การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของญาติสำหรับดูแลผู้สูงอายุมะเร็งปอด ในคลินิกเฉพาะทางมะเร็ง โรงพยาบาลอุดรธานี

ผู้แต่ง

  • จิริสุดา กาญจนสถิตกุล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ คลินิกเฉพาะทางมะเร็ง โรงพยาบาลอุดรธานี

คำสำคัญ:

รูปแบบการมีส่วนร่วม, การพัฒนา, ผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอด, ญาติผู้ดูแล

บทคัดย่อ

     วิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของญาติสำหรับดูแลผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอด และศึกษาผลของรูปแบบการมีส่วนร่วมของญาติสำหรับดูแลผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอดในคลินิกเฉพาะทางมะเร็ง โรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้สูตรการประมาณค่าสัดส่วน ได้แก่ ผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอด จำนวน 102 คน ญาติผู้แล จำนวน 102 คน บุคลากรประกอบด้วยแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักโภชนากร นักกายภาพบำบัด และผู้ช่วยเหลือคนไข้ จำนวน 25 คน ศึกษาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2567 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของญาติในการดูแลผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอดที่เข้ารับบริการในคลินิกเฉพาะทางมะเร็ง 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอดและญาติผู้ดูแล 3) แบบวัดความรู้ของญาติผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอด 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ สถิติวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis)
     ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมของญาติสำหรับดูแลผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอดประกอบด้วย 4 ระยะ ดังนี้ 1) ระยะก่อนตรวจ 2) ระยะตรวจเข้าพบแพทย์ 3) ระยะหลังตรวจ และ4)ระยะกลับบ้าน มีกิจกรรมการให้ความรู้ในระยะที่3 คือระยะหลังตรวจ วัดความรู้ก่อนให้ความรู้ในสัปดาห์ที่ 4 และวัดผลภายหลังให้ความรู้ในสัปดาห์ที่ 6 ผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอดที่เข้ารับบริการในคลินิกเฉพาะทางมะเร็ง ก่อนให้ความรู้มีความรู้อยู่ในระดับปานเท่ากับ 8.97 คะแนน ภายหลังให้ความรู้มีความรู้อยู่ในระดับสูง เท่ากับ 13.52 คะแนน ด้านการมีส่วนร่วมของญาติผู้ดูแลพบว่า ญาติเข้ามามีส่วนร่วมในการดูในการดูแลผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอด ร้อยละ70.58 สำหรับความพึงพอใจของผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอดและญาติผู้ดูแลมีความพึงพอใจที่เจ้าหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ด้วยความเป็นกันเองอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 80.39 โดยก่อนพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโรคมะเร็งปอดที่เข้ารับบริการในคลินิกเฉพาะทางมะเร็ง เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในอยู่ระดับปานกลาง ร้อยละ 36 ภายหลังการพัฒนามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 80

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. (2018). Noncommunicable diseases country profiles 2018.

American Cancer Society, http://www.cancer.org, 1 June 2014

Burhenn SP, McCarthy AL, Begue A, Nightingal G, Cheng K, Kenis C. Geriatric assessment in daily oncology practice for nurses and allied health care professionals: Opinion paper of the Nursing and Allied Health Interest Group of the International Society of Geriatric oncology (SIOG). Geriatric Oncology 2016: 1-6.)

ขวัญจิรา ถนอมจิตต์, & สุรีพร ธนศิลป์. (2015). ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ ป่วย มะเร็งปอด. Journal of Nursing Science Chulalongkorn University, 27(1), 120-132.

โรงพยาบาลอุดรธานี, (2567). รายงานประจำปีของคลินิกเฉพาะทางมะเร็งโรงพยาบาลอุดรธานี, โรงพยาบาลอุดรธานี

รัตนาภรณ์ รักชาติและคณะ. (2565). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบประคับประคองและ ระยะท้ายโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนต้นแบบหมู่บ้านปลอดมะเร็งจังหวัดลำปาง. APHEIT Journal of Nursing and Health, 4(2), e2782-e2782.

จุฑาพงศ์ เตชะสืบ, วราภรณ์ บุญเชียง, & รังสิยา นารินทร์. การพัฒนารูปแบบการดูแลโดยการมีส่วน ร่วม ของชุมชนสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน. Nursing Journal, 47(2), 111-121.

ยุพิน ชัยนามและคณะ.(2567). ประสิทธิผลโปรแกรมการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนต่อความรู้และความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษาแบบผู้ป่วยนอก.โรงพยาบาลมะเร็งลำปาง กรมการแพทย์.กระทรวงสาธารณสุข

จินตพักตร์ จันทะโคตรและคณะ. (2565). ผลของโปรแกรมการพยาบาลสนับสนุนและให้ความรู้ สำหรับญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับเคมีบำบัดแบบผู้ป่วยนอก.วารสารการพยาบาลและการศึกษา,14(2), 11-24.

แคทริยา ศรีอุดม .(2556).การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับดูแลผู้สูงอายุโรคมะเร็งระยะลุกลามแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2024-12-30

รูปแบบการอ้างอิง

กาญจนสถิตกุล จ. (2024). การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของญาติสำหรับดูแลผู้สูงอายุมะเร็งปอด ในคลินิกเฉพาะทางมะเร็ง โรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 9(4), 150–160. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/279091