วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara <p>วารสารมหาจุฬาคชสาร รับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ การบริหาร การจัดการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และศาสนา ปรัชญา บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ และได้ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Doubleblind Peer Review) ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทรรศน์หรือบทวิจารณ์วรรณกรรม (Review Article) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมและการชำระค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p><strong> อัตราค่าตีพิมพ์</strong> ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ <strong>จำนวน </strong><strong>3,500 บาท</strong>/บทความ </p> <p><strong> การชำระค่าธรรมเนียม</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เจ้าของบทความจะสามารถชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความได้หลังจากได้รับการตอบกลับจากกองบรรณาธิการให้ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งทางกองบรรณาธิการจักได้แจ้งรายละเอียดช่องทางการชำระแก่เจ้าของบทความได้ทราบทางอีเมล์ของท่าน</p> th-TH mcu.gajasa@gmail.com (พระมหาวิศิต ธีรวํโส, รศ.ดร.) mcu.gajasa@gmail.com (กองบรรณาธิการ) Sat, 12 Sep 2026 08:55:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การมีส่วนร่วมของประชาชนวัยทำงานในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังไผ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272425 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนวัยทำงานในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังไผ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนวัยทำงานที่เป็นตัวแทนครัวเรือนต่อหลังคาเรือน เพศชายและเพศหญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ 2,073 หลังคาเรือน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้สูตร ในการคำนวณของ Daniel (2010) โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 1 คน และบวกเพิ่มอีกร้อยละ 5 รวมเป็น 171 คน<br />ผลการศึกษาพบว่า <br />1. การมีส่วนร่วมของประชาชนวัยทำงานในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังไผ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 60.2 <br />2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของประชาชนวัยทำงานในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p - value &lt;0.05) ได้แก่ การศึกษา และแรงจูงใจ ส่วนปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของประชาชนวัยทำงานในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ได้แก่ เพศอายุ อาชีพ รายได้ ระยะเวลาที่อาศัย และความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก<br />3. ผลการศึกษาครั้งนี้ เสนอแนะให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งดำเนินการนโยบายในการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนวัยทำงานในพื้นที่ให้ครอบคลุมและส่งเสริมให้ประชาชนวัยทำงานเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินงานและลดจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกต่อไป<br />4.ผลการวิจัยพบว่าแรงจูงใจต่อการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการมีส่วนร่วมของประชาชนวัยทำงานในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ( r = 0.091 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p - value &lt; 0.01) การได้รับแรงจูงใจจากหน่วยงานต่างๆอย่างต่อเนื่องจะเป็นแรงกระตุ้นและแรงผลักดันที่จะทำให้ประชาชนวัยทำงานในวัยทำงานสนใจ และให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก</p> พิชยารัตน์ สามารถภัทรวีร์, วิราสิริร์ วสีวีรสิว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272425 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ The Relationship Between Transformational Leadership of School Administrators and Motivatio https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281043 <p>การศึกษาต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาคุณภาพให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องการการพัฒนาจากทุกภาคส่วน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาและแรงจูงใจของครูเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 11 คน และครู จำนวน 302 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.937 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และมีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับสูง (r<sub>XY</sub> = 0.669)</p> <p> สรุปผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา และ แรงจูงใจของครู ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษอยู่ในระดับสูงทั้งคู่ ที่น่าสนใจคือ ทั้งสองปัจจัยมีความสัมพันธ์เชิงบวก</p> กิตยาภรณ์ บุญชาลี, พิมล วิเศษสังข์, อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281043 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีในยุคปกติใหม่ (New Normal) ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตเมืองม่วงสามสิบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281538 <p>การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีในยุคปกติใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีในยุคปกติใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา <br />และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีในยุคปกติใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา <br />ในสหวิทยาเขตเมืองม่วงสามสิบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ <br />การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ ครู ในสหวิทยาเขตเมืองม่วงสามสิบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำนวน 313 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan โดยใช้ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น<br />และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ <br />ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Samples t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีในยุคปกติใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) ผู้บริหารสถานศึกษาในขนาดสถานศึกษาที่แตกต่างกัน มีภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีในยุคปกติใหม่ ไม่แตกต่างกัน</p> <p>และ 3) แนวทางการพัฒนา ได้แก่ ควรพัฒนาสมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กำหนดวิสัยทัศน์และแผนกลยุทธ์ที่บูรณาการเทคโนโลยี ควรเป็นผู้นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ใน ควรสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนและเอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ครูมีโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการใช้เทคโนโลยี<br />ในการเรียนรู้และการสอน ควรพัฒนาและจัดหาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ พัฒนาครูให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีที่จำเป็น ควรปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยี พัฒนาตนเอง<br />และให้ความรู้ครู นักเรียน เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และภัยคุกคามทางไซเบอร์ <br />และควรส่งเสริมและสนับสนุนใช้เทคโนโลยีมาบูรณาการในการวัดและประเมินผล</p> สุรเชษฐ์ วิเชียร, สุรางคนา มัณยานนท์, สมหมาย สร้อยนาคพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281538 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจเชิงสุขภาพบริเวณบ่อน้ำพุร้อน ในจังหวัดกระบี่และระนอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282908 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการและสภาพปัญหาของธุรกิจเชิงสุขภาพบริเวณบ่อน้ำพุร้อนในจังหวัดกระบี่และระนอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 18 คน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ 3 คน ภาคเอกชน 5 คน และนักท่องเที่ยวผู้ใช้บริการบ่อน้ำพุร้อน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า ด้านการวางแผน มีการกำหนดแผนงานและเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการมีความเข้าใจในศักยภาพของพื้นที่และมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน แต่ยังมีปัญหาในด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการวิเคราะห์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่องด้านการจัดการองค์กร มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการเอกชนอย่างเป็นระบบ โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนมุ่งเน้นการพัฒนาการบริการและกิจกรรมเชิงสุขภาพ ด้านการนำ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาธุรกิจเชิงสุขภาพและความมุ่งมั่น ในการยกระดับคุณภาพการบริการ ส่วนด้านการขับเคลื่อนธุรกิจ มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้มแข็ง แต่ยังพบปัญหาอยู่บ้างในด้านความเชี่ยวชาญของบุคลากร การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการ การตลาดและการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยังไม่เต็มศักยภาพที่มี สำหรับผลการวิจัยในครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการธุรกิจเชิงสุขภาพบริเวณบ่อน้ำพุร้อน รวมถึงเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่จังหวัดกระบี่และระนองได้ต่อไป</p> นฤมล อินสว่าง, บงกชกร ทองสุก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282908 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 ระบบการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธสำหรับครูสังคมศึกษา ในกลุ่มโรงเรียนวังสะเภา จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279505 <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง ระบบการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธสำหรับครูสังคมศึกษาในกลุ่มโรงเรียนวังมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาอุปสรรคการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษากลุ่มโรงเรียนวังสะเภา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ 2. เพื่อเสนอระบบนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธกลุ่มโรงเรียนวังสะเภา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ 3. เพื่อพัฒนาระบบการดำเนินงานนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธกลุ่มโรงเรียนวังสะเภา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ และ 4.เพื่อประเมินความพึงพอใจระบบการนวัตกรรมการเรียนรู้ตามวิถีพุทธของกลุ่มโรงเรียนวังสะเภา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างการจำนวนสามโรงเรียนได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองโจงโลง โรงเรียนบ้านสะเดา และโรงเรียนบ้านสำเภาลูน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และสอบถาม จำนวน 34 รูปคน ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัญหาอุปสรรคการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษากลุ่มโรงเรียนวังสะเภา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์พบว่า การดำเนินงานคือ 1 ด้านกายภาพ 2) ด้านกิจกรรมพื้นฐานชีวิต 3) ด้านการจัดการเรียนการสอน 4) ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ และ 5) ด้านการบริหารจัดการโรงเรียนทุกๆด้าน การดำเนินการตามอัตลักษณ์ 29 ประการ สู่การเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ</li> <li>ระบบส่งเสริมการเรียนรู้วิถีพุทธกลุ่มโรงเรียนวังสะเภา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ พบว่า ระบบการส่งเสริมการเรียนรู้วิถีพุทธ อยู่ในระดับมากคือ (X̅ = 4.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อจากมากไปหาน้อยพบว่า การจัดการเรียนการสอนควรพัฒนาโดยมีค่าเฉลี่ยที่ (X̅ = 4.90) ด้านกายภาพ (X̅ = 4.87) กิจกรรมพื้นฐานชีวิต X̅ = 4.67) บรรยากาศและปฏิสัมพันธ์และ ด้านการบริหารจัดการ (X̅ = 4.31) </li> <li>พัฒนาระบบการดำเนินงานนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธกลุ่มโรงเรียนวังสะเภา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ พบว่า นำหลักพุทธธรรมเข้ามาบูรณาการเรียนรู้แบบมีภาคปฏิบัติในรายวิชาในการจัดการเรียนการสอนเชื่อมโยงชุมชนให้ได้นวัตกรรมใหม่ โดยใช้หลักศรัทธากับปัญญาของกลุ่ม โรงเรียนทั้งสามตำบลเพื่อให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตนให้มีทักษะในการดำเนินชีวิต เก่ง ดี มีสุข และสามารถนำหลักธรรมคำสอนที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามแผนงานกิจกรรม</li> <li>ประเมินความพึงพอใจต่อระบบการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มโรงเรียนวังสะเภา พบว่า ความพึงพอใจผลการประเมินบริบทที่ที่สอดคล้องกับระบบนวัตกรรมวิถีพุทธของกลุ่มโรงเรียน ระบบการพัฒนานวัตกรรมการรเรียนรู้วิถีพุทธของครูสังคมศึกษานำหลักไตรสิกขาเพื่อมาพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนโดยมีศีล สมาธิและปัญญา</li> </ol> อิสสรพงษ์ ไกรสินธุ์, พระวิเทศพรหมคุณ,รศ.ดร., รศ.ดร.สมชัย ศรีนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/279505 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพื่อการบริหารการเรียนรู้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272374 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพื่อการบริหารการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ปีการศึกษา 2565 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 321 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 301 คน คิดเป็นร้อยละ 93.77 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ลักษณะคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพื่อการบริหารการเรียนรู้ โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพื่อการบริหารการเรียนรู้ โดยรวม มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง และ 3) แนวทางการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพื่อการบริหารการเรียนรู้ มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1) ครูควรให้คำแนะนำ คำปรึกษา สนับสนุนแหล่งการเรียนรู้ และอภิปรายและยกตัวอย่างชัดเจนในแต่ละประเด็น เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้มากขึ้น 2) ครูควรเฉลยผลการกระทำของนักเรียนทันที เพื่อตอบสนองให้นักเรียนทราบว่า ผิดหรือถูก ต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ 3) ครูควรนำเสนอบทเรียนในลักษณะหลากหลายเทคนิค หรือใช้รูปแบบการสอนแตกต่างกัน เช่น วัสดุอุปกรณ์ และสื่อการสอนต่าง ๆ ต้องมีความพร้อมและเพียงพอสำหรับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุด และ 