https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/issue/feed วารสารสหวิทยาการ 2026-06-30T17:48:33+07:00 Asst. Prof. Yingluck Kanchanaroek, Ph.D. ci.journal@tu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเอกสารวิชาการกําหนดการออกวารสารปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม) โดยจะได้รับการประเมินคุณภาพทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน โดยพิจารณาแบบ Double Blind Review และบทความที่ส่งมาเพื่อรับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้จะต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาจากที่อื่น หรือได้รับการตีพิมพ์ในวารสารอื่น หรือเผยแพร่ Proceedings มาก่อน</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/article/view/288565 PASSION Model รูปแบบการทำงานของชุมชนท้องถิ่น: กรณีศึกษาตำบลสุขภาวะในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 2025-10-21T11:58:52+07:00 นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต nisanra@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงการตำบลสุขภาวะของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และเพื่ออธิบายรูปแบบการทำงานในชุมชนท้องถิ่น ผ่าน PASSION Model งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย อำเภอปัว จังหวัดน่าน และ เทศบาลตำบลบ้านแฮด อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นโครงการตำบลสุขภาวะรวมทั้งสิ้น 34 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความ (Interpretation) และวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และนำเสนอผลการวิจัยแบบวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าตำบลที่เป็นกรณีศึกษาโครงการตำบลสุขภาวะ เมื่อมีการปรับใช้ PASSION Model ส่งผลให้เกิด (1) แผนการขับเคลื่อนงานที่มีประสิทธิภาพ (2) เกิดการตัดสินใจร่วมกันของผู้นำและสมาชิกในชุมชน (3) เกิดแนวทางและนโยบายที่สนับสนุนและดูแลสุขภาวะของคนในชุมชนทุกกลุ่มเป้าหมาย (4) มีนวัตกรรมที่ใช้เพื่อการพัฒนาโดยประยุกต์ใช้ทุนทางสังคม (5) เกิดต้นแบบผู้นำที่เป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้กับตำบล (6) ความสัมพันธ์ที่ดีของชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม (7) มีกระบวนการคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ (8) เกิดการเชื่อมเครือข่ายภายในตำบล (9) สนับสนุนและสร้างความร่วมมือตามแผนงานประจำปีของตำบล และ (10) สร้างเครือข่ายและประสานความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอก</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/article/view/285161 Gender Equality Promotion in a Model Thai Public Agency 2025-11-07T16:00:05+07:00 Chulasak Charnnarong chulasak@g.swu.ac.th <p>This study aims to examine the approaches for promoting gender equality within a model public agency, specifically the Office of the Narcotics Control Board (ONCB). This agency was recognized in 2024 as an outstanding organization in the protection of rights and the promotion of gender equality in Thailand, and was the only public agency to receive this distinction that year. This research adopts a qualitative approach, utilizing document analysis and in-depth interviews with key informants. The informants comprised nine executives and operational personnel directly involved in gender equality promotion within the model public agency. The results indicate that organizational practices are closely aligned with national policy directives and the mandates of parent organizations, with the agency structuring their operational framework around three principal dimensions of gender equality promotion. These dimensions include: (1) the reconfiguration of conceptual orientations, enhancement of knowledge and understanding, and cultivation of gender-equality through internal campaigns alongside broader public awareness-raising initiatives; (2) the development of policies, regulations, and institutional mechanisms to support gender equality, through coordination between legal units and internal departments, reinforced by policy instruments that emphasize incentives and inter-agency integration; and (3) the advancement of research and development to promote innovation. This is pursued through the establishment of integrated information and communication databases that support evidence-based decision-making, alongside knowledge management and collaborative initiatives with external organizations and network partners, supported by dedicated research funding. Overall, these findings show that the model government agency operates through a quality management cycle consisting of four stages: planning, implementation, evaluation, and continuous improvement.