทอง พระสังฆาธิการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินของวัด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การทดลองใช้ระบบสภาสาธารณูปการสงฆ์ช่วยยกระดับโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้มีความเป็นระบบ ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของพระสังฆาธิการ คณะกรรมการวัด และชุมชน 2. พระสังฆาธิการที่เข้ารับการอบรมมีระดับความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติด้านการจัดการทรัพย์สินของวัดอยู่ในระดับมาก และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้ และ 3. นวัตกรรมเชิงพุทธสามารถบูรณาการหลักพุทธธรรมกับหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความยั่งยืนในการจัดการทรัพย์สินของวัดในบริบทจังหวัดอ่างทอง</p> พระครูธรรมธรสฐาพร ปภสฺสโร พระครูปลัดอุดร ปริปุณฺโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 150 164 บทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292094 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และ 3. นำเสนอบทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน วิเคราะห์การถดถอยของพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 379 คน ผ่านแบบสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.94, S.D. = 0.59) 2. หลักภาวนา 4 และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุสามารถร่วมกันพยากรณ์บทบาทของพระสงฆ์ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 83.2 ส่วนอีกร้อยละ 16.8 เป็นความแปรปรวนที่เกิดจากปัจจัยอื่น เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า หลักภาวนา 4 ไม่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ขณะที่ปัจจัยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นตัวแปรหลักเพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ และ 3. บทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมด้านกาย จิต สังคม และปัญญา โดยบูรณาการหลักภาวนา 4 ส่งเสริมสุขภาพกาย จิตใจ วินัย คุณค่า และสติปัญญาพร้อมปลูกฝังคุณธรรม พัฒนาทักษะและการมีส่วนร่วมทางสังคม สร้างเครือข่ายชุมชน และเผยแพร่องค์ความรู้ ผ่านกิจกรรมธรรมะ สุขภาพ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี จิตใจมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์</p> พระพลวัฒน์ สพโล (พวงปากกา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 165 177 พุทธภูมิกายาและล้านนาประเทศ: อ่านตำนานพระเจ้าเลียบโลกผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288406 <p>หนังสือ พุทธภูมิกายาและล้านนาประเทศ: อ่านตำนานพระเจ้าเลียบโลกผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ของสุดแดน วิสุทธิลักษณ์ และวัลลภ ทองอ่อน (2564) นำเสนอมิติใหม่ในการศึกษาตำนานพระเจ้าเลียบโลก อันเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาที่แพร่หลายในล้านนา สิบสองปันนา เชียงตุง และบางส่วนของประเทศลาว จุดเด่นของหนังสือ คือ การไม่เพียงปริวรรตและวิเคราะห์เชิงวรรณกรรม แต่ยังบูรณาการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และการสำรวจภาคสนาม เพื่อทำความเข้าใจเครือข่ายพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่สัมพันธ์กับภูมิศาสตร์จริงของเอเชียอาคเนย์ โดยมีล้านนาเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาค หนังสือวิชาการเล่มนี้จึงชี้ให้เห็นกระบวนการสร้างความหมายของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ผ่านการประดิษฐานรอยพระพุทธบาท พระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสะท้อนโครงสร้างการรับรู้ระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบ กล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้ถือเป็นผลงานที่มีคุณูปการต่อการศึกษาวรรณกรรมพุทธศาสนา เนื่องจากเปิดพื้นที่ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตำนานกับภูมิศาสตร์การเมือง วัฒนธรรม และศาสนาในเอเชียอาคเนย์ ผ่านมุมมองใหม่ที่ผสานศาสตร์สมัยใหม่กับการศึกษาท้องถิ่นได้อย่างมีพลังอย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์เห็นว่า ประเด็นการตีความรอยพระบาทว่าเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนชนบทหรือพื้นที่ชายแดน