วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas <p><strong>ISSN 2697-6676 (Online)<br />ISSN 1513-5845 (Print)<br /></strong><br />วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ รับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปกิณกะ (Book Review)<strong><br /></strong></p> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความที่ตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Doubleblind Peer Review)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่<br /></strong> ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียม<br /></strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความวารสารวิชาการธรรมทรรศน์ บทความละ 6,000 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p>ThaiJO Indexed in <img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/sariga2527/logo_TCI.png" width="119" height="67" /> <a href="https://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/impact_avg_h.php"> สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปี 2561 Impact Factor = 0.146</a></p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น en-US วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 1513-5845 เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความ ให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความ ต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร วิชาการธรรม ทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้ง แสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน: การวิเคราะห์เชิงระบบ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/290531 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายกลไกของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เชิงระบบเป็นฐานในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงพลวัตของปัจจัยในระดับผู้นำปกครองท้องที่ การศึกษาอาศัยการสังเคราะห์แนวคิดรัฐบาลดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่ออธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลมิใช่กระบวนการเชิงเส้นหรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงมิติเดียว หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยหลายระดับ ผลการศึกษาเสนอกรอบแนวคิดการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบในลักษณะระบบนิเวศเชิงพลวัต ซึ่งความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสมดุลของ 4 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบภาวะผู้นำดิจิทัล ระบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ระบบสังคม วัฒนธรรมองค์กร และสมรรถนะบุคลากร และระบบนโยบาย การกำกับดูแล และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยทั้งสี่ระบบเชื่อมโยงกันผ่านกลไกการเรียนรู้และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้ใหม่นี้ช่วยยกระดับการอธิบายการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลในระดับพื้นที่ และสามารถใช้เป็นกรอบอ้างอิงเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบ</p> วารุณี สุทธหลวง สุภชัย ตรีทศ กมลวิช ลอยมา ธีรภัทร กิจจารักษ์ อรุณ สนใจ จิรโรจน์ บุญราช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 461 478 ภาวะผู้นำ นโยบายการบริหารการจัดการองค์กร นวัตกรรมการจัดการ ศักยภาพการแข่งขัน และความสำเร็จของธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/285061 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำ นโยบายการบริหารการจัดการองค์กร นวัตกรรมการจัดการ ศักยภาพการแข่งขัน และความสำเร็จของธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย 2) ศึกษาอิทธิพล ภาวะผู้นำ นโยบายการบริหารจัดการองค์กร นวัตกรรมการจัดการ ศักยภาพการแข่งขัน ที่มีต่อความสำเร็จของธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย 3) พัฒนารูปแบบการยกระดับความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณมีประชากรคือ ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย จำนวน 3,784 ราย และกำหนดกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 300 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยกำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกในเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำ นโยบายการบริหารการจัดการองค์กร นวัตกรรมการจัดการ ศักยภาพการแข่งขัน และความสำเร็จของธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย ได้แก่ ภาวะผู้นำ นโยบายการบริหารการจัดการองค์กร นวัตกรรมการจัดการ และศักยภาพการแข่งขัน อยู่ในระดับสูง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การวิเคราะห์สมการโครงสร้างแบบจำลองที่ได้รับการพัฒนาและปรับแก้แล้ว แสดงให้เห็นว่า ภาวะผู้นำ นโยบายการบริหารการจัดการองค์กร และนวัตกรรมการจัดการ มีอิทธิพลทางตรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจพลังงานสะอาด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การพัฒนารูปแบบการยกระดับความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทยใน ได้แก่ รูปแบบ LOMC ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำ 2) นโยบายการจัดการองค์กร 3) นวัตกรรมการจัดการ และ 4) ศักยภาพการแข่งขัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการยกระดับการความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศไทย</span></p> โศลยา นิ่มสมุทร ธนพล ก่อฐานะ นันทิยา น้อยจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 25 4 1 14 การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวมของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษในยุคดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282711 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ สภาพ ปัญหา และแนวทางการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวม 2) พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวม 3) ประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวม รวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถาม การประชุมเชิงปฏิบัติการการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ การสัมมนาประชาพิจารณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความเชื่อมั่น ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (r) ค่าดัชนีไกเซอร์ เมเยอร์ ออลคิน (KMO) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยมีโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวม จำนวน 126 โรงเรียน เป็นประชากร และกลุ่มตัวอย่าง<br />ในการศึกษา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. องค์ประกอบของการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวมของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษในยุคดิจิทัลประกอบด้วย 6 องค์ประกอบได้แก่ 1) ด้านสภาพแวดล้อม 2) ด้านเครือข่ายความร่วมมือ 3) ด้านงบประมาณ </span><span style="font-size: 0.875rem;">4) ด้านระบบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ 5) ด้านพัฒนาครูและบุคลากร 6) ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. สภาพการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวมของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษในยุคดิจิทัล ด้านที่มีการปฏิบัติมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">คือฃด้านการปรับอาคารสถานที่ให้มีความเหมาะสม รองลงมาคือ ด้านระบบบริหาร</span><span style="font-size: 0.875rem;">ที่มีประสิทธิภาพ ส่วนด้านที่มีการปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ด้านการจัดสรรงบประมาณ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. องค์ประกอบรูปแบบการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวมประกอบ ด้วย 1) หลักการและแนวคิด 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการ 5) ผลผลิต </span><span style="font-size: 0.875rem;">6) ผลลัพธ์ 7) ข้อมูลย้อนกลับ และ 8) เงื่อนไขความสำเร็จ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ เป็นประโยชน์ในภาพรวมของรูปแบบการบริหารโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรวมของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษในยุคดิจิทัล พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินความเป็นประโยชน์ในภาพรวมของรูปแบบ พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> จิโรจน์ สุพัฒน์ พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล จารุนันท์ ขวัญแน่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 25 4 15 32 การพัฒนารูปแบบการผลิตและการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทุนทางวัฒนธรรม ตําบลท่าเกษม อําเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282041 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยด้านการผลิตของผู้ผลิตชุมชนตำบลท่าเกษม 2) วิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนารูปแบบการผลิตและการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทุนทางวัฒนธรรม ตำบลท่าเกษม อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและลึกซึ้ง ในการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มประชากรคือผู้บริโภคหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ชุมชนในตำบลท่าเกษมและพื้นที่ใกล้เคียง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน ได้จากการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลัก ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากทุนทางวัฒนธรรม และ 3) ความต้องการและความคาดหวังต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) จำนวน 18 คน ประกอบด้วยผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา โดยการจัดหมวดหมู่และสังเคราะห์สาระสำคัญ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านศักยภาพการผลิต ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีความแข็งแรง ใช้งานได้จริง แต่ขาดมาตรฐานราคาที่แน่นอน การจำหน่ายอยู่ในชุมชนหรือตลาดนัด การสื่อสารกับลูกค้าทำผ่านการพูดคุยหรือโทรศัพท์ วัตถุดิบส่วนใหญ่ซื้อมาจากภายนอก ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ ที่ประณีต สวยงาม และหาซื้อได้ง่าย<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านความต้องการของผู้บริโภค ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีเอกลักษณ์ท้องถิ่น บรรจุภัณฑ์ทันสมัย ราคาเหมาะสม ช่องทางจำหน่ายหลากหลาย และมีตรารับรองคุณภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการพัฒนา ได้แก่ 1) ส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะการผลิตควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญา 2) ออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า 3) พัฒนาเครือข่ายการตลาดและสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และ 4) ส่งเสริมการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมและความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความยั่งยืน</span></p> กีรฉัตร วันช่วย ไชยวัฒน์ สมสอางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 25 4 33 46 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดชุดความคิดเติบโตและแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความสามารถการพูดในที่สาธารณะของนิสิตปริญญาตรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/284195 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์และประเมินรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดชุดความคิดเติบโตและแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการพูดในที่สาธารณะของนิสิตปริญญาตรี และ 2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพูดและการนำเสนอเพื่ออาชีพ ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจงเป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 160 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 80 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดชุดความคิดเติบโตและแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) แบบประเมินความสามารถการพูดในที่สาธารณะ 3) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน (6E Model) คือ ขั้นที่ 1 สำรวจและสร้างความเข้าใจ (Explore and Define) ขั้นที่ 2 การตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย (Establishing Empowering Goals) ขั้นที่3 การวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพ (Enhancement Planning) ขั้นที่ 4 การพยายามเรียนรู้ (Effort to Learn) ขั้นที่ 5 การเสริมพลังเพื่อการเติบโต (Empower for Growth) ขั้นที่ 6 การนำเสนอและประเมินผล (Evaluate and Present) มีความเชื่อมั่นเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> <span style="font-size: 0.875rem;">= 4.93, S.D. = 0.10)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประสิทธิผลของการใช้รูปแบบ พบว่า 1) กลุ่มทดลองมีความสามารถในการพูดในที่สาธารณะหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) นิสิตกลุ่มทดลองมีความสามารถในการพูดในที่สาธารณะหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</span></p> รณยุทธ เอื้อไตรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 25 4 47 66 การสร้างสรรค์บทเพลงเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282772 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมของตำบลโคกหินแฮ่ 2) สร้างสรรค์บทเพลงเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และวัฒนธรรม 3) พัฒนากระบวนการสื่อสารบทเพลงเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และวัฒนธรรม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการเก็บข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกต ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ และสมาชิกสภาวัฒนธรรม รวม 30 รูป/คน จาก 10 หมู่บ้าน ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาได้นำมาวิเคราะห์และสร้างสรรค์เป็นบทเพลงสะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตำบลโคกหินแฮ่จำนวน 20 บทเพลง<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. อัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมของตำบลโคกหินแฮ่ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านศิลปะ ดนตรี และหัตถกรรม เช่น การฟ้อนผู้ไทย การทอผ้า และจักสาน 2) ด้านศาสนา ความเชื่อ และประเพณี ซึ่งสะท้อนผ่านพิธีกรรมและงานบุญตามฮีตสิบสอง 3) ด้านวิถีชีวิต ภาษา การแต่งกาย และอาหาร ซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การสร้างสรรค์บทเพลง มีกระบวนการ 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นก่อนการผลิต ซึ่งศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนผ่านข้อมูลภาคสนาม พบว่า ชุมชนมีอัตลักษณ์ด้านภาษา ความเชื่อ ประเพณี ดนตรี การแต่งกาย อาหาร และวิถีชีวิตที่โดดเด่น 2) ขั้นการผลิต นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาสร้างสรรค์เป็นบทเพลง จำนวนทั้งสิ้น 20 บทเพลง รูปแบบการประพันธ์เพลง ยึดขนบการประพันธ์เพลงอย่างเคร่งครัด แบ่งเป็น 4 ท่อน มีสัมผัสนอก สัมผัสใน และสัมผัสระหว่างท่อน เนื้อหาบทเพลงเน้นให้สะท้อนบริบทชุมชนและสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมของชุมชนได้จริง มีการเรียบเรียงดนตรีและบันทึกเสียงโดยนักร้องอาชีพและนักร้องในท้องถิ่น<br /></span>3. การพัฒนากระบวนการสื่อสารบทเพลง บทเพลงถูกนำไปใช้ในชุมชน โดยมีการประดิษฐ์ท่าฟ้อนรำประกอบ ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับบทเพลง และนำไปใช้ในงานบุญ งานประเพณี และกิจกรรมท้องถิ่น พร้อมเลือกชุดแต่งกายประกอบการฟ้อนรำที่สะท้อนเอกลักษณ์ เช่น ผ้ามัดหมี่ และสีประจำชุมชน คือสีน้ำเงินและสีแดง มีการผลิตมิวสิควิดีโอเผยแพร่ผ่าน Facebook และ YouTube เพื่อประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมสู่สาธารณะ</p> พระมหาประหยัด ปญฺญาวโร (สุนนท์) พระมหาสมเด็จ มหาสมิทฺธิ (อัตสาร) เจษฎา มูลยาพอ อภิวัฒชัย พุทธจร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 67 82 การพัฒนารูปแบบสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/283439 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น สมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) พัฒนารูปแบบสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช และ 3) ตรวจสอบรูปแบบสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธีพหุเป็นระยะ โดยออกแบบเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ รวม 115 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และประเมินรูปแบบฯ โดยผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และสรุปผล<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ชื่อรูปแบบ หลักการ และวัตถุประสงค์ ส่วนที่ 2 วิธีการพัฒนาสมรรถนะครูและกระบวนการพัฒนาสมรรถนะครู ส่วนที่ 3 การประเมินผลรูปแบบและปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาสมรรถนะครู<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การตรวจสอบรูปแบบ มีความถูกต้องเหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ทุกรายการในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และสามารถนำรูปแบบนี้ ไปใช้ประโยชน์ได้จริง</span></p> สันต์ติ เกราะแก้ว อโนทัย ประสาน นพรัตน์ ชัยเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 83 98 การคิดเชิงออกแบบอย่างชาญฉลาดด้วยปัญญาประดิษฐ์รังสรรค์ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการผลิตสื่อดิจิทัลสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/289304 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์กระบวนการคิดเชิงออกแบบอย่างชาญฉลาดด้วยปัญญาประดิษฐ์รังสรรค์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการผลิตสื่อดิจิทัลของนักศึกษาวิชาชีพครู 2) พัฒนาการเรียนรู้ตามกระบวนการดังกล่าว 3) พัฒนาระบบการเรียนรู้ที่สนับสนุนการคิดเชิงออกแบบอย่างชาญฉลาด และ 4) ประเมินสมรรถนะการผลิตสื่อดิจิทัลในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะ และเจตคติของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปีที่ 2 สาขาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จำนวน 29 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> กระบวนการคิดเชิงออกแบบที่สังเคราะห์ขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมาก (𝑥̄ = 4.16, S.D. = 0.78) องค์ประกอบของการเรียนรู้โดยรวมก็มีความเหมาะสมในระดับมาก (𝑥̄ = 4.18, S.D. = 0.77) และการประเมินด้านการนำไปประยุกต์ใช้จริงอยู่ในระดับมากเช่นกัน (𝑥̄ = 4.40, S.D. = 0.82) ระบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมโดยรวมในระดับมาก (𝑥̄ = 4.34, S.D. = 0.38) และสามารถส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และทักษะการผลิตสื่อดิจิทัลของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการประเมินสมรรถนะการผลิตสื่อหลังเรียนพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทักษะการผลิตสื่ออยู่ในระดับดีมาก (𝑥̄ = 4.48, S.D. = 0.72) ผลงานของนักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์และเหมาะสมต่อการใช้งานจริง ด้านเจตคติพบว่า นักศึกษามีทัศนคติเชิงบวกต่อกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (𝑥̄ = 4.79, S.D. = 0.10) สะท้อนถึงการยอมรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และทักษะอย่างมีประสิทธิภาพ</p> อนุศาสน์ ตาเสน ขนิษฐา หินอ่อน ปณิตา วรรณพิรุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 99 110 การพัฒนาทักษะการผันวรรณยุกต์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการผันวรรณยุกต์ด้วยเทคนิคโฟนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282382 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาค่าประสิทธิภาพชุดแบบฝึกทักษะการผันวรรณยุกต์ด้วยเทคนิคโฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การผันวรรณยุกต์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการผันวรรณยุกต์ด้วยเทคนิคโฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมายของงานวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีปัญหาเรื่องการผันวรรณยุกต์ในรายวิชาภาษาไทย โรงเรียนเทศบาลท่าโขลง 1 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดย การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคโฟนิกส์ จำนวน 3 แผนรวมกัน 4 ชั่วโมง 2) ชุดแบบฝึกทักษะการผันวรรณยุกต์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนก่อนและหลังเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ชุดละ 10 ข้อ คะแนนเต็ม ชุดละ 10 คะแนน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการสร้างและหาค่าประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะการผันวรรณยุกต์ ด้วยเทคนิคโฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) เท่ากับ 91.1 และค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) เท่ากับ 92.5 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านผันวรรณยุกต์ โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะด้วยเทคนิคโฟนิกส์ มีประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">/E</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลสัมฤทธิ์ในการผันวรรณยุกต์ก่อนเรียนโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการผันวรรณยุกต์ด้วยเทคนิคโฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ย 6.00 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.34 และคะแนนหลังเรียนหลังจากใช้ชุดแบบฝึกทักษะการผันวรรณยุกต์ด้วยเทคนิคโฟนิกส์ มีค่าเฉลี่ย 9.25 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน โดยใช้ t-test for dependent พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</span></p> มณฑา วิริยางกูร กนกวรรณ บุญเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 111 124 พุทธบูรณาการสหภาคีการจัดการเรียนรู้ของครูภาษาไทยวิถีใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาษาวิบัติของคนรุ่นใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282315 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาพุทธบูรณาการสหภาคีการจัดการเรียนรู้ของครูภาษาไทยวิถีใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาษาวิบัติของคนรุ่นใหม่ 2) พัฒนารูปแบบพุทธบูรณาการสหภาคีการจัดการเรียนรู้ของครูภาษาไทยวิถีใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาษาวิบัติของคนรุ่นใหม่ 3) ถ่ายทอดแนวทางและรูปแบบพุทธบูรณาการสหภาคีการจัดการเรียนรู้ของครูภาษาไทยวิถีใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาษาวิบัติของคนรุ่นใหม่ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร นักเรียน นิสิต นักศึกษา บุคลากรสถาบันการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง จำนวน 400 รูป/คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาภาษาวิบัติของวัยรุ่น พบว่า ปัญหาภาษาวิบัติเกิดจากสื่อออนไลน์ การเลียนแบบเพื่อน และขาดแบบอย่างที่ดี ส่งผลให้การสื่อสารและการเขียนผิดเพี้ยนมากขึ้น ทั้งนี้ผู้ให้สัมภาษณ์ชี้ว่าหลักสุ-จิ-ปุ-ลิ และสัมมาวาจา สามารถช่วยพัฒนาสติ ความรับผิดชอบ และการใช้ภาษาอย่างเหมาะสมได้ โดยเน้นการฟัง คิด พูด และสื่อสารอย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบพุทธบูรณาการสหภาคีการจัดการเรียนรู้ของครูภาษาไทยวิถีใหม่ ประกอบด้วยการฟัง การเขียน การใช้ภาษา และการอ่าน โดยยึดหลักสติสัมปชัญญะ โยนิโสมนสิการ สัมมาวาจา และสติปัฏฐาน 4 เป็นฐานคิด บูรณาการร่วมกับหลักสุ-จิ-ปุ-ลิ เพื่อพัฒนาการฟัง คิด ถาม และเขียนอย่างถูกต้อง ผู้เรียนพัฒนาทักษะภาษาไทยได้ครบด้าน ลดภาษาวิบัติ และเกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การถ่ายทอดองค์ความรู้พุทธบูรณาการสหภาคีการจัดการเรียนรู้ของครูภาษาไทยวิถีใหม่ พบว่า การอบรมและการใช้คู่มือช่วยให้ครูเข้าใจรูปแบบพุทธบูรณาการสหภาคีอย่างถูกต้อง ผลประเมินพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสม เป็นไปได้ และมีประสิทธิผล สามารถต่อยอดเป็นต้นแบบในวงกว้างได้</span></p> จรุงภรณ์ กลางบุรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 125 138 กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนวิถีพุทธในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282310 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารโรงเรียนวิถีพุทธในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนวิถีพุทธในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และ 3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนวิถีพุทธในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ใช้การวิจัยแบบผสานวิธีพหุระยะ โดยมีทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 18 คน และวิธีวิจัยเชิงปริมาณกับกลุ่มตัวอย่าง 361 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินกลยุทธ์ แบบสอบถามมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนี PNI modified การวิเคราะห์เมทริกซ์ และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. การบริหารโรงเรียนวิถีพุทธในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมประกอบด้วย 9 ประการ 1) มุ่งเน้นกิจกรรมที่เหมาะกับวิถีชีวิตนักเรียน 2) มีเป้าหมายและแผนงาน/กิจกรรมที่ชัดเจน 3) บูรณาการการจัดการเรียนรู้ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 4) ส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองตามบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 