วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara <p>วารสารมหาจุฬาคชสาร รับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ การบริหาร การจัดการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และศาสนา ปรัชญา บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ และได้ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Doubleblind Peer Review) ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทรรศน์หรือบทวิจารณ์วรรณกรรม (Review Article) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p><strong> อัตราค่าตีพิมพ์</strong> ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ </p> <p><strong> การชำระค่าธรรมเนียม</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน</p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ th-TH วารสารมหาจุฬาคชสาร 2774-0714 ผลการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค SQ4R ประยุกต์กับการตั้งคำถามสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281448 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค SQ4R ประยุกต์กับการตั้งคำถาม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยเทคนิคดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5 โรงเรียนกระสังพิทยาคม จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 14 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ Dependent Sample และ One Sample ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าการใช้เทคนิค SQ4R ประยุกต์กับการตั้งคำถามส่งผลดีต่อการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญและสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียน</p> เพียงประภา อินทร์หม้อ วันทนีย์ นามสวัสดิ์ สุรชัย ปิยานุกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 1 18 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงงาน (Project-Based Learning) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 25 (ท่าเมือง-เหล่าแดง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280835 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเศรษฐศาสตร์ด้วยการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงงานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในกลุ่มข่ายเครือสถานศึกษาที่25(ท่าเมือง-เหล่าแดง)สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานีเขต1 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประถมศึกษาปีที่6หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงงานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าลาดหนองหล่มยางนกหอ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ด้วยวิธีการเลือกการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์โดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงงานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 แผน รวม 10 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศรษฐศาสตร์น่ารู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และความพึงพอใจของนักเรียนกับการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงงานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที่แบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest- Pottest Design)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ด้วยการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงงานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ก่อนเรียนเท่ากับ 13.20 S.D.= 1.85 หลังเรียนเท่ากับ 20.95 S.D. = 2.28 ซึ่งหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> <p>2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประถมศึกษาปีที่6 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงงานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ( = 4.83 , S.D. = 1.70 ) ด้านสื่อการเรียนรู้ ( = 4.83 , S.D. = 1.53 ) ด้านผู้เรียน ( = 4.91, S.D. = 0.95) ด้านประโยชน์ที่ได้รับ( = 4.92 , S.D. 0.07)</p> ธัญลักษณ์ ภูมิชัย ระพิน ชูชื่น ปิยาณี สมบรูณ์ทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 19 33 การจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการ ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279430 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ และ 2. วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอน ในสถานศึกษาขนาดใหญ่ที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 1 จำนวน 11 แห่งประกอบด้วยครูผู้สอนจำนวน 229 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .964 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านการประเมินการสอน ด้านการเข้าสังเกตและการพัฒนาการจัดการเรียน การสอน ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน ด้านการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ทางบวก และด้านการกำหนดพันธกิจของโรงเรียนให้ชัดเจน ตามลำดับ สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 2 ด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านการประเมินการสอน และด้านการเข้าสังเกตและการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 3 ด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน ด้านการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ทางบวก และด้านการกำหนดพันธกิจของโรงเรียนให้ชัดเจน ตามลำดับ</p> <p> 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ด้านที่มีความจำเป็นมากที่สุดคือ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ทางบวก รองลงมาคือ ด้านการเข้าสังเกตและการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน ด้านการประเมินการสอนและด้านการกำหนดพันธกิจของโรงเรียนให้ชัดเจน ตามลำดับ</p> ชัยวุฒิ รักษาศรี เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 34 47 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280169 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 85/85 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเกม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย t-test dependent samples</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ประสิทธิภาพของแผนการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) 87.67/88.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p> 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนมีคะแนน ( = 26.47, S.D. = 1.17) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 18.83, S.D. = 1.58) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <strong><em> </em></strong><em>= </em>4.54<em>,</em> S.D. <em>=</em> 0.13)</p> ปัญชรี ราชเสนา สมร ทวีบุญ อมรรัตน์ สุทธิพินิจธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 48 60 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาการศึกษาอำเภอปากเกร็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279851 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา <br />2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอ<br />ปากเกร็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย<br />เชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ <br />ที่มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.864 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 3) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา <br />ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอปากเกร็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br />โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยรวมเท่ากับ 0.640</p> สุวรรณา อ่อนเบา มีนมาส พรานป่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 61 73 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลัก กัลยาณมิตรธรรม อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/284723 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาภาวะผู้นำ วิธีการ และแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เป็นวิจัยแบบผสมวิธี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มประชากร จำนวน 191 คน และแบบสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาลำดับความสำคัญ พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมของภาวะผู้นำ ความสำคัญอยู่ในลำดับแรก รองลงมาคือด้านมนุษยสัมพันธ์ภาวะผู้นำ ด้านการสื่อสารภาวะผู้นำ ด้านสมรรถนะภาวะผู้นำ ตามลำดับ</li> <li>วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักกัลยาณมิตรธรรมทั้ง 4 ด้าน มีข้อค้นพบคือ อบรมพัฒนาตนเองเกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) การเสริมกำลังใจและประเมินความก้าวหน้า ฝึกการพูด การเขียน การฟัง การสื่อสาร การสร้างมนุษยสัมพันธ์ สร้างความอบอุ่น ความสุข มีความเสมอภาค ตั้งกรรมการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม พูดสื่อสารด้วยวาจาชวนฟัง ชัดเจน สุภาพ ตรงประเด็น</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักกัลยาณมิตรธรรมทั้ง 4 ด้าน มีข้อค้นพบคือ พัฒนาผู้นำให้ผู้นำสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เหมาะสมเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน จูงใจครูในโรงเรียนให้มีส่วนร่วมในการทำงาน พัฒนาทางอารมณ์ของผู้นำ การสื่อสารที่ดี ให้ความเชื่อถือ ตัดสินใจและแก้ปัญหาด้วยเหตุผล สร้างกิจกรรมร่วมกัน สร้างมนุษยสัมพันธ์ เสริมกำลังใจภายในองค์กร สร้างบรรยากาศความสุกสนาน ส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างความสุข ความอบอุ่นเป็นกันเอง ทักทาย ยิ้มแย้ม แจ่มใส ดูแลเอาใจใส่เป็นกันเอง ตั้งคณะกรรมการหรือทีมที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ชัดเจนและส่งเสริมการพูดในเชิงบวก การสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร เปิดโอกาสให้ทุกส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กร แต่งตั้งภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนการศึกษา มีทักษะการสื่อสาร น่าสนใจ แต่งกายน่าเคารพนับถือ รู้จักพูดชี้แจงหรืออธิบายเหตุผลด้วยวาจาที่ชวนฟัง สุภาพ ไพเราะ สื่อสารตรงประเด็น การสื่อสารด้วยวาจา ข้อความ และเทคโนโลยี เลือกช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย รวดเร็วและทันต่อเทคโนโลยี</li> </ol> พิชญ์ชัญญา ศรีโพนทอง ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ สถาพร ภาคพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 74 86 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/269615 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา และ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 348 คน ตอบแบบสอบถามกลับมา จำนวน 317 คน คิดเป็น 91.09% และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การกำหนดและจัดทำวิสัยทัศน์ รองลงมา คือ การปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างองค์การของโรงเรียน และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การให้ความสนับสนุนผู้ร่วมงานแต่ละรายบุคคล</li> <li>แนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา มีแนวทางที่ควรได้รับการพัฒนาสำคัญ ดังนี้ 1) การสร้างความเข้าใจที่ตรงกันต่อการพัฒนาสู่ความเป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ผู้บริหารควรจัดตารางประชุมและพูดคุยกันแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อพูดคุยถึงปัญหาของผู้เรียนและร่วมกันหาทางแก้ไข 2) การสร้างความคาดหวังต่อการปฏิบัติงานในระดับสูง ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ ให้ทันสมัยกับเพื่อนครูอยู่เสมอจะช่วยให้นักเรียนได้มีพัฒนาทาง การเรียนรู้ และมีคุณภาพการศึกษาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ 3) การใส่ใจติดตามดูแลการปฏิบัติภารกิจในการจัดการเรียนรู้และงานสนับสนุนอื่น ๆ ผู้บริหารควรประสานงานกับครู เพื่อติดตามความก้าวหน้าด้านการเรียนของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ</li> </ol> จุฑามาศ ผิวผุย เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 87 101 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/271488 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 250 คน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 234 คน คิดเป็นร้อยละ 93.60 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ ระหว่าง .50 - .85 และ .50 - .81 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 และ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ตามลำดับ 2) การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการเรียนรู้เป็นทีม ด้านการมีแบบแผนความคิด ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ และด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ ตามลำดับ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยรวม มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับมาก</p> ธนศักดิ์ ไกรสินธุ์ เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 102 113 ภาวะผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผล การจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281128 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในโรงเรียน และ 3) ศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำ ทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ที่เป็นตัวพยากรณ์ที่ดีของประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 และสร้างสมการพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ ผู้บริหาร และครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 324 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Morgan แล้วทำการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับในส่วนของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ 0.980 และประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนเท่ากับ 0.962 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหูคุณแบบขั้นตอน</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p> 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) สมการณ์พยากรณ์ระหว่างปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการจัด การเรียนรู้ของครูผู้สอน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณ เท่ากับ .932 และร่วมกันพยากรณ์ได้ ร้อยละ 86.90</p> วัชรากร วงษ์สวัสดิ์ เกษกนก วรรณวัลย์ เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 114 128 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิค 5W1H ที่มีผลต่อการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281139 <p> ภาษาอังกฤษมีความสำคัญและจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน แต่จากสภาพปัญหาผลการทดสอบระดับชาติ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และปัญหาในการเรียนภาษาอังกฤษ จึงทำให้ต้องเร่งพัฒนาการจัดการเรียนการสอน การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิค 5W1H ที่มีผลต่อการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และ <br />3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน<br />ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนบ้านโพธิ์สองห้องวิทยา จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 14 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัด<br />การเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษ และแบบสอบถาม<br />ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิค 5W1H มีประสิทธิภาพ 84.21/81.90 <br />ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.6142 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน ร้อยละ 61.42 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด <br />( = 4.51, S.D. = 0.49)</p> <p> การอภิปรายผลชี้ให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคนิค 5W1H สามารถพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจได้ดีขึ้น เนื่องจากเป็นวิธีที่กระตุ้นการคิดวิเคราะห์และสร้างความสนใจในการเรียนรู้ อีกทั้งยังช่วยให้นักเรียนจดจำเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแนวคิดของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและการใช้คำถาม 