และการใช้แนวคิด “พุทธภูมิกายา” ยังเป็นข้อถกเถียงที่ควรได้รับการพิจารณาเพิ่มเติมจากกรอบคิดสาขาอื่น เพื่อให้เข้าใจทั้งมิติทางประวัติศาสตร์และมิติทางสังคมวัฒนธรรมของผู้คนท้องถิ่นได้รอบด้านยิ่งขึ้น</p> พระครูสุตคุณาลงกรณ์ (ชาญณรงค์ กตคุโณ) พระมหาประทีป อภิวฑฒฺโน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 296 306 บทเรียนจากสังคมไทย: การเมืองแห่งความกรุณากับการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291542 <p>บทความนี้ศึกษาแนวคิดการเมืองแห่งความกรุณาและการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดของนโยบายสาธารณะแบบดั้งเดิมในสังคมไทยที่มักเน้นความถ้วนหน้าและความเสมอภาคเชิงรูปแบบแต่กลับไม่สามารถตอบสนองต่อความแตกต่างของชีวิตจริงและความเปราะบางของประชาชนได้อย่างแท้จริง บทความใช้การสังเคราะห์แนวคิดทางรัฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยเฉพาะบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างด้านการเข้าถึงสวัสดิการ บริการรัฐ และระบบดิจิทัลของกลุ่มเปราะบาง อันเป็นผลจากการออกแบบนโยบายที่ขาดมิติความเข้าใจเชิงมนุษย์และการมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งที่พบจากการศึกษา คือ การเมืองแห่งความกรุณาสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบคุณธรรมสาธารณะที่ช่วยขยายขอบเขตการออกแบบนโยบายให้ยึดโยงกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความแตกต่าง และความเป็นธรรมเชิงผลลัพธ์มากขึ้น เมื่อผสานหลักสติ ความกรุณา และความรับผิดชอบเข้ากับวงจรนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่การกำหนดปัญหา การออกแบบ การดำเนินงาน ไปจนถึงการประเมินผล จะช่วยลดช่องว่างระหว่างเจตนานโยบายกับผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ และเสริมสร้างความไว้วางใจรวมถึงความชอบธรรมของรัฐในระยะยาว บทความสรุปว่า การเมืองแห่งความกรุณาไม่ได้เข้ามาแทนที่หลักความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน หรือโครงสร้างทางการเมืองเดิม แต่ทำหน้าที่เติมเต็มให้หลักการเหล่านั้นสามารถตอบสนองต่อความเป็นจริงของสังคมไทย และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างยั่งยืน</p> พระสมุห์กัมพล กิตฺติโก (บุญนิยม) พระครูสังฆรักษ์อธิวัฒน์ อธิวฑฺฒโน (วัตตะสิริชัย) พระครูสมุทรวชิรานุวัตร (ธนัญชัย อริญฺชโย) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 178 192 การไตร่ตรองก่อนเผยแพร่สารทางการเมืองในสื่อสังคมออนไลน์: การประยุกต์หลักธรรมเพื่อการสื่อสารอย่างรับผิดชอบของพลเมือง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291614 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและวิเคราะห์กระบวนการไตร่ตรองก่อนการเผยแพร่สารทางการเมืองของพลเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ โดยบูรณาการแนวคิดทางรัฐศาสตร์ร่วมกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อเสนอกรอบการสื่อสารทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบในบริบทสังคมประชาธิปไตยร่วมสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาทของโซเชียลมีเดียในฐานะพื้นที่ทางการเมืองที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรับรู้ การตัดสินใจ และการแสดงออกทางการเมืองของพลเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาการสื่อสารทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากข่าวลวง ข้อมูลบิดเบือน การสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ และวาทกรรมสร้างความขัดแย้ง โดยใช้การวิเคราะห์และการสังเคราะห์แนวคิดทางรัฐศาสตร์ร่วมกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อเสนอกรอบคิดในการกำกับการสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่า การเมืองบนโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้พลเมืองมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการบิดเบือนการรับรู้และการขยายอารมณ์ทางการเมือง บทความเสนอให้นำหลักสติ สัมปชัญญะ และสัมมาวาจา มาบูรณาการเป็นกรอบคิดเชิงจริยธรรมและเชิงปฏิบัติในการไตร่ตรองก่อนการเผยแพร่สารทางการเมืองของพลเมือง โดยสติช่วยให้รู้เท่าทันอารมณ์และอิทธิพลของสาร สัมปชัญญะช่วยให้ตระหนักถึงผลกระทบของการสื่อสารต่อผู้อื่นและสังคม