วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara <p>วารสารมหาจุฬาคชสาร รับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ การบริหาร การจัดการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และศาสนา ปรัชญา บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ และได้ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Doubleblind Peer Review) ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทรรศน์หรือบทวิจารณ์วรรณกรรม (Review Article) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p><strong> อัตราค่าตีพิมพ์</strong> ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ </p> <p><strong> การชำระค่าธรรมเนียม</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน</p> th-TH mcu.gajasa@gmail.com (พระมหาวิศิต ธีรวํโส, รศ.ดร.) mcu.gajasa@gmail.com (กองบรรณาธิการ) Thu, 22 Jan 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน เพื่อเตรียมรับ การประเมินภายนอกรอบ 5 ของระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280208 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอหลักการและบทสรุป การดำเนินการประกันภายในสถานศึกษา เพื่อเตรียมรับการประเมินภายนอกรอบ 5 ของระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามแนวการประเมินการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) จะได้เริ่มใช้การประเมินภายนอกรอบ 5 นี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 ถึง 2571 ได้มีการปรับปรุง วิธีการ มาตรฐาน ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินใหม่ ในการดำเนินการประกันภายในสถานศึกษาจึงต้องเตรียมรับในด้านความเชื่อมโยงของความสอดคล้องระหว่างมาตรฐานการประกันคุณภาพภายในกับมาตรฐานการประเมินภาพภายนอก ซึ่งมีมาตรฐาน เหมือนกัน สอดคล้องกัน และเท่ากัน แต่จำนวนตัวชี้วัดแตกต่างกัน ส่วนด้านการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา เป็นการปรับปรุงการปฏิบัติตามขั้นตอนการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาทั้ง 6 ขั้นตอนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และด้านจัดทำเอกสารหลักฐานเพื่อนำเสนอเป็นข้อมูลดำเนินการ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของการประเมินภายนอกรอบ 5 โดยมาตรฐานด้านผลลัพธ์ของการเรียนรู้จำนวน 9 รายการ มาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ จำนวน 16 รายการ และมาตรฐานด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จำนวน 9 รายการ ดังนั้นสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจึงต้องตระหนัก เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการประเมินภายนอกรอบ 5 นี้ อันจะนำไปสู่ความเข้าใจอันดีในการปฏิบัติงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และสะท้อนผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาได้อย่างชัดเจน</p> สิทธิชัย ดีล้น, อลิษรา สร้อยเสนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280208 Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรไทย ในจังหวัดจังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/275644 <p><strong> </strong>การวิจัยเรื่อง “การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์” โดยรวบรวมประเด็นที่สัมภาษณ์มานำเสนอ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) เพื่อยกระดับมาตรฐานส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์วิถีสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์วิถีสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม (Qualitative Research) โดยการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพจากเอกสารและการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึก จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วนำเสนอแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p> การยกระดับมาตรฐานส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์วิถีสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรไทยในจังหวัดสุรินทร์ มีหลักการและวิธีดำเนินการดังต่อไปนี้ 1) การพัฒนาแนวคิด 2) การประเมินทางด้านธุรกิจ การเงิน และเทคโนโลยีที่ใช้เบื้องต้นจากข้อมูลที่มีอยู่ 3) การประเมินทางด้านธุรกิจ การเงิน และเทคโนโลยีที่ใช้อย่างละเอียด 4) การพัฒนาแนวคิดผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และการทดสอบผลิตภัณฑ์ การทดสอบตลาด เป็นขั้นตอนภายหลัง และ 5) การวางผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด กลุ่มเกษตรกรต้องมีการทดสอบผลและนำผลมาปรึกษาหารือกัน ซึ่งถ้าพบปัญหาจะได้มีการปรับปรุงได้ทันท่วงทีก่อนผลิตอย่างเต็มกำลังการผลิต โดยในการยกระดับมาตรฐานส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์วิถีสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรไทยในจังหวัดสุรินทร์นี้ ได้คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายของโครงการจำนวน 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มปลูกผักอินทรีย์บ้านบัวขุนจง ตำบลบัวเชด อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ 2) กลุ่มนาแปลงใหญ่ผู้ผลิตข้าวอินทรีย์จังหวัดสุรินทร์: สหกรณ์การเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ จำกัด กลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มีการสร้างเครือข่ายระหว่างกันและกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ตลาดที่เข้ามารับซื้อผลผลิตของกลุ่มได้ ทำให้มีตลาดจำนวนมากเข้ามาติดต่อซื้อสินค้า กลุ่มเกษตรกรสามารถบริหารจัดการกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพและปรับตัวเข้ากับตลาดแต่ละแห่งได้เป็นอย่างดี</p> ภัฏชวัชร์ สุขเสน, พระครูวิริยปัญญาภิวัฒน์, พระปรัชญา ชยวุฑฺโฒ, พระมหาเอกพันธ์ วรธมฺมญฺญู, พระครูเกษมอาจารสุนทร (ศุภกิตติ์ ชนุชรัมย์), วันชัย ชูศรีสุข, อิสรพงษ์ ไกรสินธิ์, พระครูโกศลพัฒนาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/275644 Thu, 22 Jan 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ในเขตพื้นที่ชายแดน ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281113 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตพื้นที่ชายแดน 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตพื้นที่ชายแดน ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 370 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไควสแควร์ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสหสัมพันธ์พหุคูณการถดถอยเชิงพหุแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดของประชาชน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 45.1 รองลงมาอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 42.4 และอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 12.4 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านมีพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก เว้นด้านการควบคุมและกำจัดยุงทางชีวภาพซึ่งอยู่ในระดับน้อย โดยปัจจัย ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-Value&lt;0.05) ได้แก่ รายได้ต่อเดือน แรงสนับสนุนทางสังคม ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรค ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ของการรักษาและป้องกันโรค ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนโดยสามารถคาดทำนายพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ร้อยละ 23 ได้แก่ แรงสนับสนุนทางสังคม (Beta = 0.345, p-value &lt; 0.01) การรับรู้ความรุนแรงของโรค (Beta = 0.113, p-value &lt; 0.05) รายได้ต่อเดือน (Beta = -0.112, p-value &lt; 0.05) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค (Beta = 0.108, p-value &lt; 0.05) และการรับรู้ถึงประโยชน์ของการรักษาและป้องกันโรค (Beta = 0.107, p-value &lt; 0.05) </p> นันท์ปภัทร์ ศรีทองทา, วิราสิริริ์ วสีวีรสิว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281113 Thu, 12 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จังหวัดปราจีนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281056 <p>แม้ว่าทรัพยากรบุคคลจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่าการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับภารกิจที่มีความหลากหลายและซับซ้อน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องอาศัยความรู้ ทักษะ และความสามารถเฉพาะด้าน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นจึงเกิดประเด็นปัญหาว่าบุคลากรของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) มีระดับการพัฒนาสมรรถนะเพียงพอต่อการปฏิบัติงานหรือไม่ และควรมีแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะอย่างไรให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานมากยิ่งขึ้น</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะของบุคลากร 2) เปรียบเทียบสมรรถนะของบุคลากรจำแนกตามปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากร คือ บุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) จำนวน 1,602 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) จำนวน 320 คน กำหนดขนาดโดยคำนวณหาค่าขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหาร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สมรรถนะของบุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านจริยธรรม ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านการบริการที่ดี ด้านความเชี่ยวชาญในงาน และด้านการทำงานเป็นทีม</p> <p> 2) บุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ที่มีเพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน ต่างกันมีสมรรถนะที่แตกต่างกัน</p> <p> 3) แนวทางในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ได้แก่ การจัดอบรมและสัมมนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ การสร้างความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย และการนำเทคโนโลยีมาใช้</p> <p> จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จังหวัดปราจีนบุรี ทำให้บุคลากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) มีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น</p> กุณฑลา ฉวีวรรณ, แสงจิตต์ ไต่แสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281056 Fri, 06 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ของสำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280122 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (รจภ.) 2) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงาน รจภ. จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสื่อที่ใช้กับความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงาน รจภ. และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงาน รจภ. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ บุคลากรสำนักงาน รจภ. จำนวน 360 คน โดยคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป G*Power การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One-Way ANOVA SCHEFFE Chi-Square Cramer’s V และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> <strong>ผลการวิจัย </strong>พบว่า</p> <p> 1) ระดับความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงาน รจภ. อยู่ในระดับมาก ( = 4.06 และ S.D. = .37)</p> <p> 2) จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ อายุการทำงาน ระดับการศึกษา ตำแหน่ง<br />กลุ่มงานภารกิจสนับสนุนสำนักงาน รจภ. ที่แตกต่างกันมีความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแตกต่างกัน</p> <p> 3) สื่อที่ใช้ไม่มีความสัมพันธ์กับความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงาน รจภ.</p> <p> 4) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์กับความตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทิศทางตามกันปานกลาง (r = .43)</p> ขวัญมนัส ศรีเงินยวง, ศรีรัฐ โกวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280122 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 สภาพและปัญหาการดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/293380 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้บริหาร และครูผู้สอน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Morgan วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามขนาดของสถานศึกษาและทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำแนกได้เป็นผู้บริหาร จำนวน 32 คน ครูผู้สอน จำนวน 217 คน รวมทั้งหมด 249 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t-test แบบ Independent Sample ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สภาพการดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นโดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัญหาการดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครขอนแก่นโดยรวมอยู่ในระดับน้อย</p> <p> 2) ผู้บริหารและครูผู้สอน เห็นว่า สภาพและปัญหาการดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครขอนแก่นจังหวัดขอนแก่นโดยรวมแตกต่างกัน</p> สนธยา บำรุง, ยุภาพร โฆษิตพิมานเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/293380 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้ เชิงรุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290013 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 2) ศึกษาแนวทางการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 3) ประเมินแนวทางการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากทั้งโดยรวมและรายด้านทุกด้าน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในสภาพปัจจุบันคือ ด้านการประเมินและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (x̄ = 3.89) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการดำเนินการนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (x̄ = 3.72) สำหรับความต้องการจำเป็นในการพัฒนา พบว่า ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNImodified = 0.28) รองลงมาคือ ด้านการดำเนินการนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (PNImodified = 0.27)</p> <p> 2) แนวทางการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 มีดังนี้ ระยะที่ 1 การเตรียมการ ระยะที่ 2 การพัฒนาครู ระยะที่ 3 การปฏิบัติและนิเทศ ระยะที่ 4 การประเมินและพัฒนา</p> <p> 3) ผลการประเมินแนวทางการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D. = 0.42) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านอรรถประโยชน์ (Utility) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.72, S.D. = 0.38) รองลงมาคือ ด้านความเป็นไปได้ (Feasibility) (x̄ = 4.69, S.D. = 0.41) ด้านความเหมาะสม (Propriety) (x̄ = 4.67, S.D. = 0.44) และด้านความถูกต้อง (Accuracy) (x̄ = 4.65, S.D. = 0.45) ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางการบริหารการนิเทศการศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้จริง และสามารถส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ศุภชัย โถบำรุง; ชณิดา ทัศนิยม, ธัญภัค สารีโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290013 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูอาชีวะสายพันธุ์ใหม่ สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279320 <p> ในการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ 2) ศึกษาระดับสมรรถนะครูอาชีวะสายพันธุ์ใหม่ในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูอาชีวะสายพันธุ์ใหม่ในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และครูสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 233 คน โดยใช้แบบสอบถามมาตรฐานวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพื้นฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ผลการศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) ผลการศึกษาระดับสมรรถนะครูอาชีวะสายพันธุ์ใหม่ในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</p> <p> 3) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูอาชีวะสายพันธุ์ใหม่ในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก โดยมีค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>ซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะผู้นำดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสามารถส่งเสริมสมรรถนะครูได้อย่างชัดเจน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารควรพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลในด้านการสื่อสาร การมีวิสัยทัศน์ และการรู้ดิจิทัล เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของยุคดิจิทัลและเสริมสร้างสมรรถนะของครูอาชีวะสายพันธุ์ใหม่ในทุกด้าน รวมถึงความสามารถในการวิจัยและพัฒนา การสื่อสาร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล</p> ปิยะพงษ์ พรหมบุตร, สุรางคนา มัณยานนท์, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279320 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 สภาพและแนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณ ของวิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280592 <p> งบประมาณเป็นปัจจัยในการบริหารจัดการศึกษาที่สำคัญ การบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ปัจจุบันการบริหารงบประมาณในวิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผลควรมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงบประมาณของวิทยาลัย และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณของวิทยาลัย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เครื่องมือเป็นแบบสอบถามแบบ 5 ระดับ ความเชื่อมั่นเท่ากับ .823 