5W1H ในการกระตุ้นการคิดเชิงวิเคราะห์ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> จิรวัฒน์ ศิริสุนทรกุล ธนดล ภูสีฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 129 148 ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบูรณาการการใช้เทคโนโลยีจัดการสอนของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281236 <p> การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2) ศึกษาระดับการบูรณาการใช้เทคโนโลยีจัดการสอนของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบูรณาการการใช้เทคโนโลยีจัดการสอนของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 320 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นและวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ<br />ผลการศึกษาพบว่า <br />1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ("X" ̅ = 4.06, S.D. = 0.27)<br />2) การบูรณาการใช้เทคโนโลยีจัดการสอนของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก ("X" ̅ = 4.18, S.D. = 0.25)<br />3) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ <br />ด้านการเรียนรู้และการสอน และด้านการวัดและประเมินผล ส่งผลต่อการบูรณาการการใช้เทคโนโลยีจัดการสอนของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพยากรณ์การบูรณาการใช้เทคโนโลยีจัดการสอนของครู ได้ร้อยละ 29.0</p> จักรกฤษ วิชัยโคตร สุรางคนา มัณยานนท์ สมหมาย สร้อยนาคพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 149 163 ผลของโปรแกรมส่งเสริมกรอบความคิดเติบโตที่มีต่อกริทของพนักงาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281528 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมกรอบความคิดเติบโตที่มีต่อกริทของพนักงาน โดยใช้โปรแกรมส่งเสริมกรอบความคิดเติบโตเพื่อพัฒนากริทให้แต่พนักงาน โดยมีแนวทางการสร้างโปรแกรมจากแนวคิดของ Keating and Heslin (2015) ซึ่งมี 6 แนวทาง ได้แก่ 1) การมุ่งเน้นศักยภาพเติบโตทางสมอง 2) การสะท้อนการโต้ตอบทางเจตคติ 3) การสนับสนุนการโต้ตอบทางเจตคติ 4) การกระตุ้นความขัดแย้งทางความคิด 5) การแสดงบทบาทสมมติแทนที่กรอบความคิดแบบยึดติดด้วยกรอบความคิด แบบเติบโต 6) การริเริ่มสร้างและรักษากรอบความคิดแบบเติบโต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พนักงานของสถาบันพัฒนาชีวิตสู่ความยั่งยืน AIU ที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี และปฏิบัติงานในปี 2567 ทำแบบประเมินกริท และนำผลคะแนนกริทของพนักงานมาเรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อย คัดเลือกพนักงานที่มีคะแนนกริทในระดับน้อยที่สุด จำนวน 20 คน จาก 70 คน และสุ่มพนักงานที่มีคะแนนกริทใกล้เคียงกันเป็นคู่ๆ (Match-paired) เป็นกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จากนั้นจับสลากแบ่งเป็น กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยโปรแกรมส่งเสริมกรอบความคิดเติบโต โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 6 ครั้ง ในการจัดการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง และแบบประเมินกริท วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>หลังการทดลอง พนักงานกลุ่มทดลองมีกริทสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>หลังการทดลอง ผู้พนักงานกลุ่มทดลองมีกริทสูงกว่าพนักงานกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> อาภาภรณ์ นิลพิบูลย์ ประยุทธ ไทยธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 164 173 การพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282005 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา และเพื่อศึกษาการพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ครูผู้สอน จำนวน 333 คน ผู้ให้ข้อมูล คือ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 7 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและหาความถี่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) องค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา<br />ศรีสะเกษ เขต 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านลักษณะงาน และด้านการสร้างงาน</p> <p> 2) การพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 พบว่า 1) ด้านการตอบสนองความต้องการทางจิตใจ ลดภาระงาน<br />และการประเมินที่ซ้ำซ้อน 2) ด้านเป้าหมายที่เหมาะสม ควรสร้างบรรยากาศในขอบเขตให้ครูผู้สอน<br />สามารถแสดงความคิดเห็นและนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ 3) ด้านบุคลากรมีลักษณะที่ดี ควรสร้างความตระหนัก<br />ให้ครูผู้สอนเข้าใจบทบาทของตนเอง และมีเป้าหมายชัดเจนในการทำงาน 4) ด้านลักษณะงาน ควรจัดการและบริหารสถานที่ให้เหมาะสม ปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนให้สวยงาม ร่มรื่น สะอาด ปลอดภัย และน่าอยู่ 5) ด้านความเป็นผู้นำ ผู้บริหารควรสร้างความตระหนักให้กับครูผู้สอนเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่โดยนำจรรยาบรรณวิชาชีพมาเป็นหลักในการทำงาน 6) ด้านลักษณะขององค์กร ควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงาน ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและอยู่ร่วมกันภายใต้กฎกติกาอย่างสันติ และ 7) ด้านการสร้างงาน ควรมีระบบบริหารจัดการองค์กรที่ดี บริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานและยึดหลักธรรมาภิบาล</p> ไพฑูรย์ มีกุศล เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม มนัสนันท์ โชติการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 174 188 การศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282137 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ ศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูประจำชั้น จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กำหนดกลุมตัวอย่างโดยใชตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) จากนั้นใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่าย ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 294 คน จำแนกเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 32 คน และครูประจำชั้น จำนวน 262 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าอำนาจจำแนกตามรายข้อตั้งแต่ .60 -.91 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67-1.00 ทุกข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการทดสอบค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับคาเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งต่อ ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านการคัดกรองนักเรียน</p> <p> 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูประจำชั้น จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องพัฒนาในด้านการคัดกรองนักเรียน โดยผู้บริหารโรงเรียนต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการดําเนินงานด้านการคัดกรองทุกปีการศึกษา ประชุมวางแผนการร่วมกับคณะครูภายในโรงเรียน จัดทำสารสนเทศการคัดกรองนักเรียน ออกแบบปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือคัดกรองนักเรียน สร้างความเข้าใจกับครูและบุคลากรในโรงเรียนเกี่ยวกับการคัดกรองนักเรียน ติดตามผลและประเมินผล นักเรียนกลุ่มพิเศษหรือปกติ และกลุ่มเสี่ยง หรือมีปัญหาอย่างใกล้ชิด และนําผลการประเมินการคัดกรองนักเรียนมาปรับปรุงเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> สมหมาย สร้อยนาคพงษ์ สุรางคนา มัณยานนท์ วิรัตน์ ทองมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 189 201 การสังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้จากรูปแบบการจัด การเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278649 <p style="margin-bottom: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยนี้มุ่งศึกษาและสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 1) ศึกษาและวิเคราะห์คุณลักษณะของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา และ 2) เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัย 8 เรื่อง ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2552–2567 งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้เครื่องมือการเก็บข้อมูล เช่น แบบทดสอบ และสถิติที่ใช้บ่อยที่สุดคือ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">t-test <span lang="TH">แบบ </span>dependent <span lang="TH">สำหรับการวิเคราะห์ผลลัพธ์ พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ </span>ACACA (<span lang="TH">50%) และการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญามี 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การทำงานกลุ่ม การวิเคราะห์ การสร้างองค์ความรู้ และการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญาช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในด้านภาษา การเคลื่อนไหวร่างกาย และการใช้ตรรกศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้เน้นความสำคัญของการพัฒนาแนวทางการสอนที่หลากหลายเพื่อตอบสนองต่อศักยภาพผู้เรียนในหลายมิติ รวมถึงการนำผลวิจัยไปประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษาที่แตกต่างกัน</span></span></p> ภคิน นิลกาญจน์, ศุภนิดา ศรเรือง พิชญากรณ์ วรรณสกล นิษาวดี ศรีสาย ธีระยุทธ รัชชะ ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 202 213 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278814 <p> การสอนวิชาภาษาจีนของโรงเรียนอนุบาลเลย ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบปัญหาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีนที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ จึงควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สามารถพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้นบทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะ การอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะ 3) ศึกษาความคงทนในการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาลเลย จำนวน 31 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) 2) แบบทดสอบวัดการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.01/79.52 2) ทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความคงทนในการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน และหลังเรียนเสร็จสิ้นไปแล้ว 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกัน</p> <p> โดยสรุป การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษรจีน (Hanyu Pinyin) สามารถพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาให้สูงขึ้น และยังคงรักษาความคงทนในการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง</p> เจฏิยา อุ่นแก้ว นิลรัตน์ โคตะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 214 226 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/284982 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เปรียบเทียบสภาพคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำแนกตาม เพศ ตำแหน่งหน้าที่ และประสบการณ์การทำงาน 3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักไตรสิกขา ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ (สพป.อำนาจเจริญ) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ระหว่างการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการศึกษา เชิงคุณภาพ ซึ่งผู้วิจัยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักจากกลุ่มตัวอย่างต่อไปนี้ (1) ผู้บริหารสถานศึกษา (2) ครู และ (3) คณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส สพป.อำนาจเจริญ จำนวน 169 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าสมมุติฐาน ค่า T-test และ ค่า F-test ค่า T-test ใช้กับตัวแปร 2 กลุ่ม เช่น เพศ ส่วนค่า F-test ใช้กับตัวแปรมากกว่า 2 กลุ่ม เช่น อายุ ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน เป็นต้น</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p> 1) สภาพคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สพป.อำนาจเจริญ โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p> 2) ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สพป.อำนาจเจริญ โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่มีความแตกต่างกัน</p> <p> 3) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักไตรสิกขา ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สพป.อำนาจเจริญ มี 8 ด้าน 19 แนวทาง ประกอบด้วย 1) รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการส่งเสริมความศรัทธาและการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ 2) ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความสุจริต 3) ความมีวินัย เป็นการพัฒนานักเรียนให้มีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการเรียน 4) ความใฝ่เรียนรู้ เป็นการใช้กิจกรรมแบบ Active Learning และเทคนิค Cornell Notes เพื่อพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ 5) การอยู่อย่างพอเพียง เป็นการมุ่งพัฒนาเด็กให้มีความสมดุลด้านต่าง ๆ ด้วยกิจกรรมที่สร้างจิตสำนึกเรื่องความพอเพียง 6) เป็นการความมุ่งมั่นในการทำงาน เป็นการส่งเสริมความรับผิดชอบ ขยัน และเตรียมความพร้อมสู่โลกอาชีพอย่างมีคุณภาพ 7) รักความเป็นไทย เป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตน และ 8) มีจิตสาธารณะ เป็นการสร้างจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม โดยสามารถนำหลักไตรสิกขามาประยุกต์ ใช้ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สามารถประยุกต์เข้ากับหลักธรรมไตรสิกขาได้</p> ชูวงศ์ แก้วนิมิตร ธนู ศรีทอง ภัฎชวัชร์ สุขเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 227 242 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงานของเทศบาล ตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282677 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานของเทศบาลตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานของเทศบาลตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงานของเทศบาลตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กล่าวคือ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร 5,668 คน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 374 คนโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างจากสูตรของ Taro Yamane วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่</p> <p> ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบคาเอฟ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูปหรือคน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงานของเทศบาลตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.36 S.D. = 0.771)</li> <li>เปรียบเทียบระดับความคิดเห็น โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลผล พบว่า 1) จำแนกตามเพศ พบว่า ไม่แตกต่างกัน (t = -1.014, Sig. = 0.226) จึงปฏิเสธสมมุติฐานการวิจัย 2) จำแนกตามอายุ พบว่า ไม่แตกต่างกัน (F=0.605, Sig.=0.696) จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3) จำแนกตามการศึกษา พบว่า ไม่แตกต่างกัน (F=1.719, Sig.=0.163) จึงปฏิเสธติฐานการวิจัย 4) จำแนกตามอาชีพ พบว่าแตกตางกัน (F=2.535, Sig.=0.040) จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 5) จำแนกตามรายได้ต่อเดือน พบว่า แตกต่างกัน (F = 4.335, Sig.