4) ครูควรดำเนินการทดสอบปฏิบัติโดยทำการอัดคลิปวิดีโอส่งผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Google Classroom, Line เป็นต้น</p> จิราภา จรรยา, เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/272374 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/271120 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา และ 2) ศึกษาการพัฒนาการบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และพี่เลี้ยงเด็กพิการ ปีการศึกษา 2566 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 270 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 46 คน และครูผู้สอน จำนวน 216 คน และพี่เลี้ยงเด็กพิการ จำนวน 8 คน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 253 คน คิดเป็นร้อยละ 93.70 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>การพัฒนาการบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา มีข้อเสนอการพัฒนาที่สำคัญ 3 อันดับแรก ดังนี้ 1) โรงเรียนควรจัดสรรงบประมาณในการรองรับในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งภายในภายนอกโรงเรียนให้เอื้ออำนวยกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษอย่างเหมาะสม 2) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูใช้เครื่องมือที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนวิธีการและเกณฑ์การวัด ประเมินผลให้เหมาะสมกับนักเรียนพิการ หรือนักเรียนที่มีความบกพร่อง และ 3) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีนวัตกรรมในการพัฒนาสื่อการสอน รูปแบบในการสอนที่น่าสนใจ โดยเน้นคุณภาพที่เกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ</li> </ol> สุทธิสาร คำหวาน, เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/271120 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290496 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 2) เปรียบเทียบการนิเทศภายใน จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการนิเทศภายใน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู 70 โรงเรียน จำนวน 399 คน โดยกำหนดขนาดตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .96 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติทีและสถิติเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างทำการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี LSD เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) การเปรียบเทียบการนิเทศภายใน 1) จำแนกตามตำแหน่งของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) จำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวม ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวม ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> <p> 3) แนวทางการส่งเสริมการนิเทศภายใน ควรให้การช่วยเหลือครูโดยตรง สนับสนุนทรัพยากร พัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม มอบหมายหน้าที่ชัดเจน กำกับติดตาม ประเมินผล พัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน จัดทีมที่ปรึกษา</p> <p> ผลการวิจัยครั้งนี้มีประโยชน์ทางวิชาการและการบริหารสถานศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา ส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน</p> ณัฐธยาน์ สังข์น้อย, ศักดิ์สิทธิ์ ขัตติยาสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290496 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของพยาบาล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282965 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพยาบาล เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพยาบาล ก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตพื้นที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. 2567 จำนวน 20 คน ด้วยการจับฉลากแบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธี Match-Pair เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง 10 ขั้นตอน โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 16 ครั้ง แผนกิจกรรมแต่ละครั้งจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง และ แบบประเมินแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพยาบาลวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>หลังการทดลอง พยาบาลกลุ่มทดลองมีแรงจงใจในการปฏิบัติงานสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>หลังการทดลอง พยาบาลกลุ่มทดลองมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> จุฑามาศ จำปา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282965 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการบริหารคุณภาพการศึกษาตามหลักการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280446 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพปัจจุบัน ปัญหา และการพัฒนาการบริหารคุณภาพการศึกษาตามหลักการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงาน<br />เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 318 คน <br />มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 300 คน คิดเป็นร้อยละ 94.33 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันการบริหารคุณภาพการศึกษาตามหลัก PMQA มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) ระหว่าง .48-.82 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 และปัญหาการบริหารคุณภาพการศึกษาตามหลัก PMQA <br />มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) ระหว่าง .47-.81 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันการบริหารคุณภาพการศึกษาตามหลัก PMQA โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ปัญหาการบริหารคุณภาพการศึกษาตามหลัก PMQA โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>การพัฒนาการบริหารคุณภาพการศึกษาตามหลัก PMQA ผู้บริหารควรสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายทั้งบุคลากรภายในและภายนอก มีการกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือระดมสมองร่วมกันในการพัฒนาระบบการปฏิบัติงานงาน มีการวิเคราะห์ปัจจัยทั้งภายในและภายนอก (SWOT Analysis) มาใช้ประกอบการวางแผนจัดทำแผนปฏิบัติงานประจำปีทุกสิ้นปีการศึกษา และควรนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน</li> </ol> เพ็ญโฉม โอสาน, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, วิภา ปัญญานุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/280446 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การดำเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290495 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ครู จำนวน 53 คน และกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 11 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็กโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.41 อยู่ในระดับ มาก ครอบคลุมทุกกระบวนการ และมีส่วนร่วมจากครู ชุมชน และภาคีเครือข่าย</p> <p> 2) การพัฒนาการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็ก การพัฒนาการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็กมีความก้าวหน้าครอบคลุม 7 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดมาตรฐานการศึกษาและเป้าหมายผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) การจัดทำแผนพัฒนาเชิงกลยุทธ์เชื่อมโยงกับมาตรฐานการศึกษา 3) การดำเนินงานตามแผนด้วยการแต่งตั้งบุคลากรและติดตามผล 