กลุ่มเป้าหมายคือผู้บริหาร ครู และบุคลากรทั้งหมดในวิทยาลัย จำนวน 98 คน ใช้สถิติค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>สรุปผลการวิจัย</p> <ol> <li>การบริหารงานงบประมาณมี 7 ด้าน ในภาพรวมสภาพการบริหารงานงบประมาณของวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือการบริหารการเงิน รองลงมาตามลำดับคือด้านการบริหารบัญชี การระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา การบริหารพัสดุและสินทรัพย์ การจัดทำและเสนอของบประมาณ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดมี 2 ด้าน คือด้านการจัดสรรงบประมาณและด้านการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลและรายงาน</li> <li>แนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณของวิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผล มี 3 ด้านคือ (1) การบริหารความโปร่งใสของการบริหารงบประมาณในสถานศึกษา เน้นการเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วของครู การสร้างกลไกการตรวจสอบ (2) แนวทางพัฒนาการจัดสรรงบประมาณ เน้นการกำหนดเกณฑ์และวิธีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ การสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างกลไกตรวจสอบ (3) แนวทางพัฒนาการจัดทำและเสนอของบประมาณ เน้นให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายสถานศึกษาและกำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดทำขอที่มีความชัดเจน</li> </ol> วิษณุ แรกเรียง, สุรางคนา มัณยานนท์, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280592 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280310 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคกันทรารมย์ ปีการศึกษา 2564 จำนวน 25 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ จำนวน <br />5 แผน 2) แบบทดสอบทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ชนิดแบบจำลองสถานการณ์ จำนวน 5 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า (t-test) แบบไม่อิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ เท่ากับ 81.20/81.53 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> <p> 2) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษจากการจัดการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะในด้านบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนานและการพัฒนาความมั่นใจในการพูด</p> <p> ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยสร้างความสนใจและความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้เสนอแนะให้มีการนำกิจกรรมบทบาทสมมติไปใช้ในวิชาอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในบริบทที่หลากหลายและมีความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนักเรียนมากยิ่งขึ้น</p> สุปัญญา สิมณี, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, ลลินธร กิจธิการกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280310 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาครูมืออาชีพสู่การจัดการเรียนรู้หลักสูตรฐานสมรรถนะ โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279375 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสถานศึกษาฐานสมรรถนะโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อวิเคราะห์ประเด็นเชิงเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะสู่การถอดบทเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ การสัมภาษณ์ แบบสอบถามการสังเกต การประเมินขับเคลื่อน และการถอดบทเรียน กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนนำร่องต้นแบบ จำนวน 3 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 12 คน กรรมการโรงเรียนนำร่องต้นแบบ จำนวน 2 คน ศึกษานิเทศก์จำนวน 8 คน ผู้ทรงวุฒิหรือนักวิชาการ จำนวน 10 คน และนักเรียน จำนวน 12 คน โรงเรียนนำร่องต้นแบบโดยการเลือกแบบเจาะจงรวมจำนวน 42 คน สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบบรรยาย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <ul> <li>การวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกันเป็นรูปแบบ BENJA Model ดำเนินการทดลองการพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับกรอบ E: นวัตกรประกอบการโดยใช้ทุนที่เป็นทรัพยากรในท้องถิ่นมาเป็นแหล่งเรียนรู้ ผลการประเมินความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมภาพรวมการประเมินทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.60, S.D.=0.594) และผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภาพรวมของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ( = 4.50, S.D.=0.597)</li> <li>การพัฒนาครูมืออาชีพสู่การจัดการเรียนรู้หลักสูตรฐานสมรรถนะโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษพบว่ามีจำนวน 5 ประเด็น ได้แก่ 1) แนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาหลักสูตร 2) หลักการสำคัญของหลักสูตร 3) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 4) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5) สมรรถนะหลัก</li> <li>ข้อเสนอแนะสู่การถอดบทเรียนเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน พบว่าเสนอเป็นรูปแบบการศึกษารายกรณี จำนวน 2 ตัวอย่าง ได้แก่ 1) โรงเรียนเกษตรหรรษา และ 2) โรงเรียนภูผาร่าเริง</li> </ul> นิตยา แข่งขัน , ทิพวรรณ พานเข็ม, ปกรณ์ชัย สุพัฒน์, มนัญญา นาคสิงห์ทอง, ทิพย์สุดา กุมผัน, ณัฐกร โต๊ะสิงห์, โชติรส นพพลกรัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279375 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในจังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278536 <p> ในปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตและในการทำธุรกิจมากขึ้น โปรแกรมสำเร็จรูปถูกนำมาใช้ในการทำธุรกิจให้มีความรวดเร็ว สะดวก และช่วยลดเวลา<br />ในการทำงาน ลดความเสี่ยงของการทำผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือ และช่วยในการจัดเก็บข้อมูล<br />อย่างเป็นระเบียบ ปลอดภัย และค้นหาข้อมูลง่ายขึ้น ดังนั้น การเลือกโปรแกรมบัญชีที่ดีและเหมาะสม<br />กับผู้ใช้งานนั้น จึงต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์<br />เพื่อ ศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชีของธุรกิจ SMEs จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs จังหวัดอุดรธานี จำนวน 153 ราย เครื่องมือในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่น (α) เท่ากับ 0.899 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs จังหวัดอุดรธานีตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสามอันดับแรก คือ ด้านผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย ด้านบริการหลังการขาย และด้านราคา ตามลำดับ 2) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี ของธุรกิจ SMEs จังหวัดอุดรธานี พบว่า ด้านราคา และด้านบริการหลังการขายมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี และปัจจัยทั้งสองสามารถร่วมกันพยากรณ์ การตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชีของธุรกิจ SMEs ในจังหวัดอุดรธานี คิดเป็นร้อยละ 34.1 (R<sup>2 </sup>= .341)</p> <p> โดยสรุป ปัจจัยที่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs จังหวัดอุดรธานีตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี สามอันดับแรก คือ ด้านผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย ด้านบริการหลังการขาย และด้านราคา<br />โดยปัจจัยด้านราคา และด้านบริการหลังการขายมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูป</p> กนกอร เมืองดู่, สัมฤทธิ์ ศิริคะเณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278536 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการธุรกิจชุมชนผ่านกระบวนการวิศวกรสังคม: กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาหารประเภทน้ำพริก ไข่เค็ม และการแปรรูปปลา ของอำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281289 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมาและข้อมูลพื้นฐาน 2)ศึกษาสภาพการบริหารจัดการ 3) ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขในการบริหารจัดการ 4) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการบริหารจัดการ 5) ศึกษาสภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของสมาชิก และ 6) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ซื้อที่มีต่อผลิตภัณฑ์และบริการการขาย ซึ่งการศึกษาวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งใช้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาหารประเภทน้ำพริก ไข่เค็ม และการแปรรูปปลาของอำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นชุมชนเป้าหมายหลักของการวิจัยจำนวน 1 ชุมชน 135 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง มีขั้นตอนการวิจัยหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ และแบบสอบถามปลายเปิด ผ่านกระบวนการวิศวกรสังคมคือ ทักษะการคิด การสื่อสาร การประสาน และนวัตกรชุมชน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม แต่เดิมประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพ</p> <p>เกษตรกรรม ประมง เลี้ยงเป็ด เป็นอาชีพหลัก รับจ้าง ทำอาหารตามงานเลี้ยงต่าง ๆ เป็นอาชีพเสริม ต่อมาได้ประยุกต์สูตรอาหารจากปลา กุ้ง จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์จากปลา น้ำพริกแปรรูปจากปลา กุ้ง และผลิตภัณฑ์จากไข่เป็ด 2) สภาพการจัดการของกลุ่ม แต่เดิมเป็นการจัดการกลุ่มในลักษณะเครือญาติ คนในพื้นที่ ๆ ประกอบอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม จนพัฒนาการรวมเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ต่อมาภายหลังหน่วยงานราชการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้แนวปฏิบัติเพื่อดำเนินการจัดการกลุ่มให้เป็นระเบียบชัดเจนขึ้น 3) ปัญหาและแนวทางในการแก้ไขการบริหารจัดการกลุ่ม ได้แก่ วัตถุดิบ แรงงาน กระบวนการตลาด การบริหารจัดการกฎหมายพาณิชย์ การแก้ไขเริ่มจากผู้นำกลุ่มและคณะกรรมการกลุ่มร่วมคิดและแก้ไข ส่วนปัญหาด้านแนวปฏิบัติเชิงวิชาการ กฎหมาย จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแก้ไข 4) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของกลุ่ม ประกอบด้วย ปัจจัยด้านการผลิต การตลาด แรงงาน เงินทุน การบริหารจัดงาน ปฏิสัมพันธ์กับภายนอก การมีส่วนร่วมของสมาชิก ความเป็นผู้นำ และระเบียบข้อบังคับของกลุ่มซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวส่งผลดีต่อการพัฒนากลุ่มอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 5) การศึกษาและการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกจากการบอกเล่าจากแบบที่เห็นถ่ายทอดการเรียนรู้จากคนในครอบครัว คนในชุมชน ผู้นำกลุ่ม และผู้รู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านการอบรม และ 6) ความพึงพอใจของผู้ซื้อต่อสินค้าและบริการของกลุ่ม ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีความพอใจต่อสินค้า และการบริการการขายในระดับดีมาก โดยเฉพาะด้านราคาสินค้าการให้บริการ สถานที่ ความสะดวก ความปลอดภัย ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทุนทางสังคมในพื้นที่ที่มีการร่วมคิดร่วมทำจนเกิดเป็นผลกระทบนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้งสถานการณ์ภาวะปกติ และภาวะวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเท่าทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพของกลุ่มในการที่จะจัดการตนเองได้</p> วิมล หลักรัตน์ , ธันยพงศ์ สารรัตน์, โพธิ์พงศ์ ฉัตรนันทภรณ์ , เอกพิสิฐ คำเอี่ยมรัตน์ , ลัลนา ยุกต์วัฒนพงศ์ , จิตติมา พลศักดิ์ , นนทยา อิทธิชินบัญชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281289 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารท้องถิ่นสุรินทร์ที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหาร ของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนท่าตูม 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281766 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารท้องถิ่นสุรินทร์ ที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 ในแต่ละสัปดาห์ และ 2. เปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารท้องถิ่นสุรินทร์ที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 ในแต่ละสัปดาห์ <br />กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาล<br />ท่าตูม (สนิทราษฎร์วิทยาคม) กลุ่มเครือข่ายการเรียนรู้ท่าตูม 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 จำนวน 1 ห้อง มีนักเรียนจำนวน 19 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร มีความเหมาะสมมากที่สุด และแบบประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .93 เป็นการวิจัยประเภทกึ่งทดลอง ใช้แบบแผนการทดลองแบบ <br />Time Series Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน ด้วยค่าความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารท้องถิ่นสุรินทร์ที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 ในแต่ละสัปดาห์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับสูง 2. เปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารท้องถิ่นสุรินทร์ที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 ในแต่ละสัปดาห์ โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้าน ประกอบด้วย <br />ทักษะการยั้งคิดไตร่ตรอง ทักษะการจดจ่อใส่ใจ และทักษะการวางแผนจัดระบบดำเนินการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบรายคู่ โดยรวมและรายด้าน มีพัฒนาการทักษะการคิด<br />เชิงบริหารแนวโน้มสูงขึ้น</p> กุลณัฐฎา ภูกลาง, นนทชนนปภพ ปาลินทร, ไพฑูรย์ มีกุศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281766 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 การปรับตัวของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281812 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการปรับตัวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการปรับตัวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้กับการปรับตัวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2556 – 2566 ทั้งหมดจำนวน 160 ราย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ทดสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .90 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, t-test, One-way ANOVA และ Pearson Product Moment Correlation Coefficient โดยกำหนดนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษาพบว่า การปรับตัวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของข้าราชการฝ่ายตุลาการ<br />ศาลยุติธรรมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษาและระยะเวลาปฏิบัติงานที่ต่างกัน มีการปรับตัวมีการปรับตัวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ต่างกัน ส่วนเพศ อายุ ประเภทของข้าราชการ รายได้ต่อเดือน และประเทศที่สำเร็จการศึกษาที่แตกต่างกันของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมไม่ทำให้การปรับตัวแตกต่างกัน และความรู้เกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม</p> เวธกา เกษมวงศ์, จุฑาทิพ คล้ายทับทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281812 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแปรรูปอาหารบ้านหนองเข้ากรรม ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281244 <p> การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการกับผลการดำเนินงานของกลุ่ม จะช่วยให้เข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน รวมถึงแนวทางในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่มให้เติบโตอย่างยั่งยืนซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแปรรูปอาหารบ้านหนองเข้ากรรม ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ สมาชิกและคณะกรรมการดำเนินงานกลุ่มผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแปรรูปอาหารบ้านหนองเข้ากรรมจำนวน 30 คน โดยผู้วิจัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครซี่มอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นรวมทั้ง 2 ฉบับเท่ากับ .952 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแปรรูปอาหารบ้านหนองเข้ากรรม ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการกับผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน พบว่า มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ปัญหาและข้อเสนอแนะพบว่า การพัฒนาผู้นำและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแปรรูปอาหารบ้านหนองเข้ากรรมจะช่วยสร้างความยั่งยืนและผลักดันกลุ่มให้เติบโตได้ โดยการส่งเสริมการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การพัฒนาศักยภาพของสมาชิก และการส่งเสริมความคิดริเริ่มเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กลุ่มสามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคต</p> <p> สรุปการศึกษาภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแปรรูปอาหารบ้านหนองเข้ากรรม ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมืองศรีสะเกษ พบว่า อยู่ในระดับมากในทุกด้าน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มอยู่ในระดับสูงเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่า ภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> </p> จิตติมา พลศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281244 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานกับความผูกพันต่อองค์การ ของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281131 <p> ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานที่ทำให้เกิดความสำเร็จต่อองค์การ องค์การจึงต้องคำนึงถึงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่บุคลากร รวมถึงการรักษาบุคลากรให้อยู่กับองค์การโดยทำให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์การซึ่งจะทำให้บุคลากรไม่คิดเปลี่ยนองค์การ แต่หากบุคลากรไม่ได้รับการตอบสนองทางคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่รู้สึกผูกพันต่อองค์การก็จะไม่มีความทุ่มเทให้กับการทำงาน และมีแนวโน้มในการเปลี่ยนงานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อองค์การเนื่องจากเป็นการเสียเวลาและทรัพยากรองค์การ ในการสร้างบุคลากรใหม่มาแทนที่ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 2) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 3) เปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานกับความผูกพันของบุคลากรต่อสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 322 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณทดสอบความแตกต่าง โดยใช้ความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ LSD และทดสอบความสัมพันธ์โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> สรุปผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความภูมิใจในงานและมุมมององค์การต่อสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด</p> <p> 2) ระดับความผูกพันธ์ต่อองค์การของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์โดยรวมในระดับอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านจิตใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด</p> <p> 3) ผลการเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์การตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ด้านอายุ ระดับการศึกษา อัตราเงินเดือน และระยะเวลาที่ปฏิบัติงานที่แตกต่างกันมีคุณภาพชีวิตในการทำงานไม่แตกต่างกัน ยกเว้นปัจจัยด้านหน่วยงานที่สังกัดแตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกัน</p> <p> 4) คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง</p> จิดาภา อยู่จรรยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281131 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารกับความเป็นองค์การ แห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281688 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ 2. ศึกษาความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ปีการศึกษา 2567 โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67 – 1.00 ค่าอำนาจจำแนกของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ระหว่าง .37 - .90 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 และค่าอำนาจจำแนกของความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรม อยู่ระหว่าง .69 - .95 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) ความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ประกายดาว ปาสาบุตร, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, พรรณี สุวัตถี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281688 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารยุคดิจิทัลเพื่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนเบญจลักษ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280528 <p> การวิจัยเรื่อง "ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารยุคดิจิทัลเพื่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนเบญจลักษ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4" มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารยุคดิจิทัลเพื่อการเป็นองค์การแห่ง การเรียนรู้ในกลุ่มโรงเรียนเบญจลักษ์ 2) ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ พื้นที่การวิจัยคือโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างคือครูและบุคลากรในกลุ่มโรงเรียนเบญจลักษ์ จำนวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ระหว่าง .69-.85 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้และการพัฒนาบุคลากร ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัลเพื่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้</p> <p>2) การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารยุคดิจิทัลเพื่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้มีดังนี้ (1) ผู้บริหารควรพัฒนาการสื่อสารวิสัยทัศน์ดิจิทัล (2) ผู้บริหารควรเปิดเวทีให้ครูและบุคลากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (3) ผู้บริหารควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการข้อมูลข่าวสาร (4) ผู้บริหารควรพัฒนาระบบการประเมินผลที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล (5) ผู้บริหารควรสนับสนุนให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชีพ (PLC) เพื่อให้ครูและผู้บริหารร่วมกันแบ่งปันความรู้</p> สุภิชญา เทพนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280528 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280258 <p> สารนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ 2. นำเสนอการพัฒนาการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง คิอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการศึกษา หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ครูผู้ดูแลเด็กและคณะกรรมการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 190 ตัวอย่าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการศึกษา หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ครูผู้ดูแลเด็ก และคณะกรรมการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 10 คน สถิติที่ใช้คือ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1.สภาพปัจจุบันการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านวิชาการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สภาพที่พึงประสงค์ พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านอาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2.การพัฒนาการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พบว่า ด้านการบริหารควรมีการวางแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา ด้านบทบาทหน้าที่บุคลากร ควรจัดทำโครงการฝึกอบรมสม่ำเสมอหรือสนับสนุนให้เรียนต่อ ด้านด้านอาคาร สถานที่ ควรมีระบบการดูแลสุขอนามัยที่ดีเป็นสัดส่วน ด้านวิชาการควรจัดอบรมพัฒนาบุคลากรต่อเนื่อง และด้านการมีส่วนร่วม ควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน</span></p> นพรุจ ขวัญเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280258 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบโดยวิธีการสอนแบบร่วมมือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278566 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา<br />ปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองวารินชำราบ จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก <br />มีค่าเฉลี่ย 4.42 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 มีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง .60 - .81 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .26 - .82 <br />มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />การทดสอบสมมติฐานของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้สูตร t-test </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การบวกและการลบ โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือ พบว่า มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.36/86.74<br />ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การบวกและการลบ โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> วชิรวิทย์ ปากหวาน, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278566 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ความพร้อมของข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรในการเป็นองค์กรดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281499 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพร้อมของข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรในการเป็นองค์กรดิจิทัล 2) เปรียบเทียบความพร้อมของข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรในการเป็นองค์กรดิจิทัล จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ ระดับตำแหน่ง 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกี่ยวกับการเป็นองค์กรดิจิทัลกับความพร้อมของข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรในการเป็นองค์กรดิจิทัล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามที่ผ่านการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟา ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.857 จากข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากร จำนวน 320 