= 0.005 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย</li> <li>การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงานของเทศบาลตำบลกันตวจระมวล พบว่า 1) ฉันทะ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลกันตวจระมวล ควรอใจในงานที่ตนเองบริหารอยู่ จะต้องทำในสิ่งที่ดีงาม ถูกต้อง และมีความสุจริต ยุติธรรม 2) วิริยะ ผู้บริหารเทศบาลและเจ้าหน้าที่กันตวจระมวล ควรมีความขยันหมั่นเพียร ปฏิบัติงานด้วยความพยายาม 3) จิตตะ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลกันตวจระมวล ควรใส่ใจในงานของตน มีความกระตือรือร้น ทำด้วยความมีชีวิตชีวา 4) วิมังสา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลกันตวจระมวล หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อบกพร่องอยู่เสมอ</li> </ol> พระวัชรเพชร กิตฺติโก (เสาวพันธ์) พระครูปริยัติปัญญาโสภณ พระปลัดสุระ ญาณธโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 243 260 แนวทางพัฒนาการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามหลักอริยสัจ 4 โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/285091 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ๒) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จำแนกตามตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน ๓) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามหลักอริยสัจ ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี ใช้เครื่องมือการวิจัยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน ๑๔๗ คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๗ คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ การทดสอบหาค่าที T-test และ F-test และวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงเนื้อหาสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> ๑) ผลการศึกษาสภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการดำเนินการอยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p> ๒) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จำแนกตาม ตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> <p> ๓) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามหลักอริยสัจ ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ พบว่า มี ๕ ด้าน ๑๐ แนวทาง ประกอบด้วย ๑) ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ๒ แนวทาง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ สถานศึกษามีการฝึกอบรมครูและบุคลากร เพื่อการสื่อสารที่ดีระหว่างครูกับผู้ปกครอง ในการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล รวมถึงการใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้การอัพเดตข้อมูลและการพัฒนานักเรียนมีความสอดคล้องและต่อเนื่องในทุกด้าน ๒) ด้านการคัดกรองนักเรียน มี ๒ แนวทาง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ สถานศึกษามีการหาสาเหตุของปัญหานักเรียน โดยการคัดกรองนักเรียน ผ่านการสอบถาม การสังเกต เพื่อจัดกลุ่มนักเรียน และช่วยเหลือได้ตรงจุด ๓) ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน มี ๒ แนวทาง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ สถานศึกษามีความร่วมมือกันจัดตั้งคณะทำงานที่มีทั้งผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองในการกำหนดแผนพัฒนานักเรียนในด้านต่างๆ (๔) ด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหานักเรียน มี ๒ แนวทาง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ สถานศึกษาสร้างการร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเอง มีการจัดกิจกรรมร่วมระหว่างครูและผู้ปกครองในการป้องกัน แก้ไขปัญหานักเรียน และ ๕) ด้านการส่งต่อนักเรียน มี ๒ แนวทาง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ สถานศึกษามีการคัดเลือกช่องทางและหน่วยงานที่เหมาะสมกับปัญหาของนักเรียน และสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือที่มีความยืดหยุ่น พร้อมทั้งมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและการสื่อสารที่โปร่งใส ทั้ง ๕ ด้าน สามารถนำไปประยุกต์เข้ากับหลักอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค</p> จักรพันธ์ ยอดเกษ ธนู ศรีทอง สมศักดิ์ บุญปู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 261 277 ผลของกิจกรรมกลุ่มที่มีต่อการตั้งเป้าหมายในการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282025 <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาผลของกิจกรรมกลุ่มที่มีต่อการตั้งเป้าหมายในการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านหนองพลวง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยใช้เวลาในการจัดกิจกรรมกลุ่มสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และแบบสอบถามการตั้งเป้าหมายในการเรียนวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนการตั้งเป้าหมายในการเรียนสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนการตั้งเป้าหมายในการเรียน สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> กนรรธพร แสงฮาด สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 278 288 แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนที่ 35 สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281903 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนที่ 35 สังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากการสอบถาม เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามครู–นักเรียน แบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้จากการเทียบสัดส่วนตามตารางของเครซี่และมอร์แกน เป็นครู 38 คน เป็นนักเรียนชั้น ป.4–6 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 188 คน ผู้ให้ข้อมูล 5 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสรุปเนื้อหาตามประเด็น </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา ในความคิดเห็นของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากด้านมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) การวัดและประเมินผล 2) องค์ความรู้ 3) การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ 4) การนิเทศการจัดการเรียนรู้ 5) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ส่วนความคิดเห็นของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากด้านมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) องค์ความรู้ 2) การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ 3) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล 5) การนิเทศการจัดการเรียนรู้ </p> <p> 2) แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา ใน 5 ด้าน 16 แนวทาง ได้แก่ 1) องค์ความรู้ 3 แนวทาง 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 5 แนวทาง 3) การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ 3 แนวทาง 4) การนิเทศการจัดการเรียนรู้ 2 แนวทาง 5) การวัดและประเมินผล 3 แนวทาง</p> พัชรินทร์ ศิริสุข ทัศพร เกตุถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 289 304 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/287493 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลัก<br />อปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสานวิธีระหว่าง การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีวิจัยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 373 คน จากประชากร ได้แก่ เยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่มีอายุตั้งแต่ 15-25 ปี จำนวน 5,457 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 10 รูปหรือ คน และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาประกอบบริบท นำเสนอเป็นเรียงความประกอบตารางแจกแจงความถี่ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ </p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p> 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ ตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ประการ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน และระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ ๔ ด้าน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ( = 4.11, S.D. = 0.55) </p> <p> 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (R = .679) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐาน</p> <p> 3) การประยุกต์หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีแนวทางการประยุกต์ ดังต่อไปนี้ 1) ด้านการประชุม เยาวชนเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างความสามัคคี และพัฒนาการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย 2) ด้านความพร้อมเพรียง เยาวชนจะต้องมีวินัย รู้หน้าที่ และทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 3) ด้านการบัญญัติกฎหมาย เยาวชนต้องเคารพกติกา ยึดมั่นในหลักกฎหมาย และดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างมีระเบียบแบบแผน 4) ด้านเคารพผู้อาวุโส เยาวชนควรแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ รับฟังผู้อื่น และเกิดการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในสังคมประชาธิปไตย 5) ด้านให้เกียรติสตรี ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ เคารพสิทธิผู้อื่น และสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่สุภาพและสร้างสรรค์ 6) ด้านเคารพสถานที่ ปลูกฝังเยาวชนให้มีความเคารพในสถาบันการเมืองและปฏิบัติตนอย่างมีระเบียบและจริยธรรม 7) ด้านดูแลบำรุงผู้ทรงศีล ส่งเสริมให้เยาวชนเคารพผู้นำที่มีคุณธรรม <br />ยึดมั่นในความถูกต้อง และมีจิตสาธารณะมากขึ้น</p> สุดารัตน์ ต้นทอง พระปลัดสุระ ญาณธโร พระครูปริยัติปัญญาโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 305 319 ปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาในอำเภอราษีไศล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281068 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาในอำเภอราษีไศล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 2) ศึกษาประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาในอำเภอราษีไศล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 189 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และ 0.93 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การค่าความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สามารถพยากรณ์ปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู โดยรวมได้ร้อยละ 47 มี 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความก้าวหน้า ด้านการยอมรับ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับเรา เรากับเพื่อนร่วมงาน และเรากับผู้ใต้บังคับบัญชา ด้านสภาพการทำงานที่ทำงานและบรรยากาศ ด้านลักษณะของงาน และด้านความสำเร็จ โดยได้สมการพยากรณ์คะแนนดิบและสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p><sub> </sub>= 1.15 + 0.28X5 + 0.13X2 + 0.24X9 - 0.15X10 + 0.10X3 - 0.14X1</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p><sub>y</sub> = 0.35Z<sub>X5</sub> + 0.17Z<sub>X2 </sub>+ 0.34Z<sub>X9</sub> - 0.26Z<sub>X10</sub> + 0.15Z<sub>X3</sub> - 0.12Z<sub>X1</sub></p> วิรัลพัชร สุตะพันธ์ เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ดารุณี คชพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 320 336 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้อัลกอริทึมกับการแก้ปัญหา ละทักษะการคิดเชิงคำนวณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278827 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานสำหรับหน่วยการเรียนรู้อัลกอริทึมและการแก้ปัญหา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน และ 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณหลังการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 75 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น (Pre-experimental designs) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคลองไผ่งาม จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบทดสอบทักษะการคิดเชิงคำนวณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.85/77.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p> 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3) ทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ยลวรรณ ขานเขว้า นฤมล ภูสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 337 350 ผลการเล่าเรื่องประกอบภาพด้วยการระดมความคิดที่มีต่อทักษะการจัดการของเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279800 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1. ศึกษาผลการเล่าเรื่องประกอบภาพด้วยการระดมความคิดที่มีต่อทักษะการจัดการของเด็กปฐมวัย และ 2. เปรียบเทียบผลการเล่าเรื่องประกอบภาพด้วยการระดมความคิดที่มีต่อทักษะการจัดการของเด็กปฐมวัย ก่อนและขณะได้รับการจัดกิจกรรมการเล่าเรื่องประกอบภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาล 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดนาเยียวิทยา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 1 ห้อง มีเด็กจำนวน 12 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเล่าเรื่องประกอบภาพด้วยการระดมความคิด แบบสังเกตทักษะการจัดการของเด็กปฐมวัย มีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ .98 ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน ด้วยการหาค่าความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ทักษะการจัดการของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่าเรื่องประกอบภาพด้วยการระดมความคิดที่มีต่อทักษะการจัดการของเด็กปฐมวัย ก่อนและขณะได้รับการจัดกิจกรรมการเล่าเรื่องประกอบภาพในแต่ละช่วงสัปดาห์ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ลัดดาวัลย์ ขันทอง นนทชนนปภพ ปาลินทร วิภา ปัญญานุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 351 365 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรือ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/295474 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการขยะมูลฝอย 2) ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชน 3) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีต่อการจัดการขยะ 4) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ อบต.หนองปรือ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี กลุ่มตัวอย่างคือตัวแทนครัวเรือนจำนวน 294 คน กำหนดขนาดตามสูตรของทาโร ยามาเน่ เครื่องมือคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ One-way ANOVA โดยทดสอบรายคู่ด้วยวิธี LSD ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า: 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 41-50 ปี การศึกษาปริญญาตรี อาชีพรับจ้าง รายได้ 10,001-20,000 บาท และอาศัยในพื้นที่เกิน 5 ปี 2) การจัดการขยะมูลฝอยตามหลัก 3Rs ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการนำมาแปรรูปใช้ใหม่ (Recycle) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการใช้ซ้ำ (Reuse) และการลดการใช้ (Reduce) 3) การมีส่วนร่วมของประชาชนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการตรวจสอบและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 4) ประชาชนในพื้นที่อบต.หนองปรือ มีอายุ (F-test=3.565, P-value =.007) ประชาชนระดับการศึกษา (F-test=11.080, P-value =.000) อาชีพ (F-test=4,968, P-value =.001) แตกต่างกันมีการจัดการขยะมูลฝอยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 ยกเว้นปัจจัยด้านเพศ (t-test=-.598, P-value = .550) รายได้ (F-test=1.036, P-value =.389) และระยะเวลาที่อยู่อาศัย(F-test=214, P-value =.807) ที่แตกต่างกันมีการจัดการขยะมูลฝอยไม่แตกต่างกัน 5) ประชาชนที่มีเพศ (t=.214, P-value=.807) อายุ (F=.602, P-value=.548) ระดับการศึกษา(F=1.155, P-value=.331) อาชีพ (F=2.714, P-value=.068) แตกต่างกันมีส่วนร่วมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่.05 ยกเว้นปัจจัยด้านรายได้ (F=6.897, P-value=.000) และระยะเวลาที่อยู่อาศัย(F=5.866, P-value=.000) ที่แตกต่างกันมีส่วนร่วมแตกต่างกัน</p> นราธิป พิมพ์โสม อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ รังสรรค์ ประเสริฐศรี สุวรรณา เขียวภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 366 382 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการพึ่งพาตนเองของชุมชน ตำบลลาดควาย อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ตามแนวคิดพระมหาชนก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/292369 <p> การวิจัย มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาศักยภาพการพึ่งพาตนเองของชุมชนตำบลลาดควาย อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ตามแนวคิดตัวแบบองค์ความรู้ “TERMS” และแนวคิดพระมหาชนก (2) เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพการพึ่งพาตนเองของชุมชน ตำบลลาดควาย อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ตามแนวคิดพระมหาชนก วิธีดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบเชิงคุณภาพโดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย (1) ศักยภาพการพึ่งพาตนเองของชุมชนตำบลลาดควาย