วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara <p>วารสารมหาจุฬาคชสาร รับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ การบริหาร การจัดการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และศาสนา ปรัชญา บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ และได้ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Doubleblind Peer Review) ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทรรศน์หรือบทวิจารณ์วรรณกรรม (Review Article) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p><strong> อัตราค่าตีพิมพ์</strong> ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ </p> <p><strong> การชำระค่าธรรมเนียม</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน</p> th-TH mcu.gajasa@gmail.com (พระมหาวิศิต ธีรวํโส, รศ.ดร.) mcu.gajasa@gmail.com (กองบรรณาธิการ) Sun, 06 Jul 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดทำชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอยสำหรับ โรงเรียนบ้านตราด ตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278172 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย 2) หาประสิทธิภาพชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย ที่ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนด้วยชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย โดยใช้แบบแผนการวิจัยเป็นแบบ One – Group Pretest – Posttest Design กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านตราด จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t – test for Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอยมีคุณภาพผ่านเกณฑ์การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ</p> <p> 2) ชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดเท่ากับ 83.61/87.44</p> <p> 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านขยะมูลฝอย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> พระมหาเอกพันธ์ วรธมฺมญฺญู, พระครูสาธุกิจโกศล, พระครูศรีสุนทรสรกิจ, พระครูวิริยปัญญาภิวัฒน์, พระปรัชญา ชยวุฑฺโฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278172 Sun, 06 Jul 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277562 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา และ 2) ศึกษาการพัฒนาการบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และพี่เลี้ยงเด็กพิการ ปีการศึกษา 2566 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 270 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 46 คน และครูผู้สอน จำนวน 216 คน และพี่เลี้ยงเด็กพิการ จำนวน 8 คน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 253 คน คิดเป็นร้อยละ 93.70 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>การพัฒนาการบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา มีข้อเสนอการพัฒนาที่สำคัญ 3 อันดับแรก ดังนี้ 1) โรงเรียนควรจัดสรรงบประมาณในการรองรับในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งภายในภายนอกโรงเรียนให้เอื้ออำนวยกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษอย่างเหมาะสม 2) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูใช้เครื่องมือที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนวิธีการและเกณฑ์การวัด ประเมินผลให้เหมาะสมกับนักเรียนพิการ หรือนักเรียนที่มีความบกพร่อง และ 3) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีนวัตกรรมในการพัฒนาสื่อการสอน รูปแบบในการสอนที่น่าสนใจ โดยเน้นคุณภาพที่เกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ</li> </ol> สุทธิสาร คำหวาน, เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277562 Sun, 06 Jul 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ออนไลน์เชิงรุกโดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับครูในยุควิถีชีวิตใหม่ จังหวัดชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277504 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ออนไลน์เชิงรุกโดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับครูในยุควิถีชีวิตใหม่ จังหวัดชัยภูมิ และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูที่มีต่อรูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ออนไลน์เชิงรุกโดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบทดสอบ แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>คะแนนประเมินสมรรถนะด้านความรู้ ความเข้าใจการจัดการเรียนรู้เชิงรุกก่อนการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ออนไลน์เชิงรุกโดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สำหรับครูในยุควิถีชีวิตใหม่ จังหวัดชัยภูมิ มีคะแนนเฉลี่ย 16.45 คิดเป็นร้อยละ 54.83 หลังการใช้รูปแบบการมีคะแนนเฉลี่ย 25.93 คิดเป็นร้อยละ 86.43 โดยหลังการใช้รูปแบบมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ</li> <li>ความคิดเห็นของครูที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ออนไลน์เชิงรุกโดยใช้กระบวนการกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับครูในยุควิถีชีวิตใหม่ จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านความครอบคลุม ความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และด้านความเป็นไปได้</li> </ol> นฤมล ภูสิงห์, อดุลย์ สนั่นเอื้อเม็งไธสงค์, สมทรัพย์ ภูโสดา, สมภารธัชธรณ์ ศิโลศรีไช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277504 Mon, 01 Sep 2025 00:00:00 +0700 วัฒนธรรมองค์การของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272482 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์การของโรงเรียน และศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา ปีการศึกษา 2566 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 180 คน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 172 คน คิดเป็นร้อยละ 95.56 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และข้อคำถามปลายเปิด มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ ระหว่าง .49 -.77 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>วัฒนธรรมองค์การของโรงเรียน โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านความเอื้ออาทร รองลงมา คือ ด้านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการยอมรับนับถือ</li> <li>ข้อเสนอแนะการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การของโรงเรียน มีประเด็นที่สำคัญสูงสุด 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการตัดสินใจ ผู้บริหารควรตัดสินใจแบบคิดเร็ว ทำเร็ว เป็นขั้นเป็นตอน และอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมและเป็นไปได้ 2) ด้านความมุ่งประสงค์ของโรงเรียน ผู้บริหาร และครู ควรร่วมกันกำหนดแผนงาน โครงการของโรงเรียนให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและสภาพปัญหาปัจจุบันของโรงเรียน และ 3) ด้านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ ผู้บริหารควรรับฟังความคิดเห็นของทุกคนในองค์การ และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ร่วมมือแก้ปัญหา และช่วยกันระดมความคิดหาทางออกที่ดีที่สุด</li> </ol> ศุภณัฐ กุลนาดา, สุรางคนา มัณยานนท์, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272482 Mon, 01 Sep 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ เรื่องตัวเรา โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเกมการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/274960 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องตัวเรา ก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเกมการศึกษาและ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหนองสนมพะลาน จำนวน 18 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่มจากประชากร ที่เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาทุ่งศรีอุดม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 