การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านทันตสาธารณสุขในการป้องกันภาวะฟันตกกระของเด็กประถมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค จังหวัดสุโขทัย

ผู้แต่ง

  • ภัทราพร เมฆพัฒน์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานทันตสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย
  • กิตติพันธ์ ธิช่างทอง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย
  • อรปรียา พ่วงจันทร์ นักวิชาการสาธารณสุข กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลคีรีมาศ
  • ทิพวรรณ ชมภูเครือ นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ (ทันตสาธารณสุข) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านน้ำเรื่อง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย

คำสำคัญ:

ภาวะฟันตกกระ, ฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค, แนวปฏิบัติด้านทันตสาธารณสุข, ความเชื่อด้านสุขภาพ

บทคัดย่อ

     การวิจัยเชิงทดลองแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแนวปฏิบัติด้านทันตสาธารณสุข ในการป้องกันภาวะฟันตกกระของเด็กประถมศึกษาตอนต้นในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค จังหวัดสุโขทัย และ 2) ประเมินผลของแนวปฏิบัติต่อความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันของผู้ปกครอง และภาวะฟันตกกระของเด็ก การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ระดับฟลูออไรด์ในแหล่งน้ำ บทบาทการใช้น้ำในครัวเรือน ภาวะฟันตกกระของเด็ก และลักษณะความรู้ ความเชื่อ พฤติกรรมของผู้ปกครองในพื้นที่เสี่ยง 3 อำเภอที่เป็นภูเขาหินปูนและประสบภาวะน้ำแล้ง ระยะที่ 2 พัฒนาแนวปฏิบัติ โดยอิงทฤษฎี Health Belief Model, KAP model และแนวคิดความรอบรู้ ด้านสุขภาพช่องปาก ร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วมผู้นำชุมชน ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรสาธารณสุข การศึกษาระยะที่ 1 – 2 เป็นขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ ระยะที่ 3 ทดลองใช้แนวปฏิบัติด้วยแบบแผน กึ่งทดลอง กลุ่มเดียว วัดซ้ำ 3 ครั้ง (ก่อนทดลอง หลังทดลองสัปดาห์ที่ 4 และ 12) ในผู้ปกครองเด็กประถมศึกษาตอนต้น 45 คน และระยะที่ 4 ประเมินผลและสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย เครื่องมือมีทั้งแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ แบบวัดความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันภาวะฟันตกกระ รวมทั้งแบบบันทึกการตรวจภาวะฟันตกกระด้วยดัชนี Dean’s index ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ

     ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับแนวปฏิบัติ คะแนนความรู้เฉลี่ยของผู้ปกครองเพิ่มจาก 5.76 เป็น 11.67 และ 11.78 ในสัปดาห์ที่ 4 และ 12 ตามลำดับ ขณะที่ความเชื่อด้านสุขภาพเพิ่มจากร้อยละ 51.27 เป็น 74.69 และ 73.44 และคะแนนพฤติกรรมการป้องกันเพิ่มจากร้อยละ 34.89 เป็น 64.40 และ 63.98 ตามลำดับ (p<0.001 ทุกตัวแปร) ระดับความรู้ ความเชื่อ และพฤติกรรมที่เพิ่มขึ้นคงอยู่ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ส่วนสัดส่วนภาวะฟันตกกระของเด็กไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงติดตาม ซึ่งสอดคล้องกับกลไกโรคที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ในระยะสั้น

เอกสารอ้างอิง

สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย.(2560). รายงานการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2560 [เข้าถึงเมื่อ 8 ส.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://dental.anamai.moph.go.th/web-upload/migrated/files/dental2/n2423_3e9aed89eb9e4e3978640d0a60b44be6_survey8th_2nd.pdf

DenBesten P, Li W.(2011). Chronic fluoride toxicity: dental fluorosis. Monogr Oral Sci. 2011;22:81-96.

Fejerskov O, Manji F, Baelum V. The nature and mechanisms of dental fluorosis in man. J Dent Res. 1990;69(Spec No):692-700.

World Health Organization.(2011). Guidelines for drinking-water quality. 4th ed. Geneva: World Health Organization; 2011.

กลุ่มงานทันตสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย.(2565). รายงานสถานการณ์ภาวะฟันตกกระและระดับฟลูออไรด์ จังหวัดสุโขทัย พ.ศ. 2565. สุโขทัย: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย; 2565.

กรมอนามัย.(2565). แนวทางการจัดการพื้นที่เสี่ยงฟลูออไรด์สูงในน้ำบริโภค พ.ศ. 2565. นนทบุรี: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2565.

บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร.(2553). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพยาบาลศาสตร์. กรุงเทพฯ: ยูแอนด์ไอ อินเตอร์ มีเดีย จำกัด; 2553.

Bloom BS, editor.(1956). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals. Handbook I: Cognitive domain. New York: David McKay; 1956.

Bureau of Dental Health, Department of Health.(2018). The Eighth Thailand National Oral Health Survey 2017. Nonthaburi: Ministry of Public Health; 2018.

Rosenstock I M.(1974). Historical origins of the Health Belief Model. Health Educ Monogr. 1974;2(4):328-35.

Launiala A.(2009). How much can a KAP survey tell us about people’s knowledge, attitudes and practices? Some observations from medical anthropology research on malaria in Malawi. Anthropol Matters. 2009;11(1):1-13.

Bandura A.(1986). Social foundations of thought and action: a social cognitive theory. Englewood Cliffs (NJ): Prentice-Hall; 1986.

Becker M H.(1974). The Health Belief Model and personal health behavior. Health Educ Monogr. 1974;2(4):324-508.

Petersen P E, Lennon M A.(2004). Effective use of fluorides for the prevention of dental caries in the 21st century: the WHO approach. Community Dent Oral Epidemiol. 2004;32(5):319-21.

Amin M S, Harrison R L.(2009). Understanding parents’ oral health behaviors for their young children. Qual Health Res. 2009;19(1):116-27.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-31

รูปแบบการอ้างอิง

เมฆพัฒน์ ภ., ธิช่างทอง ก., พ่วงจันทร์ อ., & ชมภูเครือ ท. (2025). การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านทันตสาธารณสุขในการป้องกันภาวะฟันตกกระของเด็กประถมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค จังหวัดสุโขทัย. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(4), 562–576. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290504