การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
คำสำคัญ:
การส่งเสริมการจัดการตนเอง, ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1) ภาคีเครือข่าย 22 คน และผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน 178 คน สุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบบันทึกผลการปฏิบัติตามแผนของตนเอง แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินสภาพปัญหาและความต้องการแบบมีส่วนร่วม 2) การวางแผนการจัดการตนเองร่วมกัน 3) กิจกรรมส่งเสริมการ 4) ระบบติดตามและสนับสนุนต่อเนื่อง และ 5) การประเมินความก้าวหน้าและปรับแผน ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนความรู้โรคเบาหวานและพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (=7.96 S.D.=1.32 และ
=2.32 S.D.=0.17 ตามลำดับ) และหลังการพัฒนารูปแบบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001)
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค.(2566). แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ. 2566 – 2570). นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
กรมการแพทย์.(2567). รายงาน DMS NCD ปี 2567. [ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์]. เข้าถึงได้จากhttps://medinfo.dms.go.th/public-health/ncd.php?kpi_year=2567. 2567.
กรมควบคุมโรค.(2566). สถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องในวันเบาหวานโลก ปี 2566 [ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์]. 2566. [เข้าถึงเมื่อ 1 มิถุนายน 2567]. เข้าถึงได้จากhttps://ddc.moph.go.th/odpc/newsphp?deptcode=odpc9& news=38417&news_views=2407&utm_source=chatgpt.com.
สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์.(2566). สถานการณ์โรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนในประเทศไทย [ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์]. 2566. [เข้าถึงเมื่อ 1 มิถุนายน 2567]. เข้าถึงได้จาก http://www.dms.moph.go.th /imrta/images/data/doc_dm_ht.pdf.
กรมควบคุมโรค.(2567). รายงานประจำปี 2567. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพจังหวัดบุรีรัมย์.(2567). อัตราป่วยรายใหม่ของโรคเบาหวาน [ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์].[เข้าถึงเมื่อ 5 มิถุนายน 2567]. เข้าถึงได้จาก https://hdc.moph.go.th/brm/ public/standardsubcatalog /6a1fdf282fd28180eed7d1cfe0155e11.
Kemmis, S., & McTaggart, R.(1988). The action research planner (3rd ed.). Geelong,Victoria: Deakin University Press.
Daniel, W. W.(2010). Biostatistics: A foundation for analysis in the health sciences (9th ed.). Wiley; 2010.
Bloom BS.(1971). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals. New York: David McKay.
Best JW.(1977). Research in education. 3rd ed. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
สุภัททา ปิณฑะแพทย์.(2564). การสัมภาษณ์เพื่อการวิจัยเชิงคุณภาพ. วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม 2564; 1(3): 1-3.
Alamri, W. A.(2019). Effectiveness of qualitative research methods: interviews and diaries . International journal of English and cultural studies 2019; 2(1): 65-70.
ปราโมทย์ ถ่างกระโทก.(2560). บทบาทพยาบาลวิชาชีพในการจัดการโรคเรื้อรัง. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์ 2560; 37(2): 154-159.
ณิชาดา จิฐาวรานนท, นภาพล วสนาท, ปัณฑิตา หัวดอนนัก และอนุสรา บัวพา.(2568). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2568; 10(3): 44-50.
นันทิยา มาตรา.(2567).. ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดไม่ได้ โรงพยาบาลหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2567; 9(4): 17-26.