2 โรงเรียน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้แก่โรงเรียนบ้านหนองสนมพะลาน จำนวน 18 คนและโรงเรียนบ้านโนนใหญ่ จำนวน 14 คน รวมจำนวน 32 คน</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ E1/E2 และการทดสอบค่าทีแบบ Dependent Samples</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเกมการศึกษา เรื่อง ตัวเรา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.78/82.78 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตัวเรา หลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเกมการศึกษา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นโลบล คำเก่ง, สมร ทวีบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/274960 Mon, 01 Sep 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับผลการพัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะพื้นฐาน ของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดมประดิษฐ์และกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโซง-สีวิเชียร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276210 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารของโรงเรียน 2) ศึกษาผลการพัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะของโรงเรียน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับผลการพัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดมประดิษฐ์ และกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโซง-สีวิเชียร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณ ค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ ระหว่าง .53 - .91 และ .45- .87 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .97 และ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารของโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการตัดสินใจที่ชาญฉลาด อยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการพัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะพื้นฐานของโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความเข้าใจ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการรู้คิด อยู่ในระดับมาก</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับผลการพัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะพื้นฐานของโรงเรียน โดยรวม มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> หนึ่งฤทัย บุญพวง, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, วลีรัตน์ ฉิมน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276210 Tue, 02 Sep 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนคำพื้นฐาน โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276706 <p> การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยของโรงเรียนบ้านแคนในปัจจุบัน พบปัญหาการอ่านและ<br />การเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ<br />การเขียนคำพื้นฐาน จึงควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สามารถพัฒนาการเขียนของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ <br />ที่ส่งเสริมความสามารถการเขียนคำพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถ ด้านการเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 14 คน ของโรงเรียน<br />บ้านแคน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย<br />มี 3 ประเภท ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ จำนวน 12 แผน 2) แบบวัดความสามารถด้านการเขียนคำพื้นฐาน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t (One Sample t-test)</p> <p>ผลวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการพัฒนาการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ที่ส่งเสริมความสามารถด้านการเขียนคำพื้นฐาน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.89/85.48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนด</li> <li>นักเรียนที่เรียนโดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ<br />มีความสามารถด้านการเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย หลังเรียนเท่ากับ ร้อยละ 85.48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนคำพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> <p> โดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สามารถพัฒนาความสามารถด้านการเขียนคำพื้นฐานของนักเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้<br />ในระดับมากที่สุด</p> ยุภาวรรณ ศรัทธาคลัง, วนิดา ผาระนัด, สุรกานต์ จังหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276706 Tue, 02 Sep 2025 00:00:00 +0700 The Lexical Landscape of Begin, Start, and Initiate: A Corpus-Based Analysis of English Synonyms https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276064 <p> Synonyms can pose challenges for language learners, as Hemchua and Schmitt (2006) observed, particularly due to misunderstandings that arise from inappropriate word choices. This study employed a descriptive corpus-based research methodology, incorporating both quantitative analyses of frequency distributions and qualitative examinations of collocational patterns, to analyze the synonymous verbs “<em>begin</em>,” “<em>start</em>,” and “<em>initiate</em>,” which appeared in the Oxford 3000 and 5000 lists—key vocabulary for English learners. The study aimed to examine instances of these verbs in the Corpus of Contemporary American English, supplemented by data from Longman and Oxford Advanced Learner’s Dictionaries. By integrating corpus findings with dictionary insights, the study examined the frequency, distribution patterns, noun collocations, and semantic differences of these verbs. The analysis revealed that although “<em>begin</em>” and “<em>start</em>” were often interchangeable, “<em>start</em>” was preferred for scheduled events, while “<em>begin</em>” suggested initiation after deliberation. The verb “<em>initiate</em>” was predominantly used in formal and proactive contexts. These distinctions emphasized the importance of context in verb choice. By applying Mutual Information scores of 3 or above, the study uncovered significant collocational patterns, offering insights that extended beyond traditional lexical descriptions. The findings highlighted the pedagogical value of teaching vocabulary within contextual frameworks and demonstrated the potential of corpus linguistics in improving English as a Foreign Language instruction in contemporary educational settings.