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/article/view/291546 The Study on the Influence of Evaluation-Based Short Videos on the Purchase Intention of Generation Z Consumers 2026-03-16T13:21:38+07:00 Yuzhen Lu yuzhen.l66@rsu.ac.th Haiyue Jiang icc@rsu.ac.th <p>This research examines how the characteristics of evaluation-based short videos can enhance Generation Z consumers' trust and investigates whether there are differences of trust-building between Key Opinion Leaders (KOLs) and Key Opinion Consumers (KOCs), which in turn affect consumers’ purchase intentions. Based on S–O–R theory, this study employed a quantitative approach to analyze the effects of short-video information quality, evaluator credibility, interactivity, and perceived trust on the purchase intentions of Generation Z consumers. Data were collected via a questionnaire, yielding 348 valid responses. The findings indicate that information quality, evaluator credibility, interactivity, and consumers’ perceived trust in evaluation-based short videos all have a significant positive impact on the purchase intentions of Generation Z consumers. It was also found that consumers’ perceived trust plays a partially mediating role. Key Opinion Leaders (KOLs) exerted a stronger direct influence on Generation Z consumers’ purchase intentions than Key Opinion Consumers (KOCs). However, KOLs influence Generation Z consumers’ purchase intentions through the mediating effect of perceived trust more strongly than KOCs. The conclusions of this study provide a useful reference for brands and content creators seeking to optimize evaluation-based short-form video content and enhance user trust.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/article/view/286354 คุณธรรมและหลักความสัมพันธ์ 5 ประการของขงจื่อที่ปรากฏในนิทานจากหนังสือเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2025-10-20T11:33:30+07:00 สุประวีณ์ แสงอรุณเฉลิมสุข supraweena@gmail.com ทัตพิชา สกุลสืบ thatpic@hotmail.com จาง หยวีซี xsbnzyjsxy@163.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณธรรมและหลักความสัมพันธ์ 5 ประการของขงจื่อที่ปรากฏในนิทานจากหนังสือเรียนการศึกษาภาคบังคับ ภาษาและวรรณกรรม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้แนวคิดคุณธรรมและหลักสัมพันธ์ 5 ประการของขงจื่อเป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า คุณธรรม 8 ประการของขงจื่อปรากฏในนิทาน 49 เรื่อง โดยเรียงลำดับจากคุณธรรมที่พบมากที่สุดไปน้อยที่สุด ดังนี้ จื่อ (ความมีปัญญา) เหริน (ความเมตตา) เชียน (ความถ่อมตน) หลี่ (มารยาท) หย่ง (ความกล้าหาญ) กง (ความเคารพ) ซิ่น (ความน่าเชื่อถือ) และอี้ (ความชอบธรรม) ส่วนผลการวิเคราะห์ หลักความสัมพันธ์ 5 ประการ พบมากที่สุด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน รองลงมา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรธิดา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยา ตามลำดับแต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง แม้ว่าคุณธรรมตามแนวคิดของขงจื่อจะไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นกรอบแนวคิดหลักในการจัดทำนิทานในหนังสือเรียนโดยตรง แต่แนวคิดของขงจื่อในฐานะรากฐานทางความคิดที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ยังคงถูกนำเสนอผ่านนิทานที่ปรากฏในหนังสือเรียน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/article/view/284681 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบการบริการร่วมกับโครงการเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการทำงานในอนาคตของนักศึกษาพยาบาล ในรายวิชาการจัดการความเครียด 2025-10-06T13:07:04+07:00 เนตดา วงศ์ทองมานะ Netda.w@stin.ac.th ศิริยุพา นันสุนานนท์ siriyupa.n@stin.ac.th นันทภัค ชนะพันธ์ Nantapuk.c@stin.ac.th <p>การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบการบริการร่วมกับโครงการเป็นฐานต่อการเสริมสร้างสมรรถนะการทำงานในอนาคตของนักศึกษาพยาบาลในรายวิชาการจัดการความเครียด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการจัดการความเครียด ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566 จำนวน 32 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบการบริการร่วมกับโครงการเป็นฐาน และ 2) แบบประเมินสมรรถนะการทำงานในอนาคต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบการบริการร่วมกับโครงการเป็นฐานของนักศึกษาพยาบาล ในรายวิชาการจัดการความเครียด นักศึกษาพยาบาลมีสมรรถนะการทำงานในอนาคต โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.23, SD = 0.73) เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มการใช้และพัฒนาเทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.40, SD = 0.71) รองลงมา คือ กลุ่มการจัดการตนเอง (M = 4.30, SD = 0.72) กลุ่มการทำงานร่วมกับผู้อื่น (M = 4.29, SD = 0.67) และกลุ่มการแก้ไขปัญหา (M = 4.04, SD = 0.73) ตามลำดับ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จากการสะท้อนคิดพบว่านักศึกษาพยาบาลสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากการเรียนและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อออกแบบกิจกรรม ในการจัดกิจกรรมนักศึกษาพยาบาลได้สำรวจและสะท้อนความรู้สึก อารมณ์และพฤติกรรมของตนเองต่อความเครียด เรียนรู้วิธีจัดการความเครียดนำไปใช้ดูแลตนเองและผู้อื่นได้จริง มีการเรียนรู้การทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นและสื่อสารภายในทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการสืบค้นข้อมูลวิชาการและงานวิจัยเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทยมาออกแบบสื่อการเรียนรู้และนำเสนอสื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งสมรรถนะการทำงานในอนาคตจะตรงกับสมรรถนะกลางของพยาบาลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาพยาบาลศาสตร์ที่จำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/article/view/284180 ผลกระทบของการปรับใช้เทคโนโลยี AI ในกระบวนการสื่อสารการตลาดของประเทศไทย 2025-09-23T18:10:22+07:00 เบญริสา ตันเจริญ benrisa.tancharoen@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการสื่อสารการตลาดของประเทศไทย โดยใช้วิธีการศึกษาทบทวนวรรณกรรม จากฐานข้อมูลทางวิชาการ ในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2568 โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงประเด็น เพื่อสังเคราะห์สาระสำคัญและระบุช่องว่างทางองค์ความรู้ที่ยังขาดการศึกษาอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้ในกระบวนการสื่อสารการตลาดมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาด โดยเฉพาะการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างตรงกลุ่ม การปรับแต่งเนื้อหาการสื่อสารให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อทำนายพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแม่นยำ ส่งผลให้เกิดการสื่อสารที่ตอบสนองความต้องการและประสบการณ์ของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และการวางแผนกลยุทธ์เชิงคาดการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในยุคดิจิทัล</p> <p>อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการสื่อสารการตลาดยังมีผลกระทบเชิงลบหลายประการ ได้แก่ การลดทอนความเป็นมนุษย์ในการสื่อสาร การเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน การละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค และการลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร จริยธรรม การรู้เท่าทันสื่อ และผลกระทบจากกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่องค์กรจะต้องพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม อันจะนำไปสู่การสื่อสารการตลาดที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในอนาคต</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/citujournal/article/view/289257 การพัฒนากิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อธำรงอัตลักษณ์พื้นถิ่นด้วยศิลปะการแสดงสิละในบริบทพหุวัฒนธรรม 2026-02-18T17:46:25+07:00 สิริญาดา สองภักดี fine_art@rmutt.ac.th กัญชพร ตันทอง kanchaporn_t@rmutt.ac.th มาโนช บุญทองเล็ก manodch556@gmail.com <p>การธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรมเป็นประเด็นสำคัญของการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมส่งผลให้โอกาสในการเรียนรู้และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของเยาวชนลดลง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมเสริมหลักสูตรด้านศิลปะการแสดงสิละเพื่อธำรงอัตลักษณ์พื้นถิ่นในบริบทพหุวัฒนธรรม 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม 3) ประเมินทักษะการปฏิบัติท่ารำสิละ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรม โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ และการศึกษาในบริบทพหุวัฒนธรรมเป็นกรอบการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชมรมนาฏศิลป์ โรงเรียนชุมชนบ้านปาดัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ T-test ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมการธำรงอัตลักษณ์พื้นถิ่นในบริบทพหุวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีทักษะการปฏิบัติท่ารำสิละอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ย 17.60 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน และ 4) ความพึงพอใจต่อกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.88 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่บูรณาการศิลปะการแสดงพื้นถิ่นร่วมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ สามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ และความตระหนักในอัตลักษณ์ท้องถิ่นของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