5) จัดกิจกรรมให้แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน 6) จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เห็น อยู่ ดู ฟัง อย่างต่อเนื่อง 7) จัดอบรมให้ความรู้ทางวิชาการ 8) ปรับปรุงระบบการดำเนินงานด้วยหลักอิทธิบาท 4 และ 9) เผยแพร่ผลการดำเนินงานการบริหารโรงเรียนวิถีพุทธ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนพุทธในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมได้กลยุทธ์ฉบับร่าง ประกอบกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง (2) ด้านความรับผิดชอบต่อครอบครัว 3) ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 4) ด้านความรับผิดชอบต่อสถานศึกษา และ 15 กลยุทธ์รอง<br /></span>3. การประเมินกลยุทธ์ในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมประกอบด้วยมาตรฐาน 1) มาตรฐานด้านอรรถประโยชน์ 2) มาตรฐานด้านความเป็นไปได้ 3) มาตรฐานด้านความเหมาะสมชอบธรรม 4) มาตรฐานด้านความถูกต้อง และ 5) มาตรฐานด้านความรับผิดชอบการประเมิน มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมทั้ง 5 มาตรฐาน อยู่ในระดับมากที่สุด</p> พระมหาวรุธ ธมฺมคุตโต (สันราษฎร์) สิรินธร สินจินดาวงศ์ ชัยวิชิต เชียรชนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 139 154 การสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเจตคติเชิงบวกแก่นักเรียนด้วยหลักพุทธธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282468 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทางเจตคติของนักเรียน 2) เปรียบเทียบสภาพทางเจตคติของนักเรียน 3) นำเสนอแนวทางการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเจตคติเชิงบวกด้วยหลักพุทธธรรมให้แก่นักเรียน 4) สร้างความเปลี่ยนแปลงเจตคติเชิงบวกด้วยหลักพุทธธรรมให้แก่นักเรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งโพธิ์ จำนวน 141 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบประเมินความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ และวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพทางเจตคติของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.85, S.D. = 0.20) รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาตนเองด้านสุนทรียภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.18, S.D. = 0.22) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านคุณธรรมในสังคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.68, S.D. = 0.27)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการเปรียบเทียบสภาพทางเจตคติของนักเรียน โดยภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามอายุ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเจตคติเชิงบวกของนักเรียนด้วยหลักพุทธธรรม ผู้บริหารสถานศึกษาควรคัดกรองหรือสำรวจปัญหาของนักเรียนแต่ละระดับชั้น</span><span style="font-size: 0.875rem;">ให้ทราบปัญหาที่สำคัญ และนำมาเป็นแนวทางการประชุมเครือข่ายผู้บริหาร ผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยาเพื่อนำไปจัดกิจกรรมแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาได้จริง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. การสร้างความเปลี่ยนแปลงเจตคติเชิงบวกของนักเรียนด้วยหลักพุทธธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.21, S.D. = 0.22) รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาตนเองด้านสุนทรียภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.34, S.D. = 0.34) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านคุณธรรมในสังคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.09, S.D. = 0.39)</span></p> กฤตสุชิน พลเสน สิริพร ครองชีพ สุณี เวชประสิทธิ์ พระมหาวสันต์ วสนฺโต (พลเสน) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 155 172 การตรวจสอบความตรงของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านกระบวนการแรงจูงใจภายใต้ทฤษฎีความคาดหวัง-การให้คุณค่าที่ส่งผลต่อสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในนักศึกษาปริญญาตรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/283694 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ รวมถึงอิทธิพลของตัวแปรภายใต้ทฤษฎีความคาดหวัง-การให้คุณค่าที่มีต่อสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในนักศึกษาปริญญาตรี ตัวแปรเชิงสาเหตุที่ศึกษา ได้แก่ การรับรู้การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย อัตมโนทัศน์ด้านนวัตกรรม ความคาดหวัง และการให้คุณค่า กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 738 คน โดยมาจากการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบประเมินตนเองแบบมาตรวัดประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงอยู่ในช่วง .92 - .95 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 87.789, <em>df</em> = 69, <em>p</em> = 0.063, Chi-square/<em>df</em> = 1.272, GFI = 0.983, AGFI = 0.975, RMSEA = 0.019) แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีความคาดหวัง-การให้คุณค่าสามารถอธิบายกลไกของสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม โดยอัตมโนทัศน์ด้านนวัตกรรมมีอิทธิพลสูงสุดต่อสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรม ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านตัวแปรความคาดหวังและการให้คุณค่า ส่วนการรับรู้การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ค่าอิทธิพลทางตรงต่อสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวแปรอัตมโนทัศน์ด้านนวัตกรรม ความคาดหวัง และการให้คุณค่า ทั้งนี้ตัวแปรทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรมได้ร้อยละ 76<br />การวิจัยนี้ทำให้ทราบถึงปัจจัยที่สามารถส่งเสริมสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรม โดยจะมีประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเสริมสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในนักศึกษาปริญญาตรี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลแบบภาคตัดขวางซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านการอนุมานเชิงสาเหตุ ซึ่งการวิจัยในอนาคตควรออกแบบในลักษณะของการศึกษาระยะยาว เพื่อยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลของตัวแปรได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น</p> พิมพ์นภัสสรา หงษ์จ้อย สิทธิพงศ์ วัฒนานนท์สกุล ฐาศุกร์ จันประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 173 188 รูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ 10 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282393 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการบริหารโรงเรียนคุณภาพที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ 10 2) สร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ 10 และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ 10 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบประเมิน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 395 คน แบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา สภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.794 สภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.814 สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนคุณภาพที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ 10 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับโดยพิจารณาจากค่า PNI modified ได้ดังนี้ 1) ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานศึกษา 2) ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา 3) ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมพัฒนา 4) ด้านการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล 5) ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ 10 ประกอบด้วย 1) ชื่อรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) หลักการและแนวคิดรูปแบบ 4) เนื้อหาโดยบูรณาการตามหลักอิทธิบาท 4 5) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง<br /></span>3. ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ 10 พบว่า ผลการประเมินมีความเหมาะสม (Appropriate) ความเป็นไปได้ (Feasibility) และความเป็นประโยชน์ (Utility) โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> พูลศักดิ์ พรมมน พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท (เข็มมา) ยิ่งสรรค์ หาพา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 25 4 189 202 รูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนตามหลักพรหมวิหาร 4 สังกัดเขตตรวจราชการที่ 12 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/281436 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน สังกัดเขตตรวจราชการที่ 12 2) สร้างรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนตามหลักพรหมวิหาร 4 สังกัด เขตตรวจราชการที่ 12 3) ทดลองใช้รูปแบบการภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนตามหลักพรหมวิหาร 4 สังกัดเขตตรวจราชการที่ 12 และ 4) ประเมินความพึงพอใจของรูปแบบการภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนตามหลักพรหมวิหาร 4 สังกัดเขตตรวจราชการที่ 12 เป็นวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินรูปแบบ และแบบประเมินความพึงพอใจ การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการประชุมกลุ่มย่อย สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึ่งประสงค์และความต้องการจำเป็นของรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนตามหลักพรหมวิหาร 4 สังกัดเขตตรวจราชการที่ 12 โดยภาพรวมสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึ่งประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ได้ดังนี้ 1) วิสัยทัศน์เกี่ยวกับดิจิทัล 2) ทักษะและความรู้ดิจิทัล 3) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 4) การสื่อสารและสารสนเทศโดยดิจิทัล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัล ประกอบด้วย 1) ชื่อรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) หลักการ แนวคิดรูปแบบ 4) เนื้อหา (หลักการแนวคิด วัตถุประสงค์ วิธีการและกิจกรรม การบูรณาการตามหลักพรหมวิหาร 4 ผลลัพธ์ที่คาดหวัง)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัล พบว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น</span></p> ชญานิศ โฆษิตพิมานเวช พระมหาพิสิฐ วิสิฎฐปญโญ (สืบนิสัย) พีรวัฒน์ ชัยสุข เอกราช โฆษิตพิมานเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 203 218 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 13 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282401 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 13 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 3) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 238 คน ส่วนกลุ่มข้อมูลเชิงคุณภาพประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 รูป/คน สำหรับการสนทนากลุ่ม และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน เพื่อประเมินรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนี PNI <sub>modified<br /></sub><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม การบริหารความเสี่ยง ความคิดสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง และการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงถึงความต้องการในการยกระดับสมรรถนะผู้นำ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ชื่อรูปแบบ วัตถุประสงค์ วิธีการปฏิบัติ เป้าหมายสู่ความสำเร็จ และกลไกขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ โดยเชื่อมโยงหลักพรหมวิหาร 4 กับการสร้างภาวะผู้นำที่เน้นคุณธรรมและนวัตกรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ใช้สอยในระดับสูงสุด ถือว่าเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในบริบทการศึกษาปัจจุบันอย่างยั่งยืน</span></p> เชิดพงษ์ งอกนาวัง ยิ่งสรรค์ หาพา พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ (สืบนิสัย) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 219 230 แรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/285394 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจทั้งภายในภายนอกและภาพรวมในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง และ 2) ศึกษาแรงจูงใจภายในและภายนอกที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง ที่กำลังศึกษาวิชาภาษาไทยในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยการศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. แรงจูงใจภายในกับภายนอกในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. แรงจูงใจภายในและภายนอกที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง ดังนี้ แรงจูงใจภายในมีตัวแปรอิสระที่มีอำนาจพยากรณ์ที่ดีที่สุดคือ ด้านความต้องการส่วนบุคคล มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 61.8 (R<sup>2</sup> = 0.618) รองลงมาคือ ด้านความสนใจส่วนบุคคล สำหรับแรงจูงใจภายนอก ตัวแปรอิสระที่มีอำนาจพยากรณ์ที่ดีที่สุดคือ ด้านเศรษฐกิจ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 66.0 (R<sup>2</sup> = 0.66) รองลงมาคือ ด้านครอบครัว ส่วนด้านสถานศึกษา และด้านสังคม ไม่สามารถร่วมพยากรณ์แรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิงได้</span></p> อิง เหยียน วัลลภา เฉลิมวงศาเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 231 246 พิธีอาบน้ำมนต์วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร: ความทรงจำของสังคมและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/287733 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างพิธีอาบน้ำมนต์ วิเคราะห์สัญลักษณ์และความหมายในพิธีอาบน้ำมนต์ที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ตลอดจนศึกษาบทบาทของพิธีอาบน้ำมนต์ที่มีต่อชุมชนและสังคมร่วมสมัย โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และงานภาคสนามทั้งการสัมภาษณ์และการสังเกต<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. พิธีอาบน้ำมนต์ที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารสร้างขึ้นจากความทรงจำทางสังคมผ่านเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและจากความเชื่อเดิมเรื่องน้ำศักดิ์สิทธิ์<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความหมายของสัญลักษณ์ในพิธีอาบน้ำมนต์ที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร พบวัตถุสัญลักษณ์และพฤติกรรมสัญลักษณ์แทนอำนาจเหนือธรรมชาติที่แสดงให้เห็นการนับถือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฐานะบุคคลศักดิ์สิทธิ์ และพบสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัด</span><span style="font-size: 0.875rem;">หงส์รัตนารามราชวรวิหาร<br /></span>3. สัญลักษณ์ในพิธีอาบน้ำมนต์มีบทบาทต่อชุมชนและสังคมในการสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ การสร้างอัตลักษณ์ของชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยมีคุณค่าต่อการศึกษาด้านคติชนสร้างสรรค์และมานุษยวิทยาศาสนา ผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญของทุนวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์ประเพณีในบริบทร่วมสมัย พิธีกรรมดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างของการผสมผสานมิติทางศาสนา เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน</p> วริศรา อนันตโท ธวรรณเทพ มงคลศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 247 266 การพัฒนารูปแบบจิตศึกษาเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของนิสิตปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/287588 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ความต้องการจำเป็นและแนวทางการใช้จิตศึกษาเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม 2) สร้างรูปแบบจิตศึกษาเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบจิตศึกษาเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มประชากร ได้แก่ นิสิตปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบบันทึกการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การวิเคราะห์สถิต หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub> modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมมี 3 องค์ประกอบ คือ ค่านิยม การตัดสินใจ และการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น โดยความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมมีค่า PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.47 แนวทางการใช้จิตศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ความเป็นชุมชนสนามพลังบวก และกิจกรรมจิตศึกษาเพื่อฝึกฝน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบจิตศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กลไก วิธีดำเนินงาน การวัดผล และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยเน้นการใช้จิตวิทยาเชิงบวกและกิจกรรมจิตศึกษา ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ามีความถูกต้อง ครอบคลุม และเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.76, S.D. = 0.43)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การทดลองใช้รูปแบบจิตศึกษาเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของนิสิตปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษาประกอบด้วย การประเมินปฏิกิริยา พบว่า นิสิตมีปฏิกิริยาเชิงบวกต่อการเรียนรู้ทุกด้าน มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นและพัฒนาทักษะการใช้จิตศึกษาอย่างชัดเจน พฤติกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.06, S.D. = 0.58)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results) ของรูปแบบจิตศึกษาเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม พบว่าผลลัพธ์ในภาพรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, S.D. = 0.55)</span></p> พิทยา แสงสว่าง ณัฎฐ์ รัตนศิรินิชกุล อนุชา กอนพ่วง นรินทิพย์ กอนพ่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 267 284 A Case Study of Improving English Speaking Ability for Presentation Using Audio Lingual Method https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/287814 <p>The Audio-Lingual Method (ALM) has long been accepted as an English language teaching approach for developing learners’ listening and speaking skills. It emphasizes habit formation through imitation, repetition, and corrective feedback between learner and instructor an approach that shares similarities with instructional methods in Thai dance and music. This research article presents the application of ALM to enhance learners’ English speaking ability for presentations, utilizing ALM as the sole instructional method. The study aimed to compare the English-speaking performance of undergraduate students before and after the implementation of ALM. The participants were 20 undergraduate students majoring in Thai dance and music at Sukhothai College of Dramatic Arts, all of whom were enrolled in an academic English course during the second semester of the 2024 academic year. Research instruments included: (1) ALM-based learning management plans, and (2) learning materials, activities, and assignments across lesson chapters. The study employed a classroom action research framework based on Jean McNiff (1998), following the cyclical process of planning, acting, observing, and reflecting. Data were analyzed using mean, standard deviation, percentage, and the Wilcoxon Signed-Ranks Test.<br /><strong>Findings revealed that</strong>: the learning outcomes aligned with the research objectives. Initially, students had difficulty with (1) accurate pronunciation of consonants and vowels, (2) correct syllable stress and appropriate intonation, and (3) grammatical correctness in speech. Improvements in these areas were observed progressively across the three action research cycles. Evaluations were based on students’ performance in presentations, activity participation, and assignment completion. Results showed that the post-test mean score (M = 50.60) was significantly higher than the pre-test score. The Wilcoxon Signed-Ranks Test confirmed that students’ speaking performance after the intervention was significantly improved at the .01 level. The findings align with previous ALM studies, which emphasize the effectiveness of repetition and substitution drills in enhancing learners’ pronunciation and grammatical competence. Furthermore, the study highlights parallels between ALM and traditional Thai performing arts instruction, suggesting pedagogical compatibility and potential for cross-disciplinary application.</p> Panpan Plangcharoensri Thanapon Eakapont ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 285 300 บทบาทและความรับผิดชอบของผู้บริหารท้องถิ่นต่อการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลพยุห์ อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/289330 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ทั่วไป 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนในองค์การบริหารส่วนตำบลพยุห์ อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ และวัตถุประสงค์เฉพาะ 2) ศึกษาความรับผิดชอบของผู้บริหารท้องถิ่นต่อการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และวิเคราะห์ความท้าทายและอุปสรรคที่ผู้บริหารท้องถิ่นเผชิญในการดำเนินงานพัฒนาชุมชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และตัวแทนประชาชน รวม 30 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. วัตถุประสงค์ทั่วไป ผู้บริหารท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมประสานงานชุมชน และบริหารทรัพยากรอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ชุมชน พัฒนาตามความต้องการจริงประชาชนมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นการบริหารมีประสิทธิภาพยั่งยืน ต่อเนื่องมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในการพัฒนาต่อไป<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. วัตถุประสงค์เฉพาะ พบว่า 1) ผู้บริหารต้องรับผิดชอบเชิงรุก วิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบ วางแผนยั่งยืน และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนติดตามผลโปร่งใสตอบสนองประชาชนอย่างต่อเนื่อง และ 2) ความท้าทาย ได้แก่ งบประมาณจำกัด ระบบราชการซับซ้อนการมีส่วนร่วมต่ำความเชื่อมั่นประชาชนไม่สม่ำเสมอ จำเป็นพัฒนากลไกสื่อสาร โปร่งใส สร้างเครือข่าย สนับสนุนทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนยั่งยืนร่วมกัน</span></p> ฉัฐวัฒน์ ชัชณฐาภัฏฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 301 314 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/289819 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในสถานศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา และ 3) ตรวจสอบรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพและความต้องการของครูผู้สอนจำนวน 204 คน ด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน และวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบโดยการสนทนากลุ่มกับผู้ปฏิบัติงาน 9 คน <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ความต้องการจำเป็นด้านการนิเทศภายในเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การสร้างความชัดเจนในบทเรียน การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การแสดงความใส่ใจในงานสอน การส่งเสริมความสำเร็จของผู้เรียน การใช้สื่อการเรียนรู้ และการทำให้กระบวนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ รูปแบบการนิเทศภายในประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ (2) การวางแผนการนิเทศ (3) การสร้างสื่อและเครื่องมือ (4) การดำเนินการนิเทศ และ (5) การประเมินผล ผลการพัฒนารูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญพบว่ามีความถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง ส่วนผลการตรวจสอบจากการสนทนากลุ่มพบว่ารูปแบบมีความเป็นประโยชน์และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ สรุปได้ว่ารูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ องค์ประกอบการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก วิธีดำเนินงานนิเทศ และเงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในบริบทสถานศึกษา</p> โอม รัตนพันธ์ ชูศักดิ์ เอกเพชร พณกฤษ บุญพบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 25 4 315 334 รูปแบบนวัตกรการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 ของบุคลากรโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282475 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของนวัตกรการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 ของบุคลากรโรงเรียนเอกชน 2) สร้างรูปแบบนวัตกรการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) ประเมินรูปแบบนวัตกรการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 226 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพจำนวน 20 คน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของนวัตกรการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 ของบุคลากรโรงเรียนเอกชนสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่นอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.34) โดยด้านการสร้างเครือข่ายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือความรู้ด้านเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยงมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.68) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความรู้ด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) พบว่า ด้านการสร้างเครือข่ายมีความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุด รองลงมาคือ ความรู้ด้านเทคโนโลยี ภาวะผู้นำ และการบริหารความเสี่ยง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบนวัตกรการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้ การกำหนดเป้าหมายและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ โดยบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เสริมสร้างเครือข่าย ความรู้ด้านเทคโนโลยี ภาวะผู้นำ และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> ธีร์ดนัย กัปโก ประจิตร มหาหิง พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท (เข็มมา) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 335 354 กลยุทธ์การบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282172 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารงานทั่วไป ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7และ 3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 ผู้วิจัยได้ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 จำนวน 175 รูป/คน ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้ทำการคัดเลือกแบบเจาะจงจากกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 จำนวน 10 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า PIN <sub>modified<br></sub><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br>1. ความต้องการจำเป็นของกลยุทธ์การบริหารงานทั่วไป โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นสูงสุดคือ ด้านงานบริหารจัดการอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือ ด้านการประชาสัมพันธ์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการดำเนินงานธุรการ และกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อระดับปฏิบัติการที่พึงประสงค์ในการบริหารงานทั่วไป โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นสูงสุดคือ ด้านการประชาสัมพันธ์ รองลงมาคือ ด้านงานบริหารจัดการอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการศึกษา ดังนั้น เมื่อเรียงลำดับความต้องการความจำเป็นที่มีความสำคัญสูงที่สุด และมีความเร่งด่วนที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อน ซึ่งพิจารณาตามค่าดัชนี PIN<sub>modified </sub>ในที่นี้ พบว่า อันดับ 1 คือ ด้านการประชาสัมพันธ์ รองลงมาคือ ด้านการดำเนินงานธุรการ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการศึกษา<br>2. ผลการพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 ทำให้ได้กลยุทธ์การบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 ที่มีองค์ประกอบของ 1 วิสัยทัศน์, 4 พันธกิจ, 4 เป้าประสงค์, 4 ประเด็นยุทธศาสตร์, และ 48 กลยุทธ์<br>3. ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 พบว่า ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 อยู่ในระดับมากที่สุด และความเหมาะสม</p> พระมหารักศักดิ์ ปญฺญาวุฑโฒ (บุญชัย) พระมหาพิสิฐ วิสิฎฺฐปญฺโญ (สืบนิสัย) ยิ่งสรรค์ หาพา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 355 366 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนตามหลักทุติยปาปณิกสูตร สำหรับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 12 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282004 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยน สำหรับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนตามหลักทุติยปาปณิกสูตร สำหรับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนตามหลักทุติยปาปณิกสูตร สำหรับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยมีประชากรคือผู้บริหาร และครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตตรวจราชการที่ 12 จำนวน 10,045 คน และกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,358 คน ส่วนผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพได้แก่ 1) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 รูป/คน เพื่อการสนทนากลุ่ม 2) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน เพื่อประเมินรูปแบบฯ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบประเมิน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดเรียงลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนตามหลักทุติยปาปณิกสูตร สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตตรวจราชการที่ 12 โดยมีลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ อันดับ 1 ด้านสมรรถนะทางวัฒนธรรม (PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.60) อันดับ 2 ด้านการสร้างความกลมเกลียว (PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.59) อันดับ 3 ด้านการจัดการความรู้ (PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.58) อันดับ 4 ด้านด้านวิสัยทัศน์แบบองค์รวม (PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.57)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนตามหลักทุติยปาปณิกสูตร สำหรับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตตรวจราชการที่ 12 ประกอบด้วย 1) ชื่อรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) หลักการแนวคิด 4) วิธีปฏิบัติ 5) เป้าหมายสู่ความสำเร็จ และ 6) กลไกขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนตามหลักทุติยปาปณิกสูตร สำหรับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตตรวจราชการที่ 12 ประกอบด้วย 3 ด้านได้แก่ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</span></p> ภาณุพงศ์ อุณชาติ ยิ่งสรรค์ หาพา พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ (สืบนิสัย) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 367 380 รูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282517 <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 42.55pt;"><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึ่งประสงค์และความต้องการจำเป็น 2) พัฒนารูปแบบ และ 3) ประเมินรูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร และครูในสังกัด โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 จำนวน 305 รูป/คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น ของสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.839 และ 0.809 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น<br /></span><strong><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า<br /></span></strong><span lang="TH">1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 โดยรวม อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ค่าความต้องการจำเป็นเฉลี่ย เท่ากับ 0.19 และสามารถเรียงลำดับมากไปน้อย ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การกระตุ้นทางปัญญา การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และการสร้างแรงบันดาลใจตามลำดับ <br /></span><span lang="TH">2. รูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 ประกอบด้วย 1) ชื่อรูปแบบ 2</span>) <span lang="TH">วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3</span>) <span lang="TH">หลักการและแนวคิดของรูปแบบ 4</span>) <span lang="TH">เนื้อหาโดยการบูรณาการด้วยหลักพรหมวิหาร 4 และ 5</span>) <span lang="TH">ผลลัพธ์ที่คาดหวัง<br /></span><span lang="TH">3. ผลการประเมินรูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 7 ในประเด็นความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</span></p> พระครูปลัดนัฐพงศ์ ขนฺติสมฺปนฺโน (หมื่นแก้ว) พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ (สืบนิสัย) พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท (เข็มมา) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 381 394 การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282398 