</p> Anawin Khlakheang, Amorn Cherngroongroj ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276064 Tue, 02 Sep 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพการให้บริการที่มีผลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำของผู้เข้าพักใน บังค์เบดโฮสเทล เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279600 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพการให้บริการของบังค์เบดโฮสเทล เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 2) ปัจจัยการกลับมาใช้บริการซ้ำของผู้เข้าพักในบังค์เบดโฮสเทล เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และ 3) คุณภาพการให้บริการที่มีผลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำของผู้เข้าพักในบังค์เบดโฮสเทล เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้เข้าพักในบังค์เบดโฮสเทล กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการของบังค์เบดโฮสเทล เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยรวมมีคุณภาพการให้บริการอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ ด้านความน่าเชื่อถือไว้วางใจ ด้านความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้รับบริการ และด้านการให้ความมั่นใจแก่ผู้รับบริการ ตามลำดับ <br />2) ปัจจัยการกลับมาใช้บริการซ้ำของผู้เข้าพักในบังค์เบดโฮสเทล เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และ 3) คุณภาพการให้บริการมีผลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำของผู้เข้าพักในบังค์เบดโฮสเทล เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นไปในทิศทางเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และแสดงให้เห็นว่า คุณภาพการให้บริการของบังค์เบดโฮสเทลด้านความน่าเชื่อถือไว้วางใจ ด้านความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้รับบริการ ด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ ด้านการให้ความมั่นใจแก่ผู้รับบริการ และด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ ส่งผลให้ผู้เข้าพักเกิดความพึงพอใจและมีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำอีกในอนาคต</p> ศิวาวุธ วันสูงเนิน, อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ, ปกรณ์ ปรียากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279600 Fri, 05 Sep 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ ความผันผวนของโลก ของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276853 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของโลก และนำเสนอการพัฒนาสมรรถนะในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของโลก ของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 126 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 123 คน คิดเป็น 97.62% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>สมรรถนะในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวน ของโลก โดยรวม อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความสามารถในการกำหนดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการบริหารงานทั่วไป และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความคล่องตัวในการเรียนรู้ในการบริหารงานวิชาการ</li> <li>การพัฒนาสมรรถนะในตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของโลก มีข้อเสนอที่สำคัญ ได้แก่ 1) ผู้บริหารควรให้ความสำคัญในนำระบบวงจรคุณภาพ PDCA มาใช้เพื่อให้ในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษามีความคล่องตัว และเป็นฐานในการขับเคลื่อนให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน 2) ผู้บริหารควรจัดให้มีงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และ 3) ผู้บริหารควรมีการวางแผนงานวิชาการรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันต่อความเปลี่ยนแปลง และกำหนดความจำเป็นที่สำคัญและจัดลำดับการเปลี่ยนแปลงได้</li> </ol> กนกวรรณ ไชยโกฏิ, เมธาวี โชติชัยพงศ์, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276853 Sun, 23 Nov 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมของครูโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281069 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการทำงาน เป็นทีมของครูโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ <br />2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียน<br />โสตศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 278 คน ใช้วิธีการการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือ<br />ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ โดยค่าความเชื่อมั่นของตอนสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.961 และสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.988 2) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และ 3) แบบประเมินโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การทำงานเป็นทีมของครู มีสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ<br />มีสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมของครู เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1 ด้านการเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีภายในทีม 2 ด้านการประเมินและพัฒนาประสิทธิภาพของทีม 3 ด้านการกำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ 4 ด้านการกำหนดวิธีการทำงานของทีม และ 5 ด้านการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ตามลำดับ และ 2) โปรแกรมเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมของครูโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์โปรแกรม 3) เนื้อหาโปรแกรม 4) วิธีดำเนินการโปรแกรม และ 5) การตรวจสอบและประเมินผลโปรแกรม ผลการประเมินโปรแกรมพบว่า โปรแกรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</p> ชลันธร สุ่มมาตย์, ธันยาภรณ์ นวลสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281069 Sun, 23 Nov 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281025 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำ<br />การเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-Method Research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 335 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารที่มีแนวปฏิบัติที่ดี และผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินโปรแกรม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และ<br />แบบประเมินโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความสำคัญลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำ<br />การเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ สภาพแวดล้อม และการเรียนรู้เป็นทีม โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 5 ด้าน และใช้แนวทางพัฒนา 70:20:10 ซึ่งได้รับการประเมินว่า <br />มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับสูงสุด การอภิปรายผลระบุว่า ภาวะผู้นำการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาโปรแกรมที่ครอบคลุมแนวคิดการเรียนรู้เป็นทีม การบูรณาการ และเทคโนโลยีเป็นแนวทางที่เหมาะสม โปรแกรมนี้สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา<br />ในหน่วยงานอื่นต่อไป และควรมีการศึกษาผลลัพธ์การใช้โปรแกรมในระยะยาว</p> ภัทรวดี เสนาเนียร, ยุวธิดา ชาปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281025 Sun, 23 Nov 2025 00:00:00 +0700 กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโรงเรียนชายขอบ : กรณีศึกษา โรงเรียนบ้านด่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276473 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโรงเรียนชายขอบ : กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านด่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 11 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา แล้วนำเสนอโดยวิธีพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า </p> <p> กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโรงเรียนบ้านด่านที่นำมาบริหารสถานศึกษา ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สภาพปัญหา 2) การตัดสินใจกำหนดทางเลือกการบริหารจัดการ 3) การวางแผนบริหารจัดการ 4) การดำเนินงานตามแผน 5) การติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการ 6) การรับผลประโยชน์และชื่นชมผลงาน โดยชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีบทบาทสำคัญในทุกมิติของการบริหารจัดการโรงเรียน</p> นันทินี คงคำ, ทรงเดช สอนใจ, ศุภธนกฤษ ยอดสละ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276473 Sat, 13 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบกิจการนำเข้าและส่งออกในจังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278162 <p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าและส่งออกในจังหวัดหนองคาย 2) ศึกษาความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าและส่งออกในจังหวัดหนองคายที่มีต่อการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่มและประสิทธิภาพของการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ส่งผลกระทบต่อผลการประกอบธุรกิจ 3) ศึกษาอิทธิพลของการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการ มีขอบเขตของการศึกษาข้อมูลการวางแผนภาษี ผู้ประกอบกิจการนำเข้าและส่งออกในจังหวัดหนองคาย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 144 ราย โดยใช้ตารางของ Krejci &amp; Morgan ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ผลการวิเคราะห์ความเที่ยงตรงของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์เท่ากับ 0.90 ค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงตรงแบบแอลฟา ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่แบบร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติอนุมาน (Inferential Statistics) โดยการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความรู้และความเข้าใจในด้านกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มและมีการปฏิบัติตามกำหนดเวลาในการชำระภาษีอย่างดี แต่ยังมีบางด้านที่ต้องการ<br />การพัฒนา เช่น การทราบถึงข้อยกเว้นและสิทธิพิเศษทางภาษี และความรู้เกี่ยวกับการควบคุมสินค้าขาออก</li> <li>ประสิทธิภาพการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความคิดเห็นในระดับมาก โดยเฉพาะด้านความถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม รองลงมาคือด้านการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้านโครงสร้างการบริหารงาน ด้านผลการดำเนินงานของกิจการ และด้านความรู้<br />ความเข้าใจในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามลำดับ </li> <li>ผู้ประกอบกิจการส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม และด้านภาษีด้วยความถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ต่อ<br />การดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออกในจังหวัดหนองคาย ในขณะที่การวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่มและโครงสร้างการบริหารงานที่ดีมีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ช่วยลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ<br />ส่วนความถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจ</li> </ol> ปรานทิพย์ นามเกียรติ, สัมฤทธิ์ ศิริคะเณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278162 Sat, 13 Dec 2025 00:00:00 +0700 สภาพปัจจุบันและปัญหาของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารยุคดิจิทัลของเยาวชนในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279775 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารยุคดิจิทัลของเยาวชนในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารยุคดิจิทัลของเยาวชนในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ 3)เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารยุคดิจิทัลของเยาวชนในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติค่า t-test ค่า F-test และค่า LSD.</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารยุคดิจิทัลของเยาวชนในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.19 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.386 โดยรายด้านพบว่า เยาวชนมีการใช้ในด้านการพูดมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการนำไปใช้ประโยชน์ ถัดมาคือ ด้านการสื่อสาร ด้านการแก้ปัญหา และด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ตามลำดับ</p> <p> 2) การเปรียบเทียบการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารยุคดิจิทัลของเยาวชนในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา สังกัดสถานศึกษา และพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน มีการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารยุคดิจิทัล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 1.11</p> <p> 3) ปัญหาและอุปสรรคในการใช้ภาษาอังกฤษ สามารถจำแนกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ปัจจัยภายในตัวบุคคล คือ การขาดความมั่นใจ มีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง และขาดโอกาสในการฝึกฝน 2) ปัจจัยภายนอก คือ สภาพแวดล้อมรอบตัวอาจไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ภาษาอังกฤษ และการมีทรัพยากรที่จำกัด ขาดแคลนสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่หลากหลายและทันสมัย และ 3) ผลกระทบจากเทคโนโลยี คือ แบงแห่งไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และอุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เยาวชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ภาษาอังกฤษออนไลน์ได้อย่างสะดวก</p> มีนา ทนคง ฮามิลตัน, พระครูสุเมธจันทสิริ, พระครูสุตพัฒนานุกูล, ภานุวัฒน์ อินทรสมบัติ, ชายชาญ วงศ์ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279775 Sun, 14 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงงานผลิตสายไฟฟ้าแห่งหนึ่งใน อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282357 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงงานผลิตสายไฟฟ้าแห่งหนึ่งในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงงานผลิตสายไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรในโรงงานผลิตสายไฟฟ้าแห่งหนึ่งใน อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 217 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.979 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที, การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบรายคู่ตามวิธีการเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรโรงงานผลิตสายไฟฟ้าแห่งหนึ่งในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ตำแหน่งระดับเจ้าหน้าที่ ระยะการปฏิบัติงานต่ำกว่า 5 ปี และมีรายได้ต่อเดือน 30,000 – 45,000 บาท</p> <p>2) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงงานผลิตสายไฟฟ้าแห่งหนึ่งในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านเวลา ด้านปริมาณงาน ด้านต้นทุน และด้านคุณภาพของงานตามลำดับ</p> <p>3) ปัจจัยส่วนบุคคลจำแนกตาม อายุ ประเภทตำแหน่งงาน และรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรที่มีเพศ ระดับการศึกษา และระยะเวลาการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ภูมิภัทร โมฆรัตน์, อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ, รังสรรค์ ประเสริฐศรี, พระครูปลัดสุวัฒนอุดมคุณ, พระมหานะ ปิยภาณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282357 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 FACULTY TEAM BUILDING IN HIGHER EDUCATION: IMPACTS ON INDIVIDUAL GROWTH AND INSTITUTIONAL SUCCESS https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283712 <p> Despite having high levels of education and skills, a group of university teachers might not be able to function effectively as a team. This research aimed to: 1) examine teachers’ opinions on their team development, 2) explore selected cases of success and failure in teamwork, and 3) present possible guidelines for effective team building at both the program and university levels. The research included a survey of opinions from 50 teachers and semi-structured interviews with 6 of them from three different teams. The results showed that around 40% had never received any training in teamwork. Although most preferred to use a collaborative approach when dealing with personal conflicts within the team, about half still expressed a desire to remove certain members. It is suggested that individual teachers, teams, and the university management recognize the importance of teamwork at the program level and work together to create more effective and healthier team dynamics.