วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim <p><strong>วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ</strong> <span lang="TH">เลขมาตรฐานสากล </span>ISSN 2774-0919 (Print) ISSN 2774-0897 (Online) จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยที่นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปบูรณาการกับการจัดการหรือศาสตร์อื่นๆ เปิดรับเฉพาะบทความภาษาไทย</p> th-TH journal.bim@mcu.ac.th (รศ.ดร. สุรพล สุยะพรหม) journal.bim@mcu.ac.th (นายอุเทน ศิริกุลพัฒนผล) Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ : แนวทางสู่ความยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/286269 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐภายใต้กรอบความยั่งยืน และวิเคราะห์แนวทางการบูรณาการการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาครัฐในระยะยาว โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสารจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐได้เปลี่ยนบทบาทจากการดำเนินงานเชิงธุรการไปสู่กลไกเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินการผ่านกรอบสามมิติ ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร มิติด้านสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม คุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมของบุคลากร และมิติด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นการลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ ภาครัฐยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความเฉื่อยของระบบราชการ ข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัล การขาดการบูรณาการเชิงนโยบาย และผลกระทบจากสังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการปรับตัวขององค์กร องค์ความรู้ใหม่จากการศึกษานี้ คือ การเสนอโมเดลการจัดการทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐสู่ความยั่งยืนที่บูรณาการ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ บทบาทเชิงกลยุทธ์ของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ กรอบความยั่งยืนสามมิติ และกลไกการขับเคลื่อนองค์กร ประกอบด้วย การบูรณาการเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงแนวคิดสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โมเดลดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางในการยกระดับศักยภาพภาครัฐให้มีความยืดหยุ่น ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> บงกช บวรฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/286269 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างสมรรถนะหลักของพนักงานครู และบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่น ตามหลักพลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292803 <p>บทความนี้นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะหลักของพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่น ตามหลักพลธรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการปฏิรูปการศึกษา หลักพลธรรม หรือพละ 5 ได้แก่ สัทธาพละ (ความเชื่อ) วิริยพละ (ความเพียร) สติพละ (ความระลึกได้) สมาธิพละ (ความตั้งมั่นแห่งจิต) และปัญญาพละ (ความรอบรู้) สามารถบูรณาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะหลักของครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ 5 ด้าน คือ 1. การมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน โดยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในบทบาทและความเพียรในการทำงาน ส่งผลต่อการวางแผน การติดตาม และการพัฒนาผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2. การบริการที่ดี โดยเน้นความรอบคอบ สุภาพ เข้าใจผู้รับบริการ และมีจิตสำนึกในการให้บริการด้วยความเต็มใจ 3. การพัฒนาตนเอง ผ่านความใฝ่รู้ การศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง และการประยุกต์ใช้ความรู้หรือนวัตกรรมที่เหมาะสม 4. การทำงานเป็นทีม โดยอาศัยความสามารถในการควบคุมอารมณ์ รับฟัง และสร้างความเข้าใจร่วมกัน พร้อมสร้างความไว้วางใจ เคารพ และความสามัคคีในทีม และ 5. จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู โดยยึดมั่นในหลักจริยธรรม อุดมการณ์ทางวิชาชีพและการปฏิบัติเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนและสังคม</p> พระก้องเกียรติ สุวฑฺฒนปญฺโญ, พระพิพัฒน์ ปญฺญาวฑฺฒโน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292803 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 เปรียบเทียบอำนาจทางการเมืองไทยในอดีตถึงปัจจุบัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291477 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของอำนาจทางการเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยวิเคราะห์ความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจจากปี พ.ศ. 2475 ถึงบริบทการเมืองร่วมสมัย การศึกษาแบ่งลำดับเวลาเป็น 4 ช่วงสำคัญ ได้แก่ 1. ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2. จุดเปลี่ยนหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 3. พัฒนาการอำนาจรัฐในฐานะรัฐราชการและบทบาทกองทัพ และ 4. การจัดสรรอำนาจในระบอบการเมืองแบบผสมในปัจจุบัน วิเคราะห์ข้อมูลผ่านกรอบแนวคิดอำนาจรัฐ ทฤษฎีชนชั้นนำ และความสัมพันธ์พลเรือน–ทหาร เพื่อจำแนกพลวัตเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาพบว่า อำนาจทางการเมืองไทยมีลักษณะสำคัญคือ เปลี่ยนรูปแต่ไม่เปลี่ยนแก่น แม้มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจที่แท้จริงไม่ได้กระจายไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง แต่อำนาจถูกถ่ายโอนจากชนชั้นนำจารีตสู่ชนชั้นนำสมัยใหม่ที่เป็นเครือข่ายระหว่างกองทัพ ระบบราชการ และกลุ่มทุน ปัจจุบันโครงสร้างอำนาจพัฒนาเป็นระบอบการเมืองแบบผสมที่มีการกระจายอำนาจหลายศูนย์ โดยกลุ่มอำนาจนำไปใช้กลยุทธ์อำนาจเชิงสถาบัน และการเมืองเชิงตุลาการ ผ่านรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเพื่อสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายเหนือเจตจำนงของพลเมือง ขณะที่กองทัพยังคงบทบาทในการกำกับอำนาจทางอ้อม ผ่านกลไกกฎหมายและความมั่นคง การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มอำนาจนำสามารถปรับตัวเชิงสถาบันเพื่อรักษาบทบาทหลักได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้การพัฒนาประชาธิปไตยไทยติดอยู่ในสภาวะการเปลี่ยนผ่านที่หยุดนิ่ง ความเข้าใจต่อพลวัตอำนาจสองระดับที่ดำรงอยู่ควบคู่กันนี้จึงเป็นนัยสำคัญต่อการออกแบบแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐไทยให้ยึดโยงกับอธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริงในอนาคต</p> พระครูปัญญาสารบัณฑิต (อำนาจ พลปญฺโญ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291477 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 หลักสุจริตธรรมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293898 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาความสำคัญของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ควบคู่กับการประยุกต์ใช้หลักสุจริตธรรม 3 ในพระพุทธศาสนา ได้แก่ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เพื่อส่งเสริมการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง พบว่า การเลือกตั้งเป็นกลไกพื้นฐานสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศ สร้างความชอบธรรมทางการเมือง และเป็นวิธีการเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยสันติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 มีลักษณะสำคัญคือการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเลือกผู้แทนแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งสะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทุจริตและการขาดจิตสำนึกทางการเมืองยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การนำหลักสุจริตธรรม 3 มาประยุกต์ใช้สามารถช่วยยกระดับคุณภาพของการเลือกตั้งได้ โดยกายสุจริตช่วยให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่กระทำการทุจริต วจีสุจริตช่วยลดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือการใส่ร้ายทางการเมือง และมโนสุจริตช่วยส่งเสริมเจตนาที่บริสุทธิ์ในการเลือกผู้แทนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การพัฒนากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการส่งเสริมความรู้ทางการเมืองของประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเลือกตั้งที่สุจริต การประยุกต์หลักสุจริต 3 ทางพระพุทธศาสนากับกระบวนการทางการเมืองจะช่วยเสริมสร้างธรรมาภิบาล ลดปัญหาการทุจริต และเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเลือกตั้ง อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป</p> นเรศ ฤทธิเดช, นภัสดล ลิมปิเจริญ, กฤชภร แก้วประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293898 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาการเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา: แนวคิด อำนาจ และปัจจัย สู่การล่มสลายของอาณาจักร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294139 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดทางการเมืองและรูปแบบการปกครองของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ พระมหากษัตริย์ทรงได้รับการยกย่องเป็นสมมติเทพตามคติเทวราชาที่ผสมผสานแนวคิดจากศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ทำให้พระราชอำนาจมีความศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมในการปกครอง โครงสร้างการบริหารราชการประกอบด้วยการปกครองส่วนกลางแบบจตุสดมภ์ ได้แก่ กรมเวียง วัง คลัง และนา และการปกครองส่วนภูมิภาคที่แบ่งเป็นหัวเมืองชั้นใน เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช ซึ่งมีระดับความเป็นอิสระแตกต่างกัน นอกจากนี้ ระบบศักดินาและระบบไพร่ยังเป็นกลไกสำคัญในการจัดระเบียบสังคมและควบคุมกำลังคนเพื่อเสริมสร้างอำนาจรัฐ อย่างไรก็ตาม แนวคิดและโครงสร้างทางการเมืองดังกล่าวยังส่งผลต่อปัญหาความไม่มั่นคงภายใน เช่น การแย่งชิงอำนาจของชนชั้นปกครอง ความขัดแย้งในสถาบันกษัตริย์ และความล้มเหลวของระบบไพร่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความอ่อนแอของอาณาจักรและการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา แนวคิดทางการเมืองในสมัยอยุธยาจึงสะท้อนให้เห็นทั้งโครงสร้างอำนาจของรัฐไทยในอดีต ตลอดจนปัจจัยที่ส่งผลต่อความรุ่งเรืองและความเสื่อมของอาณาจักรในประวัติศาสตร์ไทย ประโยชน์ที่ได้รับทำให้เข้าใจแนวคิดทางการเมืองและโครงสร้างการปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะบทบาทของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์กลางอำนาจ</p> จิตติมา เมืองจีน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294139 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 กลไกพุทธวิธีและนวัตกรรมทางสังคมในการจัดการความขัดแย้ง ทางการเมืองไทยร่วมสมัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293416 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการใช้กลไกพุทธวิธีและนวัตกรรมทางสังคมเพื่อจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัย ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองสมัยใหม่ภายใต้อิทธิพลของโลกตะวันตก โดยเฉพาะอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยซึ่งสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ให้ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงสิทธิทางการเมืองมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวนำมาซึ่งความท้าทายต่อโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมไทย มีพระพุทธศาสนา ทำหน้าที่หล่อหลอมวิถีชีวิต จริยธรรม และความรู้สึกร่วมทางวัฒนธรรมของประชาชนซึ่งพระพุทธศาสนามิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางศีลธรรม แต่ยังมีบทบาทเชิงโครงสร้างในการกำหนดทัศนคติ ค่านิยม และความสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงการควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม กลไกพุทธวิธี เช่น อธิกรณสมถะและสันติวิธี ทางพุทธศาสนา การจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัยต้องอาศัยทั้งกลไกพุทธวิธีที่นำหลักธรรมมาเป็นกระบวนการปฏิบัติ เช่น อธิกรณสมถะ สัมมาวาจา และ พรหมวิหาร เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ ควบคู่กับ นวัตกรรมทางสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านสื่อดิจิทัลและกิจกรรมใหม่ ๆ แตกต่างจากอดีต ที่พึ่งพาอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว การใช้หลักธรรมในการบริหารความขัดแย้ง จึงเป็นการสื่อสารด้วยเมตตาและเหตุผลแทนการบังคับ เมื่อบูรณาการเข้ากับนวัตกรรม ทางสังคมที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยสร้างกระบวนการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างสันติและยั่งยืน การผสมผสานองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนากับแนวคิดประชาธิปไตยเสรีนิยมจึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นไทยกับการเมืองสมัยใหม่ อันนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและจริยธรรม พร้อมทั้งเป็นพลังสร้างสรรค์สังคม ที่ลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในชาติ</p> พระวชิรวิทย์ วชิรญาโณ (ตากล้า), ธัญสุดา วงค์ใจบุตร, นภดล ทินวัง, พัชรีญา ฟองจันตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293416 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289591 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพชีวิต 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนา 4 กับคุณภาพชีวิต และ 3. นำเสนอการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง) เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ โดยใช้สถิติพรรณนา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยเก็บข้อมูลจากบุคลากรประจำ สายปฏิบัติการ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง) จำนวน 157 รูปหรือคน ผ่านแบบสอบถามและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพชีวิตของบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.26, S.D. = 0.64) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนา 4 กับคุณภาพชีวิตของบุคลากรมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (R = 0.661**) และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากร ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ด้านกายภาวนา มุ่งส่งเสริมสุขภาพกายและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 2. ด้านศีลภาวนา เน้นการพัฒนาวินัย จริยธรรม และความซื่อสัตย์ในการทำงาน 3. ด้านจิตภาวนา มุ่งส่งเสริมความมุ่งมั่น จดจ่อ และความรับผิดชอบในหน้าที่ และ 4. ด้านปัญญาภาวนา เน้นการพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ปัญญาพุทธธรรมร่วมกับความรู้สมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรอย่างรอบด้าน</p> นนทวรรณ โพไพบูลย์, รัฐพล เย็นใจมา, พงศ์พัฒน์ จิตตานุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289591 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตสาธารณะในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพศชายชาวไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/290630 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตสาธารณะในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพศชายชาวไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพศชายชาวไทย จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกเนื่องจากพนักงานมีตารางการบินที่ไม่แน่นอน แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (α = 0.97) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบถดถอยเชิงพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพศชายชาวไทยมีระดับการตระหนักรู้ในปัจจัยภายในอยู่ในระดับมาก และมีระดับจิตสาธารณะในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบระดับจิตสาธารณะจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส ประสบการณ์การทำงาน เส้นทางบิน และตำแหน่งงาน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุพบว่า ปัจจัยการตระหนักรู้ในปัจจัยภายในด้านค่านิยมส่วนบุคคล ด้านความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนและความก้าวหน้าในสายอาชีพ ด้านภาวะอารมณ์ และด้านลักษณะทางกายภาพ ส่งผลต่อระดับจิตสาธารณะในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของจิตสาธารณะในการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 92.2 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของปัจจัยภายในในฐานะกลไกเชิงจิตวิทยาที่เอื้อต่อการแสดงพฤติกรรมเพื่อส่วนรวมและความรับผิดชอบต่อสังคมในบริบทงานบริการการบิน</p> กฤษณ์ วิทวัสสำราญกุล, ยุธิดา มิจินา, ธิติพร มิลินทร์ คริสเตนเชน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/290630 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการกำกับติดตามงานวิจัยด้านการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291448 