วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim <p><strong>วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ</strong> <span lang="TH">เลขมาตรฐานสากล </span>ISSN 2774-0919 (Print) ISSN 2774-0897 (Online) จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยที่นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปบูรณาการกับการจัดการหรือศาสตร์อื่นๆ เปิดรับเฉพาะบทความภาษาไทย</p> th-TH journal.bim@mcu.ac.th (รศ.ดร. สุรพล สุยะพรหม) journal.bim@mcu.ac.th (นายอุเทน ศิริกุลพัฒนผล) Sun, 30 Aug 2026 12:11:33 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296967 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับประสิทธิภาพการบริหารของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล และ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักอปริหานิยธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 380 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.908 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาเนื้อหาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับประสิทธิภาพการบริหารของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.48, S.D. = 0.22) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านกตัญญูกตเวทิตาธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านสามัคคี ด้านสันติสุข ด้านศีลธรรม และวัฒนธรรม ด้านสัมมาชีพ ด้านสาธารณสงเคราะห์ ด้านศึกษาสงเคราะห์ และด้านสุขภาพอนามัย ตามลำดับ 2. หลักอปริหานิยธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการบริหารของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยด้านศีลธรรมและวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์สูงสุด รองลงมา คือ ด้านสาธารณสงเคราะห์ ด้านสัมมาชีพ ด้านสุขภาพอนามัย ด้านสามัคคี ด้านกตัญญูกตเวทิตาธรรม ด้านศึกษาสงเคราะห์ และด้านสันติสุข 3. แนวทางการประยุกต์หลักอปริหานิยธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหาร ได้แก่ การยึดมั่นในศีลธรรม และวัฒนธรรม การดูแลสุขภาพ การประกอบอาชีพสุจริต การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การสนับสนุนการศึกษา การช่วยเหลือสังคม การรู้คุณและตอบแทนคุณ รวมถึงการสร้างความสามัคคีในชุมชน เพื่อให้เกิดความสงบสุขและการพัฒนา</p> พระใบฎีกาณรงค์ ยติโก (อยู่ไทย) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296967 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์มอญภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297025 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา 2) วิเคราะห์ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์มอญ และ 3) นำเสนอความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์มอญภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสารจากหนังสือ บทความวิชาการ งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการวิจัยภาคสนามโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 9 คน จากชาวมอญในชุมชนบ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชาวมอญเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพจากประเทศพม่าเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี โดยเฉพาะบริเวณบ้านวังกะ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและสงครามในอดีต 2) วัฒนธรรมมอญมีความเชื่อมโยงกับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษา และวิถีชีวิต อันเป็นผลจากการอพยพ การตั้งถิ่นฐาน และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชาวมอญกับสังคมไทย ชุมชนมอญยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนผ่านภาษา ประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรมทางศาสนา และ 3) ชุมชนมอญมีการปรับตัวต่อกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้วิถีชีวิตและรูปแบบการประกอบอาชีพบางส่วนเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จากผลการวิจัย สามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ได้ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การปรับตัวทางวัฒนธรรมภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ 2) การธำรงและสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และ 3) กระบวนการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมผ่านเครือข่ายทางสังคมของชุมชน</p> สุรัตน์ คำโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297025 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 พุทธวิธีส่งเสริมจริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดระยอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297022 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาจริยธรรมทางการเมือง 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อส่งเสริมจริยธรรมทางการเมือง และ 3. นำเสนอพุทธวิธีส่งเสริมจริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดระยอง ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.986 โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. จริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดระยองโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.50) ท่ามกลางความท้าทายจากอิทธิพลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ระบบอุปถัมภ์ และการแข่งขันทางการเมืองที่ส่งผลต่อความซื่อสัตย์ การกล้าตัดสินใจ และการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อจริยธรรมทางการเมือง ประกอบด้วยสองปัจจัยหลักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตระดับ 0.01 คือ สถาบันกล่อมเกลาทางการเมือง ร่วมทำนายผลได้ร้อยละ 23.1 โดยส่งผลในด้านสถาบันการศึกษาและด้านกลุ่มทางสังคม และหลักฆราวาสธรรม 4 ร่วมทำนายผลได้ร้อยละ 10.2 โดยมีด้านสัจจะ ความซื่อสัตย์ เป็นตัวแปรหลัก และ 3. แนวทางการส่งเสริมจริยธรรมทางการเมืองตามหลักฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย สัจจะ มุ่งเน้นความซื่อสัตย์จริงใจ การรักษาคำพูด และรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ทมะ ส่งเสริมความหนักแน่นในการควบคุมตนเองและการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลมากกว่าผลประโยชน์ ขันติ พัฒนาความอดทน ควบคุมอารมณ์ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลายอย่างมีสติ และจาคะ เน้นการมีจิตสาธารณะ เสียสละเวลาและแรงกาย มุ่งแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนเป็นสำคัญ</p> พระมหาปณวัศ ปุญฺญโชตโก (บุญโชติหิรัญ), อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า, วัชรินทร์ ชาญศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297022 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองระดับท้องถิ่น ของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296707 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปและลักษณะของการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองระดับท้องถิ่น 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองระดับท้องถิ่น และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณศึกษาจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 663,550 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้จำนวน 385 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 รูปหรือคน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปและลักษณะของการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองระดับท้องถิ่นยังมีลักษณะกึ่งพัฒนา โดยหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการจัดการปัญหา ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่ต่อเนื่อง และความโปร่งใสยังส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชน 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง พบว่า การตื่นตัวทางการเมืองส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านการเผยแพร่ของสื่อ (β = .485) มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ความตั้งมั่นในอุดมการณ์ (β = .250) และความรู้ทางการเมือง (β = .212) สามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 48.60 ขณะที่หลักสาราณียธรรม 6 ด้านเมตตาวจีกรรม (β = .375) และสาธารณโภคี (β = .159) สามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 20.60 และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรม พบว่า หลักสาราณียธรรม 6 โดยเฉพาะเมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี สีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา มีบทบาทสำคัญในการลดความตึงเครียด สร้างความไว้วางใจ ส่งเสริมการรับฟัง และฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในชุมชน อันนำไปสู่ความสมานฉันท์และการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองอย่างยั่งยืน</p> พระมหาพิสุทธิ์ สิทฺธิเมธี (ภารัง), พระมหาสมัคร อติภทฺโท (นาซิน) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296707 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ต้องขังเด็ดขาดด้วยหลักสูตร สัคคสาสมาธิในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295622 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาพฤติกรรมของผู้ต้องขังเด็ดขาดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 2. พัฒนากระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยหลักสูตรสัคคสาสมาธิ และ 3. ประเมินกระบวนการดังกล่าว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 24 คน ประกอบด้วยเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ 10 คน อาจารย์สถาบันพลังจิตตานุภาพ 4 คน และผู้ต้องขังเด็ดขาด 10 คน ครอบคลุมหลากหลายประเภทคดี และช่วงอายุ 36-80 ปี เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่ม ตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ต้องขังเด็ดขาดมีปัญหาพฤติกรรม 4 มิติ ได้แก่ การกำกับตนเอง อารมณ์ และจิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และทัศนคติต่อกฎระเบียบ ซึ่งแตกต่างตามประเภทคดี และพบแรงจูงใจในการเข้าร่วมหลักสูตร 2 ประเภท ได้แก่ แรงจูงใจภายนอกที่มุ่งสิทธิประโยชน์ด้านการลดวันต้องโทษ และแรงจูงใจภายในที่มุ่งเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างแท้จริง 2. กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบูรณาการพลังจิตตานุภาพกับไตรสิกขาซึ่งพัฒนามิติปัจเจกบุคคล และพรหมวิหาร 4 ซึ่งพัฒนามิติความสัมพันธ์ทางสังคม ขับเคลื่อนด้วยกลไก 3 ประการ ได้แก่ การกำกับอารมณ์ การปรับโครงสร้างความคิด และการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ และ 3. ผลการประเมินพบการเปลี่ยนแปลง 3 ระยะ โดยมีจุดวิกฤต 40 วันที่ต้องอาศัยเครือข่ายค้ำจุน 3 ชั้น และระยะ 90 วันเริ่มปรากฏการเปลี่ยนผ่านอัตลักษณ์พร้อมสุขภาวะ 4 มิติ</p> สายสุดา อนุหนายนน์, พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ปัทมาวดี แสนเขื่อนแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295622 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชน ของสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297334 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการให้บริการประชาชน <br />2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับการให้บริการประชาชน และ 3. นำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 399 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.05) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับการให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (R = .937**) และ 3. การประยุกต์หลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนของสำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้การให้บริการมีประสิทธิภาพ มีความเสมอภาค ถูกต้อง และยุติธรรม สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเวลา และมีความต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ</p> พระมหาพัชรพล วชิรปญฺโญ (จันทร์ต้น), สมบัติ นามบุรี, หัฏฐกรณ์ แก่นท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297334 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการให้บริการประชาชนของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในตำบลวัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297010 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการให้บริการประชาชนของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่น 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับการให้บริการประชาชนของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่น 3. เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อส่งเสริมการให้บริการประชาชนของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในตำบลวัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสำรวจด้วยแบบสอบถามที่ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.962 ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 339 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติที่ใช้ คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ เพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการให้บริการประชาชนของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =3.76) 2. หลักสังคหวัตถุธรรมมีความสัมพันธ์กับการให้บริการประชาชนของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่น ในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีระดับความสัมพันธ์อยู่ในระดับน้อย (R=399**) จึงยอมรับสมมติฐาน 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการให้บริการประชาชนของผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นในตำบลวัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า ทาน โอบอ้อมอารี ผู้นำท้องถิ่นให้บริการสาธารณะเพื่อเชื่อมรัฐกับประชาชน ให้การบริการสามารถเข้าถึงและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ปิยวาจา วจีไพเราะ พูดด้วยความเคารพ เมตตา และจริงใจ เปิดช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย สื่อสารผ่านโซเชียล เช่น โทรศัพท์และไลน์กลุ่มเพื่อให้ชาวบ้านแจ้งปัญหา อัตถจริยา สงเคราะห์ประชาชน ผู้นำท้องถิ่นลงมือทำจริง ร่วมกิจกรรม กระตุ้นการมีส่วนร่วม สร้างความร่วมมือจากประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สมานัตตตา เสมอต้นเสมอปลาย ผู้นำท้องถิ่นมีความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เลือกปฏิบัติ เปิดพื้นที่เท่าเทียม สร้างความเชื่อมั่น โปร่งใสในการทำงาน</p> กุลเกตุ แพรุ้งสกุล, อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า, วัชรินทร์ ชาญศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297010 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295291 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับภาวะผู้นำของผู้บริหาร และ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแสลบ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 390 คน ใช้แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.977 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35, S.D. = 0.55) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านฉันทะมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านวิริยะ ด้านจิตตะ และด้านวิมังสา โดยทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับภาวะผู้นำของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยในทุกด้าน ได้แก่ วิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง การถ่ายทอดความคิดสู่การปฏิบัติ ทักษะในการกระตุ้นนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (R = .894<sup>**</sup>) และ 3. แนวทางการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำ พบว่า ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และสื่อสารให้บุคลากรเข้าใจตรงกัน อีกทั้ง ควรส่งเสริมบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรม พร้อมทั้งมีความคิดสร้างสรรค์ มองปัญหาอย่างรอบด้าน และมีความยืดหยุ่นในการบริหารงาน เพื่อให้สามารถพัฒนาองค์กร และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระใบฎีกาชวลิต อภิปุญฺโญฺ (ลาวิตา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295291 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามหลักพุทธธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297691 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารงานของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตามหลักพุทธธรรม 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับการบริหารงานของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล 3. นำเสนอแนวทางการบริหารงานของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 169 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามหลักพุทธธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.28, S.D. = 0.29) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับการบริหารงานของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (R = .469**) 3. แนวทางการบริหารงานของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พบว่า ผู้บริหารควรพัฒนาการทำงานโดยยึดหลักอิทธิบาทธรรม เริ่มจากการสร้างแรงบันดาลใจและความรักในการทำงานเพื่อประชาชน (ฉันทะ) เสริมด้วยความเพียรพยายาม อดทน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค (วิริยะ) ควบคู่กับการเอาใจใส่ในรายละเอียดของงาน ทั้งการดูแลบุคลากรและการสื่อสารกับประชาชน (จิตตะ) และมีการประเมิน ตรวจสอบ พร้อมปรับปรุงงานอย่างสม่ำเสมอ (วิมังสา) แนวทางนี้จะช่วยยกระดับการบริหารให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมที่มุ่งเน้นประโยชน์สุขของประชาชน</p> <p> </p> พระมหาณัฐวุฒิ จันทร์โชติ, ธิติวุฒิ หมั่นมี, สุริยา รักษาเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297691 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อส่งเสริมบทบาทนักการเมืองท้องถิ่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296108 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาระดับบทบาทนักการเมืองท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับบทบาทนักการเมืองท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และ 3. เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมเพื่อส่งเสริมบทบาทนักการเมืองท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม วิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้สำรวจด้วยแบบสอบถามที่ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.845 ดำเนินการเก็บข้อมูลจากประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 304 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติที่ใช้คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับบทบาทนักการเมืองท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.34) 2. หลักสังคหวัตถุธรรมมีความสัมพันธ์กับบทบาทนักการเมืองท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับน้อย (r=0.368**) 3. การประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า ด้านปิยวาจา วจีไพเราะ แสดงให้เห็นว่า นักการเมืองท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่สุภาพ สร้างสรรค์ และเคารพความคิดเห็นของประชาชน ด้านสมานัตตตา วางตนพอดี ที่เน้นความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่วนด้านอัตถจริยา การสงเคราะห์ประชาชน แต่ยังควรส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ขณะที่ด้านทาน โอบอ้อมอารี จึงควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะการกระจายทรัพยากร โอกาส และความรู้ให้เข้าถึงทุกกลุ่มในชุมชนอย่างเท่าเทียม</p> ธาริกา ลิ้มประยูร, วัชรินทร์ ชาญศิลป์, อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า, สวัสดิ์ จิรัฏฐิติกาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296108 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาล ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297868 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 379 คน โดยแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.882 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.30) และระดับการปฏิบัติตามหลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.40) 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า หลักปาปณิกธรรม ส่งผล 2 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 คือ จักขุมา การมีวิสัยทัศน์ และวิธูโร การจัดการงานดี 3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า จักขุมา ส่งเสริมการมีวิสัยทัศน์ มองไกล วางแผนพัฒนาท้องถิ่นโดยอาศัยข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชน วิธูโร พัฒนาความรู้และทักษะการบริหารจัดการการตัดสินใจ ความโปร่งใส และจริยธรรมในการปฏิบัติงาน นิสสยสัมปันโน ส่งเสริมมนุษยสัมพันธ์ การสื่อสารที่สร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนการยึดมั่นในคุณธรรมความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม</p> พิทักษ์ ชีพอุดม, สวัสดิ์ จิรัฏฐิติกาล, สุมาลี บุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297868 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296377 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีดังนี้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.884 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และได้ทำการศึกษาเชิงคุณภาพเพิ่มเติม ผ่านกระบวนการสนทนากลุ่มเฉพาะจำนวน 9 รูปหรือคน และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 18 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา พบว่า 1. ด้านการมีความยุติธรรม มุ่งความโปร่งใส 2. ด้านการตัดสินใจร่วมกันกับผู้ติดตามหรือประชาชน เน้นการมีส่วนร่วม 3. ด้านการสร้างความร่วมมือ มีการบูรณาการข้ามหน่วยงาน 4. ด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ใช้ช่องทางหลากหลาย และ 5. ด้านการเปิดกว้าง ปรับตัวสู่ระบบออนไลน์ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น พบว่า การกล่อมเกลาทางการเมือง และหลักปาปณิกธรรมส่งผลต่อภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 31.7 และ 22.4 ตามลำดับ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น พบว่า 1. จักขุมา การมีวิสัยทัศน์ มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2. วิธูโร ทักษะในการทำงานที่ดี มีทักษะในการบริหารจัดการงานต่าง ๆ และ 3. นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีการเข้าถึง และเป็นกันเอง</p> สัภยา ขาวหมื่นไวย์, สุมาลี บุญเรือง, วัชรินทร์ ชาญศิลป์, สวัสดิ์ จิรัฏฐิติกาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296377 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298337 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี และ 3. นำเสนอการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โดยการประยุกต์ตามหลักอธิปไตย ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 362 คน มีค่าความเชื่อมั่น 0.916 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.46) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การใช้สิทธิเลือกตั้ง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.51) รองลงมา คือ การติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.46) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.43) 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ พบว่า การกล่อมเกลาทางการเมืองที่เข้าสู่สมการทั้ง 5 ด้านมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 และร่วมกันทำนายการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ร้อยละ 70.90 ขณะที่หลักอธิปไตย ด้านธรรมาธิปไตยมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทำนายการมีส่วนร่วมดังกล่าวได้ร้อยละ 3.80 3. เพื่อนำเสนอการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว โดยประยุกต์ตามหลักอธิปไตย พบว่า อัตตาธิปไตย ผู้นำมีบทบาทนำ ประชาชนมีส่วนร่วม โลกาธิปไตย ขับเคลื่อนตามกระแสสังคม และความคิดเห็นส่วนใหญ่ ธรรมาธิปไตย ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม ความเป็นธรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วม รับผิดชอบและยั่งยืน</p> นิชานาถ ภาวินทุ, สวัสดิ์ จิรัฏฐิติกาล, สุมาลี บุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298337 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการสื่อสารทางการเมืองผ่านการเล่าเรื่องที่มีต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293741 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษารูปแบบของการสื่อสารทางการเมืองผ่านการเล่าเรื่องที่มีต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม 2. ศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารทางการเมืองผ่านการเล่าเรื่องที่มีต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม และ 3. นำเสนอองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับอิทธิพลของการสื่อสารทางการเมืองผ่านการเล่าเรื่องที่มีต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม ผ่านการประยุกต์หลักสัปปุริสธรรม การวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 25 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ และเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมการเลือกตั้ง คือ (1) ความผูกพันต่อพรรคการเมือง เป็นอิทธิพลจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคล (2) ทัศนคติต่อประเด็นนโยบาย มีนโยบายตามความต้องการท้องถิ่น (3) ทัศนคติต่อตัวผู้สมัคร ผู้สมัครมีผลงานที่จับต้องได้ 2. การสื่อสารทางการเมืองผ่านการเล่าเรื่องและหลักสัปปุริสธรรมในทุกด้าน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 3. การประยุกต์หลักสัปปุริสธรรม คือ (1) ธัมมัญญุตา รู้หลักการตามความจริง (2) อัตถัญญุตา เข้าใจถึงผลลัพธ์ที่แท้จริงของนโยบาย (3) อัตตัญญุตา การสะท้อนชีวิตจริงของประชาชน (4) มัตตัญญุตา รู้จักความพอดี ใช้ปัญญาอย่างเหมาะสม (5) กาลัญญุตา รู้จังหวะเวลาและบริบททางสังคม (6) ปริสัญญุตา เข้าใจความหวังและความทรงจำร่วมของชุมชน (7) ปุคคลัญญุตา เข้าใจความต้องการของผู้คนอย่างแท้จริง</p> โปรดปราน เสริญวงศ์สัตย์, ณรงค์กร ดำรงคดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/293741 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างเหมาช่วงบริการโลจิสติกส์แบบมิลค์รัน: กรณีศึกษาบริษัทผู้ให้บริการขนส่งแบบมิลค์รัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297961 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจจ้างเหมาช่วงบริการโลจิสติกส์แบบมิลค์รันของบริษัทผู้ให้บริการขนส่งแบบมิลค์รันการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง หรือการบริหารโซ่อุปทาน จำนวน 5 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการจัดลำดับปัจจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจจ้างเหมาช่วงบริการโลจิสติกส์แบบมิลค์รัน เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1. การจัดการความปลอดภัย และการควบคุมอุบัติเหตุระหว่างขนส่ง 2. ความตรงต่อเวลาในการรับสินค้าจากผู้จัดส่งวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้า ณ จุดหมายปลายทาง 3. การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการขนส่ง 4. การบริหารความเสี่ยง และการชดเชยความเสียหาย 5. ความเหมาะสม และความสามารถในการแข่งขันด้านอัตราค่าบริการขนส่ง และ 6. ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการติดตามสถานะยานพาหนะ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจจ้างเหมาช่วงบริการโลจิสติกส์แบบมิลค์รันไม่ได้พิจารณาเพียงปัจจัยด้านต้นทุนเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบริหารความเสี่ยงเป็นสำคัญ</p> จาตุรันต์ แช่มสุ่น, ภัญนภัส พฤกษากิจ แช่มสุ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297961 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297659 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับคุณภาพการให้บริการประชาชน และ 3. นำเสนอคุณภาพการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของบุคคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 383 คน ตามสูตรของ Taro Yamane ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.853 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และหาความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า สมานัตตตาอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมา คือ ปิยวาจา อัตถจริยา และทาน ตามลำดับ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับคุณภาพการให้บริการ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยด้านความเอาใจใส่ความต้องการของผู้รับบริการมีความสัมพันธ์สูงสุด ขณะที่ด้านความสามารถในการให้บริการอย่างแม่นยำมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับน้อย ด้านความไว้วางใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับน้อยมาก ส่วนด้านความทันสมัยของอุปกรณ์มีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับน้อย และด้านการให้บริการด้วยความเต็มใจ และรวดเร็วมีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับน้อยมาก 3. แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ พบว่า ควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการให้บริการ ให้บริการด้วยความรวดเร็ว และเต็มใจ สร้างความโปร่งใส และความไว้วางใจ</p> พระจำเป็น กุสลจิตฺโต (หอมทวนลม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297659 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296383 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนในตำบลรางหวาย จำนวน 350 คน เครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.953 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.18, S.D. = 0.69) และหลักอิทธิบาท 4 อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.33, S.D. = 0.49) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน พบว่าโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (R = .610**) และ 3. การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม พบว่า การมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ช่วยให้ประชาชนเข้าใจแนวทางในการบริหารการจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่ การมีส่วนร่วมในการวางแผน และเสนอแนวคิดช่วยกำหนดแนวทางการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น และเลือกแนวทางการแก้ไขปัญหา การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน เช่น การคัดแยกขยะและการรณรงค์ และการมีส่วนร่วมในการติดตาม และประเมินผล มีบทบาทสำคัญต่อการประเมินความสำเร็จและพัฒนาการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน</p> สุณิสา แสงดาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296383 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 พุทธวิถีการบริหารจัดการในการอนุรักษ์ป่าชุมชนดอยหลวงของคณะกรรมการหมู่บ้านวังม่วง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298617 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการในการอนุรักษ์ป่าชุมชนดอยหลวง ของคณะกรรมการหมู่บ้านวังม่วง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรม สัมมัปปธาน 4 กับการบริหารจัดการในการอนุรักษ์ป่าชุมชนดอยหลวง 3. นำเสนอพุทธวิถีการบริหารจัดการในการอนุรักษ์ป่าชุมชนดอยหลวง โดยการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่าง 209 คน โดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพของการบริหารจัดการป่าชุมชนดอยหลวงของคณะกรรมการหมู่บ้านวังม่วง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรม สัมมัปปธาน 4 กับการบริหารจัดการในการอนุรักษ์ป่าชุมชนดอยหลวง โดยภาพรวม มีระดับความสัมพันธ์สูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3. แนวทางการประยุกต์หลักธรรมสัมมัปปธาน 4 เพื่อการบริหารจัดการในการอนุรักษ์ป่าชุมชนดอยหลวง (1) สังวรปธาน คือ ความเพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ด้วยการมีสติยับยั้งชั่งใจ (2) ปหานปธาน คือ ความเพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการพิจารณาประครองจิตที่จะละบาป (3) ภาวนาปธาน คือ ความเพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดมี ด้วยการตั้งมั่นที่จะกระทำด้วยการอนุรักษ์ป่าชุมชน (4) อนุรักขนาปธาน คือ ความเพียรรักษากุศลธรรม ด้วยการกระทำให้มีการสืบสานแนวทางการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าชุมชน</p> ธนวัฒน์ ทะโพนชัย, ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298617 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาแบบเรียนรวมในโรงเรียนประถมศึกษาในยุค AI: การนำนโยบายสู่การปฏิบัติในโลกพลิกผัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295676 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมในโรงเรียนประถมศึกษาในยุค AI ภายใต้บริบทโลกพลิกผัน และเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงวิชาการเป็นฐานในการสังเคราะห์องค์ความรู้ บทความบูรณาการแนวคิดสำคัญ ได้แก่ การศึกษาแบบเรียนรวม AI โลกยุคพลิกผัน และการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้นโยบายการศึกษาของไทยจะให้ความสำคัญกับความเสมอภาค และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่การดำเนินการในระดับสถานศึกษายังเผชิญกับข้อจำกัดด้านความพร้อมของครู ทรัพยากร และระบบสนับสนุน ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง ในขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และลดข้อจำกัดของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม หากมีการออกแบบนโยบาย และระบบการใช้อย่างเหมาะสม บทความเสนอแนวทางเชิงนโยบายในลักษณะบูรณาการหลายระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย (ระดับมหภาค) ระดับสถานศึกษา (ระดับกลาง) และระดับครู (ระดับจุลภาค) โดยเน้นการใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา การพัฒนาสมรรถนะครู และการสร้างระบบสนับสนุนที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยึดหลักความเป็นธรรมและจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถพัฒนาระบบการศึกษาแบบเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> เรียม เพชรสารพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/295676 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296250 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์และสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางผังเมืองและการออกแบบชุมชนเมือง และแนวคิดเมืองน่าอยู่ เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เนื้อหาพัฒนาจากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี เอกสารนโยบาย และกรณีศึกษาการพัฒนาเมืองในต่างประเทศ โดยเสนอว่า ความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่มิได้ขึ้นอยู่กับการผลิตกำลังคนให้มีทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเพียงประการเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมืองที่สามารถดึงดูด พัฒนา ใช้ศักยภาพ และรักษาทุนมนุษย์ให้อยู่ในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ข้อสังเคราะห์ของบทความคือ “กรอบระบบนิเวศเมืองน่าอยู่เพื่อทุนมนุษย์” ซึ่งเชื่อมโยง 4 ชั้นองค์ประกอบ ได้แก่ 1. ฐานคุณภาพชีวิต ครอบคลุมสุขภาพ ที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน 2. ระบบเมืองที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง บริการสาธารณะ พื้นที่สีเขียว และการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน 3. วงจรทุนมนุษย์ ตั้งแต่การดึงดูด การพัฒนา การใช้ศักยภาพ จนถึงการรักษาบุคลากร และ 4. ผลลัพธ์ระดับพื้นที่ ได้แก่ ผลิตภาพ นวัตกรรม ความทั่วถึง ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืน สำหรับ EEC ควรขับเคลื่อนผ่านสามกลไกสำคัญ คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ และการจัดทำนโยบาย สิทธิประโยชน์ และกลไกการมีส่วนร่วมที่เชื่อมยุทธศาสตร์เมืองกับยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์อย่างเป็นระบบ</p> รัตติยา ทองสุข, ตระกูล จิตวัฒนากร, บุษกร วัฒนบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296250 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมภายใต้บริบทดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297526 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมภายใต้บริบทของสังคมดิจิทัล ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และความต้องการในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และพัฒนาศาสนทายาทที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างเหมาะสม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมมีพัฒนาการที่ช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขวางทั้งในหมู่บรรพชิต และคฤหัสถ์ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดโครงสร้างหลักสูตร และสมรรถนะผู้เรียนไว้อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม โดยเทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านการเรียนรู้ และการบริหารจัดการ</p> <p>ซึ่งสามารถนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมภายใต้บริบทดิจิทัลได้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1. การยกระดับการบริหารจัดการสำนักเรียนด้วยระบบดิจิทัล ครอบคลุมงานทะเบียน การสอบ และการรายงานผล 2. การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะด้านดิจิทัล โดยปรับบทบาทผู้สอนสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกและผู้นำทางการเรียนรู้ 3. การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ระหว่างการเรียนรู้ในชั้นเรียน และการใช้สื่อ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ และ 4. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาพระปริยัติธรรมผ่านระบบออนไลน์ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา</p> พระครูสิทธิวัฒนคุณ (พรพรหม สอนมีทอง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297526 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 พัฒนาการและกรอบแนวคิดของวัฒนธรรมองค์การในมิติการบริหาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296071 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ และองค์ประกอบของวัฒนธรรมองค์การ ในฐานะปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรม การปฏิบัติงาน และทิศทางการดำเนินงานขององค์การ วัฒนธรรมองค์การถือเป็นแบบแผนของค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติ บรรทัดฐาน และพฤติกรรมร่วมกันของสมาชิก ซึ่งถูกสั่งสม ถ่ายทอด และยอมรับร่วมกันภายในองค์การ โดยวัฒนธรรมดังกล่าวมีผลต่อความผูกพันของสมาชิก การสร้างบรรยากาศการทำงาน การตัดสินใจ และระดับประสิทธิภาพขององค์การ บทความยังนำเสนอองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมองค์การ ลักษณะ ประเภท ตลอดจนระดับของวัฒนธรรมองค์การตามแนวคิดภูเขาน้ำแข็ง รวมถึงกระบวนการเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านประวัติศาสตร์ พิธีการ และสัญลักษณ์ สุดท้ายบทความสรุปว่า วัฒนธรรมองค์การทำหน้าที่เป็นเอกลักษณ์และกลไกกำกับทิศทางของพฤติกรรมสมาชิก เพื่อสนับสนุนประสิทธิผลและความสำเร็จขององค์การในระยะยาว</p> จิตติมา เมืองจีน, ณรงค์รัฐ ภูติรถยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296071 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การบริหารการผลิตเวชสำอางตามหลักอิทธิบาท 4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296544 <p>บทความวิชาการเรื่อง การบริหารการผลิตเวชสำอางตามหลักอิทธิบาท 4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการในอุตสาหกรรมเวชสำอาง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการหลักพุทธธรรม อิทธิบาท 4 เข้าสู่กระบวนการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดการความรู้ การปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตอย่างเคร่งครัด การพยากรณ์เชิงรุก และการจัดสรรทรัพยากร ทว่าภายใต้ความซับซ้อนของเทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความสำเร็จ หรือข้อผิดพลาดในสายการผลิต</p> <p>การศึกษาพบว่า การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ในฐานะกลไกควบคุมจากภายในจิตใจ จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรได้อย่างเป็นรูปธรรม การทำงานของหลักธรรมนี้เริ่มต้นจาก ฉันทะ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานใส่ใจในขั้นตอนการเตรียม และชั่งตวงส่วนผสมอย่างแม่นยำ วิริยะ เสริมสร้างความมุ่งมั่นอดทนในการรักษามาตรฐานความสะอาดตามหลักเกณฑ์การผลิตที่ดี จิตตะ เพิ่มความรอบคอบในการควบคุมคุณภาพ เช่น ค่าความเป็นกรดด่าง และความหนืด และ วิมังสา ส่งเสริมการวิเคราะห์หาสาเหตุรากเหง้าอย่างเป็นระบบเมื่อผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานเพื่อลดอัตราของเสีย</p> <p>ผลจากการบูรณาการศาสตร์การบริหารสมัยใหม่เข้ากับหลักพุทธธรรม นำไปสู่การสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบของ แบบจำลองจิตสำนึกคุณภาพเชิงรุก Proactive Quality Mindset Model: PQMM แบบจำลองนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นแกนกลางระดับจิตสำนึก จะส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ ทำให้ข้อบังคับทางอุตสาหกรรมกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ผลลัพธ์เชิงเป้าหมาย คือองค์กรสามารถลดข้อบกพร่องเชิงพฤติกรรมให้เป็นศูนย์ ลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มีความปลอดภัยสูงสุดสู่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> ชมภูนุช กิจสมทรัพย์, ดรรชนี ศรีอนันต์รักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296544 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 รัฐประศาสนศาสตร์ดิจิทัลกับการบริหารภาครัฐยุคปัญญาประดิษฐ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297723 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “รัฐประศาสนศาสตร์ดิจิทัลกับการบริหารภาครัฐในยุคปัญญาประดิษฐ์” โดยวิเคราะห์แนวคิด บทบาท ความสำคัญ โอกาส และความท้าทายของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ ผลการศึกษาพบว่า รัฐประศาสนศาสตร์ดิจิทัลมุ่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลมาพัฒนาการบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความรวดเร็ว และการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การพยากรณ์สถานการณ์ การสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบริหารทรัพยากร และการพัฒนาบริการสาธารณะอัจฉริยะ ส่งผลให้การดำเนินงานของภาครัฐมีความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพการให้บริการ นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ยังสนับสนุนการพัฒนาระบบราชการดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการบริหารงานแบบบูรณาการ ซึ่งช่วยให้การกำหนดนโยบายสาธารณะมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ยังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และประเด็นด้านจริยธรรม ดังนั้น ภาครัฐควรพัฒนาศักยภาพบุคลากร จัดทำกฎหมายและมาตรฐานที่รองรับการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมธรรมาภิบาลดิจิทัลที่ยึดหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วม เพื่อให้การบริหารภาครัฐสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน นำไปสู่การพัฒนาระบบราชการสมัยใหม่และการยกระดับคุณภาพการบริหารภาครัฐของประเทศในอนาคต</p> พระอาทิตย์ อติพโล (เนตรสว่าง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/297723 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยในยุคดิจิทัลกับความท้าทาย พัฒนาการ และการปรับตัว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298294 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทแวดล้อม ความท้าทาย พัฒนาการนวัตกรรม และกลยุทธ์การปรับตัวเชิงโครงสร้างของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ผลการศึกษาพบว่า การก้าวสู่สังคมดิจิทัลส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกิจการคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน โดยสร้างความท้าทายเร่งด่วน 4 ประการ ได้แก่ วิกฤตศรัทธาจากการขาดกลไกจัดการภาวะวิกฤตบนโลกออนไลน์ ช่องว่างทางเทคโนโลยีเนื่องจากความต่างของช่วงวัยในองค์กรสงฆ์ ความเสี่ยงทางไซเบอร์ และประเด็นจริยธรรมในการจัดการทรัพย์สินผ่านระบบไร้เงินสด และปัญหาพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุสามเณร อย่างไรก็ตาม คณะสงฆ์ได้พัฒนา และประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านการเผยแผ่ธรรมะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และสื่อเสมือนจริง การปฏิรูปทะเบียนราษฎร์สงฆ์ด้วยระบบฐานข้อมูลกลาง และบัตรสมาร์ทการ์ด การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมออนไลน์ระบบสากล และการใช้ระบบข้อมูลภูมิศาสตร์สารสนเทศขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์เชิงรุก บทความนี้จึงเสนอแนะกลยุทธ์การปรับตัวเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งประกอบด้วย การสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และทักษะดิจิทัลให้แก่พระสังฆาธิการ การจัดทำประมวลจริยธรรมแนวปฏิบัติการใช้สื่อดิจิทัลระดับประเทศ การขับเคลื่อนตัวแบบวัดอัจฉริยะที่โปร่งใสมีธรรมาภิบาล และการบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างบ้าน วัด และราชการ เพื่อยกระดับการบริหารองค์กรสงฆ์ไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถชี้นำสังคมทางปัญญาตามหลัก สัปปุริสธรรม 7 และยึดมั่นในกรอบอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการตามแนวทาง โอวาทปาติโมกข์ เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของสถาบันศาสนาสืบไป</p> พระราชวัชรคุณบัณฑิต (โกวิท เมฆขุนทด), พระครูปริยัติวิสุทธิบัณฑิต (นิเวช จงแจ้งกลาง), พระมหาธงชัย ธนวัฒนกุล, พรพนา แสนการุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298294 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 องค์กรที่ยืดหยุ่นในโลกแห่งความไม่แน่นอน: การบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการปรับตัวอย่างยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298519 <p>บทความวิชาการนี้เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับความยืดหยุ่นขององค์กรภายใต้บริบทของวิกฤตการณ์ที่ยืดเยื้อ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรม และการวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์ เพื่อนำเสนอโมเดลความยืดหยุ่นสามชั้น ซึ่งประกอบด้วยภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ ขีดความสามารถขององค์กร และห่วงโซ่อุปทาน และสุขภาวะของบุคลากร <br />ผลการสังเคราะห์นำไปสู่ข้อเสนอสำคัญ 3 ประการ 1. องค์ประกอบทั้งสามเชื่อมต่อกันเป็นวงจรปิด มิใช่ลำดับชั้นแบบเส้นตรง กล่าวคือ บทบาทของผู้นำอยู่ที่การกำหนดเงื่อนไขสุขภาวะของบุคลากร สุขภาวะของบุคลากรกำหนดคุณภาพของขีดความสามารถเชิงพลวัต และผลการดำเนินงานย้อนกลับมากำหนดความชอบธรรมของผู้นำ คุณสมบัติเชิงวงจรดังกล่าวอธิบายว่าเหตุใดความเปราะบางเพียงจุดเดียวจึงลุกลามได้ทั้งระบบผ่านผลกระทบแบบลูกโซ่และผลกระทบต่อเนื่อง 2. ความยืดหยุ่นขององค์กรเป็นคุณสมบัติที่ปรากฏขึ้นจากคุณภาพของจุดเชื่อมต่อระหว่างชั้น มิใช่ผลรวมของความเข้มแข็งรายองค์ประกอบ และ 3. ความยืดหยุ่นเป็นกระบวนการสะสมขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง องค์กรจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการรับรู้การเปลี่ยนแปลง การใช้ประโยชน์จากโอกาส และการปรับเปลี่ยนทรัพยากรซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคุณภาพของกระบวนการขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ไหลเวียนจากระดับปฏิบัติการ และจึงขึ้นอยู่กับความปลอดภัยทางจิตวิทยาของบุคลากร ข้อเสนอทั้งสามต่อยอดจากกรอบแนวคิดเดิมในสองประการ คือ การขยายหน่วยวิเคราะห์ให้ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานภายนอก และการกำหนดให้สุขภาวะของบุคลากรเป็นองค์ประกอบเฉพาะของความยืดหยุ่น มิใช่มาตรการสวัสดิการที่แยกจากยุทธศาสตร์ นัยเชิงบริหาร คือ ผู้บริหารควรประเมินและลงทุนที่จุดเชื่อมต่อระหว่างชั้น โดยใช้ตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพการส่งผ่านระหว่างองค์ประกอบ</p> นวพร เอี่ยมธีระกุล, ณัฐวัชร จันทโรธรณ์, ศรัณย์ภัทร อมรธนาทรัพย์, อัครพล เลิศสุขขีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/298519 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การพัฒนาทักษะชีวิตและการศึกษา สำหรับนักเรียนไทยให้ก้าวทันโลกดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296732 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1. วิเคราะห์เชิงวิพากษ์ปัญหาและเงื่อนไขการพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนไทยในบริบทดิจิทัล และ 2. สังเคราะห์กรอบแนวคิด และกลยุทธ์การศึกษาที่เชื่อมโยงทักษะชีวิต การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ และความฉลาดทางดิจิทัล การศึกษานี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ โดยคัดเลือกเอกสารนโยบาย รายงานสถานการณ์ งานวิจัยทบทวนอย่างเป็นระบบ และงานวิชาการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งเผยแพร่ระหว่าง พ.ศ. 2540–2568 และเน้นหลักฐานเกี่ยวกับนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะช่วงประถมศึกษาตอนปลายถึงมัธยมศึกษา ผลการสังเคราะห์พบว่า นักเรียนไทยเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันใน 4 มิติ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ และการรู้เท่าทันสื่อ การกำกับอารมณ์ และสุขภาวะจิต การควบคุมตนเอง และความปลอดภัยทางดิจิทัล และความสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ในโลกออนไลน์ ขณะเดียวกันเทคโนโลยียังสร้างโอกาสด้านการเข้าถึงการเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ ปัญหาสำคัญจึงมิใช่การใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นช่องว่างระหว่างสมรรถนะที่นโยบายคาดหวังกับการจัดการเรียนรู้และการประเมินที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาสมรรถนะองค์รวมอย่างเต็มที่ บทความเสนอองค์ความรู้ใหม่ คือ กรอบบูรณาการทักษะชีวิตและความฉลาดทางดิจิทัลเชิงองค์รวม ซึ่งเชื่อมสมรรถนะด้านการคิด อารมณ์ สังคม และจริยธรรมดิจิทัลผ่านกลไกการกำกับตนเอง และข้อมูลย้อนกลับในระบบนิเวศการเรียนรู้ พร้อมเสนอ 6 กลยุทธ์ ได้แก่ หลักสูตรฐานสมรรถนะ การเรียนรู้เชิงรุก การบูรณาการ SEL การพัฒนา DQ ระบบนิเวศความร่วมมือ และการประเมินตามสภาพจริง เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น การปรับตัว และสุขภาวะของผู้เรียนในโลกดิจิทัล</p> นพวรรณ ญาณะนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/296732 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700