</p> Yongyut Khamkhong , Phraplad Sura Yanatharo ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283712 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276600 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 65 คน และหัวหน้างานวิชาการ 64 คน รวมทั้งสิ้น 129 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) สภาพการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก </p> <p>2) แนวทางการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล เช่น (1) งานพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) งานพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ และ (3) งานพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา </p> <p>ข้อสรุปจากการวิจัย มีดังนี้ (1) งานพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ควรจัดให้มีพัฒนาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล (2) งานพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ ควรส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (3) งานพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา ควรส่งเสริมสื่อที่มี ความเหมาะสมกับแนวทางการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล (4) งานวัดผล การประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน ควรนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (5) งานนิเทศการศึกษา ควรสร้างแนวทางการนิเทศแบบชี้แนะและเป็นพี่เลี้ยง (6) งานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควรส่งเสริมให้ครูใช้การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และต่อยอดให้มีความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และ (7) งานประกันคุณภาพการศึกษา ควรส่งเสริมให้ครูปรับปรุงการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล</p> ชญาดา ฝ่ายไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276600 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในภาคอีสานตอนล่าง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276766 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ เปรียบเทียบ ศึกษาปัญหาและแนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในภาคอีสานตอนล่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยในครั้งนี้ คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในภาคอีสานตอนล่าง จำนวน 349 คน เครื่องมือในการ วิจัย เป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ และ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t (t-test) และการทดสอบค่า (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการศึกษา สภาพการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในภาคอีสานตอนล่าง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบพบว่าสภาพการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในภาคอีสานตอนล่าง จำแนกตาม เพศ และประสบการณ์ทำงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตาม ระดับวุฒิการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </li> <li>ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาพบว่า 1) ด้านการวางแผน ปัญหาที่พบ คือ ผู้บริหาร บุคลากรขาดการมีส่วนร่วม 2) ด้านการดำเนินงาน ปัญหาที่พบคือ ขาดงบประมาณและบุคลากรในการดำเนินงาน แนวทางคือควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสื่อสารภารกิจงานให้ตรงกัน 3) ด้านการประเมินผล ปัญหาที่พบ คือ ครูขาดความรู้ในทักษะเกี่ยวกับการประเมินผลการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แนวทางคือควรมีการประเมินและรายงานผลการดำเนินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นระยะ</li> </ol> สืบสกุล บุญประสิทธิ์, เศวตาภรณ์ ตั้งวันเจริญ, ชวนคิด มะเสนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276766 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมา ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282358 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 338 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.948 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบรายคู่ตามวิธีการ Least - Significant Different (LSD)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ 31 - 40 ปี สามารถพูดภาษาไทยได้ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000 – 15,000 บาท มีอาชีพกรรมกร และมีระยะเวลาปฏิบัติงาน 3 – 4 ปี</p> <p>2) คุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ</p> <p>3) ปัจจัยส่วนบุคคลที่จำแนกตาม เพศ อายุ ความเข้าใจในภาษาไทย อาชีพ และระยะเวลาการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน สำหรับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันมีคุณภาพชีวิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปาริฉัตร สุริยะ, อรพิน มะเสนะ, ปกรณ์ ปรียากร, พระปลัดสุระ ญาณธโร, สุดารัตน์ ต้นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282358 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276474 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพของการบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และ 3) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 175 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า </p> <p> 1) สภาพของการบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) เปรียบเทียบการบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แนวทางการพัฒนาการบริหารห้องเรียนคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งสิ้น 24 แนวทาง</p> ชาคริยา เอิบอิ่ม, ทรงเดช สอนใจ, ศุภธนกฤษ ยอดสละ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276474 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/288282 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 2) การเปรียบเทียบความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีของ ทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 175 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.962 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยค่าที และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ ด้านน้ำใจงาม ด้านหาความรู้ ด้านสังคมดี ด้านทางสงบ ด้านครอบครัวดี ด้านปลอดหนี้ ด้านผ่อนคลาย และด้านสุขภาพดี ตามลำดับ 4) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลกับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การ บริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า เพศ ระดับการศึกษา และ รายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันมีความสุขในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน ส่วนอายุ และสถานภาพ ที่แตกต่างกัน มีความสุขในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามลำดับ</p> ทักษ์ดนัย สุริยะ, อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ, ปกรณ์ ปรียากร, พระครูปลัดสุวัฒนอุดมคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/288282 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศึกษาบทบาทด้านการศึกษาสงเคราะห์ของพระครูศรีปริยัติวราภรณ์ (ทองสุข จิตฺตสาโร) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/267396 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องการจัดการศึกษาสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องการศึกษาสงเคราะห์ของพระสงฆ์ และ 3) เพื่อศึกษาบทบาทด้านการศึกษาสงเคราะห์ของพระครูศรีปริยัติวราภรณ์ (ทองสุข จิตฺตสาโร) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ภาคสนาม โดยศึกษาจากเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง และลงพื้นที่เก็บข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) แนวคิดเรื่องการจัดการศึกษาสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนา คือ แนวคิดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดให้ภิกษุปฏิบัติอย่างหนึ่งใน 2 อย่าง คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ โดยการศึกษาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง และพระอรหันต์สาวกแล้วท่องจำไว้ด้วยปาก (มุขปาฐะ) เป็นการเรียนที่เรียกว่า คันถธุระ เมื่อเรียนแล้วนำไปปฏิบัติเรียกว่า วิปัสสนาธุระ ซึ่งให้ความสำคัญระหว่างศิษย์กับอาจารย์ คือ อุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริก และอาจารย์กับอันเตวาสิก โดยเฉพาะในช่วง 5 พรรษาแรก หรือนวภูมิต้องให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากที่สุด</p> <p>2) แนวคิดเรื่องการศึกษาสงเคราะห์ของพระสงฆ์ คือ การจัดการศึกษาที่ให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลสถาบันการศึกษา หรือบุคคลผู้กำลังศึกษาให้ได้ศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะสงฆ์เป็นผู้ดำเนินการเพื่อสนองต่อนโยบายของรัฐ</p> <p>3) บทบาทด้านการศึกษาสงเคราะห์ของพระครูศรีปริยัติวราภรณ์ (ทองสุข จิตฺตสาโร) พบว่า มี 5 ด้าน คือ 1) การพัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ โดยยึดหลักความเสมอภาคทางการศึกษา 2) การจัดการศึกษาสงเคราะห์เพื่อพระศาสนา จัดตั้งกองทุนการศึกษา และโครงการธรรมะในชุมชน 3) การจัดการศึกษาสงเคราะห์เพื่อสังคม วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษาสงเคราะห์ 4) การจัดการศึกษาสงเคราะห์ มอบทุนการศึกษาและอบรมจริยธรรมคุณธรรมแก่เด็กเยาวชน และ 5) การศึกษาสงเคราะห์พัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านกาย การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ด้านจิตใจ การรักษาศีล 5 ไหว้พระ/สวดมนต์ ด้านสังคม การละเว้นจากอบายมุข และยาเสพติด ด้านปัญญา การนำหลักทางพระพุทธศาสนาไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต</p> พระอรุณ เตชพโล, พระครูปริยัติวิสุทธิคุณ, ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/267396 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพการควบคุมภายในกับคุณภาพรายงานทางการเงิน ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277574 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการควบคุมภายในของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) ศึกษาคุณภาพรายงานทางการเงิน<br />ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพการควบคุมภายในกับคุณภาพรายงานทางการเงินของสถานศึกษา<br />ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เก็บรวบรวมข้อมูลจาก<br />กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยผู้ทำบัญชีของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา<br />ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 111 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล<br />โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพของการควบคุมภายในของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ<br />การอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมการควบคุมภาพรวม และด้านสารสนเทศและการสื่อสาร และ<br />อยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านประเมินความเสี่ยง ด้านกิจกรรมควบคุม และ<br />ด้านการติดตามและประเมินผล</li> <li>คุณภาพของรายงานทางการเงินของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงจากมากไปน้อย อยู่ในระดับมากที่สุด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ด้านความเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรม ด้านความสามารถเปรียบเทียบได้ ด้านความทันเวลา ด้านความสามารถเข้าใจได้ และอยู่ในระดับมาก 1 ด้าน คือ ด้านความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ ตามลำดับ</li> <li>ประสิทธิภาพการควบคุมภายในโดยรวมมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับคุณภาพรายงานทางการเงินของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียง</li> </ol> <p>เหนือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01</p> ยุพิน หัสกรรจ์, ทตมัล แสงสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277574 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การยกระดับวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์สู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/275911 <p> การศึกษาการยกระดับวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์สู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นการศึกษาบริบทการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบการตลาดของวิสาหกิจชุมชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือคุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์</p> <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการวิสาหกิจชุมชนต้นแบบในจังหวัดบุรีรัมย์ 2) พัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์สู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และ 3) สร้างเครือข่ายและระบบการตลาดวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์สู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างคือวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมบ้านโคกพลวง ตำบลหนองกง อำเภอนางรอง, วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรวัดบ้านบัว ตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ และวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรสตรีบ้านระกาใต้ ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ศึกษาการจัดการวิสาหกิจชุมชนต้นแบบในจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้ง 3 แห่ง มีวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสมุนไพรสตรีบ้านระกาใต้ เป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ ที่มีวิธีการบริหารจัดการที่ครอบคลุม คือมีการวางแผนด้านการผลิตครบวงจร </li> <li>กระบวนการพัฒนาเป็นไปตามแนวคิดการบริหารงานคุณภาพด้วย PDCA คือ 1) P (Plan) คือการวางแผนที่ชัดเจน เพื่อทำกิจกรรมผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น 2) D (Do) คือการลงมือปฏิบัติ เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มเล็กๆ ภายในชุมชน ร่วมมือกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ความเป็นเครือญาติ 3) C (Check) คือการตรวจสอบ มีกฎระเบียบหรือข้อตกลง ข้อบังคับ ที่โปร่งใส ชัดเจน และ 4) A (Action) คือดำเนินการปรับปรุงแก้ไขส่วนที่มีปัญหา ด้วยการผสานสร้างความร่วมมือของชุมชนอย่างมีระบบ</li> <li>สร้างเครือข่ายและระบบการตลาดวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์สู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ มีแนวทางที่สำคัญ คือ 1) การขยายฐานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น 2) การพัฒนาความสัมพันธ์ทางเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งและมีมิตรภาพที่สมบรูณ์ 3) การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ในรูปแบบการประชุมสัมมนา การฝึกอบรม และการศึกษาดูงาน 4) สร้างเครือข่ายการตลาดให้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ 5) การร่วมมือกันของเครือข่ายในการดำเนินกิจกรรม 6) การมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม</li> </ol> รุ่งสุริยา หอมวัน, อิสรพงษ์ ไกรสินธุ์, พระมหาอภิสิทธิ์ วิริโย, ขวัญชนก สายชมภู, สุวิจักษณ์ กุลยศชยังกูร, วีรพล พิชนาหะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/275911 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำแบบเหนือชั้นของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272480 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำแบบเหนือชั้นของผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาภาวะผู้นำแบบเหนือชั้นของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 169 คน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 163 คน คิดเป็นร้อยละ 96.45 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และข้อคำถามปลายเปิด มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ ระหว่าง .49 - .88 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">ภาวะผู้นำแบบเหนือชั้นของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณธรรมและจริยธรรม รองลงมา คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการใฝ่บริการ</li> <li