ความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่
คำสำคัญ:
ความผาสุกในการทำงาน, แนวทางการส่งเสริมความผาสุกในการทำงาน, พยาบาลบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุกในการทำงาน และศึกษาแนวทางในการส่งเสริมความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ศึกษาในประชากรพยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติการพยาบาลในโรงพยาบาลทั้งหมด จำนวน 64 คน และกลุ่มตัวอย่างในการสนทนากลุ่ม คือ อาสาสมัครพยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 2 ส่วนได้แก่ 1) แบบประเมินความผาสุกในการทำงาน Workplace Wellbeing Questionnaire (WWQ) และ 2) แนวคำถามในการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมความผาสุกในการทำงานของพยาบาล ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคของ WWQ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความพึงพอใจในงาน องค์กรให้ความสำคัญกับบุคลากร การดูแลของนายจ้างและการทำงานรบกวนชีวิตส่วนตัว มีค่าเท่ากับ 0.83, 0.86, 0.91 และ 0.85 ตามลำดับ
ผลการวิจัยพบว่า ความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่อยู่ในระดับปานกลาง ทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความพึงพอใจในงาน องค์กรให้ความสำคัญกับบุคลากร การดูแลของนายจ้าง และการทำงานรบกวนชีวิตส่วนตัว(mean = 27.59, S.D.= 5.34; mean = 18.43, S.D. = 4.36; mean = 19.87, S.D. = 5.53 และ mean = 9.48, S.D. = 4.75 ตามลำดับ) และแนวทางในการส่งเสริมความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ในระดับองค์กร ได้แก่ 1) การพัฒนาความรู้ความสามามารถในการทำงาน 2) การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย 3) การจัดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ 4) การสร้างจิตวิญญาณในการทำงาน 5) การจัดกิจกรรมสร้างความรักและความผูกพันต่อองค์กร และ 6) การพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม และในระดับบุคคล ได้แก่ 1) การตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของงาน 2) การดูแลผู้ป่วยด้วยใจ 3) การทำตนให้มีเป็นประโยชน์ในการทำงาน 4) การมุ่งมั่นในการทำงาน 5) การสร้างความรักในวิชาชีพ เพื่อนร่วมงานและองค์กร 6) การรับผิดชอบ และ7) การคิดเชิงบวก
เอกสารอ้างอิง
Ren H, Pan L, Xue Y, Xin W, Yin X, Li H.(2024). Global prevalence of nurse turnover rates: A meta-analysis of 21 studies from 14 countries. J Nurs Manag. 2024;2024:5063998. doi:10.1155/2024/5063998
Chang R.(2024). The impact of employees health and well-being on job performance. J Educ Humanit Soc Sci. 2024;29(1):372-8.
Ryff CD.(2014). Psychological well-being revisited: Advances in the science and practice of eudaimonia. Psychother Psychosom.2014;83:10-28. doi:10.1159/000353263
Diener EF, Oishi S, Lucas RE. Personality, culture, and subjective well-being: Emotional and cognitive evaluations of life. Annu Rev Psychol. 2003;54:403-25. doi:10.1146/annurev.psych.54.101601.145056
Manion J.(2003). Joy at work: Creating a positive workplace. J Nurs Adm. 2003;33(12):652-5.
Fisher CD.(2010). Happiness at work. Int J Manag Rev. 2010;12:384-412. doi:10.1111/j.1468-2370.2009.00270
Parker GB, Hyett MP.(2011). Measurement of well-being in the workplace: The development of the work well-being questionnaire. J Nerv Ment Dis. 2011;199(6):394-7. doi:10.1097/NMD.0b013e31821cd3b9
Fisher CD.(2014). Work and wellbeing. In: Wellbeing: A complete reference guide. Vol III. Wiley-Blackwell; 2014. doi:10.1002/9781118539415.wbwell018
Wright TA, Bonnet DG.(2007). Job satisfaction and psychological well-being as nonadditive predictors of workplace turnover. J Manag. 2007;33:141-60. doi:10.1177/0149206306297582
ดวงเนตร ธรรมกุล, ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์, พงษ์สุวรรณ ศรีสุวรรณ.(2562). การสร้างเสริมสุขภาวะการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ: บทเรียนจากโครงการงานบันดาลใจ. วารสารวิทยาลัยบรมราชนนี กรุงเทพ. 2562;35(1):36-47.
Michael, Zamralita.(2024). Work-family interface, workplace well-being and psychological detachment on work from home system. Tazkiya. 2024;12(2):187-201. doi:10.15408/tazkiya.v12i2.37602
กรมการค้าต่างประเทศ.(2566). แผนสร้างความผาสุกและความผูกพันของบุคลากรกรมการค้าต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขานุการกรม กรมการค้าต่างประเทศ.