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Sampling) ทำการสุ่มตัวอย่างโดยเลือกจากประชากรตามตำแหน่งต่าง ๆ โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบสัดส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t –test การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One–way ANOVA) และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของฟิชเชอร์ (Fisher’s Least Significance Difference: LSD) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากร ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 229 คน คิดเป็นร้อยละ 71.56 มีอายุอยู่ในช่วง 31 -40 ปี จำนวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 33.75 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 211 คน คิดเป็นร้อยละ 65.94 ปฏิบัติงานอยู่ในตำแหน่งนักตรวจสอบภาษี จำนวน 106 คน คิดเป็นร้อยละ 33.13 และมีระดับตำแหน่งปฏิบัติการ จำนวน 110 คน คิดเป็นร้อยละ 34.38</li> <li>ความพร้อมของข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรในการเป็นองค์กรดิจิทัลอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.26</li> <li>ความรู้เกี่ยวกับการเป็นองค์กรดิจิทัลของข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.79</li> <li>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรที่มี เพศ อายุ ตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ และระดับตำแหน่ง ต่างกันมีความพร้อมในการเป็นองค์กรดิจิทัลต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความพร้อมในการเป็นองค์กรดิจิทัล ไม่แตกต่างกัน และพบว่า ความรู้เกี่ยวกับการเป็นองค์กรดิจิทัลมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับความพร้อมของข้าราชการหน่วยงานส่วนกลางกรมสรรพากรในการเป็นองค์กรดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> </ol> นิสสรณ์ ญาณไพศาล, จุฑาทิพ คล้ายทับทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281499 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร ในสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280865 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร 3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค 1 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพของบุคลากรในสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรในสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค 1 จำนวน 330 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One-Way ANOVA และการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ซึ่งกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ระดับ 0.05</p> <p><strong> ผลการวิจัย </strong>พบว่า</p> <p> 1) ระดับแรงจูงใจทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนในภาพรวมมีแรงจูงใจในระดับมาก</p> <p> 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 3) บุคลากรในสำนักงานสรรพากรมีความแตกต่างกันในด้านของเพศ อายุ รายได้เฉลี่ย และระดับการศึกษา มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ส่วนด้านสถานภาพการสมรส พบว่า มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่ไม่แตกต่างกัน</p> <p> 4) ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร</p> จุฑามณี โกสีย์ศิริกุล, ภิรดา ชัยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280865 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ความคาดหวังของพระสังฆาธิการที่มีต่ออำนาจหน้าที่ในการสนองงาน การบริหารกิจการคณะสงฆ์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280802 <p> สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม มีภารกิจในการสนองงานภาครัฐและคณะสงฆ์<br />ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ในปัจจุบันยังขาดความชัดเจนด้านวิธีการสนองงานคณะสงฆ์ให้ตรงตาม<br />ความต้องการและความจำเป็นตามบริบทของพื้นที่ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคิดเห็นของพระสังฆาธิการที่มีต่ออำนาจหน้าที่ในการสนองงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม 2) ความคาดหวังของพระสังฆาธิการที่มีต่ออำนาจหน้าที่ในการสนองงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มในพระสังฆาธิการจังหวัดมหาสารคาม และนำเสนอข้อมูลโดยใช้รูปแบบรายงานเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>พระสังฆาธิการมีความคิดเห็นต่ออำนาจหน้าที่ในการสนองงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม ดังนี้ ด้านการปกครอง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามมีหน้าที่กำกับ ติดตาม การดำเนินงานของคณะสงฆ์ และให้คำปรึกษาชี้แนะการจัดทำเอกสารและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ ด้านการศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม มีหน้าที่ช่วยเหลือ กำกับ ติดตาม ดูแล ประสานงานการศึกษาของคณะสงฆ์ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามมีหน้าที่ดูแลงบประมาณ และประสานการสนับสนุน<br />งานการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์กับหน่วยงานอื่น ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามมีหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกคณะสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านสาธารณูปการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามมีหน้าที่พิจารณา คัดกรอง จัดทำเอกสาร การจัดสรรงบประมาณเพื่อซ่อมแซมศาสนสถาน ด้านสาธารณสงเคราะห์ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามมีหน้าที่ช่วยเหลือให้คำปรึกษาพระสงฆ์ประชาชน และประสานการสนับสนุนงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์กับหน่วยงานอื่น</li> <li>พระสังฆาธิการมีความคาดหวังต่ออำนาจหน้าที่ในการสนองงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม ดังนี้ ด้านการปกครอง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม ควรจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาเป็นที่ปรึกษาหรือให้ความรู้เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ด้านการศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามควรช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และจัดการฐานข้อมูลด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามควรช่วยผู้ที่ขาดโอกาสให้ได้ศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม และประชาสัมพันธ์การศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อเพิ่มช่องทางการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามควรสนับสนุนเครื่องมือ สื่อต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ และจัดหาบุคลากรช่วยคณะสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านสาธารณูปการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามควรช่วยจัดทำเอกสารขอรับงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมบูรณะวัดและศาสนสถาน ด้านสาธารณสงเคราะห์ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม ควรช่วยจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสงเคราะห์อย่างเป็นระบบและถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ</li> </ol> <p> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นความคาดหวังของพระสังฆาธิการต่ออำนาจหน้าที่ในการสนองงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งสามารถนำไปใช้พัฒนาการสนองงานให้สอดคล้องตามความต้องการได้</p> อนุวัฒน์ กันเกษ, วินัย ผลเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280802 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการระบบคุณภาพกับประสิทธิผลโรงเรียน ในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279400 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการระบบคุณภาพ ในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว 2) ศึกษาประสิทธิผลโรงเรียน ในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการระบบคุณภาพกับประสิทธิผลโรงเรียนในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 184 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 176 คน คิดเป็นร้อยละ 95.65 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณ ค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกเป็นราย ระหว่าง .50 - .79 และ .47 - .78 และมีค่าความเชื่อมั่น .97 และ .96 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การบริหารจัดการระบบคุณภาพ ในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>ประสิทธิผลโรงเรียน ในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการระบบคุณภาพกับประสิทธิผลโรงเรียน ในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว โดยรวม มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับมาก (r<sub>xy</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = .961**)</span></li> </ol> ศุภพรชัย ทัดทาน, สุรางคนา มัณยานนท์, สมหมาย