class="show">ข้อเสนอแนะการพัฒนาภาวะผู้นำแบบเหนือชั้นของผู้บริหารสถานศึกษา มีประเด็นที่สำคัญสูงสุด 3 ประการ ดังนี้ 1) ผู้บริหารควรส่งเสริมการคิดในแง่บวกให้ครูและบุคลากรโดยยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ 2) ผู้บริหารควรกระตุ้นให้ครูและบุคลากรคิดนอกกรอบเชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาสมรรถนะเหนือชั้นโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแนวทางบริหารจัดการแนวใหม่เพื่อสร้างนวัตกรรม และ 3) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้บุคลากรเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดี มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีจริยธรรม ไม่เห็นแก่ตัว มีระเบียบวินัย รู้จักเสียสละ โดยแสดงให้เห็นถึงความมีภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมและจริยธรรมที่ชัดเจน</li> </ol> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;</p> นายลัทธิชัย หลายสุทธิสาร, สุรางคนา มัณยานนท์, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272480 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสนใจของสถาบันการอาชีวศึกษาในการจัดประชุมองค์กร สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276605 <p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายคือ 1) เพื่อศึกษาความสนใจของสถาบันการอาชีวศึกษาในการจัดประชุมองค์กร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความสนใจของสถาบันการอาชีวศึกษาในการจัดประชุมองค์กร และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดประชุมองค์กร<br />สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรในสถานศึกษาอาชีวศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จำนวน 326 คน โดยกำหนดสัดส่วนของลักษณะที่สนใจในประชากรเท่ากับ 0.5 และระดับความเชื่อมั่น 95% ขนาดของกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคํานวนขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ กลุ่มตัวอย่าง<br />ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ผู้บริหาร ครูและบุคลากรในสถานศึกษาอาชีวศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จำนวน 10 คน สุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น (α) เท่ากับ 0.981 สถิติที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ANOVA และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อความสนใจในการจัดประชุมองค์กรของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านกระบวนการ<br />มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด และด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงานที่แตกต่างกันมีความสนใจในการจัดประชุมองค์กร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แนวทางการจัดประชุมองค์กรสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 <br />มีดังนี้ 1) เลือกสถานที่ที่สะดวกต่อการเดินทาง 2) ตรวจสอบพิธีการการประชุมที่เป็นระเบียบและมีความชัดเจน การกำหนดหัวข้อ วัตถุประสงค์ การประชุม ระยะเวลา และรูปแบบการบันทึกการประชุม<br />ที่เหมาะสม 3) การอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าร่วมการประชุม และ 4) ควรพิจารณาจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมและระยะเวลาของประชุมเพื่อกำหนดงบประมาณได้อย่างเหมาะสม</p> วาลุกา พิมพะนิตย์, เยาวภา นียากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276605 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้องของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278075 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้องของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดอุดรธานี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 138 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน (Pearson's correlation) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีอากร คือ จำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอต่อการให้บริการ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการ และระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีประสิทธิภาพ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยด้านผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร พบว่า การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และรายได้เฉลี่ยต่อปีของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วิมลรัตน์ สุขเสริม, ทตมัล แสงสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278075 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 พระสงฆ์ฝรั่ง พระสงฆ์สายป่า: วิถีศรัทธาและแบบแผนการปฏิบัติสู่สากล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/286465 <p>การวิจัยเรื่อง “พระสงฆ์ฝรั่ง พระสงฆ์สายป่า: วิถีศรัทธาและแบบแผนการปฏิบัติสู่สากล<strong>&nbsp; </strong>มีวัตถุประสงค์ 3 ประเด็น คือ 1) เพื่อทบทวนองค์ความรู้วิถีปฏิบัติของพระสงฆ์ป่าสายกรรมฐานในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษารูปแบบและพัฒนาการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ฝรั่งสายป่าในประเทศไทย และ 3) ถ่ายทอดรูปแบบการถ่ายทอดแนวทางวิถีศรัทธาและแบบแผนการปฏิบัติสู่สากลของพระสงฆ์ฝรั่งสายวัดป่าในประเทศไทย โดยศึกษาข้อมูลจากการศึกษาเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ การสนทนากลุ่ม และการถ่ายทอดความรู้ โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) วิถีปฏิบัติของพระสงฆ์ป่าสายกรรมฐานในพระพุทธศาสนา พบว่า เป็นวิถีของพระสงฆ์ผู้มุ่งสมาทานวิปัสสนา เน้นการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญพรตอยู่ในป่า แต่ปัจจุบันป่าไม่มีมากเหมือนอดีต จึงเพียงแต่อยู่ตามวัดที่สร้างไว้นอกเขตชุมชน หรือเรียกพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ</p> <p>2) รูปแบบและพัฒนาการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ฝรั่งสายป่าในประเทศไทย พบว่า หมายถึง พระสงฆ์นานาชาติที่อุปสมบทในฝ่ายอรัญญวาสี ภายในประเทศไทย เป็นพระผู้ที่อยู่ป่าเป็นวัตร เน้นการปฏิบัติกรรมฐาน สมาทานธุดงควัตร มุ่งกระทำให้แจ้งพระนิพพาน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ฝรั่งสายป่าในประเทศไทยมีรูปแบบที่โดดเด่น คือ รูปแบบการเผยแผ่ที่ยึดแนวการปฏิบัติของวัดหลวงป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย (1) หลักไตรสิกขา (2) ธุดงควัตร และ (3) วัตร 14</p> <p>3) รูปแบบการถ่ายทอดแนวทางวิถีศรัทธาสู่สากลของพระสงฆ์ฝรั่งสายวัดป่าในประเทศไทย พบว่า ยึดมั่นในพระรัตนตรัย เน้นหลักวัตรและถือธุดงค์เป็นสำคัญ และ มีกระบวนการคัดเลือกผู้บวชที่เคร่งครัด ปฏิบัติตามพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด สร้างวัดสาขาต้องได้รับการเห็นชอบที่ประชุมสงฆ์เป็นสำคัญ และไม่ละทิ้งข้อวัตรที่ปฏิบัติมา มีการเคารพในพระธรรมวินัย และปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง ส่วนแบบแผนการปฏิบัติสู่สากลของพระสงฆ์ฝรั่งสายวัดป่าในประเทศไทย พบว่า ประกอบด้วยด้ายกายภาพที่เน้น สงบ สว่าง สะอาด เกื้อกูลแก่การปฏิบัติธรรม มีการเผยแผ่ผ่านเทศนา การเขียนหนังสือ การเผยแผ่ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เน้นการสื่อธรรมะที่เป็นสากล มีเมตตากรุณา เป็นต้น</p> ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม , ธีรทิพย์ พวงจันทร์, เกษศิรินทร์ ปัญญาเอก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/286465 Sun, 21 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278029 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านคำพระ จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน ใช้การทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้ โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ศรีสุดา พระสุนิน, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, พรรณวดี เสงี่ยมศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278029 Sun, 21 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดกิจกรรมเล่านิทานคุณธรรมที่มีต่อพฤติกรรมการสื่อสารเชิงบวก ของเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277469 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการสื่อสารเชิงบวกของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคุณธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับปฐมวัย อายุระหว่าง 3 - 4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองหว้าทับทัย อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) นิทานคุณธรรม จำนวน 8 เรื่อง มีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานคุณธรรม จำนวน 8 แผน มีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการสื่อสารเชิงบวกของเด็กปฐมวัย มีการใช้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม โดยใช้สถิติ t-test แบบ dependent samples</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารเชิงบวกของเด็กปฐมวัย พบว่า หลังได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคุณธรรม มีคะแนนเฉลี่ย อยู่ในระดับสูง 2. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการสื่อสารเชิงบวกของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคุณธรรม พบว่า ภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคุณธรรมเด็กปฐมวัยมีระดับพฤติกรรมการสื่อสารเชิงบวกโดยรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศุภพิชญ์ ศรประสิทธิ์, นนทชนนปภพ ปาลินทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277469 Sun, 21 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุข โรงเรียนบ้านจอหอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276506 <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุข โรงเรียนบ้านจอหอสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียนบ้านจอหอ รวมทั้งสิ้น 28 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาประกอบบริบท นำเสนอเป็นเรียงความประกอบตารางแจกแจงความถี่ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ </p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p> ค่าดัชนีชี้วัดความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงสุด คือการนิเทศ ติดตาม ประเมินผล โรงเรียนแห่งความสุขยุคดิจิทัล และมีแนวทางในการการเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุข โรงเรียนบ้านจอหอ รวม 4 ด้าน 32 แนวทาง</p> อนงค์ อมรรัตนเศรษฐ์, เลิศ ปรุงโพธิ์, สุปรีชา ครูศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276506 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดมประดิษฐ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277123 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดมประดิษฐ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดมประดิษฐ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอน จำนวน 89 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดมประดิษฐ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาโดมประดิษฐ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัวและด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศุภรัตน์ เดชะคำภู, สุรางคนา มัณยานนท์, อำไพ สวัสดิราช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277123 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ. 2569) โดยใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome-based Education : OBE) ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276293 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ. 2569) คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษโดยใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คือ สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานบัญชี อาจารย์ประจำสาขาวิชาการบัญชี นักเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และผู้ใช้บัณฑิต จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเชิงพรรณานา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการบัญชีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ความต้องการ ปัจจัยด้านส่วนบุคคล พบว่าความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านความต้องการ พบว่าความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านหลักสูตรพบว่าความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรบัญชีบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ. 2569) โดยใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจพบว่า ด้านส่วนบุคคล พิจารณาความรู้พื้นฐานและทักษะที่ผู้เรียนมีอยู่ สำรวจความสนใจเฉพาะด้าน ทัศนคติและค่านิยม ด้านความต้องการ สำรวจความต้องการในสาขาบัญชีและการบริหารธุรกิจ เพื่อให้หลักสูตรเตรียมผู้เรียนให้พร้อมเข้าสู่ตลาดงานวิเคราะห์แนวโน้มการใช้เทคโนโลยี AI, Blockchain และ Big Data ในอุตสาหกรรมบัญชี สร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับนักบัญชี ด้านหลักสูตร กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ เน้นความสามารถด้านการจัดทำบัญชี การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และการใช้เทคโนโลยีทางบัญชี ออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับ OBE ปรับปรุงรายวิชาให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่คาดหวัง เช่น การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ จัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะ เช่น การจำลองสถานการณ์จริง พัฒนาเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้สัมภาษณ์ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาวิธีการประเมินที่เน้นผลลัพธ์</p> นารีรัตน์ ศรีหล้า, ปิยฉัตร ทองแพง, ญาณิศา ศรีบุญเรือง, สุดาทิพย์ เกษจ้อย, สุภัทรษร ทวีจันทร์, สุภาพร อามาตย์, ศิริพร อำนวย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/276293 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 พระพุทธศาสนากับการจัดการทรัพยากรน้ำ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282024 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา เพื่อศึกษา 1) แนวคิดการจัดการทรัพยากรน้ำ 2) แนวคิดการจัดการทรัพยากรน้ำในพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์แนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระพุทธศาสนา โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร แล้วนำเสนอเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong></p> <ol> <li>ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือพืช ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาน้ำในการดำรงชีวิตอยู่ทั้งสิ้น ในด้านการดำรงชีวิตการบริโภค น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์ การดื่มน้ำที่สะอาดและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ</li> <li>แนวคิดการจัดการทรัพยากรน้ำในพระพุทธศาสนา เราจะเห็นได้ โดยการศึกษาจากพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้าและพระสาวกสมัยพุทธกาล อีกทางหนึ่งคือ คำสอนของพระพุทธองค์และพระสาวกที่ปรากฏอยู่ทั้งในพระสูตรและพระวินัย น้ำมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธองค์ทรงใช้น้ำอุปมาเพื่อการสอนธรรม มีพระวินัยบัญญัติเกี่ยวกับน้ำของพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์บริโภคน้ำมีตัวสัตว์ เป็นต้น</li> <li>แนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระพุทธศาสนา จากการศึกษาพบว่าแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำนั้นมี 3 แนวทางคือ 1) ตามพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้า 2) ตามพระวินัย 3) ตามวัฒนธรรมความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีบรมราชาภิเษก พิธีมูรธาภิเษก พิธีลงสรง พิธีก่อพระทราย พิธีพิพัฒน์สัตยา พิธีลอยกระทง เป็นต้น ล้วนมีส่วนช่วยให้เกิดความสำนึกรักและหวงแหนทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ</li> </ol> วันชัย ชูศรีสุข, ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282024 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700