4) การประเมินผลการศึกษาและจัดอบรมเพื่อสร้างเครื่องมือประเมิน 5) การติดตามผลการดำเนินการโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการ 6) การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) และ 7) การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องด้วยการนำผลการประเมินมาปรับปรุงการศึกษา</p> นวลปรางค์ พองนวล, สุภาพ วิเศษศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290495 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสตรีกับประสิทธิภาพการสอนของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277683 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสตรีในโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการสอนของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสตรีกับประสิทธิภาพการสอนของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสตรี และครู จำนวน 261 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 246 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 94.25 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 และ .96 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสตรีในโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ภาวะผู้นําแบบความร่วมมือ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ภาวะผู้นําแบบการสั่งงาน อยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิภาพการสอนของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการส่งเสริมให้นักเรียนประสบความสำเร็จ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสตรีกับประสิทธิภาพ การสอนของครูในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับมาก</p> หทัยรัตน์ ทุมวงศ์, สุรางคนา มัณยานนท์, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277683 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281130 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหูคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคล โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) สมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคล สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา มีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณ เท่ากับ .938 และร่วมกันพยากรณ์ได้ ร้อยละ 87.90</p> ธิดารัตน์ ลาโสพันธ์, เกษกนก วรรณวัลย์, เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/281130 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืนตามห่วงโซ่คุณค่าภายใต้แนวคิด BCG : กรณีศึกษาชุมชนบ้านหนองสาด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282967 <p>การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืนตามห่วงโซ่คุณค่าภายใต้แนวคิด BCG: กรณีศึกษาชุมชนบ้านหนองสาดโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญา และวิเคราะห์ศักยภาพเชิงระบบของชุมชนบ้านหนองสาด 2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนบ้านหนองสาดสู่การเป็นต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด BCG 3) เพื่อกำหนดการพัฒนาชุมชนต้นแบบตามความเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าสู่การเป็นต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด BCG เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมายคือ เครือข่าย “บวร” ของชุมชนบ้านหนองสาดรวม 60 คน และการสัมภาษณ์จำนวน 10 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า</p> <p> 1) ผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญา และวิเคราะห์ศักยภาพเชิงระบบของชุมชนบ้านหนองสาด พบว่า ระยะต้นน้ำ (แหล่งที่มาของวัตถุดิบ) แบ่งได้ 2 ประเภท คือ เก็บเกี่ยวได้ปกติ และเก็บเกี่ยวได้ตามฤดูกาล ประเภทเก็บเกี่ยวได้ปกติ เช่น เห็ดนางฟ้า ปลาดุก มะนาว กระเจี๊ยบ เป็นต้น และประเภทเก็บเกี่ยวได้ตามฤดูกาล เช่น เห็ดปลวก เห็ดเผาะ เห็ดผึ้งขม หน่อไม้ ไข่มดแดง จักจั่น แมงกระชอน และแมงกินูน เป็นต้นระยะกลางน้ำ (กระบวนการ หรือมีองค์ความรู้แปรรูปได้) คือ ทักษะการทำอาหารอีสาน ทักษะการทำขนมจีบ ทักษะการทำกระเจี๊ยบ และน้ำผลไม้อื่นๆ ทักษะการทำแหนมเห็ด ทักษะการทำหมูแดดเดียว ทักษะการทำหมูทุบ และทักษะการทำน้ำตกเทียม เป็นต้น ระยะปลายน้ำ (การที่สินค้าหรือบริการนั้น ไปถึงมือผู้บริโภค หรือการตลาด) คือ เฟซบุ๊คโรงเรียนบ้านหนองสาดโนนเจริญ ร้านค้าในชุมชน และบุคลากรที่มีทักษะด้านคอมพิวเตอร์</p> <p> 2) ผลการศึกษาของชุมชนบ้านหนองสาดสู่การเป็นต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด BCG โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <em>= </em>4.21, S.D =0.66) </p> <p> 3) การพัฒนาชุมชนต้นแบบตามความเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าสู่การเป็นต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด BCG พบว่า ประกอบด้วยองค์กรหลักๆ 5 องค์กร คือ โรงเรียนบ้านหนองสาดโนนเจริญ ชุมชนบ้านหนองสาด วัดบ้านหนองสาด กลุ่มโรงเรียนโครงสร้างสรรค์มั่นคง และมหาวิทยาลัย องค์กรหลักๆ 5 องค์กร มีหน้าที่ร่วมกัน คือ การขับเคลื่อนของเครือข่ายชุมชนบ้านหนองสาดสู่การเป็นต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด BCG</p> ประดิษฐ์ วงศ์สุวรรณ, พัชรา ปราชญ์เวทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/282967 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนกลุ่มอำเภอศรีธาตุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277289 <p>บทความนี้นี้มีวัตถุประสงค์ 1) .เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนกลุ่มอำเภอศรีธาตุสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 2) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนกลุ่มอำเภอศรีธาตุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แนวคิด การบริหารตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือโรงเรียนกลุ่มอำเภอศรีธาตุสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 186 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ด้วยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ตามสัดส่วนของจำนวนผู้บริหารสถานศึกษาและครูด้วยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อมีค่า IOC ระหว่าง 0.67 ถึง1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.909 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1.การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนในกลุ่มอำเภอศรีธาตุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.02, S.D.=0.39) เรียงลำดับจากมากไปน้อย คืองานบริหารงบประมาณ ( =4.03, S.D.=0.40) รองลงมาคืองานบริหารวิชาการ ( =4.03, S.D.=0.44) งานบริหารทั่วไป ( =4.02, S.D.=0.44) และงานบริหารงานบุคคล ( =4.00, S.D.