พัฒนาระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน (RDU COMMUNITY) โดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยกระบวนการ PAR จังหวัดกาญจนบุรี
คำสำคัญ:
การใช้ยาอย่างสมเหตุผล, การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมบทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง “พัฒนาระบการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน RDU Community โดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยกระบวนการ PAR จังหวัดกาญจนบุรี” เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างเครือข่าย RDU Community ในการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนโดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และ 2. เพื่อวัดผลการดำเนินงานของเครือข่าย RDU Community ในการเสริมสร้างความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผลแก่ชุมชน โดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเกต การสะท้อนความคิด การวางแผน การลงมือปฏิบัติ และ การแลกเปลี่ยน กลุ่มเป้าหมายเป็นชุมชนในตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 140 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวัดความรู้และทัศนคติเรื่องการใช้ยาสมเหตุผลสำหรับประชาชน ระหว่างเดือน สิงหาคม 2567 ถึง มีนาคม 2568 การนำเสนอข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ทางสถิติใช้ paired sample t-test ที่นัยสำคัญทางสถิติ 0.05
ผลการศึกษาพบว่าการวิจัยแบบมีส่วนร่วม สามารถส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่าย RDU Community ของตำบลท่าม่วงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยประกอบด้วยภาครัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอท่าม่วง และภาคประชาชนได้แก่ ผู้นำชุมชน และ อสม. ของตำบลท่าม่วง ผลการดำเนินงานของเครือข่าย ประเมินจากความรู้และทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงของประชาชนในชุมชน เก็บข้อมูลความรู้และทัศนคติจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 140 คน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 55.7 มีอายุระหว่าง 51-60 ปีร้อยละ 35.7 ประกอบอาชีพค้าขายร้อยละ 38.6 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาร้อยละ 45.7 อาศัยอยู่ในตำบลท่าม่วงมานานมากกว่า 30 ปี ร้อยละ 58.6 มีสมาชิกในครอบครัวที่พักอาศัยร่วมกัน 5 คนขึ้นไป ร้อยละ 48.6 การวัดผลความรู้และทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างก่อนเริ่มให้ความรู้และหลังให้ความรู้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสมเหตุผลเพิ่มขึ้นจากคะแนนเฉลี่ย 8.81 ± 3.01 เป็นคะแนนเฉลี่ย 10.52 ± 2.86 เมื่อทดสอบทางสถิติด้วย paired sample t-test เปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังให้ความรู้ พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า p-value = 0.028 สำหรับ ทัศนคติเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผลก่อนการให้ความรู้จากคะแนนเฉลี่ย 3.52 ± 0.48 หลังให้ความรู้เพิ่มขึ้นเป็น 3.96 ± 0.32 และเปรียบเทียบทางสถิติด้วย paired sample t-test พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า p – value = 0.026
เอกสารอ้างอิง
รุ่งทิวา หมื่นปา,ภญ.นภาภรณ์ ภูริปัญญวานิช.(2559). การใช้ยาอย่างสมเหตุผล(Rational Drug Use: RDU) [อินเตอร์เน็ต].กรุงเทพฯ:ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์; 2559 [สืบค้นเมื่อ 15 เมย. 2568].เข้าถึงจาก: https://www.pharmacycouncil.org/ccpe/index.php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=209
ศาสตราจารย์ภักดี โพธิศิริ.(2560). การส่งเสริมธรรมาภิบาลในบริบทการใช้ยาอย่างสมเหตุผล. [อินเตอร์เน็ต]. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2560 [สืบค้นเมื่อ 15 เมย. 2568]. เข้าถึง จาก: http://dmsic.moph.go.th/dmsic/admin/files/userfiles/files/D1_S1_Pakdee.pdf
คณะกรรมการพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด.(2565). วาระการประชุมคณะกรรมการพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภค ประจำเดือนพฤศจิกายน 2565 [รายงานการประชุม]. กาญจนบุรี : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี; 2565 พ.ย. 19.
คณะกรรมการพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด.(2566). วาระการประชุมคณะกรรมการพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภค ประจำเดือนพฤศจิกายน 2566 [รายงานการประชุม]. กาญจนบุรี : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี; 2566 พ.ย. 18.
มารุต เหล็กเพชร.(2566). การวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชนเป็นฐาน:ในฐานะเครื่องมือและปัจจัยแห่งความสำเร็จของการร่วมสร้าง ระบบสุขภาพชุมชนที่เกาะยาว. วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว. 6(4) : 301-315.
เกศินี นันทมานพ.(2564). ผลการดำเนินงานของเครือข่าย RDU COMMUNITY ด้วย PAR กรณีศึกษาการใช้ยาปฏิชีวนะ และ NSAIDs อย่างสมเหตุผล. [วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต]. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร.
หฤทัย กมลศิริสกุล และคณะ.(2565). การถอดบทเรีียนแนวปฏิิบััติิที่่ดีีในการป้้องกัันและแก้้ไขปััญหายาเสพติิด ใน ชุุมชนเมืืองโดยการมีส่วนร่่วมของชุุมชน : กรณีีศึึกษาชุุมชนสะพานปููน เขตดอนเมืือง กรุุงเทพมหานคร. วารสารร่มพฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกริก. 40(3): 56 -76.
Cochran, W. G. (1963). Sampling Techniques, 2nd Ed., New York: John Wiley and Sons, Inc.
พัณนิดา สุริวงษ์และสุทธิศักดิ์ สุริรักษ์.(2563). การเปรียบเทียบความรู้และการปฏิบัติตัวก่อนและหลังให้สุขศึกษาเรื่องยาแก้ปวดของประชาชนใน ตําบลปิล๊อก อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารสภาการสารธารณสุข. 3(2): 57-66.
กมลรัตน์ นุ่มคง.(2565). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนเพื่อความปลอดภัยจากการใช้ยา ของประชาชน ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก [ดุษฎีนิพนธ์]. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพาฬ.
เชิดชัย เชื้อบัณฑิต.(2563). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาสุภาพผู้สูงอายุชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี. วารสารสภาสาธารณสุขชุมชน. 2 (2): 109-125.
จีระศักดิ์ ทัพผาและคณะ.(2564). แนวคิดการมี่ส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชน. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยปทุมธานี. 2 (2): 86-96.
ฟ้ารุ่ง เลาหะนะวัฒน.(2566). ปัจจัยความสำเร็จในการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม. 3 (2): 32-44.
เทพศักดิ์ อังคณาวิศัลย์และผณินชิสา มุสิกะไชย.(2561). การถอดบทเรียนจากโครงการจัดการความปลอดภัยด้านยาในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในจัวหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างปี 2558-2560. วารสารเภสัชกรรมไทย สงขลา. 10(1): 142-160.

