https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/issue/feed
วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2026-06-19T17:28:02+07:00
รศ.ดร.จุฬามาศ จันทร์ศรีสุคต
edjournal@udru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี</strong></p> <p> วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านการศึกษา 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน ในสาขาบริหารการศึกษา สาขาการวัดและประเมินผล สาขาการศึกษาพิเศษ สาขาปฐมวัย และสาขาการสอน (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป จิตวิทยาและการแนะแนว สุขศึกษา พลศึกษา คอมพิวเตอร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เป็นต้น) รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง อาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษา</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดจัดพิมพ์ออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong></p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน (กำหนดออกเดือนมิถุนายน)</p> <p> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม (กำหนดออกเดือนธันวาคม)</p> <p> </p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/article/view/292245
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานตามแนวทางสะตีมศึกษาแบบ 6D ร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษารายวิชาการออกแบบกราฟิกสำหรับคอมพิวเตอร์
2026-04-01T10:01:32+07:00
อรรถพร วรรณทอง
attaporn.w@ubru.ac.th
ปวริศร ภูมิสูง
pawarisorn.p@ubru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหา ก่อนและหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานตามแนวทางสะตีมศึกษาแบบ 6D ร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนจากการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานตามแนวทางสะตีมศึกษาแบบ 6D ร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ซึ่งลงทะเบียนรายวิชาการออกแบบกราฟิกสำหรับคอมพิวเตอร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย คู่มือการแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นตามขั้นตอนโครงงานตามแนวทางสะตีมศึกษาแบบ 6D ร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาหลังการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ค่าสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว และสถิติพื้นฐานคือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน มีค่าเฉลี่ยความ สามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักศึกษาหลังการจัดการเรียนรู้ภาพรวมมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" />=4.59, S.D.=0.63) เมื่อแยกตามรายด้าน นักศึกษามีระดับความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" />=4.60, S.D.=0.60) กิจกรรมการเรียนรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" />=4.59, S.D.=0.62) บรรยากาศการเรียนรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" />=4.58, S.D.=0.68)</p>
2026-06-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/article/view/289977
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ เรื่องการประดิษฐ์ท่ารำ ชุดตำนานชุมชน ท่าฉลอม โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา)
2026-03-23T10:26:07+07:00
นวลนิตย์ สาสนะกูล
6651600089@chandra.ac.th
กุลนาถ พุ่มอำภา
6651600089@chandra.ac.th
พัชรา พุ่มพชาติ
6651600089@chandra.ac.th
<p>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ เรื่องการประดิษฐ์ท่ารำ ชุดตำนานชุมชนท่าฉลอม โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เป็นแนวการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการทั้ง 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นสังเกตและรวบรวมข้อมูล ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ ขั้นสื่อสารและนำเสนอ และขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ ส่งเสริมให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) มีทักษะความคิดสร้างสรรค์สามารถประดิษฐ์ท่ารำจากการบูรณาการเรื่องราวในชุมชนท่าฉลอม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ เรื่องการประดิษฐ์ท่ารำ ชุดตำนานชุมชนท่าฉลอม โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ เรื่องการประดิษฐ์ท่ารำ ชุดตำนานชุมชน ท่าฉลอม โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ที่มีต่อทักษะความคิดสร้างสรรค์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์เรื่องการประดิษฐ์ท่ารำ ชุดตำนานชุมชนท่าฉลอม</p> <p>กลุ่มตัวอย่างในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ เรื่องการประดิษฐ์ท่ารำ ชุดตำนานชุมชนท่าฉลอม โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps จำนวน 20 ชั่วโมง 2) แบบวัดทักษะความคิดสร้างสรรค์ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย (Mean) การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t–test Dependent) และการหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัดทักษะความคิดสร้างสรรค์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ เรื่องการประดิษฐ์ท่ารำ ชุดตำนานชุมชนท่าฉลอม โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 7 ชุด โดยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด และมีค่าดัชนีความสอด คล้อง (IOC) เท่ากับ 0.90 ซึ่งแสดงถึงความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2) ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ พบว่าหลังการใช้ชุดกิจกรรม สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" /> = 45.17, S.D. = 3.99) สูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" /> = 27.83, S.D. = 3.99) และมีระดับคุณภาพทักษะความคิดสร้างสรรค์ อยู่ในระดับคุณภาพดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" /> = 13.59, S.D. = 1.49) 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มี ระดับความพึงพอใจมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathrm{\overline{X}}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.72)</p> <p>จากผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติจริงเชื่อมโยงกับชุมชนท่าฉลอม และใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ในระดับสถานศึกษา โดยบูรณาการร่วมกับหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้นำชุดกิจกรรมไปพัฒนาและใช้กับกลุ่มทดลองจำนวน 2 กลุ่ม เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps และกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการทั่วไป เพื่อยืนยันประสิทธิผลของกระบวนการ GPAS 5 Steps และสามาถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ในระดับชั้นอื่นโดยปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียน อีกทั้งควรบูรณาการร่วมกับรายวิชาอื่นเพื่อเสริมสร้างทักษะที่หลากหลายของผู้เรียน</p>
2026-06-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/article/view/291520
การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์
2026-05-15T15:47:40+07:00
ปรีดาภรณ์ สุวรรณดี
pangphysics124@gmail.com
จุฑามาศ สุขเป็ง
pangphysics124@gmail.com
ลำไย สีหามาตย์
pangphysics124@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และ 2) ศึกษารูปแบบการสอนที่มีผลต่อการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ โดยการสังเคราะห์งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน ThaiJO ช่วงปี 2563 – 2568 จำนวน 30 เรื่อง พบว่าคุณภาพรายงานโดยรวมอยู่ระดับปานกลาง จุดแข็งคือการกำหนดปัญหาและการอภิปรายผล ส่วนข้อจำกัดคือความทันสมัยของเอกสารและการนำไปใช้จริง งานส่วนใหญ่อยู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เนื้อหาวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ ใช้วิจัยกึ่งทดลองและเชิงพัฒนา กลุ่มตัวอย่างขนาดกลาง 30-50 คน และประเมินผลด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบเป็นหลัก ด้านแนวทางการสอนที่สัมพันธ์กับการยกระดับทักษะนวัตกรรม พบว่ากรอบที่เน้นการบูรณาการและการลงมือทำจริงที่พบมากที่สุด ได้แก่ การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และการคิดเชิงออกแบบ โดยกิจกรรมหลักคือโครงงาน การทดลอง และการออกแบบสร้างชิ้นงาน สะท้อนว่าการเรียนรู้ผ่านวงจรออกแบบ สร้าง ทดสอบ ปรับปรุง ควบคู่การสะท้อนคิดและการประเมินหลายวิธี เป็นแนวทางที่มีหลักฐาน รองรับชัดเจนในการพัฒนาทักษะนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/article/view/292439
การศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2
2026-02-26T10:36:16+07:00
กิติยวดี สร้อยนาค
kitiyawadis@gmail.com
นิยดา เปี่ยมพืชนะ
Kitiyawadis@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา เป็นประเภทของการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอน จำนวน 252 คน สุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.67 – 1.00 และความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.98 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการบริการที่ดี และสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ 2) ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานและขนาดสถาน ศึกษา พบว่า ครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีทัศนะต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีทัศนะต่อสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ครูที่อยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีทัศนะต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ครูที่อยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีทัศนะต่อสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/article/view/289182
การสร้างและพัฒนาเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้วยกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา ในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดอุดรธานี
2026-05-26T09:33:40+07:00
สุนิสา วงศ์อารีย์
sunisa.wo@udru.ac.th
ชาคริยา พันธ์ทอง
Sunisa.wo@udru.ac.th
ทรรศนีย์ วันชาดี
Sunisa.wo@udru.ac.th
พวงทอง เพชรโทน
Sunisa.wo@udru.ac.th
สุปรีชา วงศ์อารีย์
Sunisa.wo@udru.ac.th
มณีญา สุราช