=0.41)</p> <p> 2. แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนในกลุ่มอำเภอศรีธาตุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 พบว่า งานบริหารวิชาการคือ จัดทำหลักสูตรบูรณาการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับทุกวิชา คิดเป็นร้อยละ 30.56 งานบริหารงบประมาณคือใช้งบประมาณให้ได้ผลผลิตเพื่อจำหน่ายและนำเงินมาหมุนเวียนในโครงการ คิดเป็นร้อยละ 27.08 งานบริหารงานบุคคลคือใช้หลักการมีเหตุผล ในการบริหารงานบุคคล วางคนที่มีความรู้ตรงกับงานที่ได้รับมอบหมาย คิดเป็นร้อยละ 24.40 บริหารงานทั่วไป คือพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ปรับปรุงพื้นที่ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง คิดเป็นร้อยละ 36 </p> <p> </p> อนุชา ธรรมศิริ, สุรศักดิ์ หลาบมาลา, อมรทิพย์ เจริญผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277289 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283489 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพทีพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของรูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ และ 2)สร้างตรวจสอบยืนยันและประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 238 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้สัมภาษณ์ จำนวน 6 คน จากสถานศึกษาที่มีผลงานดีเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยสภาพปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่น 0.976 และสภาพที่พึงประสงค์ 0.949 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> ผลการวิจัย</strong>พบว่า</p> <p> 1.สภาพปัจจุบันของการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นลำดับสูงสุด ได้แก่ ความรู้พื้นฐานในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบ</p> <p> 2.รูปแบบการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิด 2) วัตถุประสงค์ 3) วิธีการดำเนินการ 4) แนวทางการประเมิน และ 5) เงื่อนไขความสำเร็จ และผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> ยุทธชัย แสงชาติ, เสน่ห์ คำสมหมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283489 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการเป็นองค์การ แห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 1 ศรีเมืองอุบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/285018 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของ Ash and Persall (2000) และแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ Marquardt (2011) เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 1 ศรีเมืองอุบลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 <br /> กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอน ในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 1 ศรีเมืองอุบล จำนวน 215 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มกลุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามขนาดโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 1. แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 20 ข้อ และ 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ จำนวน 30 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านการทำงานเป็นทีมอยู่ในระดับปานกลาง</p> ภาณุพงศ์ โคกลือชา , เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, สิทธิพร นิยมศรีสมศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/285018 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 โปรแกรมเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283589 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพ</p> <p>ปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น ของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบยืนยันความเหมาะสม ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ ของโปรแกรมเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 200 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้สถานศึกษาเป็นหน่วยในการสุ่ม แต่ละสถานศึกษากำหนดผู้ให้ข้อมูล 2 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูวิชาการ รวม 6 คน มาจากสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยสภาพปัจจุบันมี ค่าความเชื่อมั่น 0.967 และสภาพที่พึงประสงค์ 0.949 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> </p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p> 1) สภาพปัจจุบันของคุณลักษระที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครู โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นสูงที่สุด ได้แก่ คุณลักษณะด้านความรู้ความเข้าใจดิจิทัล</p> <p> 2) โปรแกรมเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครู มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) วิธีการพัฒนา และ 5) การวัดและประเมินผล และผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรมเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> อนุวัตร เอกสันต์, เสน่ห์ คำสมหมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283589 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/274107 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศึกษาข้อเสนอการพัฒนาการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรด้านการศึกษา และบุคลากรศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ปฏิบัติงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 127 คน ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ (r) ระหว่าง .44 - .79 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ครู/ผู้ดูแลเด็ก ให้การดูแล และจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการเล่นเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย รองลงมา คือ คุณภาพของเด็กปฐมวัย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การบริหารจัดการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามลำดับ 2. ข้อเสนอการพัฒนาการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีข้อเสนอการพัฒนาที่สำคัญ คือ 1) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรร่วมมือกันกำหนดยโยบายในการจัดการศึกษาของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นไปตามสภาพปัจจุบันและควรคำนึงถึงสภาวะการณ์ในอนาคต 2) ครู/ผู้ดูแลเด็ก ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และ 3) ครู/ผู้ดูแลเด็ก ควรมีการสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโตพฤติกรรม พัฒนาการต่าง ๆ ของเด็กไว้เป็นปัจจุบันและเป็นระบบ</p> ชนกรฑ์ ฐิตะสาร, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, ฐิติมา โกศัลวิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/274107 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารการศึกษาตามหลักการ POSDC ตามการรับรู้ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290460 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารการศึกษาตามหลักการ POSDC 2) เปรียบเทียบการบริหารการศึกษาตามหลักการ POSDC และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารการศึกษาตามหลักการ POSDC ตามการรับรู้ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ในจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณทั้งสิ้น จำนวน 340 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สัมภาษณ์ คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติทดสอบที และสถิติทดสอบเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารการศึกษาตามหลักการ POSDC ตามการรับรู้ของครู อยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบการบริหารการศึกษาตามหลักการ POSDC จำแนก ดังนี้ 1) เพศ 2) อายุ 3) ประสบการณ์การทำงาน และ 4) ขนาดสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาการบริหารการศึกษาตามหลักการ POSDC ต้องให้ความสำคัญในการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพควรยึดหลัก POSDC และปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยเน้นการมีส่วนร่วม การใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องทุกด้าน ตั้งแต่การวางแผน การจัดองค์กร การบริหารงานบุคลากร การอำนวยการ และการควบคุม เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในการพัฒนา</p> วรรณิกา แผ่นทอง, สุพจน์ แสงเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290460 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/296772 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลต่อความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่จำนวน 373 คน คำนวณจากสูตรของทาโร ยามาเน่ (1973) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.930 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน ใช้ t–test การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว การทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการ LSD ของฟิชเซอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า:</strong></p> <ol> <li> คุณภาพการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านสารสนเทศมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการ ด้านระบบ และด้านเทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด</li> <li>การเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชน พบว่า ด้านเพศ อายุ อาชีพ และระดับการศึกษา แสดงความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05</li> </ol> พิชยุตม์ กิตติภาณุวงศ์, อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ, ปกรณ์ ปรียากร , สุดสันต์ สุทธิไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/296772 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 กลไกการอนุรักษ์และส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาของวัดป่า โนนสวรรค์ ตำบลเทอดไทย อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283118 <p> การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาการอนุรักษ์และส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาของวัดป่าโนนสวรรค์ ตำบลเทอดไทย อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด (2) ศึกษาบริบทการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางเชิงกลไกในการอนุรักษ์และส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ฯ ใช้การทบทวนเอกสารควบคู่การสัมภาษณ์ภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การอนุรักษ์‑ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ฯ เริ่มจากการสร้าง “กัลยาณมิตร” อาศัย ปรโตโฆสะ กระตุ้น โยนิโสมนสิการ จนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต หลักสัปปายะ ๔ — เสนาสัปปายะ บุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ และ ธัมมสัปปายะ — ถูกนำมาปรับใช้ภายใต้กรอบพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และกฎมหาเถรสมาคม โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำ</p> <p> บริบทสำคัญประกอบด้วย (1) สภาพแวดล้อมร่มรื่น เงียบสงบ (2) อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ (3) บุคลากรผู้ประพฤติธรรมและใฝ่รู้ (4) กิจกรรมพัฒนาพระภิกษุสามเณร ประชาชน เด็ก‑เยาวชน และ (5) ระบบบริหารจัดการสอดคล้องหลักธรรมวินัย </p> <p> กลไกการขับเคลื่อนเน้นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ๖ ด้าน ได้แก่ สภาพแวดล้อม พุทธศาสนพิธี สื่อวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ กิจกรรมวิชาการ และเครือข่ายภาคี การเชื่อมโยงเครือข่ายภายในจังหวัดร้อยเอ็ดและระหว่างชุมชนเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การคุ้มครอง‑ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น และสร้างค่านิยมด้านสื่อวัฒนธรรมภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</p> พระนำเกียรติ วิสุทโธ, พระครูภาวนาพัฒนบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/283118 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณ หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ รายวิชาวิทยาการคำนวณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/284376 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์แนวทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) 2) สร้างและประเมินชุดการเรียนรู้ 3) ทดลองใช้ชุดการเรียนรู้ และ 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียน เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง มี 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเนินดินแดงฯ จังหวัดจันทบุรี จำนวน 30คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้การวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบชุดการเรียนรู้ 2) แบบสัมภาษณ์ 3) แบบวัดทักษะการคิดเชิงคำนวณ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทดสอบที</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) จากการสังเคราะห์ข้อมูลบทสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ การจัดการเรียนรู้มีลักษณะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีกิจกรรมหลากหลาย บูรณาการรายวิชา ส่งเสริมทักษะการค้นคว้า วิเคราะห์ สังเคราะห์ และพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 2) ชุดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 81.27/81.53 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 3) ชุดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณ มีผลการเปรียบเทียบทักษะ การคิดเชิงคำนวณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อชุดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> </p> ธนาธิป นามีผล, สวัสดิ์ชัย ศรีพนมธนากร, ชวนพบ เอี่ยวสานุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/284376 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/286996 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน 2) ศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน 4) นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก กลุ่มตัวอย่างได้แก่ครู สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก จำนวน 364 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .987 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวก ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก พบว่า 1) ผู้บริหารจะต้องมีภาวะผู้นำดิจิทัลและสามารถใช้แพลตฟอร์มหรืออุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนในยุคปัจจุบัน 2) ผู้บริหารสามารถบริหารงานได้ทันเหตุการณ์ รู้จักเรียนรู้ ปฏิบัติ และลงมือ และ 3) มีการจัดอบรมและพัฒนาผู้บริหารให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะในการสืบค้น ประเมิน และเลือกใช้ข้อมูลสารสนเทศดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> นิศาชล คงแพทย์, มีนมาส พรานป่า, เบญจวรรณ ศรีมารุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/286996 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขนาดเล็ก ตามการรับรู้ของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290490 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ1) ศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามการรับรู้ของผู้บริหารและครู 2)เปรียบเทียบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามการรับรู้ของผู้บริหารและครู จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง ระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงานของผู้ตอบแบบสอบถาม 3) ศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามการรับรู้ของผู้บริหารและครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ได้จำนวน 109 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่น .924 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยใช้การทดสอบรายคู่ด้วยวิธี LSD กลุ่มเป้าหมาย 15 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้ดูแลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แบบสัมภาษณ์เป็นแบบกึ่งโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามการรับรู้ของผู้บริหารและครู โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการส่งต่อนักเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด</li> <li>2. การเปรียบเทียบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามการรับรู้ของ</li> </ol> <p>ผู้บริหารและครู จำแนกตามเพศ พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่จำแนกตามตำแหน่ง</p> <p>ระดับการศึกษา และประสบการณ์พบว่าไม่แตกต่างกัน</p> <ol start="3"> <li>3. ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ ควรพัฒนาระบบสารสนเทศผลการคัดกรองนักเรียนที่เป็นปัจจุบันและจัดเก็บอย่างมีระบบ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะสังคม การควบคุมตนเองและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ทั้งควรบันทึกและติดตามผลรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้บุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอกองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา</li> </ol> ศลิษา สิงห์สุข, ศักดิ์สิทธิ์ ขัตติยาสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290490 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลเรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่มีต่อวิถีชีวิตของคนในตลาดสด ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277958 <p> การวิจัยเรื่อง “อิทธิพลเรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่มีต่อวิถีชีวิตของคนในตลาดสด ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์” มี 3 วัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักคำสอนเรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติเรื่องบุญตามหลักศาสนพิธีของคนในตลาดสดตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลการทำบุญที่มีต่อวิถีชีวิตของคนในตลาดสดตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาเชิงเอกสาร และเก็บข้อมูลการศึกษาภาคสนาม ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง แล้วนำเสนอเชิงพรรนณาวิเคราะห์</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <p> คำว่า “บุญ” ในพระพุทธศาสนา คือ ความดีที่บุคคลทำแล้วทำให้ฟูใจขึ้น เป็นเครื่องชำระสันดานบุคคลจากบาป เป็นความดี เป็นความสุข ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และจิตใจ บุญนี้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาคุณภาพจิตบุคคลให้สูงขึ้น บุญมีความสำคัญทั้งระดับปัจเจกบุคคล คือ การมีสุขภาพดี ระดับสังคม คือ สงบสุข เศรษฐกิจ คือ การใช้ชีวิตพอเพียง การปกครอง คือ สังคมแห่งสันติสุข บุญมี 3 ประเภท คือ บุญทางกาย บุญทางวาจา บุญทางใจ ที่ตั้งแห่งการทำบุญเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ มี 3 อย่าง คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญจิตภาวนา อานิสงส์ของการทำบุญในพระพุทธศาสนา มี 3 ระดับ คือ (1) ประโยชน์สุขปัจจุบัน คือ เพื่อให้เกิดลาภบริวาร (2) ประโยชน์สุขที่สูงขึ้น คือ พัฒนาระดับจิตที่สูงขึ้นไป และ (3) ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิต</p> <p> แนวปฏิบัติเรื่องบุญตามหลักศาสนพิธีของคนในตลาดสดตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า หลักศาสนพิธีเกี่ยวกับบุญมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตชุมขน 4 ด้าน คือ (1) ด้านวิถีชีวิต ได้แก่ คนในชุมชนมีการทำบุญในรูปแบบต่างๆ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน ทอดกฐินประจำปี การทำบุญผ้าป่าสามัคคี เป็นต้น (2) ด้านการถวายทานในเทศกาลต่าง ๆ (3) ด้านการรักษาศีล ได้แก่ สมาทานศีล 5 ศีล 8 (4) ด้านการเจริญปัญญา ได้แก่ การเจริญจิตภาวนาในวิถีชีวิต และการฟังเทศน์ในโอกาสต่าง ๆ</p> <p> อิทธิพลการทำบุญที่มีต่อวิถีชีวิตของคนในตลาดสดตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า การทำบุญมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนในตลาดสด ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ใน 5 ด้านคือ (1) การทำบุญมีอิทธิพลในด้านวิถีชีวิตของบุคคลในชุมชน ได้แก่ แนวคิดเรื่องบุญนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อในการทำความดี คือ เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป (2) บุญมีอิทธิพลในด้านครอบครัว ได้แก่ ครอบครัวใดชอบทำบุญ ครอบครัวนั้นมีแต่ความสงบสุข พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก (3) การทำบุญมีอิทธิพลในด้านสังคม ได้แก่ สังคมใดมีสมาชิกชอบทำบุญ สังคมนั้นจะมีความเกื้อกูลกันในด้านต่าง ๆ เป็นสังคมแห่งการพึ่งพาอาศัย (4) บุญมีอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ อิทธิพลของบุญทางอ้อม คือ การกระตุ้นทางเศรษฐกิจในชุมชน (5) บุญมีอิทธิพลในด้านการปกครอง ได้แก่ เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชน และช่วยในการปกครองให้มีความสงบเรียบร้อย</p> พระมหาจิตรกร จิตฺตสํวโร, ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม, พระครูใบฎีกาเวียง กิตฺติวณฺโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277958 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ในวิชาชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277182 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา 2. เพื่อเปรียบเทียบการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา</p> <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (𝑥̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1.นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยจำแนกรายด้านตามแนวคิดของ Klopfer (1971) พบว่านักเรียนมีคะแนนด้านความรู้ความจำมากที่สุดเท่ากับ 63.45 2. นักเรียนมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาตามกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์จำแนกเป็นรายด้าน พบว่ามีคะแนนพัฒนาการและค่าความต่างร้อยละในขั้นการค้นพบคำตอบมีคะแนนพัฒนาการและค่าความต่างร้อยละสูงที่สุด</p> ศราวุธ วงษ์แก้ว, นพมณี เชื้อวัชรินทร์, เชษฐ์ ศิริสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277182 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดเก็บซะกาตที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการ กองทุนซะกาตของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/296777 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดเก็บซะกาตของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย 2) ประสิทธิภาพการจัดการกองทุนซะกาตของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย 3) การใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดเก็บซะกาตที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการกองทุนซะกาตของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริจาคและผู้มีสิทธิรับซะกาต จำนวน 322 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong> ผลการศึกษาพบว่า</strong>:</p> <p> 1.การใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดเก็บซะกาต โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามค่าเฉลี่ย ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักความโปร่งใส และด้านหลักการมีส่วนร่วม</p> <ol start="2"> <li>ประสิทธิภาพการจัดการกองทุนซะกาต โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามค่าเฉลี่ย ได้แก่ ด้านคุณภาพ ด้านค่าใช้จ่าย ด้านเวลา และด้านปริมาณ</li> <li>การใช้หลักธรรมาภิบาลสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพในการจัดการกองทุนซะกาตได้ร้อยละ 71.9 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความคุ้มค่า และด้านหลักนิติธรรม ตามลำดับ</li> </ol> อัฟนาน อาแวยาเลาะ, อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ, ปกรณ์ ปรียากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/296777 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/296774 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 2) การพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร และ 3) การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร ยามาเน่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ด้านการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและการประเมินผล และด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผนหรือออกแบบหรือตัดสินใจ ตามลำดับ 2) การพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านการบริการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ด้านการออกแบบ และด้านการมีส่วนร่วม ตามลำดับ 3) ปัจจัยการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ โดยตัวแปรดังกล่าวสามารถพยากรณ์การพัฒนาคุณภาพสวน 15 นาที ของเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ได้ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 27.5</p> จุฑามาศ ปิจวงค์, ประสาน บุญโสภาคย์, อรพิน ปิยะสกุลเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/296774 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การเมืองเมียนมากับผลกระทบต่อไทย พ.ศ.2564-2567 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/286814 <p> การศึกษาผลกระทบของวิกฤตการเมืองเมียนมาที่ส่งต่อมายังไทย และศึกษาบทบาทของรัฐบาลไทย<br />ในการรับมือและตอบสนองต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาทางการเมืองในเมียนมา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-dept Interview) จำนวน 3 ท่าน จากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายทหาร และฝ่ายภาคประชาสังคม และการเข้าร่วมงานประชุมวิชาการ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ภาพรวมสถานการณ์ในเมียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564-2567 หลังจากกองทัพเมียนมา<br />ทำรัฐประหาร ก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวางจากประชาชน กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ และกลุ่มต่อต้าน อีกทั้งเกิดแรงกดดันจากประชาคมโลกที่ใช้มาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลทหาร ทำให้เมียนมาตกอยู่ภายใต้การแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ อีกทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง<br />ซึ่งแนวโน้มสถานการณ์การเมืองในเมียนมาในปี 2568 ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความรุนแรงต่อเนื่อง</p> <p> 2) ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตการณ์ในเมียนมาใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่<br />1) มิติด้านการเมือง 2) มิติด้านความมั่นคง 3) มิติด้านเศรษฐกิจ และ 4) มิติด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่บทบาทของประเทศไทยทั้ง 3 รัฐบาล ระหว่างปี พ.ศ.2564-2567 มีแนวทางดำเนินนโยบายดังนี้<br />1) รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ใช้นโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา เน้นการทูตแบบปิดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและป้องกันการเผชิญหน้าโดยตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา 2) รัฐบาลเศรษฐาเน้นความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการทูตเชิงรุกภายในกรอบอาเซียน โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีบทบาทที่ชัดเจนและเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคมากขึ้น และ 3) รัฐบาลแพทองธาร มุ่งเน้นการทูต<br />เชิงเศรษฐกิจควบคู่กับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีพหุภาคี แต่ยังขาดกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการยกระดับบทบาทไทยในวิกฤตเมียนมา และขาดความเชื่อมั่นในการบริหารหรือการจัดการปัญหาที่ต้องพึ่งพาประเทศที่สามเข้ามาช่วยเหลือ</p> <p> 3) ผู้วิจัยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ทั้งสามรัฐบาลมีแนวโน้มร่วมที่สำคัญคือ ความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายต่อเมียนมา ที่มุ่งเน้นต่อผลประโยชน์แห่งชาติในระยะสั้น ภายใต้กรอบของการจัดการผลกระทบ มากกว่าการมีบทบาทเชิงรุก เนื่องจากการเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากปัจจัยภายในและภายนอก นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ในสถานะที่ให้น้ำหนักกับหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน</p> ชนิสรา ด้วงกลัด, วันวิชิต บุญโปร่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/286814 Sat, 12 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290580 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้หลักการวิจัยและพัฒนา ซึ่งดำเนินการวิจัย 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 333 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเรียนรู้ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นสามารถเรียงลำดับ ได้ดังนี้ <br />ลำดับที่ 1 การสร้างวัฒนธรรมเรียนรู้แบบนำตนเอง ลำดับที่ 2 การสร้างการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ลำดับที่ 3 การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการศึกษา ลำดับที่ 4 การใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนรู้ และลำดับที่ 5 การส่งเสริมสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ 2. โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 โมดูล คือ โมดูลที่ 1 การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบนำตนเอง โมดูลที่ 2 การสร้างการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม โมดูลที่ 3 การส่งเสริมสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ โมดูลที่ 4 การใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนรู้ และโมดูลที่ 5 การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนา ใช้หลักการพัฒนา70:20:10 และวิธีการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเรียนรู้ 3 วิธี คือ 1) การฝึกอบรม 2) การสอนงาน และ 3) การเรียนรู้จากประสบการณ์ ผลการประเมินโปรแกรม พบว่า โปรแกรมมีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> นงลักษณ์ บุตรพรม, ธัชชัย จิตรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาจุฬาคชสาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/290580 Wed, 23 Sep 2026 00:00:00 +0700