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของรูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 2) พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 และ 3) ประเมินรูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 15 คน และครูผู้สอน จำนวน 337 คน รวม 352 คน ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน การอภิปรายสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของรูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 โดยภาพรวมสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ได้ดังนี้ 1) ด้านการสร้างฉันทามติและการจูงใจ 2) ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร 3) ด้านทักษะความร่วมมือและทำงานเป็นทีม 4) ด้านมีวิสัยทัศน์ 5) ด้านความกล้าหาญในการแก้ปัญหา และ 6) ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 1) ชื่อรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) หลักการ แนวคิดรูปแบบ 4) เนื้อหา หลักประกอบด้วย หลักการแนวคิด วัตถุประสงค์ วิธีการและกิจกรรม การบูรณาการตามหลักธรรมาภิบาล ผลลัพธ์ที่คาดหวัง<br /></span>3. ผลการประเมินรูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาพบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น</p> ศิวะลักษณ์ มหาชัย ประจิตร มหาหิง ยิ่งสรรค์ หาพา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 395 408 ผลการสังเคราะห์บริบทของการวัดประเมินผลการเรียนรู้สําหรับการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282899 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์บริบทของการวัดประเมินผลการเรียนรู้สำหรับการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และ 2) วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยสภาพ ปัญหา และความต้องการในการวัดประเมินผลการเรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ฐานสมรรถนะของผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดปทุมธานี และผู้สอนในระดับอุดมศึกษาจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน ใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น และผู้สอนในระดับอุดมศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 210 คน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสังเคราะห์เอกสารบริบทของการวัดประเมินผลการเรียนรู้สำหรับการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และแบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการในการใช้เครื่องมือวัดประเมินผลการเรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการสังเคราะห์บริบทการวัดประเมินผลการเรียนรู้สำหรับการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ผู้วิจัยได้ศึกษาสังเคราะห์บริบทการศึกษาฐานสมรรถนะ และบริบทหลักสูตรฐานสมรรถนะ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. สภาพการวัดประเมินผลการเรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ฐานสมรรถนะของผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมมีระดับการปฏิบัติปานกลาง (M = 2.81, S.D. = 0.77) ส่วนปัญหาการวัดประเมินผลการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.86, S.D. = 0.86) และความคาดหวังการวัดประเมินผลการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.54, S.D. = 0.58) สำหรับสภาพการวัดประเมินผลการเรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ฐานสมรรถนะของผู้สอนในระดับอุดมศึกษาจังหวัดปทุมธานี ภาพรวมมีระดับการปฏิบัติปานกลาง (M = 3.17, S.D. = 0.70) ส่วนปัญหาการวัดประเมินผลการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.75, S.D. = 0.73) และความคาดหวังของการวัดประเมินผลการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ระดับในมากที่สุด (M = 4.52, S.D. = 0.58)</span></p> เลอลักษณ์ โอทกานนท์ วัสส์พร จิโรจพันธุ์ กันต์ฤทัย คลังพหล ดนุชา สลีวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 409 430 Analyzing the Existentialism of Simone de Beauvoir https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/283106 <p>The objectives of this research are: 1) To study the concept of Existentialism. 2) To study the Existentialism of Simone de Beauvoir. 3) To analyze the Existentialism of Simone de Beauvoir. It is a documentary research. The data were collected from the relevant sources: primary, secondary and related documents. The collected data were interpreted by the descriptive analysis based on the inductive method.<br /><strong>The results revealed that</strong><strong>:</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. Existentialism serves as a vital philosophical approach that encourages individuals to confront their existence and embrace the freedom and responsibility that come with it. By engaging with existentialist ideas, individuals can cultivate a deeper understanding of themselves and their places in the world, ultimately leading to their more authentic and fulfilling lives.<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. Simone de Beauvoir’s philosophy explores ambiguity, freedom, ethics, and human relationships, emphasizing that true freedom is interconnected with the freedom of others. Her work challenges societal views on aging, advocates for gender equality, and highlights our ethical responsibility to others. By distinguishing internal and external freedom, she stresses mutual respect and shared goals for genuine connection. Her ideas remain vital to contemporary debates on social justice and collective liberation.<br /></span>3. Simone de Beauvoir’s existential philosophy intertwines feminism, freedom, and ethical responsibility, challenging oppressive systems and advocating for human agency. She critiques the social construction of gender, exposing how women are relegated to The Other and calling for liberation through education, economic independence, and systemic change. Her existentialism emphasizes that freedom is not absolute but a dynamic process requiring mutual recognition and collective responsibility. By navigating human ambiguity and rejecting rigid moral absolutes, Beauvoir offers a framework for social justice, ethical engagement, and the pursuit of meaning in a world devoid of inherent purpose.</p> Soeurng Seam Phrakhru Bhāvanābodhikun (Somchai Phangmuenwai) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 431 446 การพัฒนารูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/282399 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นขององค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 2) พัฒนารูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 3) ประเมินรูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 12 เป็นวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินรูปแบบ และแบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 18 คน และครูผู้สอน 320 คน รวม 338 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการประชุมกลุ่มย่อย ประเมินรูปแบบและแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของรูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 12 โดยภาพรวมสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ได้ดังนี้ 1) ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม 2) ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ 3) ด้านการสร้างแบบแผนความคิด 4) ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน และ 5) ด้านความรอบรู้แห่งตน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนารูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) ชื่อรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) หลักการ แนวคิดรูปแบบ 4) เนื้อหา (หลักการแนวคิด วัตถุประสงค์ วิธีการและกิจกรรม การบูรณาการตามหลักสัปปายธรรม ผลลัพธ์ที่คาดหวัง)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ พบว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น</span></p> วชิรวิทย์ สุราสา พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท (เข็มมา) ประจิตร มหาหิง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 25 4 447 460