Sunisa.wo@udru.ac.th
ภวิศา พงษ์เล็ก
Sunisa.wo@udru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้วยกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา ในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดอุดรธานี โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ 3 วงรอบ ประกอบด้วย 1) ขั้นวางแผน (Plan) 2) ขั้นปฏิบัติตามแผน (Act) และ 3) ขั้นสังเกตผล (Observe) และขั้นสะท้อนผล (Reflect) กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 60 คน ซึ่งคัดเลือกผู้เข้าร่วมวิจัยแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา การเก็บข้อมูลด้วยวิธีการเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 1) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (In-depth, semi-structured interviews) ก่อนและหลังการเข้าร่วมเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participatory observation) ในระหว่างการจัดกระบวนการเรียนรู้ 3) การถอดประสบการณ์จากกระบวนการกลุ่ม (Group process) 4) การสนทนากลุ่ม (Focus group) ในช่วงการนิเทศติดตาม และช่วงสุดท้ายของการวิจัยใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลอุปนัย (inductive analysis) โดยเน้นที่การวิเคราะห์แก่นสาระ (thematic analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การสร้างและการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมี 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้สมาชิกเครือข่ายมาพบกัน 2) การออกแบบกระบวนการในเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ 3) การเอื้อให้เกิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันนอกช่วงเวลาเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4) การก่อรูปของเครือข่ายตามโรงเรียน และ 5) การเกิดขึ้นของเครือข่าย “ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา” ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้ครูเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้การทำงานร่วมกันและสามารถพัฒนาเครือข่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/article/view/294394
ENHANCING THE ENGLISH WRITING COMPETENCE OF EFL LEARNERS THROUGH A GENRE-BASED APPROACH WITH FEEDBACK
2026-06-04T11:46:39+07:00
สิชาภัทร บุญหนุน
bsichabhat@gmail.com
<p>Two main objectives were addressed in this study: (1) to explore differences in students' ability to write an English job application letter before and after an intervention, and (2) to analyze the effectiveness of genre-based writing activities coupled with feedback. The sample comprised 30 EFL students in English for Hotel Business at Kasetsart University, Chalermphrakiat Sakon Nakhon Province Campus selected through purposive sampling.</p> <p>Writing activities were conducted in accordance with a genre-based approach along with a writing proficiency test administered at pre- and post-intervention stages. Writing performance was rated according to an analytic rubric assessing 5 sections of the job application letter in terms of three sub-dimensions: content, organization, and language. Content validity of both instruments was tested with 3 expert judges leading to Index of Item-Objective Congruence (IOC) of 0.93. Inter-rater reliability was very high (ICC = 0.87).</p> <p>It was found that there was a significant difference between pre-test and post-test. Means of post-test (M = 15.87, S.D. = 1.83) exceeded those of pre-test (M = 12.00, S.D. = 2.10), p < .001. The effect size was very large (Cohen's d = 1.96). The students performed better in structured parts of the letter like Personal Details and organization, whereas the component of Experiences and Skills was somewhat deficient.</p> <p>Therefore, genre-based writing activities along with feedback can effectively facilitate the development of EFL learners' English writing skills in particular context.</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edudru/article/view/292593
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 4
2026-02-26T14:40:56+07:00
สิริกร เศษวิกา
sirikon98@gmail.com
วานิช ประเสริฐพร
sirikon98@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถาน ศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 312 คน จากสูตร ทาโร่ ยามาเน่ ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประเมินค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 แบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งฉบับ เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อยได้แก่ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 2) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 มีความสัมพันธ์กันในทางบวก มีความสัมพันธ์กันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคุรุศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี