ผลของการพยาบาลแบบเอื้ออาทรของสแวนสันต่อความผาสุกของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย
คำสำคัญ:
การดูแลแบบเอื้ออาทรของสแวนสัน, ความผาสุก, ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายบทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพยาบาลแบบเอื้ออาทรของสแวนสันต่อความผาสุกของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 ราย กลุ่มควบคุม 15 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยจับฉลากเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลแบบเอื้ออาทรของสแวนสันที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ประกอบด้วยกิจกรรม 5 ด้าน ได้แก่ 1) การดำรงไว้ซึ่งความหวังความเชื่อความศรัทธา 2) การรู้จักผู้ป่วยในฐานะบุคคลคนหนึ่ง 3) การเฝ้าดูแลผู้ป่วยอยู่เสมอ 4) การช่วยเหลือทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้และ 5) การสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีความสามารถ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคลข้อมูลการเจ็บป่วย และแบบวัดความผาสุกของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Independent t-test
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายในกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความผาสุกในระยะก่อนการทดลองแตกต่างกับระยะหลังการทดลองและผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความผาสุกในระยะหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม
เอกสารอ้างอิง
ช่อผกา ปุยขาว, สุรีพร ธนศิลป์, จรรยา ฉิมหลวง.(2562). ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย, วารสารเกื้อการุณย์. 26(2):93-106.
พัชรีรัตน์ อันสีแก้ว, เยาวรัตน์ มัชฌิม, หทัยวรรณ รัตนบรรเจิดกุล.(2563). ผลของโปรแกรมการดูแลระยะท้ายต่อผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองและการรับรู้ระยะท้ายของชีวิตที่สงบในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย, วารสารพยาบาลทหารบก 2563;21(2):315-23.
เขมจิต มุกดาดี, วรรณา ฉายอรุณ, สุจิรา ฟุ้งเฟื่อง.(2564). ผลของศิลปะบำบัดต่อการปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย, วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา 2564;16(2):150-60.
Engelberg, R. A., Downey, L., Wenrich, M. D., Carline, J. D., Silvestri, G. A., Dotolo, D., Curtis, J. R.(2010). Measuring the quality of end-of-life care, Journal of Pain and Symptom Management 2010;39(6):951-71.
Swanson, R. A. & Holton III, E. F.(2001). Foundations of Human Resource Development. San Francisco : Berrett-Koehler ; 2001.
Dupuy, H. J.(1977). A measuring health : A guide to rating scales and questionnaires. New York : Oxford university press ; 1977.
Polit, D. F., & Hungler, B. P.(1999). Nursing research principles and methods. Philadelphia: J.B. Lippincott ; 1999.
สรรสนีย์ จันทร์มา.(2564). ผลของโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมต่อความเครียดและความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย. [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต] : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร ; 2564.
บรรเทิง พลสวัสดี, สำราญ พูลทอง, กิตติยาพร จันทร์ชม, จรูญศรี มีหนองหว้า, ฉัตรวิไล วิบูลย์วิภา.(2560). การพัฒนาระบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบไร้รอยต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพดงห่องแห่ ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี, วารสารวิชาการสาธารณสุข 2560;26(5):905-13.
กฤษณาพร ทิพย์กาญจนเรขา, สำลี สาลีกุล, นิภาพร อภิสิทธิวาสนา, มณีรัตน์ เทียมหมอก.(2560). การวางแผนดูแลรักษาตนเองล่วงหน้าเพื่อการตายดี, วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพฯ 2560;33(3):138-45.
พระศักดิธัช สวโร (แสงธง).(2562). รูปแบบและกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนวพระพุทธศาสนาของประชาชนในจังหวัดแพร่, วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 2562;19(2):175-88.
Schroeder K, Lorenz K.(2018). Nursing and the future of palliative care, Asia Pac J Oncol Nurs. 2018;5(1):4-8.
เพ็ญศรี จาบประไพ, บุญสืบ โสโสม, สุนันทา เตโช.(2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง: การดูแลแบบไร้รอยต่อเครือข่ายโรงพยาบาลพระพุทธบาท, วารสารวิชาการสาธารณสุข. 30(6):1101-11.
Yildirim, Y., and Kocabiyik, S. The relationship between social support and loneliness in Turkish patients with cancer, Journal of Clinical Nursing 2010;19(5-6):832-39.