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพและข้อจำกัดของการกำกับติดตามงานวิจัยด้านการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา และ 2. พัฒนาระบบพี่เลี้ยงเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการกำกับติดตามงานวิจัยดังกล่าว การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 25 รูปหรือคน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารงานวิจัย และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการกำกับติดตามงานวิจัยด้านการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนาในปัจจุบันมีลักษณะเด่นที่การดำเนินงานบนฐานความสัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตรระหว่างพี่เลี้ยงและนักวิจัย โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ร่วมกัน การสะท้อนคิด และการใช้หลักโยนิโสมนสิการในการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านระบบสารสนเทศ การจัดการองค์ความรู้ และการพึ่งพาบุคคลมากกว่ากลไกเชิงระบบ และ 2. การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงสามารถสังเคราะห์เป็นระบบพี่เลี้ยงเชิงพุทธที่มีโครงสร้างและกระบวนการชัดเจน โดยใช้หลักพระพุทธศาสนาเป็นกรอบกำกับการดำเนินงาน ได้แก่ อิทธิบาท 4 ไตรสิกขา โยนิโสมนสิการ และสังคหวัตถุ 4 ส่งผลให้การกำกับติดตามงานวิจัยมีความเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม และระบบพี่เลี้ยงที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มประสิทธิผลการกำกับติดตามงานวิจัยทั้งในเชิงกระบวนการและผลลัพธ์ โดยนักวิจัยเกิดการพัฒนาปัญญา คุณธรรม และจริยธรรมอย่างเป็นองค์รวม งานวิจัยมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับบุคคล ชุมชน และระบบการวิจัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการหลักศาสนาเข้ากับระบบพี่เลี้ยงสามารถสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและการพัฒนามนุษย์ได้อย่างยั่งยืน</p> พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ), พระครูปลัดอุดร ปริปุณฺโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291448 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ระบบสารสนเทศเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศแบบยั่งยืนในพื้นที่ตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287747 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษา สำรวจ พัฒนาการจัดทำฐานข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพและทรัพยากรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 2. ออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และ 3. ทดสอบและประเมินผลการใช้ระบบสารสนเทศเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ใช้ระเบียบวิธีวิทยาการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ 1. การวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาข้อมูลจากการสำรวจ การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการสนทนากลุ่มเฉพาะ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา 2. การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง 150 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญจากนักท่องเที่ยวตำบลบ้านบัวในเดือนกรกฎาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ตำบลบ้านบัวมีทรัพยากรส่งเสริมการท่องเที่ยว รวม 169 แห่ง ประกอบด้วย ทรัพยากรการท่องเที่ยว 111 แห่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว 58 แห่ง ผลการสำรวจสามารถกำหนดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 2 เส้นทางคือ สายประวัติศาสตร์ และสายวิถีชีวิตชุมชน ตรวจสอบและวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์และการประชุมประชาคม 2. พัฒนาเว็บไซต์ http://www.banbuatour.com ประกอบด้วย ฐานข้อมูล แผนที่การท่องเที่ยว และสื่อมัลติมีเดีย และ 3. ผลการประเมินเว็บไซต์ พบว่า ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก” พึงพอใจคุณภาพของระบบและแผนที่เส้นทางท่องเที่ยว ระดับ “มากที่สุด” ผลการสนทนากลุ่มเฉพาะ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเห็นด้วยกับการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมกับการท่องเที่ยว และเสนอแนะให้เพิ่มกิจกรรมสายมูหรือการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ กิจกรรมตามเทศกาล และการอบรมอาสาสมัครมัคคุเทศก์ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ คนในชุมชน จิตวิญญาณของชุมชน ทุนทางธรรมชาติและทุนวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบของบ้านบัวที่คนต่างพื้นที่ต้องการมาเห็น ผนวกกับการดำรงอัตลักษณ์ การมีเครือข่ายสนับสนุน และการปรับตัวของชุมชนเพื่อความยั่งยืน สรุปเป็นแบบจำลองบ้านบัว หรือ “BANBUA Model”</p> ชญาดา เข็มเพชร, พระวิสุทธิพงษ์เมธี (วีระ มหาวีโร), อโศก ไทยจันทรารักษ์, สุดารัตน์ ปีนะภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/287747 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 กลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายเชิงปฏิบัติการเพื่อการจัดการทรัพย์สินของวัดในจังหวัดสมุทรสงคราม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291447 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการจัดการทรัพย์สินของวัดในจังหวัดสมุทรสงคราม 2. ศึกษากระบวนการจัดการทรัพย์สินของวัด และ 3. นำเสนอกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายเชิงปฏิบัติการเพื่อการจัดการทรัพย์สินของวัดในพื้นที่ศึกษา งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยกลุ่มผู้ออกนโยบาย กลุ่มผู้ปฏิบัติการ กลุ่มผู้สนับสนุนโครงการ และกลุ่มนักวิชาการ รวมถึงการสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและแบบสนทนากลุ่มเฉพาะ ซึ่งมีค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการจัดการทรัพย์สินของวัดในจังหวัดสมุทรสงครามดำรงอยู่บนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและความไว้วางใจระหว่างวัดกับชุมชนเป็นกลไกหลักในการระดมทรัพยากร เจ้าอาวาสทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจและศูนย์รวมจิตใจของชุมชน อย่างไรก็ตาม ระบบบริหารจัดการยังขาดความเป็นทางการ ขาดฐานข้อมูลทรัพย์สิน ระบบบัญชีมาตรฐาน และบุคลากรที่มีความรู้ด้านกฎหมายและการเงิน 2. กระบวนการจัดการทรัพย์สินของวัดมีลักษณะเป็นวงจรปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมบนฐานวัฒนธรรมชุมชน ประกอบด้วยการวางแผนตามความจำเป็น การปฏิบัติร่วมกันของพระสงฆ์และฆราวาส การตรวจสอบผ่านกลไกทางสังคม และการปรับปรุงจากการเรียนรู้ร่วมกัน 3. กลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายเชิงปฏิบัติการปรากฏในรูปแบบ “โมเดลเครือข่าย 4 ม. วิถีแม่กลอง” ซึ่งบูรณาการการจัดการด้านคน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และการจัดการ โดยขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายบวรบนฐานความไว้วางใจ นำไปสู่ความมั่นคง โปร่งใส และความยั่งยืนของศาสนสมบัติ</p> พระครูพิศิษฏ์พัชรบัณฑิต (เอกลักษณ์ อชิโต), พระครูปลัดโพธิวรวัฒน์ (ไพรัชช์ สิริจนฺโท) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291447 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติตามหลักธรรมนาวา “วัง” ของคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291450 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ประเมินผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติตามหลักธรรมนาวา “วัง” ของคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย และ 2. นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติตามหลักธรรมนาวา “วัง” การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณประกอบด้วยพระสงฆ์ จำนวน 5,711 รูป และประชาชนชาวไทย จำนวน 7,834 คน จาก 37 จังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 148 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คณะสงฆ์มีผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติตามหลักธรรมนาวา “วัง” ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่ประชาชนชาวไทยมีผลสัมฤทธิ์ในระดับมากเช่นเดียวกัน โดยผลสัมฤทธิ์ที่เด่นชัด ได้แก่ ความศรัทธาในพระรัตนตรัย ความตั้งใจน้อมนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน การมีสติ ปัญญา และความสงบทางจิตใจ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนว่า การปฏิบัติตามหลักธรรมนาวา “วัง” ช่วยลดความเครียด เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาทัศนคติและพฤติกรรมเชิงบวก ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ชุมชน และสังคม และ 2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรมุ่งเน้นการขยายผลการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และการบูรณาการกับสถานศึกษาและสื่อดิจิทัล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืนในระดับประเทศ</p> พระศรีวัชรสารบัณฑิต (บัณฑิต ปณฺฑิตเมธี), สมศักดิ์ บุญปู่, มินตรา กาลนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/291450 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมจริยธรรมบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามแนวพระพุทธศาสนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292430 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาจริยธรรมบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อจริยธรรมบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3. นำเสนอแนวทางการส่งเสริมจริยธรรมบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามแนวพระพุทธศาสนาการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี เชิงปริมาณ กลุ่มตัวคือ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 283 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับที่ความเชื่อมั่น .987 สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 18 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การส่งเสริมจริยธรรมบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. การส่งเสริมจริยธรรมและหลักฆราวาสธรรม 4 ส่งผลต่อจริยธรรมบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และสามารถร่วมกันทำนายความผันแปรได้ร้อยละ 74 หลักฆราวาสธรรม 4 ทำนายได้ร้อยละ 73.7 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย และ 3. แนวทาง การส่งเสริมจริยธรรมบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามแนวพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมจริยธรรม ด้านความรู้เชิงจริยธรรม ฝึกอบรมความรู้เชิงจริยธรรมควบคู่กับกฎหมาย ด้านทัศนคติเชิงจริยธรรม สร้างค่านิยมให้ตระหนักถึงคุณค่าของการซื่อสัตย์สุจริต ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม ฝึกอบรมการใช้เหตุและผลประกอบการตัดสินใจ ด้านพฤติกรรมเชิงจริยธรรม กำหนดแนวปฏิบัติตามหลักจริยธรรม 2. ฆราวาสธรรม 4 ใช้หลักสัจจะฝึกอบรมให้บุคลากรยึดมั่นในความจริง ใช้หลักทมะ ฝึกทักษะการทำงานพร้อมทั้งปลูกฝังระเบียบวินัย ใช้หลักขันติ ฝึกอบรมบุคลากรให้มีความมุ่งมั่นอดทนในการปฏิบัติงาน ใช้หลักจาคะ ฝึกอบรมบุคลากรให้มีความเสียสละ และ 3. จริยธรรมบุคลากร ได้แก่ บุคลากรยึดถือประโยชน์ของชาติ ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อสังคม มีความมุ่งมั่นในการทำงาน เที่ยงธรรม เสมอภาค ปฏิบัติตนให้เป็นต้นแบบจริยธรรม</p> สุริยา รักษาเมือง, ถนอมขวัญ อยู่สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292430 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292853 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการ 2. ศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีต่อการบริหารจัดการ และ 3. ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 398 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติพรรณนา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาความและสรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารจัดการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.63) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ปัญหาและอุปสรรคที่มีต่อการบริหารจัดการ พบว่า ด้านสิ่งดึงดูดใจ ยังไม่ถูกถ่ายทอดคุณค่าเชิงความหมายและประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่เพียงพอและไม่รองรับจำนวนนักท่องเที่ยว ด้านการให้บริการ ขาดระบบและมาตรฐานที่ชัดเจน ทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และด้านกิจกรรม ขาดความต่อเนื่อง จัดเฉพาะบางช่วงเวลาและวันสำคัญ และ 3. แนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พบว่า แนวทางการบริหารจัดการควรกำหนดบทบาทหน้าที่ระหว่างพระสงฆ์และคฤหัสถ์ให้ชัดเจนพร้อมวางแผนและจัดสรรงบประมาณด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและระยะยาว ควบคู่กับการบริหารวัสดุอุปกรณ์และบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องควรมีโครงสร้างและแผนการบริหารที่ชัดเจนไม่ขึ้นกับตัวบุคคล ถ่ายทอดคุณค่าทางศาสนาและประวัติวัดให้เข้าใจง่าย จัดสิ่งอำนวยความสะดวกตามหลักความพอดี และให้บริการรวมถึงจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทศาสนสถานและวิถีสงฆ์</p> พระใบฎีกาวรัญญู ธมฺมทินฺโน, พระครูธีรภัทรจารี (พิชิต ธีรภทฺโท), พระอนุสรณ์ อนุตฺตโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/292853 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของบุคลากร องค์การบริหารส่วนตำบลบางเดือน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288886 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล และ 3. ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลบางเดือน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้ระเบียบวิธีวิทยาการวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพ จากผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ จำนวน 12 รูปหรือคน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 96 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที และค่าเอฟ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.84) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล พบว่า หลักอิทธิบาทธรรม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ แสดงว่า หลักอิทธิบาทธรรม สามารถทำนายประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ได้ร้อยละ 65.3 และ 3. แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ได้แก่ ด้านคุณภาพของงาน เน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้านปริมาณงาน บุคลากรสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ด้านเวลา มีการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาเหมาะสมและรวดเร็วขึ้น และด้านค่าใช้จ่าย บุคลากรบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์และนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่</p> พระปลัดอภิสิทธิ์ วิสารโท (โพธิ์วิจิตร), ธิติวุฒิ หมั่นมี, อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/288886 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289292 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนา 4 กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 3. เพื่อนำเสนอ<br />พุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 97 คน เครื่องมือการวิจัยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.951 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน และใช้แบบสัมภาษณ์แบบ<br />มีโครงสร้าง สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง พิจารณาเป็นรายข้ออยู่ในระดับมาก คือ การศึกษา การพัฒนา และอยู่ในระดับปานกลาง คือ การฝึกอบรม ตามลำดับ 2. ความสัมพันธ์หลักภาวนา 4 กับความสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลักภาวนา 4 โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านจิตตะ ความเอาใจใส่ในงานและด้านกายภาวนา การพัฒนากายด้านกายภาวนา การพัฒนากาย มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมาก ด้านจิตภาวนา การพัฒนาจิต และด้านปัญญาภาวนา การพัฒนามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง ตามลำดับ และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อภาวนา 4 กับพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วย หลักภาวนา 4 คือ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา ปัญญาภาวนา เข้ามาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตำบล คือ ด้านการศึกษา ด้านการศึกษา และด้านการพัฒนา</p> เด่นภูมิ ผาสุก, พงศ์พัฒน์ จิตตานุรักษ์, สุริยา รักษาเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289292 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289799 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 147 คน เครื่องมือใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.939 และวิเคราะห์โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์แบบ (Pearson’s Correlation) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ะดับความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.57, S.D. = 