ประสิทธิผลการใช้โปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคต้อหิน โรงพยาบาลหนองบัวลำภู

ผู้แต่ง

  • สุกัญญา เริ่มรักษ์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอกแผนกจักษุ โรงพยาบาลหนองบัวลำภู

คำสำคัญ:

โปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเอง, ผู้ป่วยโรคต้อหิน

บทคัดย่อ

     การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการใช้โปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคต้อหินโรงพยาบาลหนองบัวลำภู ต่อพฤติกรรมการดูแลรักษาตนเองก่อนและหลังใช้โปรแกรมฯกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคต้อหินที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกเฉพาะสาขาการพยาบาลจักษุ โรงพยาบาลหนองบัวลำภู จำนวน 30 คน เลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด ดำเนินการเดือน มกราคม–เมษายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความรู้โรคต้อหิน การรับรู้ความรุนแรงของโรคต้อหิน การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการมีความดันลูกตาสูงการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมความดันลูกตา และพฤติกรรมการหยอดยาและระดับความดันลูกตา วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ paired t-tested

     ผลกาศึกษาพบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (56.67%) อายุเฉลี่ย 68.53 ปีSD ± 9.23 มีระดับการศึกษาประถมศึกษา 46.67% ประกอบอาชีพเกษตรกรรม 40% ใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ 86.67% มีโรคประจำตัวโรคเบาหวาน 30% ใช้ยาลดความดันลูกตา Xalatan 70% มีผู้ดูแล90% และมีการนัดติดตามอาการโดยเฉลี่ย 4 ครั้งต่อปี 76.67% หลังการใช้โปรแกรมฯพบว่า ความดันลูกตาเฉลี่ยทั้งด้านขวาและซ้ายของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) คะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคต้อหินและคะแนนพฤติกรรมการควบคุมความดันลูกตาของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในผลลัพธ์ทางคลินิกด้าน Visual Acuity และ Optical coherence Tomography (p>0.05)                                                                                               

เอกสารอ้างอิง

ศิริลักษณ์ กิจศรีไพศาล, และปรัศนีย์ พันธุกสิกร. (2562). ความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยต้อหิน: การวิจัยเชิงคุณภาพ. วารสารสภาการพยาบาล, 34(4).

World Health Organization. (2021). Blindness and vision impairment. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/blindness-and-visual-impairment

ภารดี จันทรรัตน์. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านการมองเห็นของผู้สูงอายุโรคต้อหิน. (วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.

ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์. (2561). ตำราจักษุวิชาการเล่ม 1. ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย, กรุงเทพฯ.

Songwatthannayuth, S., Savatsuwa, B., & Nongnouch, S. (2019). Effects of a family nursing intervention based on the Illness Believe model on ability of health behavior in post operation of cataract patients and ability of health behavior of their families with cataract patients. Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit Journal, 1(2), 16-31.

วิภาวี เหล่าเทิดพงษ์. (2558). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยต้อหิน. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

รายงานตัวชี้วัด การพยาบาลผู้ป่วยนอกเฉพาะสาขาการพยาบาลจักษุ โรงพยาบาลหนองบัวลำภู. (2566).

Roger, R. W. (1986). Protection Motivation Theory. In S. Spacapan & S. Oskamp (Eds.), Health Education Research Theory and Practice (Vol. 1, pp. 153-161).

เรวดี สุราทะโก. (2557). ผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลรักษาโรคต้อหินเพื่อควบคุมระดับความดันลูกตาของผู้สูงอายุ. (วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลสาธารณสุข). มหาวิทยาลัยมหิดล, กรุงเทพฯ.

เดือนเพ็ญ ตั้งเมตตาจิตติกุล. (2554). ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลการสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้สูงอายุโรคต้อหิน. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.

วันทนา รัตน์มณี. (2556). ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อความร่วมมือในการรักษาผู้ป่วยโรคต้อหิน. (วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-30

รูปแบบการอ้างอิง

เริ่มรักษ์ ส. . (2025). ประสิทธิผลการใช้โปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคต้อหิน โรงพยาบาลหนองบัวลำภู . วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(2), 349–356. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/285273