ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเอง ในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
คำสำคัญ:
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้วิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 205 คน เครื่องมือแบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ส่วนที่ 1 แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 แบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเอง มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่าความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05
ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 36 – 45 ปี สถานภาพสมรสส่วนใหญ่อยู่ในสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาสูงสุดส่วนใหญ่อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 10,000 – 15,000 บาท ประสบการณ์การเป็น อสม. ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 1 - 5 ปี ข้อมูลปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม ของกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง พบว่า โดยภาพรวมมีการรับรู้ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมอยู่ในระดับสูง (M = 4.17, SD = 0.47) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ปัจจัยนำอยู่ในระดับสูง (M = 3.82, SD = 0.51) ปัจจัยเอื้ออยู่ในระดับสูง (M = 4.41, SD = 0.59) และปัจจัยเสริมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 4.29, SD = 0.62) ในส่วนของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองโดยภาพรวมมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองอยู่ในระดับสูง (M = 4.04, SD = 0.54) และพบว่าปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอกันตัง จังหวัดตรังโดยภาพรวมมีค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงมาก (r = 0.797** , p-value 0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
เอกสารอ้างอิง
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2566). แผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพช่องปากประเทศไทย พ.ศ.2566-2580 (พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ. 2554. (2554). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 128. ตอนพิเศษ 33 ง. หน้า 1-10.
ถาวร มาต้น และ สาโรจน์ นาคจู. (2567). ระเบียบวิธีวิจัยทางสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, คณะสาธารณสุขศาสตร์.
สุภาพร ผุดผ่อง. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุในอำเภอม่วงสามสิบจังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์. 2563; 4(1): 101-19.
ปาริชาติ แย้มสี, สุภา เพ่งพิศ และอิสรีย์ฐิกา ชัยสวัสดิ์ จันทร์ส่องสุข (2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เขตสุขภาพที่ 6. วารสารทันตาภิบาล, 35(2), 98 - 1083.
ปุญญพัฒน์ วิฆเนศรังสรรค์, วัชรพล วิวรรศน์ เถาว์พันธ์, ภานุวัฒน์ศรีโยธา,กลวัชร บุตรีและ คณาธิป ศลาฆินหิรัณยกุล (2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม. วารสารทันตาภิบาล, 35(2), 24 – 36

