การพัฒนารูปแบบทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองในการออกกำลังกายด้วยท่ามณีเวชเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ คลินิกฝังเข็มโรงพยาบาลอุดรธานี
คำสำคัญ:
การจัดการตนเองในการออกกำลังกาย, ท่ามณีเวช, ความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุบทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบทางการพยาบาลในส่งเสริมการจัดการตนเองในการออกกำลังกายด้วยท่ามณีเวชในผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการหกล้ม ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือน มีนาคม 2567 ถึง กุมภาพันธ์ 2568 ทดลองใช้รูปแบบ 12 สัปดาห์ โดยจัดกิจกรรมทุก 2 สัปดาห์ ครั้งละ 60 นาที ที่แผนกผู้ป่วยนอก คลินิกฝังเข็ม โรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง(Purposive Sampling)ตามเกณฑ์ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดย ความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และ paired t-test
ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายท่ามณีเวช ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม พฤติกรรมการจัดการตนเองในการป้องกันการหกล้มการทดสอบกำลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา (30 second chair stand) สมดุลการทรงตัวขณะยืนนิ่ง (4 stage balance) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก31.72±5.63 เป็น 38.78±.94 หลังการใช้รูปแบบฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) คะแนนความเสี่ยงต่อการหกล้มด้วย(FES-I) ค่าการทรงตัวและความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว (Timed Up and Go) มีค่าลดลง หลังการใช้รูปแบบฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) พยาบาลมีความพึงพอใจในระดับมากในทุกประเด็น (ค่าเฉลี่ย = 4.27-4.47, SD ± 0.594-0.640) โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ความครอบคลุมและเหมาะสมของการประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และประโยชน์ของรูปแบบในการส่งเสริมการออกกำลังกายท่ามณีเวชในผู้สูงอายุ (ค่าเฉลี่ย = 4.47)
เอกสารอ้างอิง
Florence, C. S., Bergen, G., Atherly, A., Burns, E., Stevens, J., & Drake, C. (2018). Medical costs of fatal and nonfatal falls in older adults. Journal of the American Geriatrics Society, 66(4), 693-698. https://doi.org/10.1111/jgs.15304
สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ. (2559). คู่มือการออกกำลังกายท่ามณีเวชสำหรับผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
Lorig, K. R., & Holman, H. R. (2003). Self-management education: History, definition, outcomes, and mechanisms. Annals of Behavioral Medicine, 26(1), 1-7. https://doi.org/10.1207/S15324796ABM2601_01
Li, F., Harmer, P., Fitzgerald, K., Eckstrom, E., Akers, L., Chou, L. S., ... & Winters-Stone, K. (2018). Effectiveness of a therapeutic Tai Ji Quan intervention vs a multimodal exercise intervention to prevent falls among older adults at high risk of falling: a randomized clinical trial. JAMA Internal Medicine, 178(10), 1301-1310. https://doi.org/10.1001/jamainternmed.2018.3915
Sherrington, C., Fairhall, N. J., Wallbank, G. K., Tiedemann, A., Michaleff, Z. A., Howard, K., ... & Lamb, S. E. (2019). Exercise for preventing falls in older people living in the community. Cochrane Database of Systematic Reviews, (1). https://doi.org/10.1002/14651858.CD012424.pub2
ฝ่ายเวชระเบียน, (2564) สถานการณ์การหกล้มในผู้สูงอายุไทย. โรงพยาบาลอุดรธานี 2565
Bandura, A. (1986). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Prentice-Hall.
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร, วิไลวรรณ ทองเจริญ, และ ขวัญใจ อำนาจสัตย์ซื่อ. (2561). ประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกำลังกายท่ามณีเวชต่อความเสี่ยงในการหกล้มของผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลศาสตร์, 36(1), 109-120.
วิไลวรรณ ทองเจริญ. (2562). บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลทหารบก, 20(3), 1-9.