0.36) 2. หลักอิทธิบาทธรรมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในระดับสูงมาก (r = .881**) เนื่องจากช่วยเสริมแรงจูงใจภายในและพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และ 3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี พบว่า หลักอิทธิบาทธรรมเป็นกลไกเชิงระบบที่เชื่อมโยงการพัฒนาบุคลากรกับประสิทธิภาพงานทั้งด้านคุณภาพ ปริมาณ เวลา และค่าใช้จ่าย โดยฉันทะเป็นฐานแรงจูงใจ วิริยะเป็นแรงขับเคลื่อน จิตตะเสริมความรอบคอบ และวิมังสาเป็นกลไกปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> ธีรศักดิ์ ธรรมลิขิต, หัฎฐกรณ์ แก่นท้าว, ธิติวุฒิ หมั่นมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/289799 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนางานสาธารณูปการของวัดในตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293910 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนางานสาธารณูปการของวัด 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของการพัฒนางานสาธารณูปการของวัด ตามปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชน และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการพัฒนางานสาธารณูปการของวัดในตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชน จำนวน 386 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนางานสาธารณูปการของวัดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนาวัดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดและอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ ระดับการศึกษา และรายได้ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่อายุและอาชีพไม่แตกต่าง และ 3. ปัญหาและอุปสรรค พบว่าวัดยังขาดแคลนสิ่งสาธารณูปการ ระบบบัญชีทรัพย์สินไม่เป็นระเบียบ และการดูแลทรัพยากรยังไม่เพียงพอ จึงควรเร่งพัฒนาสิ่งก่อสร้างตามความจำเป็น จัดทำระบบบัญชีศาสนสมบัติให้เป็นมาตรฐาน และเสริมสร้างการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน</p> พระครูปลัดสุทธิภรณ์ สุทฺธสีโล (เพ็งเลา), พระมหากังวาล ธีรธมฺโม, พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293910 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุของวัดใหญ่โพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293908 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุของวัดใหญ่โพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี 2. เปรียบเทียบระดับการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุของวัดใหญ่โพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุของวัดใหญ่ โพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ของวัดใหญ่โพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี จำนวน 386 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ และการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร ใช้แบบสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิค การวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุของวัดใหญ่โพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการให้ความรู้แก่ประชาชนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านความร่วมมือกับหน่วยงานราชการและด้านการดูแลรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุตามลำดับ 2. การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลพบว่าประชาชนที่มีเพศ อายุ การศึกษาสามัญ และอาชีพต่างกัน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน แต่ประชาชนที่มีรายได้ต่างกันมีระดับการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญคือการขาดองค์ความรู้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์และความเสื่อมสภาพตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม ข้อเสนอแนะคือ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันสร้างองค์ความรู้ด้านการบูรณะที่ถูกต้องและประสานความร่วมมือเพื่อป้องกันความเสียหายของโบราณสถานและโบราณวัตถุอย่างเป็นระบบ</p> พระครูธรรมสาทิศ (สำเริง อาทโร), พระราชสมุทรวชิรโสภณ (โสภณ ธมฺมโสภโณ), พระครูวิสุทธานันทคุณ (สุรศักดิ์ วิสุทฺธาจาโร) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293908 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลัก 5ส ของวัดในตำบลบ้านคา อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293909 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการพัฒนาวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลัก 5ส 2. เปรียบเทียบการพัฒนาวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลัก 5ส และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนาวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลัก 5ส ของวัดในตำบลบ้านคาอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยเชิงปริมาณรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากประชาชนในพื้นที่ จำนวน 384 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ในกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้วิจัยจะดำเนินการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการพัฒนาวัดตามหลัก 5ส ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านสะอาด รองลงมาคือด้านสะสาง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือด้านสร้างมาตรฐาน 2. การเปรียบเทียบปัจจัยด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษาสามัญ และรายได้ไม่ส่งผลต่อระดับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยด้านอาชีพส่งผลให้ระดับการปฏิบัติมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3. ปัญหา อุปสรรค พบว่า 