ประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันในผู้ปกครองของเด็กที่มารับบริการ ที่คลินิกโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลนครปฐม
คำสำคัญ:
โปรแกรมการป้องกัน, อาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน, ผู้ปกครองบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันในผู้ปกครองของเด็กที่มารับบริการที่คลินิกโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลนครปฐม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองของเด็กที่มารับบริการที่คลินิกโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลนครปฐมจำนวน 129 ราย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงเดือนเมษายน 2568 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้เกี่ยวกับโรคหืด และแบบสอบถามการปฏิบัติการป้องกันอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed ranks test
ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า หลังการใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคหืดระดับสูงร้อยละ 95.3 คะแนนมัธยฐาน 12 จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน โดยมีคะแนนระหว่าง 11 ถึง 15 คะแนน สำหรับการปฏิบัติการป้องกันอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน พบว่า หลังการใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการปฏิบัติการป้องกันอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันระดับสูงร้อยละ 100 โดยมีคะแนนระหว่าง 61 ถึง 92 คะแนน มัธยฐาน 84 จากคะแนนเต็ม 92 คะแนน นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีมัธยฐานความรู้เกี่ยวกับโรคหืดเพิ่มขึ้นภายหลังการใช้โปรแกรมจาก 9 คะแนน เป็น 12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน ซึ่งมากกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต (p < .001) และกลุ่มตัวอย่างมีมัธยฐานคะแนนการปฏิบัติในการการป้องกันอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันเพิ่มขึ้นภายหลังการใช้โปรแกรมจาก 76 คะแนน เป็น 84 คะแนน จากคะแนนเต็ม 92 คะแนน ซึ่งมากกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต (p < .000)
เอกสารอ้างอิง
Wolrd Health Organization Regional Office South-East Asia. (2013). Regional Action Plan for the Prevention and Control of Noncommunicable Diseases (2013–2020). Regional Committee. Sixty-sixth Session, New Delhi, India 10–13 September 2013
สิริรัตน์ ลีลาจรัส และสุนารี เจียรวิทยากิจ. (2558). การประยุกต์ใช้ทฤษฎีมโนภาพการรับรู้ความเจ็บป่วยแบบ Common Sense กับการดูแลและการให้คำแนะนำผู้ป่วยโรคหืด. วารสารพยาบาลสาธารณสุข, 29(3),137-152.
Trakultivakorn, M. (2012). Economic burden of asthma in Thailand. Asian Pacific Journal of Allergy and Immunology, 30, 1-2.
เกศราพร แก้วลาย และสงบ บุญทองโท. (2563). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหืด. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคราม, 4(7) 153-165.
Jabeen U, Zeeshan F, Bano I, Bari A. & Rathore AW. (2018). Adherence to asthma treatment and their association with asthma control in children. J Pak Med Assoc, 68(5), 725-8.
สุธิศา ล่ามช้าง, ฐิติมา สุขเลิศตระกูล, อรพินท์ จันทร์ปัญญาสกุล และปรีชา ล่ามช้าง. (2561). การรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยของผู้ดูแลเด็กป่วยเฉียบพลันและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง. วารสารพยาบาล, 45(1), 75-86.
Fasola, S., Malizia V., Ferrante G., Licari A., Montalbano L., Cilluffo G. &Grutta S. L. (2022). Asthma-Related Knowledge and Practices among Mothers of Asthmatic Children: A Latent Class Analysis. https://www.mdpi.com/1660-4601/19/5/2539
วัชรี พรหมประกอบ, 2563 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมโรคหืดของเด็ก วัยเรียนโรคหืด. https://buuir.buu.ac.th/jspui/bitstream/1234567890/9985/1/58910028.pdf
พัชรี พรหมสุวงศ์ (2564). ผลของโปรแกรมการพัฒนาความสามารถของผู้ดูแลเด็กโรคหืด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี. วารสารพยาบาลทหารบก, 24(3), 180-187.