และสัมมาวาจาช่วยกำกับรูปแบบการแสดงออกให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเคารพความเห็นต่าง ทั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า การไตร่ตรองก่อนการเผยแพร่สารทางการเมืองไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบเชิงปัจเจก หากแต่เป็นกระบวนการฝึกฝนภายใต้ข้อจำกัดของโครงสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพของการสื่อสารทางการเมืองและการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล</p> พระครูสมุทรวชิรานุวัตร (ธนัญชัย อริญฺชโย) พระครูสังฆรักษ์อธิวัฒน์ อธิวฑฺฒโน (วัตตะสิริชัย) พระสมุห์กัมพล กิตฺติโก (บุญนิยม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 193 206 กระแสการเมืองกับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในมิติทางพระพุทธศาสนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291649 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสการเมืองกับกระบวนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตยร่วมสมัย โดยมุ่งอธิบายบทบาทของการสื่อสารทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนและสื่อดิจิทัล ซึ่งมีอิทธิพลต่อการรับรู้ อารมณ์ และกรอบความคิดทางการเมืองของประชาชนอย่างเข้มข้น การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดทางรัฐศาสตร์ควบคู่กับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่ออธิบายว่าการตัดสินใจเลือกตั้งมิได้ตั้งอยู่บนเหตุผลเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระแสทางการเมือง อารมณ์สาธารณะ และโครงสร้างการสื่อสารในยุคดิจิทัล จากการศึกษาพบว่า กระแสการเมืองสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งปัจจัยส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง และในขณะเดียวกันก็ลดทอนกระบวนการไตร่ตรองเชิงเหตุผลของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อการสื่อสารทางการเมืองเน้นการสร้างภาพลักษณ์ วาทกรรม และการปลุกเร้าอารมณ์มากกว่าการนำเสนอนโยบายอย่างรอบด้าน ในมิติทางพระพุทธศาสนา หลักโยนิโสมนสิการ สติ สัมปชัญญะ และสัมมาทิฏฐิ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบคิดเชิงปัญญาและจริยธรรม เพื่อช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้เท่าทันกระแส แยกแยะสาระออกจากอารมณ์ และตระหนักถึงผลกระทบของการตัดสินใจเลือกตั้งต่อประโยชน์ส่วนรวม บทความเสนอว่า การบูรณาการกรอบคิดทางพระพุทธศาสนาเข้ากับการวิเคราะห์การเมืองร่วมสมัย ช่วยยกระดับคุณภาพของการตัดสินใจเลือกตั้ง และสนับสนุนการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพภายใต้สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยสื่อและอารมณ์ในยุคดิจิทัล</p> พระครูสังฆรักษ์อธิวัฒน์ อธิวฑฺฒโน (วัตตะสิริชัย) พระครูสมุทรวชิรานุวัตร (ธนัญชัย อริญฺชโย) พระสมุห์กัมพล กิตฺติโก (บุญนิยม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 207 221 บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาสังคมตามแนวพุทธสังคมสงเคราะห์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/290882 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาสังคมตามแนวพุทธสังคมสงเคราะห์จากการศึกษาจากแนวคิด หนังสือ ตำรา และจากการสังเคราะห์ พบว่า บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาสังคม ในหลายด้าน ประกอบด้วย 1. การที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน 2. การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน 3. การอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น 4. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และ 5. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวัดกับองค์กรต่าง ๆ การพัฒนาพระสงฆ์และบุคลากรของวัดให้มีความรู้และทักษะในการถ่ายทอดหลักธรรมจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพระพุทธศาสนาและชุมชน เมื่อพระสงฆ์มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน ก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นที่พึ่งทางปัญญาให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง การพัฒนาบุคลากรของวัดซึ่งรวมถึงไวยาวัจกร กรรมการวัด และจิตอาสาต่าง ๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมและมีทักษะในการทำงานร่วมกับชุมชน ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง และการสาธารณสงเคราะห์หรืองานสาธารณสงเคราะห์ เป็นการแสดงบทบาทของพระภิกษุในด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งการสงเคราะห์บุคคล และสาธารณสงเคราะห์ เกี่ยวกับการสงเคราะห์ชุมชนและสังคม โดยมีวัดและพระภิกษุเป็นแกนนำ เป็นการดำเนินกิจการเพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์ของบุคคล คณะบุคคล หรือหน่วยงาน ซึ่งต้องอยู่ในขอบข่ายของการสงเคราะห์ เป็นกิจกรรมที่วัดหรือพระภิกษุสงฆ์ดำเนินกิจการเพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์ในด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งการสงเคราะห์บุคคล และสาธารณสงเคราะห์ ทั้งทางวัตถุและจิตใจในรูปแบบต่าง ๆ ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย</p> พระครูธรรมธรอภิชัย อภิชโย (คงเกษม) พระมหาวิรัตน์ พลทตฺโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 222 235 การจัดการเสนาสนะในวัดเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ตามแนวทางพระไตรปิฎก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291494 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษา การจัดการเสนาสนะในวัดเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ตามแนวทางพระไตรปิฎก จากการศึกษาจากแนวคิด หนังสือ ตำรา และจากการสังเคราะห์ วิเคราะห์จากผู้แต่ง พบว่า 1. ในสมัยพุทธกาล เสนาสนะในพุทธสถานหรือวัดวาอารามเกิดขึ้นมากมายเหล่านั้นต่างได้รับแรงศรัทธาจากประชาชนโดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ทรงให้การคุ้มครองอุปถัมภ์แก่พระพุทธศาสนามีการสร้างวัดถวายมากมาย เช่น วัดเวฬุวัน (ป่าไผ่) ที่พระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แห่งเมืองมคธทรงน้อมถวายแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานเพื่อใช้เป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์และประกาศพระสัทธรรมแก่ประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธา 2. วัดโดยทั่วไปนิยมแบ่งเขตพื้นที่ภายในออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1. เขตพุทธาวาส 2. เขตสังฆาวาส และ 3. เขตธรณีสงฆ์ ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้มีอยู่ 3 เขตดังกล่าวพุทธาวาส เป็นสถานที่มีพระพุทธรูปหรือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าเขตสังฆาวาสเกี่ยวกับที่พักของสงฆ์และที่ทำกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพระสงฆ์และเขตธรณีสงฆ์ที่เกี่ยวกับศาลาการเปรียญหรือศาลาเก็บศพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สาธารณประโยชน์ของประชาชนทั่วไปได้รับการจัดสรรที่เป็นสัดส่วนเพื่อประโยชน์แก่สังคมภายในตัวด้วย</p> พระครูสมุห์โกศล พทฺธสีโล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 236 250 พระคิลานุปัฏฐาก : พระสงฆ์ไทยกับการดูแลสุขภาวะองค์รวม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/290661 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษา พระคิลานุปัฏฐาก: พระสงฆ์ไทยกับการดูแลสุขภาวะองค์รวม จากการศึกษาจากแนวคิด หนังสือ ตำรา และจากการสังเคราะห์ วิเคราะห์จากผู้แต่งพบว่า 1. พระคิลานุปัฏฐาก คือ พระสงฆ์ที่ทำหน้าที่ดูแลพระภิกษุอาพาธภายในวัดเป็นการช่วยเหลือเกื้อคุณในหมู่สงฆ์ ซึ่งได้รับการพิจารณายอมรับจากหน่วยงานภาครัฐให้มีการตรวจสุขภาพพระสงฆ์และรณรงค์ในเรื่องของการทานอาหาร รวมถึงการใช้สิทธิ์ในการรักษาโรคต่าง ๆ เป็นแนวโน้มที่ดีที่จะทำให้คณะสงฆ์มีทักษะ และการดูแลในวงการพระสงฆ์ได้อย่างดีการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐนั้นจะทำให้พระภิกษุผู้ได้รับมอบหมายได้มีทัศนคติที่เป็นเชิงบวกในการทำงาน 2. พระภิกษุอาพาธ ในอดีตได้รับการดูแลโดยพระสงฆ์กันเอง มีแพทย์ที่ใช้ความสามารถ ช่วยดูแล และถ่ายทอดความรู้ในการรักษาพยาบาลให้ตนเองทั้งในอาการเบื้องต้น จนถึงอาการหนักในระยะสุดท้าย การรักษาใช้ทั้งองค์ความรู้ที่สั่งสมกันมา การใช้ยาสมุนไพร เพื่อรักษาตามอาการ การดูแล กันเองตามพระธรรมวินัยเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ต้องปฏิบัติตาม ปัจจุบันภาครัฐและคณะสงฆ์ ให้การดูแล พระภิกษุที่อาพาธโดยการจัดตั้งโรงพยาบาลสงฆ์เพื่อรองรับการรักษา ส่วนภูมิภาคอาจประสบปัญหาการ เข้าถึงสิทธิการรักษา ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายทุนทรัพย์ค่าคนดูแล การเดินทางขาดที่พึ่งพา พระสงฆ์จึงควร ใส่ใจดูแลกันตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้ดีแล้ว และเป็นการบำรุงดูแลพระพุทธศาสนาต่อไป</p> พระครูธรรมธรอภิชัย อภิชโย (คงเกษม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 251 265 การบริหารภาครัฐเชิงจริยธรรม: กลไกป้องกันการทุจริตอย่างยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291944 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาแนวคิดการบริหารภาครัฐเชิงจริยธรรมในฐานะกลไกเชิงป้องกันการทุจริตอย่างยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการทุจริตในภาครัฐมิได้เป็นเพียงพฤติกรรมของบุคคล แต่มีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจ ระบบการบริหารและวัฒนธรรมองค์กร การพึ่งพามาตรการปราบปรามเชิงกฎหมายเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเสริมด้วยการกำกับการใช้อำนาจจากภายในผ่านจริยธรรมและคุณค่าทางศีลธรรม ผ่านกลไกเชิงป้องกันที่ช่วยลดโอกาสและเงื่อนไขของการทุจริต ผ่านการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ยอมรับการทุจริต ความเป็นผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร ระบบความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการตัดสินใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบภาครัฐ จากนั้นบูรณาการจริยธรรมสู่การบริหารภาครัฐในระดับนโยบายระดับองค์กร และระดับบุคคล โดยมีเงื่อนไขความสำเร็จคือ ความมุ่งมั่นทางการเมืองภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ระบบบริหารที่โปร่งใส และการพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะ ตลอดจนข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญ อาทิ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย วัฒนธรรมอุปถัมภ์และระบบแรงจูงใจที่บิดเบือน ในภาพรวม การบริหารภาครัฐเชิงจริยธรรมจะมีประสิทธิผลและยั่งยืนได้ ต้องอาศัยการบูรณาการอย่างครบวงจรระหว่างโครงสร้าง ระบบ และบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐอันนำไปสู่การป้องกันการทุจริตและการบริหารราชการแผ่นดินที่ยั่งยืนในระยะยาว</p> อุบลรัตน์ แสวงผล สุรพล จิตต์ดี สมศักดิ์ พรพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-25 2026-02-25 9 1 266 280 DATA-DRIVEN ITEM ANALYSIS: การประเมินคุณภาพข้อสอบ แบบเลือกตอบด้วยโปรแกรม CITAS https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292566 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายวิธีการวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบแบบเลือกตอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม โดยใช้โปรแกรม CITAS เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการแปลความหมายของค่าสถิติที่ได้จากการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ครอบคลุมทั้งระดับรายข้อ ได้แก่ ค่าความยาก ค่าอำนาจ จำแนก และประสิทธิภาพของตัวลวง รวมถึงรายฉบับ ได้แก่ ค่าความเที่ยง และความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการวัด ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนคุณภาพของแบบทดสอบโดยรวม โปรแกรม CITAS (Classical Item and Test Analysis Spreadsheet) เป็นเครื่องมือที่ใช้งานผ่านโปรแกรม Microsoft Excel ช่วยให้การคำนวณค่าสถิติเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความคลาดเคลื่อนจากการคำนวณด้วยมือ และเหมาะสมกับการใช้งานในบริบท การประเมินระดับชั้นเรียนหรือการทดลองใช้เครื่องมือที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม การใช้โปรแกรมวิเคราะห์เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ ผู้สอนและนักวิจัยจำเป็นต้องมีความเข้าใจหลักการของการวิเคราะห์ข้อสอบและการแปลความหมายของค่าสถิติอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถพิจารณาปรับปรุง ตัดทิ้ง หรือคงข้อสอบแต่ละข้อได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การพัฒนาแบบทดสอบที่มีคุณภาพบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปุริมปรัชญ์ คณิณพศุตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ 2026-02-26 2026-02-26 9 1 281 295