1. ข้อจำกัดด้านพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานของวัดที่ยังขาดการจัดระบบอย่างเหมาะสม 2. การขาดมาตรฐานในการดำเนินงานตามหลัก 5ส อย่างต่อเนื่อง 3. ปัญหาระบบการจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและ 4. การมีส่วนร่วมของชุมชนไม่เข้มแข็งส่งผลต่อความยั่งยืนของการพัฒนาวัด ข้อเสนอแนะสำคัญ คือ วัดควรเร่งพัฒนาพื้นที่และระบบการจัดการโดยยึดหลัก 5ส เป็นฐาน พร้อมทั้งเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านทรัพยากรและยกระดับการมีส่วนร่วม อันจะนำไปสู่การพัฒนาวัดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> พระครูอนุสิฐวชิรโสภณ (อนุชา นาถปุญฺโญ), พระวชิรวาที (กล้า วีรรตโน), พระครูภัทรสารสุนทร (สุรพล อาสโภ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293909 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ของวัดใหม่สี่หมื่นอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293912 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ของวัดใหม่สี่หมื่น อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 2) เปรียบเทียบการพัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ดังกล่าวโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับการดำเนินงาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยข้อมูลเชิงปริมาณเก็บรวบรวมจากประชาชนในพื้นที่จำนวน 262 คน ด้วยแบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงบริบท</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมการพัฒนาการศึกษาสงเคราะห์อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.59 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนตามแผนการศึกษาแห่งชาติมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนเข้าถึงการศึกษา ขณะที่ด้านการสอนศีลธรรมในระบบโรงเรียนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดและอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับผลการเปรียบเทียบ พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างของระดับการปฏิบัติ ส่วนอาชีพเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ด้านปัญหาที่พบ ได้แก่ การขาดความร่วมมือและข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์ทางการศึกษา ซึ่งไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นควรเสริมสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนทรัพยากรอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ</p> พระครูโสภณจันทรังสี (ญาณเดช จนฺทโสภโณ), พระวชิรวาที, พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293912 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักสังควัตถุธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริมจังหวัดน่าน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294140 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับคุณภาพการให้บริการประชาชน 3. นำเสนอการประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมในพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้การสำรวจจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดง จำนวน 1,649 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 322 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ได้แก่ การให้บริการอย่างเสมอภาค การให้บริการอย่างทันต่อเวลา การให้บริการอย่างเพียงพอ การให้บริการอย่างต่อเนื่อง และการให้บริการอย่างก้าวหน้า พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ระดับการดำเนินงานตามหลักสังคหวัตถุธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้านทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดง โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง 3. การประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ได้แก่ การให้บริการด้วยความเสียสละและเสมอภาค การสื่อสารอย่างสุภาพจริงใจ การปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม รวมถึงการยึดหลักความเสมอภาค โปร่งใส และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือ และความสามัคคีในชุมชน อันนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> ขวัญจิต ปัญญา, พระครูสุตนันทบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294140 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอปัว จังหวัดน่าน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294528 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับการมีส่วนร่วม และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การเก็บข้อมูลแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 397 คน วิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ด้วยการใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสําคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน ใช้เทคนิคด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับการมีส่วนร่วม โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (R=.730**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยใช้อปริหานิยธรรม พบว่า การประชุมอย่างสม่ำเสมอ การดำเนินงานร่วมกันภายใต้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทสตรี ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริมให้ยึดหลักธรรมในการดำเนินชีวิตและการทำงาน เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความมั่นคงและยั่งยืน</p> อัมพร พรมตาแก้ว, ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล, ธิติวุฒิ หมั่นมี, วินิจ ผาเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/294528 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700