การพัฒนานวัตกรรมการพยาบาล “มาเบิ่งเด้อ” สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส โรงพยาบาลน้ำโสม
คำสำคัญ:
นวัตกรรม, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, ยาต้านไวรัสบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนานวัตกรรม "มาเบิ่งเด้อ" และประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมดังกล่าวในผู้ป่วยเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส ในโรงพยาบาลน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สร้างและพัฒนานวัตกรรม เป็นการวิจัยและพัฒนา ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการ ทบทวนวรรณกรรม ยกร่างนวัตกรรม ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ทดลองใช้ และพัฒนานวัตกรรม ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรม เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แห่งหนึ่ง จำนวน 45 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณจากโปรแกรม G* Power Analysis เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นวัตกรรมการพยาบาล “มาเบิ่งเด้อ” แบบบันทึกผลปริมาณไวรัสเอชไอวี ในเลือดของผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV viral load) และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อ เอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed ranks test
ผลวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรม “มาเบิ่งเด้อ” 1 ชุด ประกอบด้วย วงล้อวงกลมแบ่งระดับสีของผลปริมาณไวรัส เอชไอวี ในเลือด (HIV viral load) ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และมีแผ่นอธิบายการปฏิบัติตัวของสีแต่ละสี ได้แก่ สีเขียวคือกลุ่มดี สีเหลืองคือกลุ่มเสี่ยง สีแดงคือกลุ่มดื้อยา และบทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย ในแต่ละระดับสี 2) หลังใช้นวัตกรรม “มาเบิ่งเด้อ” ผลปริมาณไวรัส เอชไอวีในเลือดของผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV viral load) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (p<.001) 3) หลังใช้นวัตกรรม “มาเบิ่งเด้อ” ค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับสูง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p <0.05)
จากผลการศึกษาดังกล่าว นวัตกรรม "มาเบิ่งเด้อ" ควรได้รับการบูรณาการเข้าสู่โปรแกรมการให้ความรู้แก่ผู้ใช้บริการสุขภาพทั่วไป และนำไปประยุกต์ใช้เฉพาะกับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีในระหว่างการรับการรักษาในโรงพยาบาล นอกจากนี้ การขยายนวัตกรรมนี้ไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจะช่วยขยายประโยชน์ไปสู่กลุ่มผู้ป่วยและสถานบริการสุขภาพเพิ่มเติม
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค(2565).แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทยปี2564/2565.ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.1(1):65-71
กัญญา พฤฒิสืบ. (2564). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการขาดนัดการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต. Thai AIDS Journal, 33(3), 139-150.
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์(2560).ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ.2560 - 2573 .บริษัท เอ็นซี คอนเซ็ปต์ จำกัด.1(1):25-26
นิภาพร คนงาน(2555).ประสิทธิผลของวิธีให้ความรู้เรื่อง ยาต้านไวรัส 4 วิธี ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รักษาด้วยยาต้านไวรัส โรงพยาบาลดอกคำใต้จังหวัดพะเยา. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตไม่ได้ตีพิมพ์).มหาวิทยาลัยพะเยา.
นิตยา ดาววงศ์ญาติ(2564).คุณภาพชีวิต ความพึงพอใจต่อการจัดบริการและการกดไวรัสในกระแสเลือดของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ได้รับบริการแบบที่ให้ความสำคัญกับผู้บริการเป็นศูนย์กลาง ณ คลินิกเติมยา โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์.วารสารโรคเอดส์.33(3):102-110
สำนักการพยาบาล(2551).มาตรฐานการพยาบาลในโรงพยาบาล(ปรับปรุงครั้งที่2).จัดพิมพ์โดยสำนักการพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.2(3) :97-118
Best, J.W.(1977). Research in Education.(3 rd ed) Engelwood Cliffs,New Jersy:Pretice Hall,Inc.
Bloom,Benjamin S.,et al. (1971). Hand book on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. New York: Mc Graw-Hill Book Company.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences. (2nd). Hillsdale, NJ:Lawrence Erlbaum Associates, Publishers.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences.Behavior Research Methods, 39(2), 175-191.
Orem, D.E. (1995).Nursing: Concepts of practices (5th ed.).St.Louis: Mosby Year Book.