ตามแนวคิดตัวแบบองค์ความรู้ “TERMS” และแนวคิดพระมหาชนก พบว่า การพึ่งตนเองของชุมชน มีการประยุกต์เทคโนโลยี ผลิตน้ำมันจากถุงพลาสติก เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในกลุ่ม สำหรับการพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ อยู่อย่างพอเพียง มีรายได้เพิ่มขึ้น ชาวบ้านให้ความศรัทธากับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นที่พึ่งทางจิตใจและความศรัทธา ชาวบ้านลาดควายยังยึดถือประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา ทั้งฮีต 12 คอง 14 (2). รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการพึ่งพาตนเองของชุมชน ชุมชนที่จะสามารถพึ่งตนเองได้ยังมีรูปแบบที่ประกอบด้วยองค์ประกอบอีก 5 องค์ประกอบได้แก่ การมีภาวะผู้นำ การเรียนรู้ร่วมกันและการมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดตั้งกลุ่มหาแนวทางการพัฒนากลุ่ม การสร้างจิตสำนึกในการพึ่งตนเอง และการขอรับการสนับสนุนจากภายนอก ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการเสริมสร้างภาวะผู้นำชุมชน ส่งเสริมเครือข่ายการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทรัพยากรภายนอก เพื่อพัฒนาและรักษาศักยภาพการพึ่งพาตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืน</p> วรภูริ มูลสิน พระครูเขมธรรมบัณฑิต พระครูปรัยัติปัญญาโสภณ ปิยวรรณ ศิริเดชขจร Marcel De Vries ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 383 400 การพัฒนารูปแบบการจัดทำบัญชีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดเพชรบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279390 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการประกอบการ ลักษณะ ปัญหา อุปสรรคในการจัดทำบัญชีของผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดเพชรบุรี 2) ออกแบบการจัดทำบัญชีของผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดเพชรบุรีที่ส่งผลให้มีความสามารถในการแข่งขัน โดยเก็บแบบสอบถามผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 248 คน และคัดเลือกตัวแทนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 คน ทำการสนทนากลุ่ม เพื่อพูดคุยปัญหาและพัฒนาคู่มือการจัดทำบัญชีตามหลักการบัญชีและสอดคล้องกับบริบทของกิจการและสอบถามข้อมูลหลังการใช้งานด้วยแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ข้อมูลทั่วไปของสถานประกอบการ OTOP ในจังหวัดเพชรบุรี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ผลิตที่เป็นเจ้าของคนเดียวและกลุ่มผู้ผลิตชุมชน ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นประเภทอาหาร มีการจัดทำบัญชีโดยเจ้าของกิจการหรือประธานกลุ่มเป็นผู้จดบันทึก ใช้การบันทึกบัญชีด้วยมือในรูปแบบของบัญชีรายรับรายจ่าย ปัญหาที่พบในการจัดทำบัญชี คือ ขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชี ขาดบุคคลที่มีความพร้อมในการจัดทำบัญชี จึงส่งผลให้การบันทึกบัญชีและการจัดทำงบการเงินไม่ถูกต้อง</p> <p>2) คู่มือการจัดทำบัญชี ประกอบด้วย แนวปฏิบัติเบื้องต้นเกี่ยวกับการเงินการบัญชี ขั้นตอนการจัดทำบัญชี เอกสารประกอบการลงบัญชี พร้อมคำอธิบายรายการและสมุดบัญชี </p> <p>3) หลังจากใช้คู่มือ ผู้ประกอบการมีความคิดเห็นว่าคู่มือมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้กับกิจการได้ เมื่อจัดทำบัญชีถูกต้องแล้วทำให้กิจการทราบผลการดำเนินงาน ทราบข้อมูลด้านการเงิน ข้อมูลด้านต้นทุน สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งข้อมูลทางการบัญชีที่ถูกต้องสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กิจการได้</p> กนกพร บุญธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 401 415 รูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283202 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 และ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษา จำนวน 265 คน ประกอบด้วย ผูบริหารสถานศึกษา จํานวน 51 คน และครูผูสอน จํานวน 214 คน กำหนดขนาดของตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน และใชวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. สภาพปัจจุบันการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 โดยรวมและรายด้านทุกด้าน มีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมและรายด้านทุกด้าน มีสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวม เท่ากับ 0.232 โดยด้านการมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. รูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) แนวคิดและหลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กลไกการทำงาน 4) วิธีดำเนินการ และ 5) การวัดและประเมินผล ขับเคลื่อนรูปแบบโดยใช้กระบวนการ PLC และการนิเทศภายใน ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> กฤษกวินทร์ ศรีชัย สุทธิพงศ์ หกสุวรรณ สุวัฒน์ จุลสุวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 416 434 การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อการป้องกันและบรรเทาอัคคีภัยในพื้นที่ ความรับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยย่อยสายไหม กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/295485 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน 2) การดำเนินงานป้องกันและบรรเทาอัคคีภัย และ 3) อิทธิพลของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อการดำเนินงานป้องกันและบรรเทาอัคคีภัย ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยย่อยสายไหม กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในเขตสายไหม จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณตามสูตรของทาโร ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการปฏิบัติ รองลงมาคือด้านการคิดและตัดสินใจ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการตรวจสอบและประเมินผล 2) การดำเนินงานป้องกันและบรรเทาอัคคีภัยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการตอบสนองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการฟื้นฟูและบูรณะมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรอิสระทุกด้านร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ร้อยละ 80.0 (<em>R<sup>2</sup></em>= .800) เมื่อพิจารณาอิทธิพลรายด้านพบว่า ด้านการปฏิบัติมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการรับผลประโยชน์ ด้านการคิดและตัดสินใจ และด้านการตรวจสอบและประเมินผล ตามลำดับ</p> สิทธิชา ไสยวุธ อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ ประสาน บุญโสภาคย์ พระมหามานะ ปิยภาณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 435 450 รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน ตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/292038 <p>วิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาศักยภาพของชุมชนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ๒) เพื่อศึกษาส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ และ ๓) เพื่อศึกษานำเสนอรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์</p> <p>ผลของการศึกษาพบว่า</p> <p>ศักยภาพของชุมชนขึ้นอยู่กับการพึ่งตนเอง โดยประชากรร้อยละ 70 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปัจจัยสำคัญคือ การจัดการน้ำและการมีผู้นำที่สามารถประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเครือข่ายต่าง ๆ เครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง ได้แก่ กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ศูนย์ข้าวชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ศูนย์สาธิตการตลาด กลุ่มชาวนาแปลงใหญ่ กลุ่มทอผ้าไหม และกลุ่มเลี้ยงโค ซึ่งทั้งหมดควรปรับใช้ตามบริบทของแต่ละหมู่บ้านเพื่อสร้างความยั่งยืน</p> <p>การส่งเสริมความรู้ด้านเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงให้ชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประชุม แสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจในการพัฒนา ลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชนจึงมีความรู้และทักษะในการดูแลตนเอง สามารถเติบโตได้ต่อเนื่องโดยไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป และส่งต่อความเข้มแข็งไปยังรุ่นต่อไป</p> <p>นำเสนอรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน คือเป็นการเน้นความพอประมาณ ใช้ทรัพยากรอย่างมีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ไม่มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถส่งต่อความมั่นคงไปยังรุ่นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กฤษนันท์ แสงมาศ พระครูสุธรรมกิจโกศล พระอธิการวิชาญ อาทโร พระสุเทิด ทีปงฺกโร เศรษฐพร หนุนชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 451 463 คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/295473 <p><strong> </strong>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิต และ 2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่าง คือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 359 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane (1973) คัดเลือกโดยวิธีสะดวก เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.967 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.80) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) เปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p><strong> ผลการศึกษาพบว่า:</strong></p> <ol> <li>ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 60-69 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช./ปวส. ประกอบอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายและไม่มีหนี้สิน และส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง</li> <li>คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 86) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และด้านสุขภาพกาย ตามลำดับ</li> <li>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ความพอเพียงของรายได้ และความสัมพันธ์กับสมาชิกในครัวเรือนแตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยด้านเพศไม่ส่งผลต่อความแตกต่างของคุณภาพชีวิต</li> <li>ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าเทศบาลควรออกแบบนโยบายตามความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่าการแยกตามเพศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในบริบทสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างยั่งยืน</li> </ol> ศิวา จันโทสี อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ รังสรรค์ ประเสริฐศรี สุดสันต์ สุทธิพิศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-26 2026-05-26 17 2 464 475 คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/293315 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพการให้บริการในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูก-สร้างของฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 2) ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และ3) คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนที่มารับบริการในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานครกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 223 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1). คุณภาพการให้บริการของฝ่ายรายได้สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงอันดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านเทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดรองลงมาได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการ ด้านสารสนเทศ และ ด้านระบบ2)ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านเวลา รองลงมาได้แก่ ด้านค่าใช้จ่ายหรือความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร ด้านปริมาณงาน และด้านคุณภาพของงาน ตามลำดับ 3) คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานครอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 71.3 ได้แก่ ด้านกระบวนการ ด้านระบบ ด้านเทคโนโลยี และด้านบุคลากร มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> มยุรี บางใหญ่ อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ ปกรณ์ ปรียากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-27 2026-05-27 17 2 476 493 การพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนเทศบาลวัดกลางสำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/293328 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2) พัฒนาบุคลากรให้สามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ 3) พัฒนาบุคลากรให้สามารถนำแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ร่วมวิจัย ประกอบด้วย ผู้วิจัย และครูผู้สอน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ ผู้นิเทศและนักเรียน ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบสังเกต และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Means) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ด้านความรู้ ความเข้าใจ ในด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า กลุ่มผู้ร่วมวิจัยทุกคน มีความรู้ ความเข้าใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.43, S.D.=0.46)</p> <p> 2) ด้านทักษะเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้เหมาะสม พบว่า กลุ่มผู้ร่วมวิจัยทุกคนมีทักษะ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.36, S.D.=0.45)</p> <p> 3) ด้านนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า กลุ่มผู้ร่วมวิจัยทุกคนสามารถนำแผนไปใช้จัดกิจกรรมได้โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.42, S.D.=0.49) และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.49, S.D.=0.55)</p> สนธยา บำรุง ยุภาพร โฆษิตพิมานเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-27 2026-05-27 17 2 494 506 การมีส่วนร่วมของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในการจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันและบรรเทาอัคคีภัยของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหนองจอก กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/295484 <p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ในการจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันและบรรเทาอัคคีภัยของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหนองจอก กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมดังกล่าวจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ อปพร. ในพื้นที่ศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.80) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง อปพร. เขตหนองจอก จำนวน 291 คน และวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>การมีส่วนร่วมในการจัดการความเสี่ยงฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการตรวจสอบและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการรับผลประโยชน์ และด้านการปฏิบัติการ ส่วนด้านการคิดและตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด</li> <li>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านเพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา และรายได้ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ระดับการมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่พบความแตกต่าง</li> <li>แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมประกอบด้วย (1) การจัดการพื้นที่ด้วยความแม่นยำทางพิกัดและแหล่งน้ำ (2) กระบวนการจัดการภัยที่เน้นการลดเชื้อเพลิงในระยะก่อนเกิดภัย ระบบบัญชาการเหตุการณ์ในระยะเกิดภัย และการถอดบทเรียนในระยะหลังเกิดภัย และ (3) การสร้างความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่วิชาชีพและอาสาสมัคร โดยมีปัจจัยความสำเร็จคือสถานีดับเพลิงต้องปรับบทบาทเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ผ่านหลักการ STAR ได้แก่ การเพิ่มทักษะ (Skill) ความไว้วางใจ (Trust) การเข้าถึงเทคโนโลยี (Access) และการสนับสนุนทรัพยากร (Resource)</li> </ol> สนธยา หวังแจ่ม อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ ปกรณ์ ปรียากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร 2026-05-28 2026-05-28 17 2 507 524