การพัฒนารูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอด ที่มีถิ่นอาศัยในเขตพื้นที่ชายแดน จังหวัดกาญจนบุรี
คำสำคัญ:
การดูแลตนเอง, ผู้ป่วยวัณโรคปอดบทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอด ที่มีถิ่นอาศัยในเขตพื้นที่ชายแดน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเอง 2) ศึกษาประสิทธิผลรูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเอง ของผู้ป่วยวัณโรคปอด ที่มีถิ่นอาศัยในเขตพื้นที่ชายแดน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอดที่พัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะ 1 การศึกษาตามหลักการ PAOR 4 ขั้นตอน ตามทฤษฎีของ Kermis & McTaggart (1988) กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) Chi-square test, Fisher’s exact test, Independent t-test, paired simple t-test และ F-test ด้วยเทคนิค One way ANOVA เปรียบเทียบรายคู่โดย Scheffe
ผลการศึกษา พบว่า
- หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรค การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง และพฤติกรรมการดูแลตนเอง มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)
- หลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มีความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรค การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง พฤติกรรมการดูแลตนเอง มากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)
- หลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีผลการตรวจเสมหหะพบเชื้อวัณโรค ร้อยละ 2.0 เมื่อทดสอบความแตกต่างทางสถิติของผลการตรวจเสมหหะ ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า การได้รับรูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเองที่พัฒนา ทำให้เกิดผลการตรวจเสมหะพบเชื้อวัณโรคได้น้อยกว่าการได้รับรูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเองแบบเดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.031)
- ความพึงพอใจต่อรูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอดที่พัฒนา พบว่า ผู้ป่วยวัณโรคมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก ร้อยละ 82.0
- การขยายผล การพัฒนารูปแบบส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอด ที่มีถิ่นอาศัยในเขตพื้นที่ชายแดน จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรค การรับรู้ความสามารถของตนเองและพฤติกรรมการดูแลตนเอง ก่อนและหลังการดำเนินงาน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 โดยที่หลังดำเนินการความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรค การรับรู้ความสามารถของตนเองและพฤติกรรมการดูแลตนเอง ดีกว่าก่อนการดำเนินการ ความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรค การรับรู้ความสามารถของตนเองและพฤติกรรมการดูแลตนเอง หลังการดำเนินงาน ระหว่างอำเภอ พบว่า ไม่แตกต่างกัน หลังการดำเนินงาน สามารถดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอด ที่มีถิ่นอาศัยในเขตพื้นที่ชายแดน จังหวัดกาญจนบุรีได้ ร้อยละ 100.0
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. (2022). Global Tuberculosis Report 2022. (online) Available from: https://www.who.int/teams/global-tuberculosis programme/tb-reports/global-tuberculosis-report-2022 (Retrieved February 10, 2025)
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. (2563). การสื่อสารเพื่อเพิ่มความครอบคลุมในการค้นหาผู้สัมผัส วัณโรค. (ออนไลน) เข้าถึงได้จาก https://www.hsri.or.th/researcher/research/new-release/detail/12287 (สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2568)
สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค. (2561). แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษร กราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
คณะอนุกรรมการดำเนินงานป้องกันควบคุมวัณโรค เขตสุขภาพที่ 5. (2567). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานป้องกันควบคุมวัณโรค เขตสุขภาพที่ 5 วันพุธที่ 5 มิถุนายน 2567.
อะเคื้อ อุณหเลขกะ, สุชาดา เหลืองอาภาพงศ์, และจิตตาภรณ์ จิตรีเชื้อ. (2560) การดำเนินการ อุปสรรคและความต้องการของโรงพยาบาลในประเทศไทยในการป้องกันการแพร่กระจาย วัณโรค. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 11(4): 529-539.
Uden, L., Barber, E., Ford, N., & Cooke, G. S. (2017). Risk of tuberculosis infection and disease for health care workers: An updated meta-analysis. Infectious Diseases Society of America. 4(3): 1-7.
ชนาสิน วรนุช และพรนภา ศุกรเวทย์ศิริ. (2564).ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยวัณโรค อำเภอชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารสํานักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น. 28(1): 42-52.
Nawaphan M. (2017). Scoping review for understanding tuberculosis situation in migrant labors in Thailand. Journal of Health Systems Research. 11(4): 1-16.
นวพรรณ เมธชนัน. (2560). รายงานผลการทบทวนข้อมูลเพื่อความเข้าใจสถานการณ์วัณโรค ในกลุ่มแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 11(4); 608-623.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี. (2567). ปัญหาการควบคุม ป้องกันวัณโรคพื้นที่ชายแดน. กาญจนบุรี: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี.
Kemmis, S & McTaggart, R. (1988). The Action Research Planer (3rd ed.). Victoria : Deakin University.
Cohen J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences. Hillsdale NJ.: Lawrence Erl¬baum Associate.
Becker T. A (1989). supportive-educative telephone program: impact on knowledge and anxiety after coronary artery bypass graft surgery. Heart Lung. 18: 46-55.
กองวัณโรค กรมควบคุมโรค. (2564). แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษร กราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
วสมัญญา มุขอาษา. (2558). การศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจในผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกรายใหม่. วิทยานิพนธ์ สาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
World Health Assembly. (2016). Strengthening integrated, people-centre health services. WHA. 69(24): 20-30.
สุรยุทธ เอียยะบุตร. (2566). ผลของโปรแกรมการสร้างการรับรู้ต่อการป้องกันการติดเชื้อวัณโรคของผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรค อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี. อุดรธานี: โรงพยาบาลหนองแสง. (รายงานวิจัย)
ปาลิตา เจริญสุข, พิษณุรักษ์ กันทวี. (2564). การพัฒนาและประเมินรูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อ ในผู้ป่วยโรควัณโรคปอดที่มีผลตรวจพบเชื้อวัณโรค และผู้สัมผัสร่วมบ้านในกลุ่มแรงงานต่างด้าว พื้นที่จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย. เชียงรายเวชสาร. 13(1): 164-180.