สร้อยนาคพงษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279400 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 The Relationship of the Perceptions of the Rector’s Transformational Leadership Behaviors, Work Motivation and Organizational Commitment of Lecturers at Four Buddhist Universities in Myanmar https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278320 <p> The purpose of this quantitative study was to determine whether there was a significant relationship between the perceptions of the rector’s transformational leadership behaviors and work motivation with the organizational commitment held by lecturers working at four Buddhist universities in Yangon, Myanmar, during the academic year 2023-2024. A voluntary sample of 115 lecturers from the four target universities participated in the study. For the data collection, Bass and Avolio’s (1995) Multifactor Leadership Questionnaire, Gagné et al.’s (2015) Multidimensional Work Motivation Scale, and Meyer and Allen’s (1997) Organizational Commitment Questionnaire, were used. The collected data was analyzed by performing descriptive statistics (i.e., means and standard deviations) and correlational analysis. From the data analysis, it was found that:</p> <ol> <li>the rectors’ transformational leadership behaviors were perceived as high;</li> <li>the overall level of lecturers’ work motivation was found to be moderate;</li> <li>the participants’ overall level of organizational commitment was moderate; and</li> <li>there was a significant (α = .05) and weak multiple correlation between the combination of participants’ perceptions of their rectors’ transformational leadership behaviors and work motivation (the independent variables) with their organizational commitment (the dependent variable), with this combination of independent variables accounting for 15% of the variance of the participants’ organizational commitment.</li> </ol> <p>Based on these findings, practical suggestions for future research, and for improving lecturers' level of the study variables, are provided.</p> Jetthasara, Orlando Gonzalez ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278320 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 องค์ประกอบสมรรถนะของผู้ทำบัญชีตามความต้องการ ของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเลย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278248 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะของผู้ทำบัญชีตามความต้องการของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเลย และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะของผู้ทำบัญชีตามความต้องการของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เจ้าของธุรกิจโรงแรมที่บริหารจัดการธุรกิจด้วยตนเองในจังหวัดเลย จำนวน 191 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 1 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สมรรถนะของผู้ทำบัญชีตามความต้องการของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเลย พบว่า องค์ประกอบสมรรถนะของผู้ทำบัญชี ทั้ง 3 ด้าน มีค่าเฉลี่ยระดับความต้องการโดยรวมในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านค่านิยมจรรยาบรรณของผู้ทำบัญชี รองลงมา คือ ด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชีของผู้ทำบัญชี และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความรู้ความสามารถ<br />ของผู้ทำบัญชี</li> <li>ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ที่ดำเนินการวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ ทำการหมุนแกนแบบมุมฉาก ด้วยวิธีวาริแม็กซ์ และกำหนดให้แสดงค่าเฉพาะค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่มีค่ามากกว่า 0.30 ขึ้นไป และดำเนินการตั้งชื่อองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบของสมรรถนะของผู้ทำบัญชีตามความต้องการของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเลย มีจำนวน 12 องค์ประกอบ 50 ตัวแปร สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้ทำบัญชีทั้ง 3 ด้านของผู้ทำบัญชี คือ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านทักษะ<br />ทางวิชาชีพ และด้านค่านิยมและจรรยาบรรณ</li> </ol> วาสนา บุญยะแสน, ทตมัล แสงสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278248 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน การเรียนร่วม โรงเรียนเรียนร่วม สังกัดสำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280953 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาตามมาตรฐานการเรียนร่วม โรงเรียนเรียนร่วม 2) นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อส่งเสริมมาตรฐานการเรียนร่วม โรงเรียนเรียนร่วม สังกัดสำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร โดยศึกษาจากกลุ่มประชากร คือ ข้าราชการครู จำนวน 320 คน จาก 6 โรงเรียน ในปีการศึกษา 2566 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง จากตารางเครจซี่และมอร์แกน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 175 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบสัดส่วนจากนั้นสุ่มอย่างง่าย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูการศึกษาพิเศษ และครูปกติที่ทำการสอนร่วม รวมจำนวน 9 คน โดยการเลือกเฉพาะเจาะจงจากกลุ่มประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มี 2 แบบ คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ โดยสรุปและบรรยายเป็นความเรียง ตามประเด็นมาตรฐานการเรียนร่วม</p> <p> ผลการวิจัย 1) สภาพปัญหาตามมาตรฐานการเรียนร่วม ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู พบว่า มีระดับสภาพปัญหาตามมาตรฐานการเรียนร่วม โดยรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับน้อย เรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการบริหารจัดการเรียนร่วม ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านคุณภาพผู้เรียน ตามลำดับ 2) แนวทางแก้ไขปัญหา จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู พบว่า ควรเพิ่มแหล่งเรียนรู้ให้พอเพียงและมีความหลากหลาย เพื่อสร้างการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคภายใต้ความแตกต่างที่หลากหลาย พร้อมทั้งส่งเสริมการอบรมบุคลากรให้พร้อมในการดูแล</p> สิตีฝาติเม๊าะ ชายเร๊ะ, มีนมาส พรานป่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280953 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281629 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษา ของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ 2. ศึกษาความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง ปีการศึกษา 2567 โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่าง 180 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 7 คน ครูผู้สอน จำนวน 160 คน และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว และความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรม มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ ระหว่าง .51-.79 และ .51-.88 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .97 และ .97 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวม มีภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วอยู่ในระดับมาก</li> <li>ความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวม มีความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวม มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับมาก</li> </ol> กีรติ เสียงใหญ่, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, บังอร สิงห์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281629 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยวิธีการสอนแบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280776 <p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยวิธีการสอนแบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) ให้มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโพธิ์สองห้องวิทยา อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 20 คน ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาโดยการการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงรอบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา จำนวน 3 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 9 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ประกอบด้วย 4 ตอน ได้แก่ ด้านการฟัง ด้านการอ่าน ด้านการพูด และด้านการเขียน เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติ คือ แบบสัมภาษณ์นักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนการประเมินทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 15 คน จากนักเรียนทั้งหมด 20 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ย 33.53 จากคะแนนเต็ม 44 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.21 ของคะแนนเต็ม ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด</p> กชกร ฮาริเน่น, ประสงค์ สายหงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280776 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับสื่อประสมที่มีผลต่อการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278963 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับสื่อประสมที่มีผลต่อการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ หน้าที่พลเมืองชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับสื่อประสม 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับสื่อประสม 4) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเหล่า จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับสื่อประสม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง และ แบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test Dependent Samples และค่า t-test One Sample</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับสื่อประสม ที่มีผลต่อการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 80.16/83.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลการคิดวิเคราะห์จากการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ชนะพันธ์ เปรมศิริวงศ์, นิลรัตน์ โคตะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278963 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนารูปแบบการทำบัญชีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278255 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการพัฒนารูปแบบการจัดทำบัญชีของกลุ่มทอผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 2) ศึกษาความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มทอผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร<br />3) ศึกษาแนวทางการพัฒนารูปแบบการทำบัญชีที่ส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มทอผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สมาชิกของกลุ่มทอผ้า จำนวน 43 ราย เครื่องมือใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนารูปแบบการทำบัญชี ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจ รองลงมา คือ ด้านความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ด้านการวางระบบบัญชีที่เหมาะสม ด้านการเสริมสร้างการจัดทำบัญชี ตามลำดับ</li> <li>ความสามารถในการแข่งขัน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ สามารถสร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ รองลงมา คือ ได้รับการสนับสนุนและเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเพียงพอ สามารถส่งเสริมการตลาด และสามารถบริหารต้นทุนการผลิต ตามลำดับ</li> <li>แนวทางการพัฒนารูปแบบการทำบัญชีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พบว่า ด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจ และด้านการวางระบบบัญชีที่เหมาะสม มีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มทอผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งสองด้าน</li> </ol> นุชรัตน์ วงษาเนาว์, วัลย์จรรยา วิระกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278255 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการทดลอง เรื่อง การแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเทคนิค KWDL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281097 <p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิค KWDL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อการเปรียบเทียบ ทักษะการทดลอง เรื่อง การแยกสารผสมโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิค KWDL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล 1 “บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา” อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองการศึกษาเทศบาลนครบุรีรัมย์ จำนวน 44 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียน ซึ่งมีนักเรียน คละความสามารถเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิค KWDL จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ และ 3) แบบวัดทักษะการทดลอง เป็นแบบอัตนัย จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1) สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติที่ใช้ในการ หาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และ 3) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Dependent t-test</p> <p> ผลการวิจัย สรุปได้ว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิค KWDL มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1</li> </ol> <p> 2. ทักษะการทดลองวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามผลพบว่า ทักษะการทดลองวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้เรียนรู้ตามรูปแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (ร่วมกับเทคนิค KWDL มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะการทดลองวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ยุพาวดี เพียงตา, เทพพร โลมารักษ์, เฉลิมชัย เจริญเกียรติกานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281097 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ หน่วยการเรียนรู้ เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279019 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 รวมถึงเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 คน จากโรงเรียนบ้านละเลิงพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะ หน่วยการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แผนการจัดการเรียนรู้แบบ KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะหน่วยการเรียนรู้เรื่องเศษส่วนที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 77.45/74.35 แสดงให้เห็นว่าแผนดังกล่าวสามารถส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้และทำกิจกรรมได้ตามเป้าหมายทั้งในระหว่างเรียนและหลังเรียนอย่างเหมาะสม</li> <li>การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สะท้อนให้เห็นถึงผลเชิงบวกของกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาความเข้าใจในเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น</li> <li>การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะจากผลการประเมินตามเกณฑ์การคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้ แสดงให้เห็นว่าเทคนิค KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะเป็นแนวทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะที่สำคัญในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิผล</li> </ol> ณัชชา หร่ายขุนทด, นฤมล ภูสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279019 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนเมืองกันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278312 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. ศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองกันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 และ 2. ศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองกันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 172 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 25 คน และครูผู้สอน จำนวน 147 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองกันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก ทักษะที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ รองลงมา คือ ทักษะด้านเทคนิควิธี และทักษะที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอด ตามลำดับ</li> <li>ข้อเสนอแนะการพัฒนาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองกันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 มีประเด็น ที่สำคัญ ดังนี้ 1. ทักษะด้านเทคนิควิธี ผู้บริหารควรมีการระดมความคิดในการทำงาน โดยใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน 2. ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ ผู้บริหารสควรช่วยเหลือ และให้คำแนะนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อครู และ 3. ทักษะด้านความคิดรวบยอด ผู้บริหารควรสามารถคิดแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น</li> </ol> ธัญชนิต ใสขาว, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/278312 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700